Sunday, 23 August 2026
Hard News Team

อยากไปก็ไป!! ‘บิ๊กป้อม’ ฉุน!! โดนจี้ถามปม ‘สมศักดิ์’ ย้ายซบ พท. เผย ยังไม่ได้คุยกันส่วนตัว แต่ถ้าจะไปก็ไป

(7 มี.ค. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และรองหัวหน้าพรรค พปชร.และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และกรรมการบริหารพรรค พปชร. มีข่าวจะย้ายไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย ว่า “ไปถามเขาดู”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มีข่าวว่าจะไปพรรคเพื่อไทย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ถ้าจะไปก็ไป”

เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายสมศักดิ์ เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่มี ๆ ไม่ตกลง”

เมื่อถามว่า หากนายสมศักดิ์ไม่อยู่ จะกระทบต่อ พปชร.หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ไม่รู้ ไม่ได้เจอกับตน มาถามอะไร ตอบไปตั้งหลายทีแล้ว” 

เมื่อถามถึงกรณีมีภาพพูดคุยกับ หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล เป็นอย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ก็ตามนั้นแหละ”

‘ก้าวไกล’ โวย อดีต ผบ.ทอ. นำ F-16 บินไว้อาลัยพ่อ ลั่น!! ผิดหวังคำชี้แจงของ ‘ทอ.’ เหตุอ้างความกตัญญู

(7 มี.ค. 66) ร.ท.ธนเดช เพ็งสุข ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตลาดพร้าว พรรคก้าวไกล กล่าวถึงคำชี้แจงจากกองทัพอากาศ กรณีอดีตผู้บัญชาการกองทัพอากาศ (ผบ.ทอ.) นำเครื่องบินขับไล่ F-16 บินร่วมไว้อาลัยในพิธีลอยอังคารบิดาตนเองที่เสียชีวิต ซึ่งได้ยื่นเอกสารคำชี้แจงมาเพิ่มเติมในชั้น กรรมาธิการ (กมธ.) การทหารของสภาผู้แทนราษฎรมาเมื่อไม่นานมานี้

จากเอกสารที่มีการเปิดเผยนั้น มีสาระสำคัญอยู่ที่กองทัพอากาศ ยืนยันว่าการปฏิบัติดังกล่าว เป็นภารกิจฝึกบินของกองทัพ ที่ปฏิบัติการร่วมกับเรือหลวงบางปะกง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ที่สำคัญคือ เป็นการบินเพื่อแสดงความรักความกตัญญู แก่ผู้มีคุณูปการต่อกองทัพ มีคุณค่าทางจิตใจที่ไม่อาจจับต้องได้

ร.ท.ธนเดช ระบุว่า การชี้แจงของกองทัพอากาศเช่นนี้ ยิ่งทำให้ตนรู้สึกผิดหวังกับข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผล คล้ายกำลังจะบอกว่า พิธีลอยอังคารเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก เป็นการสอดแทรกเข้ามาอย่างนั้นหรือไม่ ยิ่งบอกว่าเป็นการฝึกร่วมกับเรือหลวงบางปะกงแล้ว เห็นทีคงจะต้องให้ฝั่งกองทัพเรือได้ออกมาชี้แจงด้วยเช่นกัน

‘ตรีนุช’ กำชับจัดสอบรับนักเรียน ต้องโปร่งใส-ยุติธรรม ย้ำ! ไม่ต้องกังวล มีที่เพียงพอ สำหรับนักเรียนทุกคน

‘ตรีนุช’ กำชับโรงเรียนแข่งขันสูงจัดสอบโปร่งใส ยุติธรรม ไม่มี ‘แป๊ะเจี๊ยะ’ แลกที่นั่งเรียน ฝากผู้ปกครอง-นักเรียนหากสอบไม่ติดโรงเรียนดัง มั่นใจลูกมีที่เรียนแน่นอน

(7 มี.ค.66) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ใกล้ถึงช่วงเวลาการรับนักเรียนเข้าเรียน ปีการศึกษา 2566 แล้ว โดยรับสมัครเข้าเรียนชั้น ม.1 วันที่ 11-12 มีนาคม 2566  สอบ/คัดเลือก 25 มีนาคม  2566 ประกาศผลและรายงานตัว 29 มีนาคม 2566 มอบตัว 1 เมษายน 2566  ส่วนชั้น ม.4 ที่เปิดสอน ม.ต้น และ ม.ปลาย นักเรียนที่จบชั้น ม.3 โรงเรียนเดิม สมัครเข้าเรียนตามที่โรงเรียนกำหนด ประกาศผลและรายงานตัวตามที่โรงเรียนเดิมกำหนด  มอบตัว 2 เม.ย. สมัครสอบคัดเลือก (นักเรียนที่จบ ม.3)จากโรงเรียนอื่น และโรงเรียนเดิม วันที่ 11-15 มีนาคม สอบ/คัดเลือก 26 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัว 30 มีนาคม มอบตัว 2 เมษายน และโรงเรียนที่เปิดสอนเฉพาะ ม.ปลาย (ยกเว้นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา) รับสมัคร 11-15 มีนาคม สอบ/คัดเลือก 26 มีนาคม  ประกาศผลและรายงานตัว 30 มีนาคม มอบตัว 2 เมษายน  2566 

“ตนได้กำชับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ดูแลการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2566 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนแข่งขันสูงที่มีกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ให้โรงเรียนจัดขบวนการจัดสอบด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม ไม่มีการใช้เงินแลกที่นั่งเรียน  และหากมีการร้องเรียนมา ศธ.ก็จะดำเนินการตรวจสอบ หากพบใครทำผิดก็จะดำเนินการตามระเบียบขั้นสูงสูด” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ทัพเรือภาคที่ 3/ศรชล.ภาค 3 ร่วมหารือการแก้ไขปัญหา การกระทำผิดกฎหมาย และการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ในพื้นที่จังหวัดสตูล

พลเรือโท อาภากร อยู่คงแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 พร้อมด้วย พลเรือตรี สุชาติ เปรมประเสริฐ รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จังหวัดสตูล ร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จังหวัดสตูล ณ ศาลากลางจังหวัดสตูล

ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 เข้ารับฟังการปฏิบัติงานที่ผ่านมาเกี่ยวกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ในพื้นที่จังหวัดสตูล ได้รับทราบปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้อง และร่วมกันหารือแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการทำประมง

‘หลี่ เฉียง’ จ่อนั่งนายกฯ จีน แทน ‘หลี่ เค่อเฉียง’ เชื่อ!! ‘ผลงาน-แนวคิด’ โดนใจ ‘ท่านผู้นำจีน’

(7 มี.ค. 66) ปักกิ่ง (เอเอฟพี/รอยเตอร์ส/ซีซีทีวี) - จีนเตรียมตั้งนายหลี่ เฉียง ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนที่ หลี่ เค่อเฉียง ในการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

สื่อต่างประเทศและสื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า จีนเตรียมแต่งตั้งหลี่ เฉียง วัย 63 ปี คนสนิทของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของจีนอย่างเป็นทางการ แทนที่ หลี่ เค่อเฉียง ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ หรือเอ็นพีซี ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ มีข้อมูลว่า นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการปฏิรูปตลาด เริ่มถูกจำกัดบทบาท หลังจากที่นายสี จิ้นผิง กระชับอำนาจและเข้ามาจัดการด้านเศรษฐกิจ

ผบ.ตร. ชื่นชม หนุ่มไรเดอร์ พลเมืองดี ทิ้งรถจยย.วิ่งเข้าช่วยเหลือเด็กน้อย ก่อนจะถูกรถเฉี่ยวชน จนรอดหวุดหวิด ยกย่องตามโครงการ “ทำดีมีรางวัล” เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม

วันนี้ 7 มี.ค.2566 เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้มอบรางวัลโครงการ “ทำดี มีรางวัล” แก่พลเมืองดี หนุ่มไรเดอร์ นายพีรพงศ์ ชุมพลวดี อายุ 31 ปี ที่โดดลงจากรถจักรยานยนต์ วิ่งเข้าช่วยเด็กน้อยที่กำลังวิ่งออกถนน โชคดีช่วยได้ทันก่อนที่รถยนต์จะขับผ่านไป ปลอดภัยทั้งคู่รอดหวุดหวิด เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา 

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวว่า จากเหตุการณ์เมื่อวันที่  5 มีนาคม พ.ศ.2566 เวลาประมาณ 15.00 น. บริเวณริมถนนพระองค์เจ้าสาย ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ขณะที่ นายพีรพงศ์ ชุมพลวดี พลเมืองดี ซึ่งมีอาชีพเป็นไรเดอร์ ได้ไปรับอาหารในหมู่บ้านแห่งหนึ่งตรงจุดที่เกิดเหตุ ได้สังเกตเห็นเด็กกำลังวิ่งออกจากหมู่บ้านข้ามถนนไปหาผู้ชายคนหนึ่ง ที่อยู่บริเวณเกาะกลางถนน ซึ่งเด็กวิ่งพุ่งตัวออกมาด้วยความเร็ว 

นายพีรพงศ์ฯ จึงตัดสินใจทิ้งรถจักรยานยนต์ พร้อมกล่องใส่อาหารท้ายรถลงพื้น และรีบวิ่งไปคว้าตัวเด็กไว้ได้ ก่อนที่จะมีรถยนต์ขับมาด้วยความเร็ว รอดจากการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างหวุดหวิด เหตุการณ์ดังกล่าวได้ปรากฏตามคลิปวีดีโอ ซึ่งถูกส่งต่อแพร่หลายในสังคมออนไลน์ สร้างความประทับใจ และได้รับความชื่นชมจากสังคม เป็นอย่างมาก

‘ครม.’ ไฟเขียวเพิ่มค่าตอบแทน อสม.-อสส. จาก 1,000 เป็น 2,000 ต่อเดือน

ครม.ไฟเขียว เพิ่มค่าป่วยการ อสม.-อสส. จากเดือนละ 1,000 บาท เป็น 2,000 บาท เตรียมตั้งคำของบประมาณตั้งแต่ปี 67 คาดใช้งบปีละ 1.3 หมื่นล้าน โวลั่น ภท.พูดแล้วทำ

จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอเรื่องเข้าบรรจุวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องขอเพิ่มค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จาก 1,000 บาท เพิ่มเป็น 2,000 บาท ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2567 นั้น

(7 มี.ค. 66) รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้เพิ่มค่าป่วยการอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครกรุงเทพมหานคร (อสส.) จากเดิมเดือนละ 1,000 บาท เป็น 2,000 บาทต่อคน ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักอนามัย กรุงเทพมหานครตั้งคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 เป็นต้นไป  ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้งบประมาณในแต่ละปีงบประมาณ จำนวน 13,081 ล้านบาท

โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ได้กล่าวขอบคุณ ครม. ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของพี่น้อง อสม. และได้อนุมัติการเพิ่มเงินค่าป่วยการในครั้งนี้ให้สอดคล้องกับภารกิจของ อสม. และอสส. ที่เพิ่มขึ้นมีทั้งภารกิจ 9 งานหลัก และภารกิจที่รัฐบาลมอบหมายเพิ่มเติมใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 

1.) การคัดกรองเพื่อประเมินสุขภาวะผู้สูงอายุ 9 ด้าน 
2.) สร้างความรอบรู้และให้บริการดูแลสุขภาพตามสภาพปัญหาในแต่ละด้าน 
3.) ประสานภาคีเครือข่ายดูแลผู้สูงอายุให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ปฏิบัติงานในระยะ Post-Pandemic ของโรคโควิด19 
และ 4.) ติดตามผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติดในระบบสมัครใจบำบัด

นายอนุทิน กล่าวว่า อสม.และอสส. ได้รับค่าป่วยการในอัตราปัจจุบันที่ 1,000 บาทต่อเดือนมาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2561 โดยผู้จะได้รับค่าป่วยการจะต้องเป็น อสม.และ อสส. ที่มีรายชื่อในฐานข้อมูลประวัติของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีระยะเวลาปฏิบัติงานที่แน่นอน มีการรายงานผลปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ ซึ่งปัจจุบันมี อสม. อยู่ 1,075,163 คน และ อสส. 15,000 คน รวม 1,090,163 คน ก่อนจะเสนอ ต่อ ครม. ในครั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ศึกษาเปรียบเทียมอัตราค่าป่วยการ กับค่าใช้จ่ายของ อสม. ในการปฏิบัติงานแล้วพบว่า ค่าป่วยการที่ได้นั้นต่ำกว่าค่าใช้จ่ายที่ อสม. ได้มาโดยตลอด

ไฟไหม้ ‘ตลาดเก่า 100 ปี’ จ.ราชบุรี เผาตึกแถววอด 8 คูหา กองพิสูจน์ฯ เร่งตรวจสอบ คาด อุ่นกับข้าวแล้วลืมปิดเตาแก๊ส

(7 มี.ค. 66) เมื่อเวลา 07.00 น. นายชูเกียรติ วงษ์พิทักษ์โรจน์ นายกเทศบาลตำบลห้วยกระบอก ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ร้านค้าหลายคูหาในตลาดห้วยกระบอก ซอยเทศบาล 1 จึงรุดให้ความช่วยเหลือพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กรับใหญ่ และมูลนิธิรวมใจการกุศลราชบุรี

ที่เกิดเหตุเป็นห้องแถวไม้เก่าอายุกว่า 100 ปี ต้นเพลิงเกิดจากห้องแถวหลังหนึ่งแล้วลุกลามอย่างรวดเร็ว จนเจ้าหน้าที่ต้องระดมรถน้ำดับเพลิงจากหน่วยงานใกล้เคียงกว่า 10 คัน ชาวบ้านต่างเร่งช่วยกันขนย้ายข้าวของเครื่องใช้ให้พ้นจากแรงเพลิง ซึ่งใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถความคุมเพลิงไว้ได้ โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีห้องแถวได้รับความเสียหาย 8 คูหา เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้

‘อนุทิน’ ขอบคุณนายกฯ แม้ป่วย ยังห่วง ‘ศักดิ์สยาม’

(7 มี.ค. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงอาการป่วยของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ว่า ทราบข่าวจากสื่อก็เป็นห่วง และได้เขียนข้อความไปเยี่ยมแล้ว เข้าใจดีว่าเคยป่วยต้องนอนพักเยอะ ๆ หากรับแขกเยอะจะไม่ค่อยหาย

แม่โพสต์ซึ้ง ตามหานักศึกษา ปั๊มหัวใจลูกชายจนรอด เผยลูกชายตั้งใจบวช ทดแทนคุณผู้ช่วยชีวิต

หัวอกแม่ ประกาศตามหาจนเจอนักศึกษาฮีโร่ ปั๊มหัวใจลูกชายจนรอด ตั้งใจบวชให้ผู้ช่วยชีวิต

หลังจากที่มีผู้ใช้ TikTok ชื่อ pantib888 โพสต์ภาพอุบัติเหตุประกาศตามหานักศึกษาที่มาช่วยเหลือลูกชายหลังประสบอุบัติเหตุจนหัวใจหยุดเต้น แต่ได้รับการปั้มหัวใจจนรอดชีวิต พร้อมระบุข้อความว่า

“ตามหาน้องนักศึกษาที่ช่วยปั๊มหัวใจลูกชายแม่.. เหตุเกิดวันที่ 15 ก.พ. รถมอเตอร์ไซค์ชนกับปิ๊กอัพ ระหว่างรอรถโรงบาลลูกชายแม่หัวใจหยุดเต้น คนแถวนั้นบอกว่ามีคนปั๊มหัวใจจนน้องฟื้นขึ้นมา คนช่วยชีวิตน้องเป็นนักศึกษา ครอบครัวแม่อยากเจอมาก ๆ ค่ะ ตอนนี้น้องปลอดภัยแล้วค่ะ สถานที่เกิดเหตุ หน้าร้านตำหรอย พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี”

“ตอนน้องฟื้นมีสติเล่าให้เค้าฟังว่ามีพี่นักศึกษาช่วยชีวิตลูกปั๊มหัวใจลูก ตอนนั้นลูกหัวใจหยุดเต้น และพอพี่เค้าปั๊มหัวใจลูกหายใจเฮือกขึ้นมา พอดีกับรถโรงพยาบาลมาที่เกิดเหตุ เล่าเสร็จเค้านอนน้ำตาไหล เอานิ้วชี้ไปที่ตัวเอง และที่หัว แม่เข้าใจว่าน้องเจ็บ น้องสั่นหัวและพูดว่าบวชๆๆ พอหมอถอดเครื่องช่วยหายใจออก คำแรกที่พูดคือ “แม่…ลูกขอบวชบวชให้พี่นักศึกษาด้วย” ครอบครัวแม่และญาติ ๆ อยากเจอน้องนักศึกษามาก ๆ อยากกอดเค้าแน่นๆแล้วบอกว่า "ขอบคุณมากที่พาน้องกลับมาให้แม่ พาหัวใจของแม่และครอบครัวกลับมา" คำพูดมากมายอยู่ในหัวใจพ่อแม่เยอะแยะมากมาย อยากเจอฮีโร่น้องนักศึกษาคนนี้จริงๆ”

หลังจากที่คลิปดังกล่าวเป็นไวรัลไม่นาน ใน Tiktok เดิมที่เป็นแม่ของผู้ได้รับบาดเจ็บก็ได้โพสต์ข้อความว่า หาน้องนักศึกษาที่ช่วยชีวิตลูกชายพบแล้ว โดยหนุ่มพลเมืองดีอายุ 17 ปี เป็นจิตอาสา เรียนอยู่ที่โรงเรียนโปลีเทคนิค สุราษฎร์ธานี

“ตามหากันเจอแล้ว โทรคุยกันน้องเล่าว่าน้องเลิกเรียนพอดี และเห็นเหตุการน้องเลยเลี้ยวรถกลับมาและเรียกลูกชายแม่ แต่ลูกชายแม่นิ่งไม่ตอบสนองใด ๆ จนน้อง cpr ปั๊มขึ้นมาราว 30 ครั้ง จนลูกชายแม่รู้สึกตัวเฮือกขึ้นมา น้องเป็นจิตอาสาน้องชื่อน้องฟิล์ม อายุ 17 ปี เรียนอยู่ รร.โปลี แม่ขอนัดเจอน้อง และพาคนที่น้องฟิล์มช่วยชีวิตไว้ไปเจอกัน ขอบพระคุณทุก ๆ คนที่ช่วยแชร์ช่วยตามหาให้นะคะ แม่ตื่นเต้นมากตอนที่คุยกับน้องฟิล์ม “หัวใจลูกหล่อมาก” ถ้าตอนนั้นลูกไม่เลี้ยวรถกลับมาลูกชายแม่คงไม่มีชีวิตคงไม่ได้กลับมาให้พ่อกับแม่ได้กอดได้หอม “ครอบครัวแม่ขอกราบที่หัวใจของลูกนะ”

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน มูลนิธิกุศลศรัทธาท่าโรงช้าง กู้ชีพ-กู้ภัยท่าโรงช้าง ได้แชร์ภาพน้องฟิล์ม พร้อมระบุว่า

“น้องเขาปลอดภัยพวกเราก็ชื่นใจและขอแสดงความยินดีขอให้น้องหายไว ๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top