Friday, 31 July 2026
Hard News Team

“บิ๊กตู่” สั่งช่วยเยียวยาช่วยเหลือกลุ่มศิลปินเจอพิษโควิด 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้ประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และกลุ่มศิลปิน เพื่อหารือแนวทางการให้ความช่วยเหลือจากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ร่วมกับกลุ่มศิลปินพื้นบ้าน  กลุ่มศิลปินแห่งชาติ ศิลปินศิลปากร  กลุ่มเครือข่ายอุตสาหกรรมบันเทิง โรงงานและภาพยนต์ และภาคเอกชน กว่า 40 องค์กร โดยนายกฯ เห็นใจศิลปินพื้นบ้าน บุคลากรด้านศิลปวัฒนธรรมและผู้อยู่ในอุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิด-19  โดยรัฐบาลได้ช่วยเหลือเยียวยาผ่านมาตรการต่างๆ ทั้ง การช่วยเหลือผู้ประกันตน ม. 33 ม. 39 และ ม. 40 และการลดภาษี

ทั้งนี้ นายกฯ ยังห่วงใยกลุ่มศิลปินบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เนื่องจากข้อมูลตกหล่น จึงขอให้กระทรวงวัฒนธรรมเร่งประสาน รวบรวมรายชื่อและจำนวนบุคคลให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อภาครัฐจะได้จัดสรรทั้งวัคซีค รวมทั้งชุดตรวจ ATK ให้เหมาะสม ขณะเดียวกัน ก็จะได้ให้มีการขึ้นทะเบียนเพื่อให้เข้าถึงการเยียวยาของรัฐบาล และยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งในเครือข่ายของกลุ่มศิลปินทุกแขนงด้วย 

พร้อมกันนี้ยังรับข้อเสนอเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ อาทิ การเปิดโรงภาพยนตร์ มหรสพ การผ่อนปรนให้กองถ่ายสามารถทำภาพยนตร์สามารถถ่ายทำได้ โดยจะมอบหมายให้ ศบค. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขพิจารณามาตรการรองรับป้องกันไม่ให้มีการแพร่ระบาดของโรคโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง จะต้องมีท้องถิ่นเข้าดูแลการถ่ายทำในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรวมกลุ่มของคนมากเกินไป 

ขณะเดียวกันยัง ได้สั่งการให้กระทรวงวัฒนธรรมประสานเครือข่าย/กลุ่มศิลปิน เพื่อจัดทำข้อมูลให้ครอบคลุมและชัดเจน มอบหมายให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากมาตรการลดภาษี การช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึง Soft Loan แหล่งเงินทุน จากงบประมาณที่มีเหลืออยู่ จาก พรก. กู้เงินฯ โดยจะได้มีการนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

7 มาตราการ เปิดเรียนอย่างปลอดภัย

กระทรวงสาธารณสุข กำหนดรูปแบบการเรียนการสอนในโรงเรียนตามมาตรการ Sandbox ในโรงเรียน : Sandbox Safety Zone in School ซึ่งจะเป็นแนวทางให้โรงเรียนที่มีความพร้อมเปิดเรียนได้ตามปกติ โดยเพิ่ม 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา (โรงเรียนไป - กลับ) เพื่อให้เกิดความปลอดภัยเมื่อเข้า - ออกโรงเรียน

1.) สถานศึกษาประเมินความพร้อมเปิดเรียนผ่าน Thai Stop Service Plus และรายงานการติดตามประเมินผล

2.) ทำกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบ Small Bubble (เน้นกลุ่มเล็ก)

3.) จัดระบบให้บริการอาหารตามหลักสุขาภิบาลและหลักโภชนาการ

4.) จัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน

5.) จัดให้มี School Isolation แผนเผชิญเหตุ และซักซ้อมอย่างเคร่งครัดหากพบผู้ติดเชื้อ

6.) ควบคุมดูแลการเดินทางไปกลับของนักเรียน เช่น รถส่วนบุคคล รถโดยสารสาธารณะ

7.) จัดให้มี School Pass สำหรับนักเรียน ครูและบุคลากรในสถานศึกษา ประกอบด้วย ผลการตรวจ ATK ภายใน 7 วัน หรือประวัติการรับวัคซีน

อย่างไรก็ตาม จะต้องประเมินความเสี่ยงตามสถานการณ์การระบาดในแต่ละพื้นที่ที่โรงเรียนตั้งอยู่ และต้องได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อของจังหวัดหรือกรุงเทพมหานครก่อนที่จะเปิดเรียน

ดันพัทยาศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมครม. ได้มีมติรับทราบ การรายงาน เรื่อง มิติวัฒนธรรมกับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกตามที่ วธ. เสนอ โดยการพัฒนาเมืองพัทยาเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือของผู้ประกอบการเพื่อใช้ทุนวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของถิ่น ในการผลิตภาพยนตร์ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อการสร้างงาน สร้างรายได้ และการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับจังหวัดทั่วประเทศ ตามยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564)

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมมือกับ จ.ชลบุรี และเมืองพัทยา รวมทั้ง จ.นครราชสีมา สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติและสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย จัดโครงการสัมมนาสัญจรส่งเสริมการสร้างภาพยนตร์และละครโทรทัศน์เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ 2564 ในรูปแบบออนไลน์ โดยนำร่อง 2 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี วันที่ 21 ก.ย. เวลา 09.30-16.00 น. และนครราชสีมา วันที่ 23 ก.ย. เวลา 09.30-16.00 น. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับท้องถิ่น ทำให้เกิดการเชื่อมต่อเครือข่ายความร่วมมือระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การมีส่วนร่วมของส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนในการส่งเสริมการสร้างภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ 

รวมทั้งการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการภาคเอกชนในพื้นที่กับผู้ผลิตภาพยนตร์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นและผลักดันให้เกิดแหล่งเงินทุนในการผลิตภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ของผู้ประกอบการไทยด้วยกัน รวมทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับถ่ายทำภาพยนตร์และวีดิทัศน์เข้ามาใช้พื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดนำร่อง ทำให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ ก่อให้เกิดกระจายรายได้สู่ระดับภูมิภาคจากการท่องเที่ยว ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของท้องถิ่นและประเทศไทย หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย

นายกรัฐมนตรี เผย ภาพรวมปริมาณน้ำอยู่ในระดับ ทรงตัว ไม่น่าเป็นห่วง เหมือนปี 2554 พร้อมย้ำรัฐบาลเตรียมแผนเผชิญเหตุ รับมือสถานการณ์น้ำอย่างเป็นระบบ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทาง Facebook ว่า หลังได้ลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะที่มาจากภาคเหนือ และอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคกลางของประเทศ รวมถึง กทม. ซึ่งได้รับข้อมูลว่าปัจจัยสำคัญของปริมาณน้ำในช่วงนี้มาจากพายุ 2 ลูก ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ส่งผลกระทบในบางพื้นที่ แต่ในภาพรวมปริมาณน้ำอยู่ในระดับ "ทรงตัว" แล้ว และจากการประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถานการณ์น้ำในปีนี้ "ไม่น่าเป็นห่วง" เหมือนปี 2554 แต่อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการให้มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจนหมดหน้าฝน โดยให้หน่วยงาน เตรียมพร้อมรับสถานการณ์จุดเสี่ยงต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ตามแผนเผชิญเหตุ โดยคำนึงเสมอว่านอกจากระบายน้ำลงทะเลเพื่อป้องกันน้ำท่วมแล้ว ยังต้องคำนวณการเก็บกักน้ำไว้ใช้หน้าแล้งด้วย

พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี ยืนยันด้วยว่า รัฐบาลมีแผนการรับมือสถานการณ์น้ำอย่างเป็นระบบ ในแต่ละลุ่มน้ำ แต่ละภูมิภาค ในช่วงมรสุมของทุก ๆ ปี ตั้งแต่ระบบติดตามระดับน้ำ พร้อมทั้งพยากรณ์ปริมาณน้ำล่วงหน้า ซึ่งจะกำหนดเกณฑ์ปลอดภัย เกณฑ์ตัดสินใจเพิ่มการระบายน้ำในแต่ละจุด แต่ละพื้นที่ โดยคำนวณผลกระทบล่วงหน้า การเตรียมพื้นที่รองรับน้ำ มีหน่วยงาน/ผู้รับผิดชอบตามระดับผลกระทบ มีอนุกรรมการและคณะกรรมการกำกับดูแล มีขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจน รวมทั้งแผนเผชิญเหตุแยกเป็นพื้นที่และเป็นภาพรวม ระบบและช่องทางสื่อสารแจ้งเตือนภัย และการตระเตรียมพื้นที่อพยพและพื้นที่ปลอดภัย เป็นต้น

ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบความแข็งแรงโครงสร้างเขื่อน-ประตูน้ำ ขุดลอกคูคลองสาขา จัดระเบียบที่อยู่อาศัยชุมชนที่รุกล้ำลำคลองสาธารณะ และกำจัดผักตบชวาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 19 จังหวัด ภาคกลางและตะวันออก รวมกำจัดผักตบชวากว่า 5 ล้านตัน

หลักการสำคัญที่รัฐบาลเน้นย้ำมาตลอดคือ การแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำอย่างยั่งยืน โดยมีการจัดทำแผนบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน การปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก การบริหารจัดการพื้นที่รับน้ำนองและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากสายใหม่ ทั้งคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ที่จะแล้วเสร็จในปี 2566 คลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย (เพื่อรองรับน้ำท่วมที่รอบปี 50 ปี) และคลองระบายน้ำควบคู่กับถนวงแหวนรอบที่ 3 (เพื่อรองรับน้ำท่วมที่รอบปี 100 ปี) ทั้งนี้เป้าหมายหลัก นอกจากเพื่อลดปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของประเทศด้วย

ตนจึงขอให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการที่รัฐบาลได้วางแผนไว้แล้ว และขอความร่วมมือในการอุปโภคบริโภคอย่างสมดุล พื้นที่เพาะปลูกก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับทรัพยากรน้ำ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ด้วย ซึ่งรัฐบาลพร้อมจะเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำของประเทศ

"ก้าวไกล"อัด "นายกฯ " ไร้ความรับผิดชอบ เหตุไม่ให้ความสำคัญมาตอบกระทู้สภาฯ เรื่อง “แต่งตั้งตำรวจ-คดีบอส กระทิงแดง”

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม  เพื่อพิจารณากระทู้ถามทั่วไป เรื่องขอทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแต่งตั้งนายตำรวจและการคัดเลือกตำรวจราบในพระองค์ของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถามพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบหมายให้พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม มาตอบ แต่ติดภารกิจสำคัญจึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ออกไปก่อน

ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า อยากทราบว่าเหตุใดนายกฯมอบหมายให้รมช.กลาโหมมาชี้แจงแทน ทั้งที่ไม่ได้มีภารกิจกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายกฯได้แจ้งประธานที่ประชุมหรือไม่ และที่ติดภารกิจอยากทราบว่าติดภารกิจอะไร เพราะทำให้สมาชิกสภาฯมีคำถาม และคำถามเรื่องตำรวจนั้น ประชาชนให้ความสนใจ และเพิ่งมีเหตุเกิดขึ้นที่จ.นครสวรรค์ การที่นายกฯไม่มาตอบทั้งที่การทำหน้าที่วันสุดท้ายของสภาฯในการประชุมสภาฯสมัยนี้ ทำให้ต่อไปต้องไปตอบคำถามในราชกิจจานุเบกษาแทน และได้คำตอบไม่ลงลึก การอ้างว่าติดภารกิจนั้น นายกฯต้องมีหน้าที่สแตนบายเพื่อมาตอบคำถามสมาชิกสภาฯ ซึ่งท่านมีเหตุผลอะไร ไม่เช่นนั้นตนต้องไปถอนกระทู้นี้ เพื่อมาถามใหม่ในสมัยประชุมหน้า

ด้านศุภชัย กล่าวว่า สภาฯได้รับหนังสือแจ้งจากรมช.กลาโหมว่าติดภารกิจสำคัญที่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า ไม่สามารถมาตอบกระทู้วันนี้ได้ จึงขอเลื่อนออกไปก่อนเหตุผลก็มีเท่านี้ นายกรัฐมนตรีก็ติดภารกิจจำเป็นได้แจ้งมาที่สภาฯแล้ว ส่วนทำไมนายกฯมอบให้รมช.กลาโหมมาชี้แจงแทนนั้น ตนก็ไม่ทราบ เพราะเป็นภารกิจที่นายกฯมอบหมาย อาจจะเป็นเรื่องความมั่นคง

จากนั้นเวลา 13.15 น.เป็นพิจารณากระทู้ถามทั่วไปเรื่องขอให้ติดตามความคืบหน้าและดำเนินการกับผู้กระทำความผิดคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ของนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถามพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แต่ประธานที่ประชุมแจ้งว่า ทางสำนักเลขาธิการนายกฯแจ้งว่านายกฯ มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบคำถามในกระทู้นี้แทน แต่เนื่องจากนายวิษณุ ติดภารกิจจึงได้ขอเลื่อนการตอบกระทู้นี้

ทำให้นายธีรัจชัย ลุกขึ้นกล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับประชาชนและเกี่ยวเนื่องกับผลกระทบกระบวนการยุติธรรมที่เสื่อมความน่าเชื่อถือ พบว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ตนต้องการถามนายกฯ แต่นายกฯไม่รับผิดชอบ กลับมอบหมายให้นายวิษณุมาแทน แต่ก็ติดภารกิจสำคัญอีก เราไม่มีมาตรการในการจัดอะไรกับฝ่ายบริหารเลยหรือที่หนีการตอบกระทู้ ที่เป็นสิ่งสำคัญ มันเป็นการชะลอความจริง และชะลอปัญหา อาจเอื้อให้บางฝ่ายได้แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมนี้ 

“ประเทศนี้มันอะไรกัน เรื่องนี้เป็นหลบหนีความจริง มีวาระซ่อนเร้นที่จะไม่ตอบ ไม่ตอบวันนี้หมายความว่ากระทู้นี้ต้องไปตอบในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะตอบแบบใดก็ได้ หมายความว่าคนที่ทำผิดจะไปทำอะไรก็ได้ อำนาจนิติบัญญัติไม่มีความหมายแล้วหรือ ขอให้สภาฯช่วยกระทุ้งฝ่ายบริหารรับผิดชอบฝ่ายนิติบัญญัติมากกว่านี้ และการจับกุมนายวรยุทธ มีความคืบหน้าไปถึงไปไหนอย่างไรแล้ว” นายธีรัจชัย กล่าว

ทำให้นายศุภชัย ชี้แจงว่า นายกฯสามารถเลื่อนการตอบกระทู้ได้ และทำหนังสือมาชี้แจงสภาฯ นายธีรัจชัยมีทางเลือกคือ ถ้ายังอยากถามเรื่องนี้ในที่ประชุมสภาฯ สามารถถอนเรื่องออกไปก่อนได้ แล้วเปิดสมัยประชุมหน้าก็ยื่นกระทู้ถามใหม่ เพื่อให้นายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาตอบคำถาม 

'หมอธีระ' วอนชะลอเปิดท่องเที่ยว-เปิดประเทศ ชี้!! ไทยยังไม่พร้อม หวั่นเชื้อลามหนักอีก

วันที่ 16 กรกฎาคม  2564 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุว่า สถานการณ์ทั่วโลก 16 กันยายน 2564 ทะลุ 227 ล้านไปแล้ว

เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 537,933 คน รวมแล้วตอนนี้ 227,190,094 คน ตายเพิ่มอีก 9,761 คน ยอดตายรวม 4,671,892 คน

5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุดคือ อเมริกา สหราชอาณาจักร อินเดีย ตุรกี และอิหร่าน

อเมริกา ติดเชื้อเพิ่ม 149,288 คน รวม 42,457,468 คน ตายเพิ่ม 2,106 คน ยอดเสียชีวิตรวม 684,800 คน อัตราตาย 1.6%

อินเดีย ติดเพิ่ม 30,361 คน รวม 33,345,873 คน ตายเพิ่ม 432 คน ยอดเสียชีวิตรวม 443,960 คน อัตราตาย 1.3%

บราซิล ติดเพิ่ม 14,780 คน รวม 21,034,610 คน ตายเพิ่ม 750 คน ยอดเสียชีวิตรวม 588,597 คน อัตราตาย 2.8%

สหราชอาณาจักร ติดเพิ่ม 30,597 คน ยอดรวม 7,312,683 คน ตายเพิ่ม 201 คน ยอดเสียชีวิตรวม 134,647 คน อัตราตาย 1.9%

รัสเซีย ติดเพิ่ม 18,841 คน รวม 7,194,926 คน ตายเพิ่ม 792 คน ยอดเสียชีวิตรวม 195,041 คน อัตราตาย 2.7%

อันดับ 6-10 เป็น ฝรั่งเศส ตุรกี อิหร่าน อาร์เจนตินา และโคลอมเบีย ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น

หากรวมทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ พบว่ามีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 93.31 ของจำนวนติดเชื้อใหม่ทั้งหมดต่อวัน

แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักร้อยถึงหลักพัน

แถบตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน ยกเว้นอิหร่านติดเพิ่มหลักหมื่นอย่างต่อเนื่อง

ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม ติดเพิ่มกันหลักหมื่น

ส่วนญี่ปุ่น เมียนมาร์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ติดกันหลักพัน กัมพูชา และลาว ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน และนิวซีแลนด์ ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกง และไต้หวัน ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ

สถานการณ์ไทยเรา

เมื่อวานจำนวนติดเชื้อใหม่ที่รายงานนั้นยังคงสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก

แต่หากรวม ATK ด้วย ก็จะขยับแซงบราซิล ขึ้นเป็นอันดับ 9 ของโลก

ถ้าดูเฉพาะในเอเชีย จำนวนติดเชื้อใหม่ของเราเป็นอันดับ 6

ผลลัพธ์ของนโยบายกล่องทรายและ 7+7

พื้นที่ท่องเที่ยวทั้งภูเก็ต กระบี่ และสุราษฎร์ รวมถึงใกล้เคียง เช่น นครศรีธรรมราช ล้วนกำลังเผชิญกับการระบาดที่ทวีความรุนแรงขึ้น

การประเมินผลนโยบายนั้น ไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจผิดด้วยการนำเสนอเฉพาะจำนวนเคสติดเชื้อที่ตรวจพบจากการเดินทางเข้ามาจากต่างประเทศเท่านั้น

ขอเน้นย้ำตามหลักวิชาการอีกครั้ง ดัง ๆ ชัด ๆ ว่า นโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยว รวมถึงการเปิดประเทศในจังหวัดต่าง ๆ ที่วางแผนกันมานั้น จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการระบาดหนักตามมา ด้วยปัจจัยเสี่ยง 2 ประการ

หนึ่ง “การที่คนที่เดินทางจากต่างประเทศอาจนำเชื้อเข้ามาในพื้นที่ได้”

การมีกฎระเบียบให้ตรวจคัดกรองโรคมาก่อนเดินทางนั้น ช่วยลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง

การกักตัว และตรวจซ้ำระหว่างกักตัวตามมาตรฐาน 14 วัน ก็จะลดความเสี่ยงได้อีกระดับหนึ่ง

ส่วนการฉีดวัคซีนครบโดสมาก่อนเดินทางนั้น คนที่ฉีดวัคซีนมาแล้วก็ยังมีโอกาสที่จะติดเชื้อระหว่างช่วงการเดินทาง ระหว่างพำนักในพื้นที่ และแพร่ให้กับผู้อื่นได้

แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญกว่าอันแรกคือ

สอง “นโยบายเปิดท่องเที่ยวและเปิดประเทศ จะทำให้มีจำนวนคนหมุนเวียนมากขึ้นในพื้นที่ กิจการ กิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น มีการพบปะติดต่อกัน ค้าขาย บริการ ใกล้ชิดกัน ใช้เวลาร่วมกันนานมากขึ้น” นี่คือปัจจัยเสี่ยงหลักที่เกิดขึ้นจากนโยบาย และส่งผลให้เกิดการแพร่เชื้อติดเชื้อในพื้นที่มากขึ้น เพราะมีการติดเชื้อในชุมชนอยู่

ปัจจัยเสี่ยงทั้งสองประการนั้นคือ ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากนโยบาย

และผลลัพธ์คือ จำนวนการติดเชื้อแต่ละพื้นที่ที่สูงขึ้น โดยมักจะเห็นได้ชัดตั้งแต่ 6-8 สัปดาห์เป็นต้นไป

การประเมินผลนโยบายดังกล่าว จึงต้องไม่ประเมินและรายงานให้เข้าใจเพียงว่า มีจำนวนการติดเชื้อจากคนเดินทางมาจากต่างประเทศ แต่ต้องดูจำนวนติดเชื้อทั้งหมดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพราะเป็นผลจากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งสองเรื่อง

นี่คือสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการ และควรบอกกล่าวเล่าแจ้งให้ประชาชนได้ทราบ เพื่อให้เกิดตรรกะ การใช้เหตุผล ยืนบนหลักการ และใคร่ครวญทบทวน วางแผนจัดการชีวิตและจัดการปัญหาในพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง

แต่ละพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายข้างต้น หน่วยงานและประชาชนก็คงต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำ ชั่งใจให้ดีว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมานั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่ และหากดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จะเกิดผลกระทบระยะยาวต่อชีวิต และแหล่งพำนักพักพิง/ที่ทำมาหากิน ของตนเองและลูกหลานอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ขอให้ตระหนักว่า หากการระบาดภายในประเทศยังมีความรุนแรง กระจายไปทั่ว ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากนโยบายเปิดท่องเที่ยว และเปิดประเทศนั้น ย่อมจะทำให้การระบาดในแต่ละพื้นที่รุนแรงขึ้น และเร็วขึ้นแน่นอน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นนอกจากการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น จำนวนคนป่วยมากขึ้น จำนวนคนตายมากขึ้นแล้ว ย่อมส่งผลต่อการเกิดสายพันธุ์กลายพันธุ์ใหม่ในประเทศซึ่งอาจดื้อต่อยา ต่อวัคซีนที่มี และเกิดผลกระทบต่อเนื่องย้อนเป็นโดมิโน่

ยิ่งไปกว่านั้น ก็ย่อมส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในที่สุด

และหากเกิดขึ้นในอนาคต โอกาสที่ประชาชนส่วนใหญ่จะยืนระยะสู้กับโรค คงจะลำบากมาก เพราะเราสู้กันมานาน แต่ไม่ตัดวงจรระบาด ทรัพยากรที่มีย่อมลดลงหรือหมดไป

ปัญหาสังคม เช่น อาชญากรรม และความไม่สงบสุขในบ้านเมือง ก็ย่อมตามมาได้

เหล่านี้คือสิ่งที่รัฐควรใคร่ครวญให้ดี เรียนรู้บทเรียนจากกล่องทรายที่เห็นประจักษ์ชัด

ควรใช้เวลาไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จัดหาวัคซีนที่ดี มีประสิทธิภาพ ให้แก่ประชาชนอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่

หากรีบเปิดประเทศ เปิดท่องเที่ยว มองตาไหนบนกระดาน ก็ไม่เห็นตาเดินแห่งชัยชนะ

สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ปลอดภัยต่อการเปิดท่องเที่ยว และเปิดประเทศครับ

ชะลอเถิดครับ

ด้วยรักและห่วงใย

กระแสแรงไม่ตก ตามรอยลิซ่า 'ลูกชิ้นยืนกิน' ยอดขายทะลุหมื่นต่อวัน

พ่อค้าแม่ค้าขายลูกชิ้นยืนกิน จ.บุรีรัมย์ ต่างยิ้มหน้าบาน แค่ชั่วข้ามคืน กระแส ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ทำยอดขายพุ่งวันละเป็นหมื่น จากยอดขายหลักร้อยจากพิษโควิด พ่อค้าแม่ค้าเชิญชวน ‘ลิซ่า’ กินฟรีแทนคำขอบคุณ ขณะที่เหล่าแฟนคลับทั้งในและนอกจังหวัด ไม่พลาดลิ้มลอง ‘ลูกชิ้น-น้ำจิ้ม’ รสเด็ด ตามรอยไอดอล 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ หรือ น.ส.ลลิษา มโนบาล ศิลปินดังระดับโลก ได้ปล่อยโซโล่เดียว MV เพลง LALISA จนมีคนเข้าไปดูมากกว่าร้อยล้านวิว ทั้งยังได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับรายการหนึ่งของไทยว่า ถ้าได้กลับมาบ้านเกิด จ.บุรีรัมย์ สิ่งแรกที่อยากรับประทานคือ ‘ลูกชิ้นยืนกินสูตรน้ำจิ้มพริกเผา’ ซึ่งเป็นอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ทำให้เหล่าบรรดาแฟนคลับและประชาชนทั่วไป อยากจะรับประทานลูกชิ้นยืนกินตามรอยลิซ่ากันเลยทีเดียว

บางคนถึงขั้นลงทุนเดินทางมากินถึง จ.บุรีรัมย์ อีกทั้งยังสร้างปรากฏการณ์มีออเดอร์สั่งซื้อผ่านออนไลน์ถล่มทลาย ถึงวันละ 300-400 ชุด ในราคาชุดละ 60-100 บาท จนทำให้บางร้านถึงขั้นแพ็กส่งลูกค้ากันแทบไม่ทัน บางร้านถึงขั้นต้องหยุดทอดขายหน้าร้านชั่วคราว เพื่อแพ็กส่งตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งผ่านออนไลน์ ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายลูกชิ้นยืนกิน บริเวณสถานีรถไฟบุรีรัมย์มียอดขายวันละมากกว่า 10,000 บาท จากก่อนหน้านี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดระบาด ขายได้เพียงวันละหลักร้อยบาทเท่านั้น

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เหล่าพ่อค้าแม่ค้าต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ขอขอบคุณลิซ่า ที่ทำให้ลูกชิ้นยืนกินกลับมาขายดิบขายดีอีกครั้ง หลังจากที่ซบเซาเพราะพิษโควิดมาเป็นปี ถึงขั้นประกาศเชิญชวนให้ลิซ่า มารับประทานลูกชิ้นยืนกินแบบฟรี ๆ ร้านไหนก็ได้ที่ลิซ่าชอบ เพื่อแทนคำขอบคุณที่ไม่ลืมอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านเกิด

ด้าน น.ส.อรุณศรี กำเนิดกลาง เจ้าของร้านลูกชิ้น ‘ยายภา’ และ น.ส.รักชนก มณีวรรณ เจ้าของร้านลูกชิ้น ‘เจ้นกกอก’ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หลังจากมีกระแสของลิซ่า ก็ทำให้ลูกชิ้นยืนกินขายดีเป็นประวัติการณ์ แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะมีออเดอร์สั่งผ่านออนไลน์เข้ามาอย่างต่อเนื่องวันละ 300-400 ชุด ตลอดเกือบสัปดาห์แล้ว จนบางวันแพ็กส่งกันแทบไม่ทัน ส่งผลให้ยอดขายพุ่งเพียงชั่วข้ามคืน จากช่วงโควิดขายได้วันละไม่กี่ร้อยบาท แต่พอมีกระแสลิซ่า ยอดขายก็เพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นบาท พ่อค้าแม่ค้าต่างดีใจและขอขอบคุณน้องลิซ่ามาก เพื่อแทนคำขอบคุณจึงขอเชิญชวนให้น้องลิซ่า มาทานลูกชิ้นยืนกินฟรีเลย ร้านไหนก็ได้ เพราะตอนนี้เกือบทุกร้าน ก็ทำน้ำจิ้มสูตรพริกเผาเหมือนที่น้องอยากกินแล้ว

ขณะที่ น.ส.ถนอมวรรณ สินธุรัตน์ ลูกค้าคนหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนอยู่ จ.บุรีรัมย์ พอมีกระแสลิซ่าก็มีเพื่อนจากกรุงเทพฯ และคนรู้จักที่ จ.ชัยภูมิ และภาคใต้ โทรศัพท์มาสอบถามและฝากซื้อให้ช่วยส่งไปให้หลายคน เพราะอยากจะกินตามรอยกระแสลิซ่า สำหรับตนซึ่งเป็นคนบุรีรัมย์ก็มาทานบ่อย ส่วนมากก็จะยืนกินที่ร้านเพราะได้อรรถรสมากกว่า แต่ช่วงโควิดเขามีนโยบายห้ามยืนกินก็จะซื้อไปกินที่บ้านแทน ก็อยากจะเชิญชวนให้มาลองลิ้มรสลูกชิ้นยืนกินของ จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ทั้งลูกชิ้นที่นุ่มอร่อยและน้ำจิ้มรสเด็ด รับรองว่าถ้าได้มาลองทานแล้วจะติดใจ

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด ด้วยคำพูดเดียว

ทั้งนี้ หลังจากลิซ่า BLACKPINK ให้สัมภาษณ์ว่า อยากกินลูกชิ้นยืนกิน ก็ทำเอาแม่ค้าปลื้ม ขายดิบขายดี จนล่าสุด สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดบุรีรัมย์ การรถไฟแห่งประเทศไทย สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ แจงร่วมจัดเทศกาลลูกชิ้นยืนกิน 2021 ช่วง 17-23 ก.ย. 64 นี้!


ที่มา : https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2194745

เกษตรฯ สำรวจพื้นที่เกษตรน้ำท่วม แจกพืชพันธุ์ลดผลกระทบ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตร เฝ้าสังเกตการณ์ พร้อมลงพื้นที่สำรวจพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบหลังน้ำลดโดยเร็ว รวมทั้งให้จัดเตรียมขยายพืชพันธุ์ดีกว่า 4.5 ล้านต้น และเมล็ดพันธุ์อีก 6 แสนซอง เพื่อให้เพียงพอและพร้อมแจกจ่ายแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากร่องมรสุมพาดผ่านหลายพื้นที่ในประเทศไทย รวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะจังหวัดมุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ รวมทั้งในบางพื้นที่ยังคงมีฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก จนทำให้พื้นที่เกษตรอาจได้รับความเสียหาย

'ญี่ปุ่น' พบสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีน 'ไฟเซอร์' เร่งบริษัทผู้ผลิตตรวจสอบด่วน

สำนักข่าวเกียวโดนิวส์รายงานอ้างรัฐบาลท้องถิ่นเปิดเผยเมื่อวันอังคาร (14 ก.ย.) พบสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ 5 ขวดที่ยังไม่ได้ใช้งาน ใน 2 เมืองใกล้กรุงโตเกียว และอีกเมืองในจังหวัดโอซากา และได้ร้องขอให้ทางไฟเซอร์วิเคราะห์สารดังกล่าวแล้ว

รายงานข่าวของเกียวโดนิวส์ อ้างเจ้าหน้าที่ของเมืองซางามิฮาระ และเมืองคามาคุระ ในจังหวัดคางากาวะ และเจ้าหน้าที่เมืองซากาอิ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น ระบุว่า วัคซีนที่พบสิ่งแปลกปลอมสีขาวลอยอยู่ในขวดนั้นมาจากล็อตเดียวกันคือ FF5357

ทั้ง 3 เมืองได้ร้องขอให้ไฟเซอร์วิเคราะห์สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวแล้ว

เจ้าหน้าที่พบวัคซีนปนเปื้อนในศูนย์ฉีดวัคซีน 3 แห่งในซางามิฮาระ ระหว่างวันเสาร์ (11 ก.ย.) จนถึงวันอังคาร (14 ก.ย.) 1 แห่งในคามาคุระในวันอาทิตย์ (12 ก.ย.) และ 1 แห่งในซากาอิ ในวันอังคาร (14 ก.ย.)

เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 เมืองยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ใช้วัคซีนที่ปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอม แต่ยังคงเดินหน้าฉีดวัคซีนขวดอื่น ๆ ที่มาจากล็อตเดียวกัน ที่ผ่านการยืนยันแล้วว่าไม่ปนเปื้อน

เมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นเพิ่งระงับใช้วัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นา อิงค์ ราว ๆ 1.63 ล้านโดส ส่วนหนึ่งในมาตรการป้องกันไว้ก่อน หลังพบสารแปลกปลอมในขวดวัคซีนหลายขวด


(ที่มา: เกียวโดนิวส์)
https://mgronline.com/around/detail/9640000091759

นายกฯเตรียมหารือพบปะผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ตามโครงการ Factory Sandbox  ป้องกันโควิด-19 ณ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ จำกัด (แหลมฉบัง) ศุกร์ 17 กันยายน นี้ 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกลาโหม เตรียมลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินโครงการ Factory Sandbox  พร้อมกล่าวมอบนโยบายและตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนให้กับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ของ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ จำกัด (แหลมฉบัง) ก่อนพบปะกับผู้บริหารและนักลงทุนญี่ปุ่นเพื่อหารือแนวโน้มการลงทุนและการส่งออกในวันศุกร์ 17 กันยายน นี้  

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะ มีความตั้งใจจะไปติดตามโครงการ Factory Sandbox ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการนำร่องในการป้องการและควบคุมการแพร่ระบาดในโรงงาน ในเฟสแรก ดำเนินการไปแล้วใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และชลบุรี ในส่วนเฟสสองขยายต่ออีก 3 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ เป็นมาตรการภาครัฐในการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานและเดินหน้าสถานประกอบการ ช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ชลบุรี ถือว่ามีโรงงานขนาดใหญ่จำนวนมากและมีผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ประมาณ 700,000 คน  และมีสถานประกอบการ 17 แห่งที่ดำเนินโครงการฯ

ทั้งนี้  โครงการ Factory Sandbox  จะนำใช้กับโรงงานขนาดใหญ่ที่มีแรงงานมากกว่า 500 คนขึ้นไป เป็นสถานประกอบกิจการที่ผลิตเพื่อการส่งออก ควบคู่กับการดำเนินการ Bubble and Seal กำหนดให้ลูกจ้างเดินทางกลับที่พักโดยตรงไม่แวะระหว่างทาง และอยู่แต่ในเคหะสถานเท่านั้น จัดให้มีการตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR จำนวน 1 ครั้ง ให้ลูกจ้างทั้งหมด และตรวจแบบ Self-ATK (Antigen Test Kit) ทุก 7 วัน  พร้อมจัดสรรให้ได้รับวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ด้วย

“นายกรัฐมนตรีต้องการดูแลพี่น้องแรงงานของไทยและแรงงานต่างด้าวอย่างดีที่สุด เพราะแรงงานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนธุรกิจอุตสาหกรรมของไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ สำคัญให้คนไทยมีงานทำ มีรายได้เพื่อดูแลตนเอง ครอบครัวและยังเพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งไปพร้อมๆกันอีกด้วย” นาย ธนกรกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top