Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘กองทัพบกไทย’ แจงเหตุปะทะเขมรบริเวณช่องอานม้า กัมพูชาจัดฉากครบสูตร!! แสร้งสร้างภาพเป็นเหยื่อทั้งที่ยิงก่อน

กองทัพบกออกมาแถลงกรณีเหตุปะทะที่ 'ช่องอานม้า' อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ยิงอาวุธหลายนัดเข้ามายั่วยุในเขตแดนไทย และมีการบันทึกลำดับเหตุการณ์ชัดเจน ทั้งการยิงปืนครก ปืนกล และปืนเล็กยาว รวมถึงมีการตอบโต้กันในบางช่วง ก่อนที่สถานการณ์จะสงบลงในช่วงบ่าย

กองทัพบกเผยว่า หลังจากเหตุยิงยั่วยุเพียงไม่กี่ชั่วโมง ฝ่ายกัมพูชาได้แจ้งว่าจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เดินทางเข้าพื้นที่ และเกือบในเวลาเดียวกัน โฆษกกลาโหมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์กล่าวหาฝ่ายไทยว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยอ้างว่าไทยเป็นฝ่ายโจมตี พร้อมทั้งสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ยังได้โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อขยายผลเรื่องดังกล่าว

โฆษกกองทัพบกชี้ว่า ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องต่อเนื่องอย่างผิดธรรมชาติ สะท้อนถึงการวางแผนล่วงหน้า เริ่มจากการยิงยั่วยุ การจัดฉากให้ IOT เข้ามาในพื้นที่ และปิดท้ายด้วยการแถลงข่าวโจมตีไทยต่อสาธารณะโลก ถือเป็น “การโฆษณาชวนเชื่อ” ที่ตั้งใจสร้างภาพว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ในความเป็นจริง ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนไทย หวังยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ และบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าไทยเป็นผู้ละเมิดมาตรการหยุดยิง กองทัพบกย้ำว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการขาดความจริงใจ และทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น

ในความเป็นจริง ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนไทย หวังยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ และบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าไทยเป็นผู้ละเมิดมาตรการหยุดยิง กองทัพบกย้ำว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการขาดความจริงใจ และทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น

กองทัพบกยังเตือนว่า ประเด็นที่ควรได้รับการตรวจสอบจริงจังคือ การละเมิดหยุดยิงด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดอนุสัญญาระหว่างประเทศและละเมิดหลักมนุษยธรรมร้ายแรง แต่กลับถูกมองข้าม ขณะที่คณะ IOT ฝั่งกัมพูชามักเลือกลงพื้นที่เฉพาะที่ฝ่ายตนชี้นำ จนเกิดข้อกังขาว่าทั้งหมดเป็นการ 'จัดฉาก' สนับสนุนภาพลักษณ์ให้กัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำเท่านั้น

‘นักวิจัย วิศวฯ มธ.’ ใช้ 3D Scan และ AI ตรวจหลุมยุบ ถ.สามเสน ช่วยวิเคราะห์รอยแยก ความลึก – ขอบเขตการทรุด ก่อนเข้าซ่อมแซม

(29 ก.ย. 68) จากกรณีที่เกิดเหตุหลุมยุบความลึก 30 เมตร บนถนนสามเสน หน้า รพ.วชิรพยาบาล เกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ย. 68 ทางผู้เชี่ยวชาญนำโดย รศ. ดร.พรหมพัฒน ธัญสิริชัยศรี นักวิจัยจากศูนย์วิจัย IIMRaS คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับ ผศ. ดร.อมรเทพ จิรศักดิ์จำรูญศรี สาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา โดยนำเทคโนโลยี สแกนสามมิติ (3D Scan) มารวบรวมข้อมูลสภาพพื้นผิวและภูมิประเทศอย่างละเอียด พร้อมผสานกับการประมวลผลด้วย AI InSpectra ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมโครงสร้าง เพื่อสร้างฐานข้อมูลสามมิติที่ครบถ้วนและแม่นยำสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกอย่างเร่งด่วน

เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้คือการใช้ข้อมูลจาก 3D Scan ซึ่งบันทึกสภาพจริงของพื้นที่ในเชิงปริมาตรและรายละเอียดพื้นผิว ร่วมกับ ภาพถ่ายและข้อมูลจากกล้องหรือโดรน ที่ InSpectra ประมวลผลเป็นแบบจำลองสามมิติความละเอียดสูง จากนั้นระบบจะนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาเปรียบเทียบกับแบบจำลองก่อนหน้า เพื่อค้นหาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น รอยแยก ความลึก และขอบเขตของการทรุดตัวอย่างชัดเจน 

ภารกิจถัดมาคือการติดตั้ง เครื่องตรวจวัดการสั่นสะเทือน TUSHM เพื่อเฝ้าระวังแรงสั่นไหวที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการซ่อมแซมถนนและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์ด้านการอำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่จาก ดร.อำพัน วิมลวัฒนา รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล โดยก่อนหน้านี้ ทีม TUSHM ได้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดไว้ที่อาคารเพชรรัตน์แล้ว และมีแผนขยายไปยังอาคารทีปังกรฯ รวมถึงอาคารสำคัญอื่นภายในโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของระบบเฝ้าระวัง ทั้งสองภารกิจได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้กองทุน ววน. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อจัดการความเสี่ยง และยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ

หลังทำเลเซอร์สแกน 3 มิติ รศ. ดร.พรหมพัฒน ธัญสิริชัยศรี นักวิจัยจากศูนย์วิจัย IIMRaS คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า จากการลงพื้นที่ไปสแกนบริเวณหลุมยุบมีการประเมินความลาดชันของดินแต่ละส่วนภายในหลุม เพื่อประเมินว่ามีการเคลื่อนที่ของดินเพิ่มขึ้นจากจุดไหน ขณะเดียวกันสามารถประเมินความเปลี่ยนแปลงของดินในหลุมแต่ละวันได้

จากข้อมูลพบว่าการเคลื่อนที่ของดินภายในหลุมน้อยลง โดยคาดว่าดินที่อยู่รอบข้างหลุมยุบน่าจะเริ่มเคลื่อนตัวน้อยลง แต่มีจุดที่เป็นใต้สถานีตำรวจสามเสน ที่ดินสไลด์จนเสาเข็มบางต้นหายไป ทำให้ทีมที่เข้าไปสำรวจต้องใช้ความระมัดระวัง

เบื้องต้นหลังการนำเลเซอร์สแกน 3 มิติ ไปติดตั้ง 5 จุดรอบหลุมยุบพบว่า จุดที่ 5 มีการเร่งเทปูนลงไปในหลุมเพื่อให้เกิดการเซ็ตตัว เป็นจุดน่าห่วงมากที่สุด โดยเป็นโพรงใต้ตึก สน.สามเสน มีเสาเข็มขาดไป 2ต้น ส่วนจุดที่ 1 – 3 สามารถทำงานได้

หากประเมินพื้นที่รอบหลุมยุบ บริเวณฝั่งที่อยู่หน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นจุดน่าห่วงน้อยที่สุด สามารถซ่อมแซมได้ก่อนจุดอื่น สิ่งสำคัญของอาคารโดยรอบหลุมต้องเฝ้าระวังการเอียงตัวของอาคาร ว่ามีความเสี่ยงต่อเนื่องอย่างไร

ด้านมุมหลุมยุบฝั่งที่เป็นจุดไปทางแยกซังฮี้ เป็นจุดที่ต้องเร่งทำการเทปูนปิดตรงหลุมฝั่งดังกล่าวก่อน เนื่องจากพื้นที่ฝั่งนี้ดินยังไม่ค่อยเซ็ตตัว ส่วนขอบหลุมอีกฝั่งที่เป็นถนนเชื่อมต่อไปยังถนนสามเสน เป็นจุดที่ต้องทำการเคลียร์จุดที่มีเศษวัสดุต่างๆ อยู่จำนวนมาก การซ่อมแซมจุดนี้ต้องเก็บวัสดุต่างๆ ออกก่อน

การซ่อมแซมหลังจากนี้ สิ่งสำคัญต่อไปคือการบินโดรน ลงไปสำรวจในหลุมยุบ และสแกนจุดเปราะบางต่างๆ เพื่อทำการซ่อมแซมได้ตรงจุดมากที่สุด

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำ ระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจสอบโครงสร้างอัตโนมัติควบคู่กับ 3D Scan และ เครื่องตรวจวัดการสั่นสะเทือน มาใช้กับภัยพิบัติในเขตเมืองของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยทีมวิจัยยืนยันว่าจะต่อยอดข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาระบบติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการประเมินความมั่นคงของพื้นที่เสี่ยงในอนาคต

ยะลา - ฉก.ทพ.41 ผนึกกำลังผู้นำท้องถิ่น–ศาสนา และกลุ่มจิตอาสา รณรงค์สร้างความเข้าใจโทษภัยยาเสพติด คุมเข้มขายพืชกระท่อมใกล้สถานศึกษา

(29 ก.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 (ฉก.ทพ.41) ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา นำโดย พ.อ.จตุพร ธานีพัฒน์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 มอบหมายให้ ฝ่ายกิจการพลเรือน กองร้อยทหารพรานที่ 4113 และ หมวดทหารพรานหญิง ร่วมกับชุดเสริมสร้างความเข้าใจที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจยะลา พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 , หมู่ที่ 3 , ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน , ผูัช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) , ผู้นำศาสนา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กลุ่มจิตอาสาญาลานันบารู และ ชมรมดาหลา ได้ลงพื้นที่ เพื่อพบปะประชาชนและบุคลากรทางการศึกษา

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นที่บ้านโต๊ะปาเก๊ะ หมู่ที่ 2 และบ้านตาลาแน หมู่ที่ 3 ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา โดยมี นักเรียนจากโรงเรียนตาดีกา ของศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดอัลฟัลลาฮุลอามีลีน และสถาบันปอเนาะ เข้าร่วม เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติด รวมถึงชี้แจงข้อกฎหมายใหม่เกี่ยวกับพืชกระท่อม ตามพระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ.2565 และประกาศกำหนดสถานที่ วิธีการ หรือลักษณะต้องห้ามในการจำหน่าย พ.ศ.2568

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวห้ามจำหน่ายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมในรัศมีไม่เกิน 1,000 เมตรจากสถานศึกษา รวมถึงห้ามขายในลักษณะการเร่ขายหรือแผงลอย โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ตุลาคม 2568 หลังตรวจสอบพบแนวโน้มการใช้ผิดวัตถุประสงค์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเดินหน้าสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของการใช้พืชกระท่อมเกินขนาด การเลิกใช้สารเสพติด และแนวทางบำบัดอย่างถูกวิธี เพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้แก่ผู้ปกครอง ชุมชน และสถาบันการศึกษาในพื้นที่

ร.อ.สุทธิชา นาเพชร ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4113 เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนและเยาวชนเกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติดและพืชกระท่อม สืบเนื่องจากคำสั่งของ พ.อ.จตุพร ธานีพัฒน์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ที่ได้มอบหมายให้กำลังพลในพื้นที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามนโยบายของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และภาคประชาชน ลงพื้นที่จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโทษภัยยาเสพติดแก่เยาวชน ทั้งในสถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา และสถาบันปอเนาะ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งต่อสุขภาพตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้าง

ร.อ.สุทธิชา ยังกล่าวอีกว่า ทางผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ได้เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหายาเสพติดไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการผลักดันให้ผู้ที่ยังมีพฤติกรรมเสพสมัครใจเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูตามนโยบายภาครัฐ

สำหรับปัญหาพืชกระท่อม ซึ่งเป็นกระแสที่แพร่ระบาดในปัจจุบันนั้น เจ้าหน้าที่ได้เร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดฉบับใหม่ พร้อมแสดงเจตนารมณ์จริงจังในการแก้ปัญหา หากพบการปลูกและจำหน่ายอย่างผิดกฎหมาย อาจต้องดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาด เช่น การโค่นและทำลายต้นกระท่อม เพื่อยืนยันจุดยืนของหน่วยและชุมชนร่วมกัน

คุณตาเจ้าของร้านล้างรถ วัย 79 ฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ 50 ล้านดอลล์!! อ้างถูก จนท. ICE ทำร้ายซี่โครงหัก-สมองกระเทือน

(29 ก.ย. 68) นายราฟี โอลลาห์ ชูเฮด (Rafie Ollah Shouhed) วัย 79 ปี เจ้าของร้านล้างรถในนครลอสแอนเจลิส ยื่นฟ้องหน่วยงานด้านตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (ICE) มูลค่า 50 ล้านดอลลาร์ โดยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ ICE และหน่วยงานความมั่นคงอื่น ๆ ทำร้ายร่างกายเขาระหว่างการบุกตรวจค้นเมื่อ 9 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่าถูกผลักล้ม กระแทกพื้น และถูกกดทับโดยเจ้าหน้าที่หลายคน ขณะพยายามสอบสวนธุรกิจของตน

ทนายความของนายชูเฮดระบุว่า กล้องวงจรปิดเผยให้เห็นการใช้กำลังอย่างรุนแรงโดยไม่จำเป็น เจ้าของร้านสูงวัยถูกกักตัวนาน 12 ชั่วโมงโดยไม่ได้รับการรักษาพยาบาล ก่อนจะถูกปล่อยตัวโดยไม่ตั้งข้อหา ซึ่งเขาอ้างว่าได้รับบาดเจ็บซี่โครงหัก ศอกบาดเจ็บ และอาการกระทบกระเทือนทางสมอง ขณะที่ตนเองยังมีโรคหัวใจและพยายามร้องขอความช่วยเหลือแต่ถูกเพิกเฉย

กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ (DHS) ชี้แจงว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการบุกจับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 5 คนจากกัวเตมาลาและเม็กซิโก โดยระบุว่าเจ้าของร้านเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ที่ขัดขวางการปฏิบัติงานและถูกจับในข้อหาทำร้ายและขัดขวางเจ้าหน้าที่ ซึ่งต่อมาถูกปล่อยตัวแล้ว

กรณีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องเรื่องการกวาดล้างคนเข้าเมืองในลอสแอนเจลิส ซึ่งจุดชนวนการประท้วงและคดีฟ้องร้องจำนวนมาก ล่าสุดผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียลงนามกฎหมายห้ามเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้า โดยให้เหตุผลว่าเป็นภาพลักษณ์ที่คล้ายหน่วยตำรวจลับในระบอบเผด็จการ ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลกลางไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว

สวนนงนุชพัทยาจัด “โปรพิเศษฟรีสองอย่าง สุดคุ้ม เที่ยวสนุกได้ทั้งครอบครัว กับโปรโมชั่นยิ่งใหญ่ตลอดเดือนตุลาคม68นี้!

(28 ก.ย. 68) สวนนงนุชพัทยาโดยนายกัมพล ตันสัจจาประธานสวนนงนุชพัทยา  จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษให้กับทุกท่านที่เกิดในเดือนตุลาคม เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือหลักฐานยืนยันตัวตน รับสิทธิ เข้าชมสวนนงนุชฟรี พร้อม เข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 31 ตุลาคมนี้เท่านั้น!

ไม่เพียงเท่านี้ สวนนงนุชยังจัดเต็มด้วยสิทธิพิเศษสำหรับทุกวัย
เด็กสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร และผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน
ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์
และสุดพิเศษ! สำหรับผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีตลอดทั้งปี

สำหรับเด็ก ๆ และครอบครัว ต้องไม่พลาด! การพบกับไดโนเสาร์ขนาดเท่าจริงกว่า 1,700 ตัว ที่จะพาย้อนเวลากลับไปสู่โลกดึกดำบรรพ์สุดตื่นตา และชมสวนที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1ใน 10 สวนที่สวยที่สุดในโลก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับผู้สูงอายุและผู้ใช้วีลแชร์ ไม่ว่าจะเป็นทางลาด รถชมสวน ลิฟต์ในสวนลอยฟ้า และห้องน้ำสำหรับผู้พิการ นักท่องเที่ยวที่สนใจการแสดงสุดอลังการ “นงนุชโชว์” และการแสดงน้องช้างแสนรู้ ที่โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบ และ

และอีกหลายไฮไลท์คือ ชมพีระมิดและรูปปั้นองค์ตัวแทนพระพุทธศาสนาจากทั่วโลก,พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ แหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมพระพุทธรูป เหรียญ และวัตถุมงคลอันทรงคุณค่าอายุนับร้อยปี ที่พร้อมถ่ายทอดความงดงาม และเป็นสื่อกลางที่ทำให้เด็กรู้สึกชอบในเรื่องของพระพุทธศาสนาได้เรียนรู้และซึมซับอย่างลึกซึ้ง
สวนนงนุชพัทยาเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 น. – 18.00 น.
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.nongnoochpattaya.com

‘ดร.ปณิธาน’ ยกถ้อยแถลง ‘สีหศักดิ์’ ตอกกลับเขมร สร้างจุดเปลี่ยนการทูตเชิงรุกบนเวทีระดับโลก

เมื่อวันที่ (28 ก.ย.68) รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงตอกกลับกัมพูชาในเวที UNGA ว่า ไทยเริ่มรุกแล้ว แต่กัมพูชาจะสะดุดในเวทีโลกจริงหรือ โดยให้เหตุผลไว้ดังนี้ไทยเริ่มรุกแล้ว แต่กัมพูชาจะสะดุดในเวทีโลกจริงหรือ
1. ในเวที UNGA สมัยที่ 80 เมื่อวานนี้ ไทยได้สกัดกั้นกัมพูชาไม่ให้ใช้เวทีสหประชาชาติ บิดเบือนข้อเท็จจริงแต่ฝ่ายเดียวได้อย่างทันท่วงที จนได้รับการชื่นชมจากคนไทยจำนวนมาก รวมทั้งได้รับการตอบรับจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่ (United Nations General Assembly- UNGA) ด้วยการปรบมือหลายครั้ง

2. เหตุการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทูตเชิงรุกของรัฐบาลใหม่ในสงครามกัมพูชา-ไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจจะเป็นจุดหักเหนำไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมาได้ หากไทยสามารถสกัดกัมพูชาในทุกเวทีนานาชาติเช่นนี้ได้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

3. สาเหตุของความสำเร็จในครั้งนี้ น่าจะมีอย่างน้อย 2 ประการ คือ:
3.1) ความสามารถส่วนตัวของรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยคนปัจจุบัน ซึ่งมีประสบการณ์ในเวที UN และเวทีระดับนานาชาติมาก่อนหลายปี รวมทั้งยังเคยทำงานให้ฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลที่ผ่านมาในเรื่องการต่างประเทศ และเคยช่วยร่างสุนทรพจน์สำคัญให้นายกรัฐมนตรีในอดีตมาแล้วอีกด้วย ดังนั้น จึงสามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้เมื่อกัมพูชากล่าวหาไทยในเวที UNGA อย่างรุนแรง

3.2) บทบาทหรือการแทรกแซงของสหรัฐฯ และของปธน.ทรัมป์ ซึ่งในวันที่ 26 ที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุม UNGA กันนั้น Deputy Secretary of State ของสหรัฐฯ นาย Christopher Landau ได้เชิญรมต.ต่างประเทศของไทย รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาและรัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซีย ให้พบพูดคุยหารือกันสี่ฝ่ายเรื่องแนวทางยุติความขัดแย้งและข้อเสนอสำคัญของปธน.ทรัมป์ที่จะมีในเรื่องนี้ ซึ่งปธน.ทรัมป์ก็จะเดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซียในเดือนหน้านี้และหวังไว้ว่าจะได้แถลงถึงความสำเร็จในเรื่องนี้ในวันนั้นด้วย 

บรรยากาศในการประชุมสี่ฝ่ายดังกล่าวเป็นไปด้วยดี แต่หลังจากนั้น กัมพูชาก็ขึ้นเวที UNGA โจมตีไทยอย่างรุนแรง จนทำให้ทางรมต.ของไทยต้องเปลี่ยนสุนทรพจน์ที่ได้เตรียมไว้และปรับแนวทางชี้แจงจากเดิมมาเป็นการแก้ข้อกล่าวหาพร้อมทั้งระบุชัดเจนถึงพฤติกรรมของกัมพูชาที่บิดเบือน ไม่ทำตามข้อตกลง ต่อหน้าในที่ประชุมทำอย่าง แต่ลับหลังกลับทำอีกอย่างตามที่ปรากฎเป็นข่าว (บางส่วนได้ระบุไว้ในสุนทรพจน์ข้อ 23-24 โปรดดูเอกสารคำแปลข้างล่าง) 

ที่สำคัญคือ การกระทำเช่นนี้ของกัมพูชา ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่รับรู้รับทราบมานานแล้ว เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาทั้งสหรัฐฯและมาเลเซียอย่างชัดเจนด้วย ทำให้ไทยสามารถนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาใช้ในที่ประชุม UNGA เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของกัมพูชาได้อย่างมีน้ำหนักและเหมาะสม

4) สรุป การทูตแบบเชิงรุกของไทยที่เพิ่งจะเกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพราะความสามารถส่วนตัวของรัฐมนตรี หรือเพราะความจำเป็นบังคับในเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือเพราะมีการแทรกแซงของสหรัฐฯ ที่กลายเป็นผลดีกับไทย หรือจะด้วยเหตุบังเอิญหรือโชคเข้าข้างไทยก็ตาม ก็ผ่านไปได้ด้วยดี และนับเป็นการเริ่มบริบทใหม่ของการทูตไทยในยามสงครามของยุคสมัยปัจจุบัน

นับตั้งแต่นี้ไป ไทยจะต้องเตรียมตัวไปสกัดกัมพูชาอย่างต่อเนื่องและล่วงหน้าในเวทีนานาชาติที่สำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะที่กำลังจะมาถึงเร็ว ๆ นี้ เช่น การประชุมสุดยอดอาเซียน การประชุมเอเปค ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ยิ่ง ๆ ขึ้นต่อไป และถ้าเป็นเช่นนั้น สันติภาพและความสงบสุขที่ประชาชนส่วนใหญ่ของทั้งสองประเทศต้องการนั้นก็จะเริ่มเป็นจริง และเราก็อาจจะหลีกเลี่ยงการทำสงครามกันอีกระลอกที่กำลังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้

เชียงใหม่-ชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศ กองบิน 41 จัดพิธีมอบของที่ระลึกแก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ (26 ก.ย.68) ณ ห้องรับรองกองบิน 41 นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในพิธีมอบของที่ระลึกเพื่อแสดงความขอบคุณและเป็นเกียรติแก่สมาชิกชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศ กองบิน 41 ที่เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ 2568 

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนาน โดยในปีนี้มีสมาชิกชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศมีผู้เกษียณอายุราชการทั้งสิ้น 9 คน 

ในโอกาสนี้ ผู้บังคับการกองบิน 41 ได้เป็นเกียรติมอบของที่ระลึกและกล่าวคำอวยพรให้แก่ผู้เกษียณอายุราชการทุกท่าน ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิตหลังเกษียณ และหวังว่าทุกท่านจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกองบิน 41 ตลอดไป

อดีตรมต.เกษตรจีน รับสินบนพันล้าน ศาลพิพากษาประหารชีวิต!! รอลงอาญา 2 ปี

(29 ก.ย. 68) ศาลชางชุน มณฑลจี๋หลิน มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ให้ ถัง เหรินเจียน อดีตรัฐมนตรีเกษตรและกิจการชนบทของจีน รับโทษประหารชีวิต แต่ให้รอลงโทษ 2 ปี ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกปรับเป็นจำคุกตลอดชีวิตในคดีทุจริตรับสินบน มูลค่ารวมกว่า 268 ล้านหยวน (ราว 37.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1,387 ล้านบาท) โดยศาลระบุว่าเขาได้สารภาพและให้ความร่วมมือกับการสอบสวน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายถังรับสินบนเป็นเงินสดและทรัพย์สิน ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2024 ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีคำสั่งขับเขาออกจากพรรคตั้งแต่ปลายปี 2024 หลังถูกคณะกรรมการตรวจสอบวินัยสอบสวนอย่างรวดเร็ว ซึ่งกรณีนี้มีความใกล้เคียงกับคดีของอดีตรัฐมนตรีกลาโหม หลี่ ซางฝู (Li Shangfu) และ เว่ย เฟิงเหอ (Wei Fenghe) ที่ถูกสอบทุจริตเช่นกัน

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเข้มข้นตั้งแต่ปี 2020 โดยชี้ว่าการทุจริตคือภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อพรรคฯ 

นโยบาย 4 ด้าน กับรัฐบาล (เฉพาะกิจ) มุ่งเน้นแก้ปัญหาหลัก เรื่องอื่นๆ พักไว้ก่อน

(28 ก.ย. 68) เริ่มภารกิจเข็นครก กู้วิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทย ของรัฐบาลใหม่ นายภราดร  ปริศนานันทกุล  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ รวมถึงได้ปรึกษากับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถึงการใช้งบประมาณปี 2568 ที่จะสิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ว่ามีงบประมาณเหลืออยู่ 6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นงบกลางสำรองฉุกเฉิน และอีกส่วนจะนำไปใช้ในโครงการคนละครึ่งเฟสแรก โดยจะให้กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อน ประมาณ 13 ล้านคน วงเงินประมาณ 2.2 หมื่นกว่าล้านบาท โดยจะให้เพิ่มเติมจากเดือนละ 300 บาท เพิ่มเป็น 2,000 บาท  นอกจากนั้นจะเป็นกลุ่มบุคคลทั่วไป รวมไปถึงจะใช้งบประมาณในปี 2569 มาเพิ่มเติม ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท

นายภราดร กล่าวว่า ส่วนอื่นจะเป็นของหน่วยงานที่ขอเข้ามา อาทิ หน่วยงานทหารในพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ประมาณ 500-700 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณรายจ่ายประจำ ที่ตั้งไว้อย่างเงินเดือนข้าราชการประมาณ 3,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเป็นงบประมาณในส่วนที่อนุมัติโครงการไปแล้วแต่ยังไม่ดำเนินการ ก็จะนำงบดังกล่าวมาใช้ เพื่อเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนไทย -  กัมพูชา ซึ่งมีในส่วนที่ค้างท่ออยู่ประมาณ 1,580 ล้านบาท ทั้งนี้  น่าจะเหลือเงินงบประมาณปี 68 ที่ยังค้างท่อประมาณ 3.5 หมื่นล้าน โดยจะนำไปใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่รัฐบาลเก่าก่อหนี้ไว้ รวมถึงโครงการพักหนี้เกษตรกร

กำลังซื้อการใช้จ่ายของผู้บริโภค จะกลับมามากน้อยแค่ไหน นอกเหนือจากเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนมากขึ้น กระตุ้นกำลังซื้อ เกิดกำลังการผลิตใหม่ เกิดการจ้างงานเพิ่มเติม แต่จากการคาดการณ์ของ TDRI ในปี 2569 กลับมีแนวโน้มว่า บัณฑิตจบใหม่กว่า 78,000 คนมีความเสี่ยงตกงาน เนื่องจากปัญหา “อุปทานแรงงานล้น” ขณะที่ “อุปสงค์ตลาด” ไม่ตรง ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างบัณฑิตและตลาดแรงงานขยายกว้างขึ้น เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องจับตามอง

รายงานผลสำรวจล่าสุดเผย 60% ของนายจ้างมองว่าทักษะบัณฑิตจบใหม่ไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน โดยเฉพาะทักษะด้านการทำงานเป็นทีม (Teamwork) และทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Soft skills) ที่ยังไม่ตอบโจทย์องค์กร สะท้อนปัญหาช่องว่างระหว่างสิ่งที่สถาบันการศึกษาผลิต กับความต้องการจริง

ข้อมูลยังพบว่า ตลาดงานต้องการ “คนมีประสบการณ์” มากกว่า โดย 38.3% ของตำแหน่งต้องการประสบการณ์ 1-2 ปี ขณะที่ 24.8% ต้องการ 3 ปีขึ้นไป มีเพียง 22.3% เท่านั้นที่เปิดรับเด็กจบใหม่โดยตรง ทำให้การหางานของบัณฑิตรุ่นใหม่เป็นโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

อีกหนึ่งประเด็นคือ ครึ่งหนึ่งของนายจ้างหันไปจ้างงานฟรีแลนซ์หรือพนักงานชั่วคราว แทนการรับพนักงานประจำ เนื่องจากมองว่าทักษะไม่ตรงกับความต้องการ ส่งผลให้หลายตำแหน่งงานถูกปรับเปลี่ยนหรือหายไปจากตลาดแรงงานถาวร

ระยะเวลา 4 เดือน กับ รัฐบาล(เฉพาะกิจ) ประกาศนโยบาย 4 ด้าน 
1. นโยบายด้านเศรษฐกิจมุ่งลดภาระค่าครองชีพโดยการลดราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน
2. ด้านความมั่นคงจะใช้การทูตเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาชายแดนกับกัมพูชาโดยสันติวิธี และร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
3. เร่งแก้ไขปัญหาสังคมโดยเน้นปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์
4. เตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ โดยพัฒนาระบบเตือนภัยที่แม่นยำ และมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว

มุ่งเป้าหมายให้ตรงประเด็น กับข้อจำกัดด้านเวลา ก็คงต้องให้กำลังใจกันก่อน เพื่อดูงานว่าจะคืบหน้าได้มากน้อยแค่ไหน

รัฐบาลประชาธิปไตย ที่มีการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ถึงแม้จะยังมีบางเสียง แย้งว่ายังเป็นช่วงรัฐบาลเผด็จการ แต่ก็มีการเลือกตั้งครั้งถัดมาในปี 2566 ที่เปิดให้ประชาชนไปหย่อนหีบวิเศษอีกครั้ง ก็ลองเปรียบเทียบดูว่า สภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร 

ปัจจุบัน ก็ยังมีประเด็นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปากท้องของประชาชน..!! ไม่แน่ใจว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นยังไง..? ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแบบไหน..? ฝ่ายที่เสนอก็ยังไม่ได้ให้คำตอบที่จะพิสูจน์ความเป็นไปได้ แต่ที่เป็นไปได้แน่นอน คือ หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องใช้งบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อทำประชามติ 

หยุดพักไว้ก่อนเถอะ เอาเม็ดเงินมาใช้กระตุ้นกำลังซื้อ ให้ประชาชนมีกินมีใช้กันไปก่อน ในยุคที่เทคโนโลยีด้านข่าวสารที่ประชาชนรับรู้ข้อมูลได้มากขึ้น แก้รัฐธรรมนูญ สนองความต้องการใคร ประชาชนคงเริ่มเข้าใจมากขึ้น 

ปัญหารุมเร้ารอบด้าน จากเพื่อนบ้านประเทศข้างเคียง การพยายามแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ ประเทศไทยจะดำรงอยู่ต่อไปได้ ต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจของคนไทยทุกคน  

นักศึกษาอาชีวะไทย คว้าแชมป์!! ‘Botok Cup 2025’ ที่ประเทศจีน โชว์ศักยภาพ!! ‘ดิจิทัล – ภาษาจีน’ สู่ตลาดอีคอมเมิร์ซ นานาชาติ

(28 ก.ย. 68) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้นายภูวดล มิ่งขวัญ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา เป็นตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เดินทางไปเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โครงการ Botok Cup 2025 การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน สำหรับนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา ปีที่ 5 ประจำปี พ.ศ. 2568 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเศรษฐศาสตร์และการค้ากวางสี เมืองหนานหนิง มณฑลกว่างสี สาธารณรัฐประชาชนจีน

“ซึ่งการแข่งขันนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง สอศ. และคณะกรรมการขับเคลื่อนการสอนอาชีวศึกษาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์สภาพัฒนาโครงการ E-Commerce Valley “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท ปักกิ่งป๋อเต่า เทคโนโลยีสารสนเทศ อนาคต จํากัด โดยในปี 2025 นี้ มี 14 ทีมนักศึกษาจากสถานศึกษาสังกัด สอศ.ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ได้ผ่านรอบคัดเลือก เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 50 ทีมสุดท้าย ซึ่งประกอบไปด้วยทีมต่างชาติจากฟิลิปปินส์ ทีมจีน และทีมผสมสัญชาติไทย-จีน”นายยศพล กล่าว

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อว่า สำหรับรอบชิงชนะเลิศ จะเป็นการแข่งขันไลฟ์สด ได้แก่ การนำเสนอและปักตะกร้าขายสินค้า ซึ่งเกณฑ์การประเมินพิจารณาจากความเข้าใจในสินค้า การมีปฏิสัมพันธ์ทางการตลาด และการทำงานเป็นทีม 2. การแสดงวัฒนธรรม โดยนำเสนอวัฒนธรรมจีน-ไทย เช่น พิธีชงชาจีน การแสดงรำไทย มวยไทย ศิลปะการเขียนพู่กันจีน ฯลฯ และ 3. การกล่าวขอบคุณด้วยภาษาต่างประเทศเพื่อปิดการแสดง

โดยทีมนักศึกษา ได้รับรางวัล ดังนี้
รางวัลที่ 1 ทีมรวมพลังมังกร–ช้าง– วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี โดยคว้ารางวัลร่วมกับ 3 ทีมจากประเทศจีน

รางวัลที่ 2 ได้แก่ ทีม SinoSiam Spark– วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี, ทีม 聚星JUXING– วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี

รางวัลที่ 3 ได้แก่ ทีม泰·韵华章 – วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัลสนิทวงศ์, ทีม 明明 MingMing – วิทยาลัยการอาชีพนครปฐม, ทีม R-tech 01– วิทยาลัยเทคโนโลยีรัตนโกสินทร์, ทีม Silk Siam Squad (丝路暹罗战队)– วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัลสนิทวงศ์, ทีม GirlFinity – วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี

นายยศพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ โครงการ Botok Cup เป็นโครงการในความร่วมมือด้านการศึกษาระดับนานาชาติรูปแบบใหม่ ที่บูรณาการการพัฒนาทักษะดิจิทัล ภาษา นวัตกรรม การเป็นผู้ประกอบการ และการแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม ผ่านการแข่งขันเชิงปฏิบัติการตามแนวคิด PBL ที่จําลองสถานการณ์อีคอมเมิร์ซจริง ซึ่งได้รับการออกแบบเนื้อหาการแข่งขันให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับทักษะองค์รวมของเยาวชนระดับนานาชาติในด้านภาษาจีนและอีคอมเมิร์ซ ให้สอดคล้อง กับเงื่อนไขของภาคอุตสาหกรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และความต้องการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ

“เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะเชิงบูรณาการ สามารถสื่อสารทางภาษา ได้อย่างคล่องแคล่ว มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมีทักษะที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ โครงการ Botok Cup ยังร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ในประเทศจีน ไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน ในการพัฒนาโครงการ ปฏิบัติการอีคอมเมิร์ซ เพื่อส่งเสริมการบูรณาการระหว่างการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอาจารย์และนักศึกษา กิจกรรมสัมผัสวัฒนธรรม รวมถึง การจัดการอบรมก่อนการแข่งขันและการให้คําปรึกษาในระหว่างการแข่งขัน เพื่อให้เกิดผลในการ ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการแข่งขันอย่างแท้จริง ส่งเสริมให้อาจารย์และนักศึกษาอาชีวศึกษาในอาเซียน ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากโอกาสทางดิจิทัล” นายยศพล กล่าวทิ้งท้าย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top