Wednesday, 5 August 2026
Hard News Team

กมธ.พาณิชย์ จ่อเรียก กรมปศุสัตว์ แจงข้อเท็จจริงแก้โรคระบาดหมู ทั้งที่รับเรื่องตั้งแต่ พ.ย.64  แนะ รัฐบาล แก้เนื้อหมูแพง ไม่ใช่ให้ทุนเลี้ยงอย่างเดียว ต้องประกันความเสี่ยงด้วย

นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการ และ โฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีปัญหาเนื้อหมูราคาแพง และขาดตลาดว่า  เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ตนพากลุ่มผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออก เข้าพบอธิบดีกรมปศุสัตว์เพื่อแจ้งถึงปัญหาที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรเจอ คือ โรคระบาด แต่ไม่มั่นใจว่าเป็นโรคระบาดชนิดใดเพื่อให้กรมปศุสัตว์แก้ปัญหา ไม่ให้ผู้เลี้ยงสุกรเสียหายและกระทบไปยังประชาชน และในเดือนธันวาคม 2564 ตนได้รับข้อมูลจากกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ว่า จากเดือนดังกล่าว อีก 5-6 เดือน ปริมาณเนื้อหมูในตลาดจะมีจำนวนน้อยลงและเนื้อหมูจะขาดตลาด และในเดือนมกราคม 2565 ปัญหาที่เกษตรกรเคยเตือนเกิดขึ้นจริง

“ผมเข้าใจว่า กรมปศุสัตว์ ได้รับทราบถึงโรคระบาด และพยายามควบคุมโรคในวงจำกัดไม่ให้เกษตรกรและประชาชนได้รับผลกระทบ แต่รายละเอียดต้องให้กรมปศุสัตว์ชี้แจงต่อกรรมาธิการฯ อีกครั้งว่าได้ดำเนินการอย่างไรหลังจากที่รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มเกษตรกร โดยในสัปดาห์หน้าเมื่อมีการประชุมสภาฯ ผมจะนำเรื่องนี้เข้ากรรมาธิการฯ เพื่อติดตามปัญหา และเป็นเรื่องแรกที่ต้องพิจารณาเร่งด่วน และขอเรียกร้องให้กรมปศุสัตว์ชี้แจงให้ชัดเจนจากข้อมูลทางวิชาการที่พบว่ามีโรคระบาดในสุกรเกิดขึ้นจริง แต่กลับไม่มีการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” นายอัครเดช กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญ ยังกังขา ‘เดลตาครอน’ สายพันธุ์ใหม่จริง หรือถอดรหัสผิดพลาด?

ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกบางส่วนชี้ โควิด-19 “เดลตาครอน” อาจเกิดจากความผิดพลาดของการถอดรหัสในห้องแล็บ

เมื่อวานนี้ (9 ม.ค.) มีข่าวที่สร้างความตระหนกให้กับคนทั้งโลกอีกครั้ง เมื่อ ลีออนดิออส คอสตริคิส (Leondios Kostrikis) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพจากมหาวิทยาลัยไซปรัส ประเทศไซปรัส รายงานว่า ตรวจพบเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ลูกผสม ระหว่างเชื้อสายพันธุ์เดลตากับโอมิครอน เรียกว่า “เดลตาครอน (Deltacron)”

“ขณะนี้มีการติดเชื้อร่วมของโอมิครอนและเดลตา และเราพบว่าสายพันธุ์นี้เป็นการรวมกันของสองสายพันธุ์นี้” คอสตริคิสบอก

เขาให้เหตุผลว่า ที่เชื่อว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการผสมกัน เนื่องจากมีการระบุลายเซ็นทางพันธุกรรมที่เหมือนโอมิครอนภายในจีโนมของสายพันธุ์เดลตา

คอสตริคิสและทีมวิจัยของเขาได้รายงานพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาครอนแล้ว 25 ราย โดยข้อมูลลำดับพันธุกรรมของผู้ติดเชื้อเดลตาครอนทั้ง 25 รายนี้ได้ถูกส่งไปยัง GISAID หรือฐานข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของไวรัสระหว่างประเทศแล้งเมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ คอสตริคิสเชื่อว่า อย่างไรสายพันธุ์ใหม่นี้จะถูกแทนที่ด้วยสายพันธุ์โอมิครอนที่มีศักยภาพในการแพร่เชื้อได้สูงกว่าอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หลังสื่อทั่วโลกมีการรายงานการค้นพบนี้ของไซปรัสออกไป ก็มีเสียงแสดงความไม่เห็นด้วยจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนทั่วโลก โดยระบุว่า “การค้นพบดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในห้องแล็บ โดยเป็นการปนเปื้อนของไวรัสที่อยู่ในแล็บ”

ดร.ครูติกา คุปปาลี แพทย์โรคติดเชื้อที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเพียงว่า “เดลตาครอนไม่มีอยู่จริง” โดยเธอเขียนข้อความบนทวิตเตอร์ว่า “เดลตาครอนไม่ใช่ของจริง และน่าจะเกิดจากการเรียงลำดับพันธุกรรมผิดพลาด จากการปนเปื้อนของชิ้นส่วนโอมิครอนในตัวอย่างสายพันธุ์เดลตาในห้องแล็บ”

ในขณะเดียวกัน ดร.ทอม พีค็อก นักไวรัสวิทยาจากอิมพีเรียลคอลเลจ สหราชอาณาจักร ผู้เชี่ยวชาญการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสระดับโลก กล่าวในทวิตเตอร์ว่า ลำดับพันธุกรรมของโควิด-19 เดลตาครอนที่สื่อต่างๆ ทั่วโลกรายงานออกไปแล้วนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดจากการปนเปื้อนระหว่างสารพันธุกรรมของโอมิครอนและเดลตาในห้องปฏิบัติการ เวลาถอดรหัสพันธุกรรมจึงมีรหัสปนกันออกมาเสมือนเกิดเป็นสายพันธุ์ลูกผสม

“และจากการนำเอาข้อมูลรหัสพันธุกรรมมาสร้างเป็นแผนภูมิวิวัฒนาการ Phylogenetic Tree พบว่าตัวอย่างผู้ติดเชื้อทั้ง 25 รายไม่ได้มาจากคลัสเตอร์เดียวกัน ซึ่งแปลก เพราะหากเป็นสายพันธุ์ลูกผสมเพิ่งเกิดใหม่ ยังไม่ระบาดเป็นวงกว้าง ควรจะอยู่ในคลัสเตอร์เดียวกัน” ดร.พีค็อกระบุ

เขาเสริมว่า ลำดับพันธุกรรมของเดลตาที่มีการกลายพันธุ์ของสายพันธุ์อื่นปรากฏขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว เช่น การพบการกลายพันธุ์ของมิวในเดลตา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดขึ้น

ด้าน ศ.นิก โลแมน ผู้เชียวชาญด้านจีโนมของจุลินทรีย์จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา กล่าวว่า แม้ว่าการเกิดลูกผสมระหว่างเดลตาและโอมิครอนจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลก แต่ก็เห็นพ้องกับผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นว่า การค้นพบเดลตาครอนของไซปรัสน่าจะเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกระบวนการถอดรหัสพันธุกรรมจีโนมของไวรัสมากกว่า

สำหรับประเทศไทยเอง ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) โพสต์ข้อความระบุว่า “ไวรัสชื่อประหลาดอย่างเดลตาครอน ถ้ามีจริงต้องแยกเชื้อออกมาให้ได้ เพิ่มปริมาณได้ และถอดรหัสออกมาได้ชัดเจน การได้ข้อมูลจากคนป่วยมาโดยตรง รีบถอดรหัส โอกาสสูงมากคือ การปนเปื้อนของไวรัสทั้งเดลตาและโอมิครอนที่อยู่ในแล็บ อย่าได้ขึ้นพาดหัวข่าวรีบเร่งบอกสื่อทั้งๆ ที่ยังไม่วิเคราะห์ผลให้ถี่ถ้วนก่อน

“ส่วนตัวเห็นด้วยกับ ดร.ทอม พีค็อก ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่กับข้อมูลไวรัสทุกวันทั้งวัน บอกว่าหลังดูข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมว่า ไวรัสชื่อประหลาดนี้ ไม่น่ามีอยู่จริงครับด้วยเหตุผลข้างต้น จำเป็นต้องเพาะออกมาให้เห็นจริงๆ ก่อนค่อยเชื่อ ... ถาม WHO ก่อนก็ดีนะ ก่อนเรียกอะไรแบบเดลตาครอน”

ขณะที่ศูนย์จีโนม รพ.รามาธิบดี ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า “ถามว่าเกิดสายพันธุ์ลูกผสม “เดลตาครอน” ขึ้นที่ไซปรัสแล้วใช่หรือไม่ คำตอบคือน่าจะไม่ใช่”

โดยศูนย์จีโนมได้นำข้อมูลรหัสพันธุกรรม 25 ตัวอย่างที่ไซปรัสได้แชร์ไว้ให้ GISAID มาวิเคราะห์เอง ก็พบว่า เมื่อนำข้อมูลรหัสพันธุกรรมมาสร้างเป็นแผนภูมิวิวัฒนาการ Phylogenetic Tree ตัวอย่างทั้ง 25 รายไม่ได้มาจากคลัสเตอร์เดียวกัน โดยเพราะหากเป็นสายพันธุ์ลูกผสมเพิ่งเกิดใหม่ มีที่มาจากแหล่งเดียวกันยังไม่ระบาดเป็นวงกว้าง ควรจะอยู่ในคลัสเตอร์เดียวกันไม่แตกกิ่งก้านสาขาไปมากมาย

“และจากรหัสพันธุกรรมทั้ง 25 ตัวอย่างบ่งชี้ว่าเป็นสายพันธุ์ “เดลตา” ซึ่งอาจมีการปนเปื้อนสารพันธุกรรมของ “โอมิครอน” เข้ามาระหว่างการถอดรหัสพันธุกรรม” ศูนย์จีโนมระบุ

คำถามที่ตามมาคือหากมีสายพันธุ์ลูกผสมเกิดขึ้นมาจริงๆ ทางศูนย์จีโนมฯ จะตรวจพบหรือไม่ “คำตอบคือน่าจะตรวจพบ เพราะขณะนี้เราถอดรหัสพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยีสายยาว (long-read sequencing) ประมาณ 1,000 - 2,000 ตำแหน่งต่อสาย ดังนั้นหากพบรหัสพันธุกรรมของเดลตาและโอมิครอนผสมปนกันอยู่ในสายเดียวกัน ก็แสดงว่าน่าจะเป็นสายพันธุ์ลูกผสม”

“บิ๊กตู่” กำชับทุกเหล่าทัพ วางตัวเป็นกลางทางการเมือง พร้อมให้การสนับสนุนการเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้น

พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห.กล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงการวางตัวของกองทัพในการเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  ได้กำชับสั่งการกับทุกเหล่าทัพ ให้วางตัวเป็นกลางทางการเมืองและยึดการปฏิบัติตามกฎหมายในการสนับสนุนการเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นทั้งในพื้นที่ กทม.และต่างจังหวัด

โดยให้หน่วยทหารในพื้นที่ พิจารณาสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยด้วยความเป็นธรรมกับผู้สมัครทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน ในการนำเสนอนโยบายกับชุมชนในหน่วยทหารตามความเหมาะสม เมื่อมีการร้องขอ

"แรมโบ้” จวก “ลูกอดีตรมว.คลัง ไล่ ช่วยเหลือปชช.” ป้อง นายกฯ-รัฐบาล เร่งแก้สินค้าแพง

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นายพชร นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย วิพากษ์วิจารณ์การทำงานด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี พร้อมขอให้ใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แก้ปัญหา ห่วงกลายเป็นปีแห่งความทรุดโทรมและเสื่อมถอย ว่า ตลอดการทำงานของนายกฯและรัฐบาลได้เข้ามาแก้ไขปัญหาทุกอย่างรวมถึงด้านเศรษฐกิจ และยอมรับว่าแม้ราคาหมูจะเพิ่มขึ้น แต่รมว.พาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำลังแก้ไขปัญหาอยู่ ทั้งห้ามส่งออกหมู รวมถึงการกำหนดให้ผู้เลี้ยงต้องแจ้งปริมาณ ราคา สถานที่เก็บและจัดทำบัญชีสินค้าและเนื้อหมู ต่อสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ยังไม่อนุญาตให้ขึ้นราคาไข่ไก่ และเนื้อไก่  

นายเสกสกล กล่าวว่า นายกฯยังมีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำกับดูแลราคาสินค้า และช่วยเหลือประชาชนให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและควบคุมได้

“เทพไท” แนะ กกต.คุมเลือกตั้งซ่อมทั้ง 3 เขต เอาอย่างกกต.เมืองคอน จับซื้อเสียง แจกใบส้ม นายก อบต.ท้ายสำเภา ได้สำเร็จ อัด ถ้าทำไม่ได้ ก็ยุบกกต.คืนอำนาจให้ มท. จัดการลต.

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว ว่า ถ้าใครติดตามบรรยากาศการเลือกตั้งซ่อม ใน3 แห่ง คือเขต 1 จ.ชุมพร เขต 6 จ.สงขลาและเขต 9 กรุงเทพฯ จะพบว่ามีการรณรงค์หาเสียงกันอย่างคึกคัก และมีปัญหาการใช้อำนาจรัฐ อำนาจเงินแทรกแซงการเลือกตั้ง จนมีการออกมาเปิดโปงพฤติกรรมที่เกิดขึ้น จากพรรคประชาธิปัตย์

ว่ามีทหารลงพื้นที่ไปแทรกแซงการเลือกตั้ง และพรรคเพื่อไทยออกมาแฉว่า มีผู้บังคับบัญชาของทหาร เข้าไปชี้นำกำลังพล ครอบครัว และทหารกองประจำการ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้หัวคะแนนของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องเข้าไปดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ยิ่งการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ มีเพียง 3 เขตเท่านั้น ไม่ใช่การเลือกตั้งทั่วไปทั้งประเทศ ทำให้กกต.มีกำลังเพียงพอในการลงพื้นที่ ไปควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริต ไม่อยากจะให้สังคมมองว่า กกต.เป็นเพียงแค่เสือกระดาษ ไม่สามารถจับการซื้อเสียงหรือทุจริตการเลือกตั้งได้เลย 

“อรรถวิชช์” ทำหนังสือหารือ กกต. ขอพรรคการเมือง จัดตั้งศูนย์ประสานงานหาเตียง - ศูนย์พักคอยช่งงโอมิครอนระบาด ได้หรือไม่

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต9 หลักสี่ - จตุจักร ในฐานะเลขาธิการพรรคกล้า ได้ทำหนังสือหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เกี่ยวกับบทบาทพรรคการเมืองในสถานการณ์โควิดสายพันธุ์โอมิครอนระบาด เนื่องจากที่ผ่านมาที่ทำการพรรคกล้า เป็นศูนย์ประสานงานโครงการกล้าหาเตียง เคยช่วยประสานให้ผู้ติดเชื้อเข้ารับการรักษาได้กว่า 7,000 เคส รวมถึงเปิดศูนย์กล้าดูแลร่วมกับชุมชนต่างๆ ได้ถึง 36 ศูนย์

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางศูนย์ยุติการประสานงานชั่วคราว เพราะเข้าสู่ช่วงพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใช้บังคับ แต่สถานการณ์โควิดยังคงระบาดหนักต่อเนื่อง จึงได้ทำหนังสือหารือถึง กกต. ว่า พรรคกล้าจะเป็นศูนย์ประสานงานช่วยหาเตียงและตั้งศูนย์พักคอย โดยเป็นงานของอาสาสมัครที่ทำโดยไม่มีค่าตอบแทน และไม่แจกสิ่งของใดๆ ให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง สามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่าง กกต. ตอบกลับให้ความชัดเจน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนภาคใต้ รวม 6 จังหวัด 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2564 แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่ภาคใต้ 6 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดตรัง สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง และกระบี่ รวม 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งในปีนี้มูลนิธิฯ กำหนดให้มอบผ่านระบบออนไลน์ [Zoom] โดยมีบุคลากรจากสถานศึกษา และเยาวชนจากสถาบันต่างๆ ร่วมในพิธีมอบผ่านระบบออนไลน์ 

การมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แบ่งเป็นการมอบทุนระดับชั้นประถมศึกษา ทุนต่อเนื่องในทุกระดับชั้น และทุนทุกระดับปีสุดท้าย มอบ ณ ที่ทำการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กรุงเทพฯ รวม 2,336 ทุน และมอบทุนการศึกษาสัญจรในระดับชั้นประถม และทุกระดับปีสุดท้ายให้แก่สถาบันการศึกษาในส่วนภูมิภาค โดยปีนี้มูลนิธิฯได้มอบให้กับเยาวชนในพื้นที่ภาคใต้ รวม 265 ทุน  รวมทุนการศึกษาที่มอบทั้งหมดในปี พ.ศ. 2564 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 16,930,000 บาท (สิบหกล้านเก้าแสนสามหมื่นบาทถ้วน)  

สธ.ประเมินสถานการณ์ ‘โอมิครอน’ ลาม 2 เดือน แต่จะค่อยๆ ลดลง พร้อมคุมอยู่ภายใน 1 ปี

สธ. งัด 4 มาตรการรับมือโอมิครอน มุ่งชะลอการระบาดให้ระบบสาธารณสุขดูแลได้ คาดระบาดอย่างน้อย 2 เดือน จ่อลดวันกักตัวกลุ่มเสี่ยงสูง ปีนี้โควิดเข้าสู่โรคประจำถิ่น หากอัตราตายลดเหลือ 0.1% จังหวัดยอดพุ่งอีก 2 สัปดาห์ค่อยๆ ลด

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รุจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวในการแถลงสถานการณ์โควิด-19 เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 65 ที่กระทรวงสาธารณสุข ว่า แผนรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกมกราคม 2565 หรือโอมิครอน มี 4 มาตรการ คือ 

1.) มาตรการสาธารณสุข จะมุ่งชะลอการระบาดเพื่อให้ระบบสาธารณสุขดูแลได้ ฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิต้านทานให้ประชาชน คัดกรองตนเองด้วย ATK ติดตามเฝ้าระวังกลายพันธุ์ 

2.) มาตรการการแพทย์ มุ่งเน้นใช้ระบบดูแลที่บ้านและชุมชน (Home Isolation/Community Isolation) ระบบสายด่วนประสานการดูแลผู้ติดเชื้อ ช่องทางด่วนส่งต่อเมื่อมีอาการมากขึ้น และเตรียมพร้อมยาและเวชภัณฑ์ โดยในส่วนของยาฟาวิพิราเวียร์ยังมีประสิทธิภาพดีในการรักษาผู้ติดโควิด-19 ถ้าเริ่มต้นให้เร็วรวมถึงโอมิครอนด้วย ขณะนี้มีสำรองประมาณ 158 ล้านเม็ด

3.) มาตรการสังคม ประชาชนใช้การป้องกันตัวเองขั้นสูงสุด (UP : Universal Prevention) และสถานบริการปลอดความเสี่ยงโควิด (COVID Free Setting) 

และ 4.) มาตรการสนับสนุน ค่าบริการรักษาพยาบาล และค่าตรวจต่างๆ 

ทั้งนี้ ในปี 2565 จะก้าวเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นของโรคโควิด-19 โดยเชื้อลดความรุนแรง ฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิต้านทาน และชะลอการแพร่ระบาด

ผู้สื่อข่าวถามว่า โควิด-19 จะเป็นโรคประจำถิ่นเมื่อไหร่ นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า การจะเป็นโรคประจำถิ่นเกิดจากลักษณะตัวโรคลดความรุนแรงลง ประชาชนมีภูมิต้านทาน ระบบรักษามีประสิทธิภาพ ลดอัตราป่วยหนัก เพื่อให้อัตราเสียชีวิตอยู่ในระดับต่ำมาก สาเหตุที่โควิดเป็นโรคระบาดรุนแรง เพราะอัตราเสียชีวิตสูงถึง 3% และค่อยๆ ลดลง หากลดมาถึง 0.1% ก็จะเข้าข่ายโรคประจำถิ่นได้ ส่วนอีกนานหรือไม่ ตนได้ปรึกษากับกรมควบคุมโรคว่า ขณะนี้เป็นระลอกโอมิครอนที่จะอยู่ประมาณ 2 เดือนจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง เกิดพีคเล็กๆ ไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ หากการจัดการวัคซีนดี ประชาชนร่วมฉีดให้มีภูมิต้าน โรคไม่กลายพันธุ์เพิ่ม การติดเชื้อไม่รุนแรงมากขึ้น ก็คาดว่าภายในปีนี้จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นไปได้

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรคพิจารณาลดวันกักตัว กรณีเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ซึ่งเดิมจะต้องกักตัวนาน 14 วัน ซึ่งนานกว่ากรณีคนติดเชื้อที่รักษาในรพ. ที่อยู่ที่ 10 วัน จึงให้พิจารณาดูว่าสามารถลดวันกักตัวกลุ่มเสี่ยงสูงเหลือ 7 วันได้หรือไม่ รวมถึงการปรับนิยามผู้สัมผัสเสี่ยงสูงใหม่ หากใส่หน้ากากอนามัยถือเป็นสัมผัสเสี่ยงต่ำ แต่หากสัมผัสระหว่างที่ไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยจึงจะถือเป็นสัมผัสเสี่ยงสูง

โฆษก ตร. เตือน!! "เมาแล้วขับ" คุก 10 ปี เพิกถอนใบขับขี่ เสี่ยง "อุบัติเหตุร้ายแรง"

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีพลเมืองดีแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าพบผู้หญิงรายหนึ่งขับรถไม่ไปตามทิศทางที่กำหนด (ย้อนศร) และมีอาการคล้ายคนเมาสุรา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบรถยนต์คันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเชิญตัวไปตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แต่เจ้าของรถไม่ยินยอม จึงได้นำตัวไปที่สถานีตำรวจเพื่อตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ นั้น

พล.ต.ต.ยิ่งยศฯ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อเจ้าหน้าที่นำตัวเจ้าของรถไปตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แล้วพบว่ามีปริมาณเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงได้จับกุมตัว และแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนว่า ห้ามขับขี่ขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น เนื่องจากจะทำให้ไม่มีสติในการขับรถ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เกิดความเสียหายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น จนทำให้เกิดความสูญเสีย ถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย 

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522

มาตรา 43 (2) ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น

มาตรา 160 ตรี ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 บาทถึง 120,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2557

มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 142 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

มาตรา 142 เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถในเมื่อ
(1) รถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6  
(2) เห็นว่าผู้ขับขี่หรือบุคคลใดในรถนั้นได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ

ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 (1) หรือ (2) ให้เจ้าพนักงานจราจรพนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่

ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจกักตัวผู้นั้นไว้ดําเนินการทดสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าที่จําเป็นแห่งกรณีเพื่อให้การทดสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว หากผู้นั้นยอมให้ทดสอบและผลการทดสอบปรากฏว่าไม่ได้ฝ่าฝืนมาตรา 43 (1) หรือ (2) ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที

นายกฯ วอน ประชาชน เฝ้าระวังโอมิครอน ติดง่าย-แพร่เร็ว มีอาการผิดสังเกตให้รีบพบแพทย์

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามการเตรียมความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุข ในการยกระดับระบบสาธารณสุขเพื่อรองรับการระบาดระลอกใหม่ เช่น ระบบ Home Isolation , Community Isolation โรงพยาบาลสนาม และยาฟาวิพิราเวียร์ เวชภัณฑ์  เพื่อรองรับผู้ป่วยที่จะเพิ่มมากขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ รายงานขีดความสามารถระบบการกักกันตัวที่บ้าน (HI) และการกักตัวในที่ชุมชน (CI) ทั่วประเทศ สามารถรองรับได้ประมาณ 187,000 คน (HI = 43,000 คน CI = 144,000 คน)

ซึ่งกรมการแพทย์ได้พัฒนาระบบ HI และ CI ให้ครอบคลุมทั้งมิติการควบคุมโรคและการป้องกันโรคด้วย  ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบลงไปในรายพื้นที่ย่อยที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เพื่อเตรียมระบบ รพ.สนาม HI,CI ให้เพียงพอกับจำนวนผู้ติดเชื้อในพื้นที่ที่อาจจะน่าจะเพิ่มขึ้นด้วย   ขณะเดียวกันก็สำรวจประชากรเด็กเล็ก ซึ่งอาจเป็นกลุ่มเปราะบางใหม่ โดยเด็กเล็กและผู้ปกครองต้องยินยอมและสมัครใจในการเข้ารับวัคซีน เนื่องจากวัคซีนยังเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดอัตราการเสียชีวิต ป้องกันการป่วยหนัก และลดอัตราการรับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานานๆ สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และลดการติดเชื้อ สำหรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการหนัก และที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจยังคงมีแนวโน้มลดลง

สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในช่วงเช้าของวันที่ 11 ม.ค. 65 รวม 7,133 ราย จำแนกเป็นผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังฯ 6,632 ราย ผู้ป่วยจากการค้นหาเชิงรุก 45 ราย ผู้ป่วยภายในเรือนจำ ที่ต้องขัง 45 ราย ผู้ป่วยติดเชื้อเข้าข่าย /ATK 1,545 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 411 ราย ผู้ป่วยสะสม 61 ,1 74 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) หายป่วยกลับบ้าน 3,306 ราย หายป่วยสะสม 32,291 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) ผู้ป่วยกำลังรักษา 61,974 ราย เสียชีวิต 12 ราย   สำหรับการให้บริการวัคซีน COVID-19 วันที่ 10 มกราคม 2565 เวลา 20:49 น. ประเทศไทยฉีดวัคซีนสะสมแล้ว 107,400,315 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 ฉีดสะสม 51,541,362 โดส เข็มที่ 2 ฉีดสะสม 46,987,287 โดส เข็มที่ 3 ฉีดสะสม 8,430,651 โดส เข็มที่ 4 ฉีดสะสม 441,015 โดส


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top