Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘ชางเพ็ง เจา’ ผู้ก่อตั้ง Binance รวยขึ้นวันละเกือบ 2 พันล้านบาท Forbes ประเมินทรัพย์สินพุ่ง 80,600 ล้านดอลลาร์ แม้เพิ่งออกจากคุก

(1 ต.ค. 68) ชางเพ็ง เจา (Changpeng Zhao) หรือ CZ ผู้ก่อตั้ง Binance ชาวแคนาดาเชื้อสายจีน กลับมาเป็นมหาเศรษฐีติดจรวดอีกครั้ง หลังพ้นโทษจำคุกเพียงปีกว่า ๆ โดยข้อมูลจาก Forbes ประเมินว่าทรัพย์สินของเขาพุ่งขึ้นกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 1,743 ล้านบาท จาก 61,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวันออกคุก ไปแตะระดับ 80,600 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน 

ขณะที่ Bloomberg ก็ประเมินใกล้เคียงกันว่า ทรัพย์สินของ CZ เพิ่มขึ้นจาก 30,800 ล้านดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 52,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.77 แสนล้านบาท)

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ช่วงที่ถูกจำคุกเพียง 4 เดือน เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 Forbes เคยคำนวณว่า CZ อาจทำกำไรได้สูงถึงวันละ 25 ล้านดอลลาร์ โดยในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว มูลค่าทรัพย์สินของเขาอยู่ที่ 33,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 57,800 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม หมายความว่าเขาสามารถกอบโกยเพิ่มได้ราว 3,000 ล้านดอลลาร์แม้ยังอยู่หลังลูกกรง

ความมั่งคั่งของ CZ ส่วนใหญ่ยังคงมาจากการถือหุ้น 90% ของ Binance และการครอบครองเหรียญ BNB มหาศาล ซึ่งราคาพุ่งขึ้นกว่า 80% หลังจากเขาได้รับการปล่อยตัว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและกลับมาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกในอันดับที่ 22 จากการจัดอันดับของ Forbes

ปัจจุบัน CZ เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวในวงการคริปโต โดยสนับสนุน Aster แพลตฟอร์มเทรด Perpetual Dex ที่ได้รับทุนจาก YZi Labs (อดีต Binance Labs) พร้อมทุ่มเวลาให้กับ Giggle Academy แพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์ฟรีสำหรับเด็กทั่วโลก ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเขายังมีบทบาทสำคัญทั้งในแวดวงเทคโนโลยีการเงินและด้านสังคม

ตราด-หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เอาจริงเรื่องชายแดน

(1 ต.ค. 68) รับตําแหน่งใหม่ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด จัดพิธี รับ - ส่ง หน้าที่ผู้การท่านใหม่ โดยมี น.อ.ภริศวร์ วงษ์ศรีเพ็ญ ผบ.ฉก.นย.ตราด (ท่านเก่า) ส่งมอบหน้าที่ให้กับ น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผบ.ฉก.นย.ตราด (ท่านใหม่) 

น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผบ.ฉก.นย.ตราด (ท่านใหม่) ได้พูดคุยกับกำลังพลที่เข้าร่วมพิธีและสื่อมวลชน ขอขอบคุณผู้บังคับบัญชาที่ได้แต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ในพื้นที่จังหวัดตราด ผมรู้จักพิ้นที่และสถานการณ์เป็นอย่างดีตลอดจนปีที่ผ่านมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองยุทธการ ได้รับทราบการปฏิบัติงานของกำลังพลอย่างเสมอ และขอชื่นชมในความเสียสละของทุกท่านในการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ปีนี้เราจะปฏิบัติงานกันอย่างสนุกมากยิ่งขึ้นเพราะมีอะไรหลายๆอย่างที่รอเราอยู่ โดยเฉพาะปัญหาชายแดน เราจะค่อยแก้ไขตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาระดับสูง เพื่อประเทศชาติของเรา เราจะให้ความสำคัญสถานการณ์ชายแดนในการรักษาอธิปไตยของประเทศ ในสโลแกนที่ว่า ปัญหาเก่าต้องแก้ไข ปัญหาใหม่จะต้องไม่มีต่อไป

‘ชูวิทย์’ เปิดเอกสารลับ ‘ฮั้ว สว.’ ชี้สุดอันตราย อาจกินรวบทั้งประเทศ!! ซับซ้อนกว่าประเด็นเขากระโดง

(1 ต.ค. 68) ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ออกมาโพสต์เปิดเอกสารอ้างการทำงานเชิงเครือข่ายที่เรียกว่า 'ฮั้ว สว.' ระบุเป็นการวางแผนกินรวบอำนาจรัฐผ่านการสั่งการ สว. เพื่อควบคุมการแต่งตั้งองค์กรตรวจสอบและองค์กรอำนาจสูงทั้งหลาย เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และ กกต. ซึ่งหากเป็นจริงจะทำให้การตรวจสอบและการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกบิดเบือนไปได้ง่าย

ชูวิทย์ชี้ชัดว่านี่สำคัญกว่าประเด็น 'เขากระโดง' เพราะมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างอำนาจประเทศ — ถ้า สว. ถูกสั่งได้ การแก้รัฐธรรมนูญที่ต้องพึ่งกลไกเหล่านี้อาจเป็นเรื่องฝันลม ๆ แล้ง ๆ นอกจากนี้ ชูวิทย์ยังเรียกร้องให้ฝ่ายค้านและฝ่ายการเมืองทุกสีรู้เท่าทัน ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องกลายเป็นการ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์” ในสภา ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มออกหมายเรียกและตรวจสอบหลายรายที่ถูกเชื่อมโยงกับกรณีฮั้วเลือก สว. แล้ว

สำหรับข้อเรียกร้องของชูวิทย์คือความเร่งด่วนในการตรวจสอบข้อมูลและตั้งกรรมการอิสระ เพื่อนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว ไม่ให้เป็นเพียงข่าวทางโซเชียลที่ผ่านไป พร้อมเตือนว่าสังคมควรรู้ว่าใครจะรับผิดชอบอนาคตประเทศจริง ๆ — การเมืองภาคประชาชนควรจับตาและกดดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน

‘เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย’ เปิดเวทีระดมสมอง 21 ต.ค. นี้ เวทีแห่งการเรียนรู้ พร้อมเติมอาวุธพลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก

(1 ต.ค. 68) เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย ระดมพลังทุกภาคส่วน จัด Thailand KM Network Forum 2025 พลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก 21 ต.ค. นี้ ที่ กระทรวง อว. ลงทะเบียนร่วมงานฟรี “ดร.ทวารัฐ” ชี้องค์กรที่ขาดการจัดการความรู้ ต่อไปจะอยู่ยาก

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ OKMD ถ.วิภาวดีรังสิต - เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย (The Thailand Knowledge Management Network : TKMN) โดย สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD, สถาบันที่ปรึกษาด้านการจัดการความรู้และนวัตกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (IKI-SEA), ทริส คอร์ปอเรชั่น (TRIS) และสถาบันคลังสมองของชาติ (KNIT) แถลงข่าวเตรียมจัดการงาน Thailand KM Network Forum 2025 ในวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568  เวลา 8.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถ.ศรีอยุธยา ภายในงานจะมีการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “The New Global Order Unveiled Trends, Transformations and Leaderships” โดย ศ.(พิเศษ) ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า การบริหารจัดการความรู้และการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะช่วยยกระดับศักยภาพในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ผ่านการเพิ่มอำนาจ (Empower) และการมีส่วนร่วมของประชาชน (Engagement)  ในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติไปในทิศทางที่เขาต้องการ ด้วยการพัฒนาและแก้ปัญหาที่มีคนและองค์ความรู้เป็นศูนย์กลาง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยกลไกความร่วมมือของทุกภาคส่วนและการสร้างประชาชนที่มีความยืดหยุ่น (Rescilience) ที่สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของโลกให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้หากองค์กรใดไม่มีการจัดการองค์ความรู้ ต่อไปก็จะอยู่ไม่ได้

“การจัดงาน Thailand KM Network Forum 2025 ครั้งนี้ จึงเป็นเวทีแห่งความก้าวหน้าของการจัดการความรู้ ที่รวบรวมเครือข่ายนักจัดการความรู้องค์กร จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศมาเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมสร้างการรับรู้และความสนใจเรื่องการจัดการความรู้ในองค์กร โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ การเสวนา Knowledge Management in Action : Navigating Uncertainty and Crisis “การจัดการความรู้เชิงปฏิบัติ : ขับเคลื่อนองค์กรฝ่าวิกฤตและความไม่แน่นอน ผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD ดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ TRIS รศ.ดร.บวร ปภัสราทร ผู้อำนวยการ KNIT และ ดร.จุลเทพ เสนียวงศ์ ณ อยุธยา อาจารย์และนักวิจัย จาก IKI-SEA มหาวิทยาลัยกรุงเทพ” ดร.ทวารัฐ กล่าว

รศ.ดร.วินเซนต์ ริเบียร์ กรรมการผู้จัดการ IKI-SEA มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยว่า องค์กรในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่คาดเดาได้ยากและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง การจะปรับตัวและก้าวต่อไปได้ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ การเลิกยึดติด และการเรียนรู้ใหม่  โดยการสร้างและบริหารจัดการความรู้อย่างเป็นระบบไม่เพียงแต่เป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังเป็นความสามารถที่ทุกองค์กรต้องเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง ซึ่งงาน Knowledge Management Global Network (KMGN) Forum ที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จะเป็นเวทีที่ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้การจัดการความรู้เพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวผ่านความไม่แน่นอนและวิกฤติได้อย่างมั่นคง

รศ.ดร.วินเซนต์ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งในไฮไลต์ของงานจะเป็นการจำลองสถานการณ์ “เกมการจัดการความรู้” โดยใช้นโยบาย KM รูปแบบใหม่ที่ตั้งเป้าหมายระยะ 3 ปี ทีมผู้จัดการความรู้ (Knowledge Manager) ต้องรวบรวมองค์ความรู้จากพนักงาน 40 คน (แทนด้วยหมากบนกระดาน) ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย ทั้งการสูญเสียความรู้ การต่อต้านภายใน และการถูกดึงตัวโดยคู่แข่ง นอกจากนี้ยังมี ไพ่ปฏิบัติการ (Action Cards) กว่า 70 ใบ ที่พลิกเกมได้ทุกเมื่อ บางใบช่วยสนับสนุน KM แต่บางใบกลับสร้างแรงกดดันด้วยภาวะ “สมองไหล” (Brain Drain) คำถามคือ ผู้จัดการความรู้จะพิชิตภารกิจและรักษาทักษะสำคัญที่สุดไว้ได้หรือไม่ กลยุทธ์ใดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คือบทเรียนสำคัญที่ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้สัมผัสจากเกมนี้

“การบริหารจัดการความรู้เชิงระบบไม่เพียงเป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังเป็นความสามารถที่ทุกองค์กรต้องเชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน งานครั้งนี้จึงถือเป็นเวทีระดับโลกที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน KM จะมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อช่วยให้องค์กรก้าวข้ามวิกฤตได้อย่างมั่นคง” รศ.ดร.วินเซนต์ กล่าว

ด้านดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ TRIS  กล่าวว่า เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงขอบเขตการจัดการความรู้ในระดับฐานของความคิด โดยเปลี่ยนกรอบความรู้ขององค์กรจากที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวเป็นกรอบความรู้ที่เป็นบริบทและมีความเป็นพลวัตสูง การเปลี่ยนแปลงการจัดการความรู้อย่างก้าวกระโดดนี้เกิดจากการประสานกันทางความคิดระหว่างมนุษย์และ AI องค์กรยุคใหม่ต้องมีความเป็นเลิศในการแลกเปลี่ยนวิธีคิดระหว่างกัน โดยให้ประสบการณ์ของมนุษย์ชี้นำบริบทแนวลึก AI และให้ AI ช่วยขยายหรือหมุนมุมมองของมนุษย์ เพื่อสร้างสรรค์ความรู้ใหม่เชิงลึกที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถทำได้เพียงลำพัง เวที TKMN Forum 2025 ที่กรุงเทพฯ จะเป็นโอกาสให้องค์กรต่าง ๆ ได้เรียนรู้ร่วมกันในการรับมือกับภูมิทัศน์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อผสานระหว่างประสบการณ์จริงกับเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เป็นศักยภาพที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

ขณะที่ รศ.ดร.บวร ปภัสราทร ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ (KNIT) กล่าวว่า ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความยืดหยุ่นไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นความ จำเป็น การจัดการความรู้คือคลังความรู้ที่มีชีวิตขององค์กร ที่คอยนำพาให้องค์กรก้าวผ่านความพลิกพลัน และการ เปลี่ยนแปลงนานาประการ เมื่อความรู้มีการสะสม แบ่งปัน และต่อยอด วิกฤตจะกลายเป็นเส้นทางสู่การปรับตัวและ การเติบโต การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์อาจสั่นคลอนสิ่งที่คุ้นเคย แต่ก็เปิดขอบฟ้าใหม่แห่งความเป็นไปได้ ด้วยการ ถักทอภูมิปัญญามนุษย์เข้ากับปัญญาเครื่องจักร การจัดการความรู้จึงแปรเปลี่ยนความพลิกพลันให้เป็นโอกาส และเป็น พลังที่ทำให้องค์กรไม่เพียงทนทานต่อความผันผวน แต่ยังสามารถเติบโตและกำหนดอนาคตของตนเองได้

ดร.อภิชาติ ประเสริฐ รองผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นพบวิธีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการสื่อสารความรู้ได้ชัดเจน เข้าถึงง่าย และน่าติดตาม เน้นการใช้เครื่องมือที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ทันที เช่น ChatGPT และแอปพลิเคชัน บนมือถือ เพื่อสร้างและนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจ เหมาะสม และตรงใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลงตัว 

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน https://forms.gle/a7gFbpJ5r6mNcjE1A หรือ sacn QRcode ด้านล่าง และสอบถามข้อมูลและติดต่อการลงทะเบียนที่ คุณพลอยณิชชา (09 8465 4429) และคุณภูวนัย (06 4596 1565) 

‘อรรถวิชช์’ ฝากรัฐบาลใหม่ดัน “พรบ. เสรีโซลาร์” ต่อ หลัง 'พีระพันธุ์' เริ่มต้นไว้แล้วแต่ถูกกฤษฎีกาติตก

‘อรรถวิชช์’ เสียดาย! กฤษฎีกาตีตกทันที 'พรบ.เสรีโซลาร์' หลัง ‘พีระพันธุ์’ พ้นตำแหน่งรมว.พลังงาน เพียงไม่กี่วัน หวังรัฐบาลใหม่สานต่องาน

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้ยกร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า หลังจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน เพียงไม่กี่วันมีหนังสือจากเลขาธิการกฤษฎีกาถึงคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ก.ย.68 ซึ่งมีสาระสำคัญไม่เห็นชอบในการออกกฎหมายเสรีโซลาร์ โดยอ้างว่าหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถมีนโยบายออกเป็นประกาศได้อยู่แล้ว ไม่ต้องยกร่างเป็นพระราชบัญญัติ  ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ผ่านอนุมัติหลักการจาก ครม.ชุดก่อนมาแล้วและไม่เคยมีกฎหมายลักษณะส่งเสริมมาก่อน มีแต่กฎหมายให้อำนาจรัฐยืนบังแดดประชาชนเท่านั้น

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า ผมในฐานะผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้  ได้อ่านจดหมายของเลขาธิการกฤษฎีกาแล้ว 'เสียดาย' กฤษฎีกาน่าจะทราบดีว่าการเปิดเสรีโซลาร์ได้ ต้องตั้งเรื่องจากหลายหน่วยงานต่างสังกัดกันและมีกฎหมายเกี่ยวข้องกว่า 6 ฉบับ

1. พ.ร.บ.โรงงาน โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม
2. พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
3. พ.ร.บ.ผังเมือง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง
4. พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดย สำนักงานเขต/องค์การบริหารส่วนตำบล
5. พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
6. ระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

กฤษฎีกามีข้อเสนอแนะให้แต่ละหน่วยไปออกกฎหมายลูกปลดล็อกเปิดเสรีโซลาร์โดยที่ไม่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ผมถามจริงๆ ทำได้จริงเหรอ กี่ปีครับ หน่วยงานจะยอมหรือไม่ ประชาชนสามารถแปลงแสงอาทิตย์มาเป็นไฟฟ้าได้ฟรี รายได้และค่าธรรมเนียมต่างๆ ลดหายไป หน่วยงานต่างๆ จึงดึงเรื่องมาถึงวันนี้ เขาตั้งใจขวางทางครับ ถ้าเขาอยากทำ เขาทำได้ไปนานแล้ว พ.ร.บ.เสรีโซลาร์ที่ผมร่างมีแค่ 32 มาตรา หากได้เข้าสภากฎหมายจะมีผลทันก่อนยุบสภา ส่วนอุปกรณ์โซลาร์ราคาประหยัดฝีมือคนไทยโดยกระทรวงพลังงานก็ผ่านการทดสอบด้านคุณภาพแล้วพร้อมผลิตได้ เสียดายมากถ้าไม่ได้ทำต่อ 

"ผมอยากเห็นนายกฯอนุทินสานต่อนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยก็เคยหาเสียงไว้และให้ความสำคัญไว้เช่นกัน"

Hot Line กฟผ. กับภารกิจบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า เส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ซ่อมสายส่งด้วยนวัตกรรม เน้นความปลอดภัย - ประสิทธิภาพสูง

(1 ต.ค. 68) Hot Line กฟผ. กับภารกิจบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า เส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ซ่อมสายส่งด้วยนวัตกรรม เน้นความปลอดภัย - ประสิทธิภาพสูง ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตประจำวันของคนไทยทั่วประเทศ พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าจะถูกส่งผ่านสายส่งแรงสูงไปยังศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้า และเชื่อมโยงหลายระบบเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายและต่อเนื่อง แน่นอนว่า หากเกิดความเสียหายแม้เพียงจุดเดียวในระบบส่ง อาจนำไปสู่ไฟฟ้าตกหรือดับในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อครัวเรือน อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ดังนั้น การดูแลรักษาให้ระบบส่งไฟฟ้าอยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งานจึงเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง

Hot Line กับภารกิจบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า เพื่อไฟฟ้าที่มั่นคง ภารกิจบำรุงรักษา: งานที่ต้องทำก่อนเกิดปัญหา ทีมงานที่รับภารกิจนี้คือ ทีม Hot Line ช่างไฟฟ้าผู้ชำนาญการในการตรวจสอบและซ่อมบำรุงสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 

เพราะการบำรุงรักษาระบบส่งไฟฟ้าไม่ใช่แค่การซ่อมเมื่อเกิดปัญหา แต่คือการตรวจสอบและดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายล่วงหน้า อุปกรณ์ทุกชิ้นในระบบส่งจะมีแผนการตรวจสอบเป็นวาระ เช่น การตรวจสอบประจำปี การตรวจสอบทุก 5 ปี หรือ การตรวจสอบจุดร้อน (Hot Spot) เป็นต้น โดยข้อมูลจากการตรวจสอบจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงมีความมั่นคง ปลอดภัย และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ งานของทีม Hot Line ถือเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง ต้องใช้ความชำนาญ และความสามัคคี ในการทำงาน โดยที่ผ่านมาผู้ปฏิบัติงานต้องปีนเสาสูง 24–70 เมตร (เทียบกับตึกสูงประมาณ 8-20 ชั้น) และไต่สายตัวนำออกไปยังจุดซ่อม ซึ่งต้องใช้แรงและความอดทนอย่างมาก

ดังนั้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของทีม Hot Line ทาง กฟผ. จึงได้มีการพัฒนา “Lineman Lift” นวัตกรรมที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขึ้นปฏิบัติงานบนเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งสามารถยกคนหรืออุปกรณ์ขึ้นเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับ 70 เมตรได้ภายใน 3 นาที และไปยังจุดที่ต้องดำเนินการได้โดยตรง ควบคุมได้ด้วยรีโมตระยะไกล โดยมีคุณสมบัติเด่น ดังนี้ 

• สามารถรับแรงดึงสูงสุดได้ที่ 400 กิโลกรัม และรับแรงดึงอย่างปลอดภัยโดยไม่เกิดความเสี่ยงได้ที่ 200 กก.
• มี Emergency Switch ตัดการทำงานเมื่อเครื่องขัดข้อง
• โหมด Manual, Auto และ Remote สามารถควบคุมได้ไกลได้ 500 เมตร
• ใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน (LiFePO4) ซึ่งยากต่อการติดไฟ
• มีจอแสดงผลระดับแบตเตอรี่และสถานการณ์ทำงาน
Lineman Lift นั้นทำให้ทีม Hot Line ลดความเสี่ยงในการปีนเสาและไต่สาย เข้าถึงจุดซ่อมได้ตรงจุด ทำให้ลดเวลาในการทำงาน สามารถลดจำนวนผู้ที่ต้องขึ้นไปปฏิบัติงานบนที่สูง ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และยังลดต้นทุนเนื่องจากการผลิตขึ้นเองมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ
อีกทั้ง สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายภารกิจ ไม่ว่าจะเป็น งานเปลี่ยนลูกถ้วย 500 kV ด้วยวิธีไม่ดับกระแสไฟฟ้า งานทำความสะอาดลูกถ้วย 230 kV งานติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า งานซ่อมสายไฟฟ้า และกังหันลมผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

ปัจจุบัน Lineman Lift มีจำนวนรวม 15 เครื่อง ซึ่งได้ขยายผลไปนำใช้งานยังทุกภูมิภาคของประเทศ และยังได้มีการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์กับบริษัทเอกชนในงานซ่อมสายส่งและกังหันลมอีกด้วย
ทั้งนี้ การนำ Lineman Lift มาใช้งาน ไม่เพียงแต่เกิดประโยชน์ต่อทีมบำรุงรักษาระบบส่งไฟฟ้าเท่านั้น แต่ผู้ใช้ไฟฟ้ายังได้ประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น

1. ลดความเสี่ยงไฟฟ้าดับ: ป้องกันเหตุขัดข้องเฉียบพลัน
2. ไฟฟ้ามีคุณภาพ: ลดไฟตก ไฟกะพริบ
3. รองรับโหลดที่เพิ่มขึ้น: โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนและภาคอุตสาหกรรม
4. สร้างความเชื่อมั่น: ส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทีม Hot Line คือ จิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งของความมั่นคงทางพลังงาน เพราะภารกิจของทีม Hot Line ไม่ใช่แค่การซ่อมสายไฟ แต่คือการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทยให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีนวัตกรรมอย่าง Lineman Lift เป็นแรงเสริมที่ช่วยให้ภารกิจนี้ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

‘เมืองปอร์โต้’ โปรตุเกส เสน่ห์เงียบที่คนรวยแห่จับจอง ชนะใจเศรษฐีที่เบื่อความหรูหราใน ‘ลอนดอน-ปารีส-สิงคโปร์’

(1 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก Annabel - Your Wealth Architect โพสต์แชร์เรื่องราวของ…ปอร์โต้ (Porto) เมืองริมแม่น้ำโดรู (Douro) ของโปรตุเกส กำลังกลายเป็นจุดหมายใหม่ของเศรษฐีรุ่นใหม่ที่ต้องการความหรูหราแบบไม่ต้องประกาศ ต่างจากเมืองใหญ่อย่างลอนดอน ปารีส หรือสิงคโปร์ ซึ่ง Porto ดึงดูดด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่สงบ และความเป็น “discreet luxury” ความหรูที่ซ่อนอยู่ 

เสน่ห์ของเมืองนี้ไม่ได้อยู่ที่ตึกสูงหรือห้างแบรนด์เนม แต่คือศิลปะและวิถีชีวิต เช่น สถานีรถไฟ São Bento ที่เต็มไปด้วยกระเบื้อง Azulejos เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ หรืออาหารท้องถิ่นอย่าง Francesinha ที่เกิดจากความขาดแคลนหลังสงคราม แต่กลับกลายเป็นเอกลักษณ์ระดับชาติ เมืองนี้สะท้อนว่า “ข้อจำกัดสร้างวัฒนธรรม” ได้จริง

ในมุมเศรษฐกิจ Porto ถูกจัดให้เป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์หรูที่โตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บ้านริม Douro ราคาไม่กี่ล้านยูโรแต่ได้วิวแม่น้ำและไร่องุ่น ขณะที่คุณภาพชีวิตสูงกว่าหลายเมืองใหญ่ โปรตุเกสยังติดอันดับประเทศที่ปลอดภัยและเหมาะกับการเกษียณ ทำให้เศรษฐีจากยุโรปเหนือและอเมริกาเหนือแห่ย้ายมาใช้ชีวิตที่นี่

มากกว่านั้น Porto ยังถูกมองว่าเป็นเมืองอนาคตด้านพลังงานสะอาด เพราะโปรตุเกสเป็นผู้นำในยุโรปด้าน offshore wind ใครถือครองที่ดินริมมหาสมุทรแอตแลนติกวันนี้ ไม่ได้ถือแค่บ้าน แต่ถือ “อนาคตพลังงานโลก” ด้วย Porto จึงไม่ใช่เพียงเมืองไวน์ แต่กำลังจะกลายเป็นสนามเด็กเล่นของเศรษฐีที่เข้าใจว่า ความสงบและความจริงใจมีค่ามากกว่าทองคำ

‘ตั้ม จิรวัฒน์’ นักวาดการ์ตูน โดนคดี 112 โพสต์เริ่มงานใหม่ หลังเผชิญชีวิตไร้งาน – ไร้เงิน – ไร้โอกาสมาหลายปี

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ตั้ม จิรวัฒน์ นักวาดการ์ตูนล้อการเมือง แอดมินเพจ 'คนกลมคนเหลี่ยม' ซึ่งถูกดำเนินคดี มาตรา 112 ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า พรุ่งนี้ผมจะได้เริ่มงานใหม่แล้วนะครับ หลังจากไม่ได้ทำงานอยู่ในระบบมาหลายปี

มีประวัติคดี 112 การหางานทำ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย

สมัครเป็นไรเดอร์วิ่งส่งอาหาร ส่งผู้โดยสารก็ไม่ได้

ทั้งสมัคร ทั้งสัมภาษณ์ ไปหลายที่กว่าจะได้

แม้จะมีอาการซึมเศร้าอยู่บ้าง แต่ก็ต้องทำครับ เพราะไม่มีเงินติดตัวแล้ว

เริ่มต้นชีวิตการทำงานใหม่อีกครั้งครับ

สำหรับ ตั้ม จิรวัฒน์ ถูกดำเนินคดี มาตรา 112 กรณีวาดภาพเสียดสีสถาบันรวม 4 โพสต์ โดยแบ่งเป็นรัชกาลที่ 10 รวม 2 โพสต์ และรัชกาลที่ 9 อีก 2 โพสต์ ในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2565

และเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษตามมาตรา 112 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง รวมโทษจำคุก 12 ปี คดีนี้ จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือกระทงละ 1 ปี 6 เดือน คงจำคุกรวม 4 ปี 24 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปีและให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 1 ครั้ง ใน 3 เดือน เป็นเวลา 2 ปี และให้ทำงานบริการสังคม 48 ชั่วโมง พร้อมริบโทรศัพท์ของกลาง

ผบช.ภ.2 อำลา รับหน้าที่ใหม่ ผู้ช่วย ผบ.ตร. 10 เดือนตอกเสาเข็มติดอาวุธ AI สร้างตำรวจยุคดิจิทัล ลุยล้างบางปรสิต ซีลชายแดนสกัดแก๊งคอลเซนเตอร์

(30 ก.ย.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) ประชุมบริหารตำรวจภูธรภาค 2 โดยมี รอง ผบช.ภ.2 และ ผบก.ในสังกัด ภ.2 โดย พล.ต.ท.ยิ่งยศ ได้ขอบคุณตำรวจภูธรภาค 2 และอำลาตำแหน่ง ผบช.ภ.2 หลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ รับหน้าที่ ผบช.ภ.2 คนใหม่

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ขอบคุณตำรวจ ภ.2 ทุกนายที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ “ล้างบางปรสิต” ปราบปรามจับกุมกลุ่มแก๊งอาชญากรต่างชาติ สกัดกั้นปราบปรามอาชญากรรมแนวชายแดนปราบแก๊งคอกม้า ขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติอย่างจริงจังเด็ดขาด และร่วมภารกิจพิทักษ์อธิปไตยชายแดนไทย พิสูจน์ให้เห็นว่าตลอดปีที่ผ่านมาตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมแรงร่วมใจกันทำหน้าที่ตำรวจตามแนวทาง “เชื่อมั่น ศรัทธา มืออาชีพ”   

ผบช.ภ.2 กล่าวด้วยว่า  ช่วงเวลา 10 เดือนที่ผ่านมาที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ผบช.ภ.2 เป็นช่วงเวลาที่ดี ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทีมตำรวจภาค 2 ทุกนาย อย่างไรก็ตามเป็นธรรมชาติของที่อยู่กับเราต้องจากกันเป็นเรื่องปกติ

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวด้วยว่า ตลอด 10 เดือนได้ผลักดันขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีนำความรู้เรื่องปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยงานตำรวจโดยเฉพาะงานสอบสวน งานสื่อสารประชาสัมพันธ์ หรือแม้แต่งานสืบสวนปราบปรามอาชญากรรม นำเทคโนโลยี AI เชื่อมระบบฐานข้อมูลมาช่วยป้องกันภัยอาชญากรรมแก่พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว 

“ผมตั้งใจตอกเสาเข็มวางรากฐานเอาไว้ ผมมาในยุคเชื่อมต่อสู่ยุคดิจิทัลการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี เล็งเห็นความสำคัญว่าเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์กับงานตำรวจ ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยให้ตำรวจภูธรภาค 2 เดินหน้าทำหน้าที่ดูแลประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และหวังว่าสิ่งที่วางรากฐานได้จะเป็นประโยชน์ในอนาคตด้วย” ผบช.ภ.2 กล่าว

เรือหลวงปิ่นเกล้า ยิงสลุตครั้งสุดท้าย ในพิธีรับ-ส่งหน้าที่ ผบ.กองเรือยุทธการ ก่อนปลดระวางประจำการ 1 ต.ค.นี้

(30 ก.ย. 68) กองเรือยุทธการ ได้จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ระหว่าง พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ท่านเดิม) และ พลเรือโท กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ท่านใหม่) โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูง หัวหน้าหน่วยขึ้นตรง และกำลังพลกองเรือยุทธการร่วมพิธีอันทรงเกียรตินี้ บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร ท่าเรือจุกเสม็ด อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ในพิธีสำคัญนี้ เรือหลวงปิ่นเกล้า ได้ทำการยิงสลุตจำนวน 15 นัด เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการท่านใหม่ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของนักรบทางเรือ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ครั้งสุดท้ายก่อนปลดระวางประจำการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นี้ นับเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงเกียรติยศและประวัติศาสตร์อันยาวนานของเรือ โดยกองเรือยุทธการยังคงมุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยทางทะเลของชาติ และยืนหยัดเคียงข้างประชาชนไทยด้วยหัวใจแห่งเกียรติยศ

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมลงคำสั่งให้ปลดเรือของกองทัพเรือออกจากระวางประจำการ เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป เนื่องจากเรือดังกล่าวมีสภาพชำรุดทรุดโทรมตามอายุการใช้งาน การซ่อมบำรุงต้องใช้งบประมาณสูง ไม่คุ้มค่าในการซ่อมเพื่อใช้งานต่อไป จึงเห็นสมควรให้ปลดเรือออกจากระวางประจำการ ดังนี้
    •    เรือหลวงปิ่นเกล้า (413) ประเภทเรือฟริเกต อายุ 66 ปี
    •    เรือหลวงภูเก็ต (333) ประเภทเรือเร็วโจมตีปืน อายุ 42 ปี
    •    เรือหลวงสมุย (832) ประเภทเรือบรรทุกน้ำมัน อายุ 78 ปี
    •    เรือหลวงสุริยะ (821) ประเภทเรือวางเครื่องหมายทางเรือ อายุ 46 ปี
    •    เรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ ล.14 อายุ 56 ปี, ล.110 อายุ 54 ปี, ล.111 อายุ 54 ปี, ล.136 และ ล.144

เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top