Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

มุกดาหาร ตร.นิคมคำสร้อยขับรถไล่ล่าแกงค์ยาบ้า เส้นทางลัดร่วม 20 กม. ยึดยาบ้า 240,000 เม็ด ผู้ต้องหา 2 คนหนีได้ 1 คน

สภ.นิคมคำสร้อย ตรวจยึดยาบ้า จำนวน 240,000 เม็ด ผู้ต้องหา 2 คน จับได้ 1 หลบหนีไป 1 คนร้ายขับรถหนีไปร่วม 20 กม. ขณะ จนท. ตั้งจุดตรวจจุดสกัดที่บริเวณจุดตรวจโชคชัย ถนนชยางกูร 212 (มุกดาหาร – ยโสธร- อุบลราชธานี) อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร 

วันที่ 17 ก.ค. 67 นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, พล.ต.ต. ชัชชัย วงศ์สุนะ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด, พ.ต.อ.กิตเตชิษฐ์ บำรุง รองผู้บังคับการตำรวจภูธร, พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ โพธิ์จันทร์ ผกก.สภ.นิคมคำสร้อย, นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอนิคมคำสร้อย, พร้อมตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร, ปกครอง, กอ.รมน., เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมแกงค์ค้ายาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รายใหญ่ ภายใต้อำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต. ชัชชัย วงศ์สุนะ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกอำเภอคุมเข้มตรวจสอบกลุ่มแกงค์ยาเสพติดในจังหวัด โดยมี พ.ต.ท.พลไชย ภูจอมจิตร รองผกก.ป.สภ.นิคมคำสร้อย พ.ต.ต.ประดิษฐ์ วงชารี สวป.สภ.นิคมคำสร้อย มอบหมายให้ร.ต.ท.อิทธิฤทธิ์ แซ่ลิ้ม รอง สวป.สภ.นิคมคำสร้อย หัวหน้าชุด พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจตำบลโชคชัย ตั้งจุดตรวจจุดสกัด เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สิ่งของผิดกฎหมาย และยาเสพติด 
กระทั่งช่วงระหว่างเวลาประมาณ 20.30 น. ของคืนวันที่ 16 กค. 67 เจ้าหน้าที่ตำรวจจุดตรวจตู้ยามโชคชัย สภ.นิคมคำสร้อย พบรถยนต์กระบะอีซูซุ สีขาว 4 ประตู หมายเลขทะเบียน กต – 4097 ศรีสะเกษ ขับมาจากเส้นทางในตัวเมืองผ่าน อ.นิคมคำสร้อย มุ่งหน้าไปเส้นทางอำเภอเลิงนกทา จ.ยโสธร - อุบลราชธานี เมื่อคนขับมองเห็นจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ ได้กลับรถบริเวณจุดกลับอย่างกระทันหัน ก่อนเร่งความเร็วรถเพื่อหลบหนีกลับไปทางเดิมก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทางลัด นิคมคำสร้อย - หนองสูง - ขอนแก่น เจ้าหน้าที่จึงขับรถไล่ติดตามพร้อมส่งสัญญาณไฟและเสียงไซเรนเพื่อให้รถกระบะหยุด แต่รถคันดังกล่าวไม่มีทีท่าว่าจะหยุดกลับเร่งเครื่องขับหลบหนีอย่างรวดเร็ว 

จนท.ขับไล่ติดตามกระทั่งถึงบริเวณเส้นทางหนองนกเขียน - โคกหินกอง ผู้ที่นั่งมาในรถได้โยนวัตถุบางอย่างออกจากตัวรถแต่ยังคงขับรถหลบหนีอย่างไม่ลดละ เจ้าหน้าที่ได้ไล่ติดตามข้ามอำเภอจนถึงบ้านโคกหินกอง ต.หนองสูงใต้ ระยะทางประมาณ 20 กม. คนขับรถได้จอดรถ ตรวจสอบทราบชื่อนายวิลาศักดิ์ (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี ที่อยู่ ต.หนองแวง อ.เกษตรวิสัย  จ.ร้อยเอ็ด ผู้ขับรถยนต์ ขณะที่ผู้ที่นั่งมาด้วยเป็นชายรูปร่างปราดเปรียวเปิดประตูรถวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าละเมาะใกล้หมู่บ้านแม้เจ้าหน้าที่จะไล่ติดตามแต่ก็หาตัวไม่พบ จากการตรวจสอบในรถพบวัตถุต้องสงสัยวางอยู่ภายในห้องโดยสารด้านหลังคนขับ และยึดวัตถุที่โยนลงข้างถนนตรวจสอบเบื้องต้นว่าเป็นยาบ้า จนท.จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางมาที่ สภ.นิคมคำสร้อย เพื่อตรวจนับให้ละเอียดทราบว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 1 ถูกห่อด้วยกระดาษใขสีเหลือง เม็ดยาสีส้มเข้มมีสัญลักษณ์ตัวอักษร Y 1 ประทับที่หีบห่อ รวมจำนวน 20 แพ็ค และห่ออยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 20 ก้อน ตรวจนับเป็นยาบ้าประมาณ 240,000 เม็ด พร้อมโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง คาดเป็นแกงค์ค้ายารายใหญ่ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน, โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและเป็นผู้ขับรถเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสน สภ.นิคมคำสร้อย เพื่อสอบสวนขยายผลหาแกงค์ผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รองผู้บัญชาการทหารเรือเป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.67 พล.ร.อ.สุวิน  แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ ร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ตามคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย โดยมี นาย Otaka Masato เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อย่างยาวนานทั้งในระดับของราชวงศ์ รัฐบาล ตลอดจนภาคเอกชน ในส่วนของความสัมพันธ์ทางทหารนั้น ไทยและญี่ปุ่นมีความร่วมมือในระดับกระทรวงกลาโหมในกรอบการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน (ADMM Plus) , ความเป็นหุ้นส่วนแปซิฟิก (Pacific Partnership) , การปฏิบัติงานร่วมกันในภารกิจต่าง ๆ ในกรอบสหประชาชาติ , การแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้บังคับบัญชาระดับสูง และการให้ที่นั่งศึกษา

ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือไทย และกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น (ทร.ญี่ปุ่น) เป็นไปด้วยความแน่นแฟ้นอย่างยาวนาน ดังนี้

1. การประชุมโดยทั้งสองประเทศจัดให้มีการประชุม Navy to Navy Staff Talks เพื่อให้ผู้แทนกองทัพเรือของทั้งสองฝ่ายร่วมหารือในเรื่องความมั่นคงทางทะเล , การแลกเปลี่ยนและขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ และเรื่องอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา
2. การแลกเปลี่ยนการศึกษา เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 ญี่ปุ่นให้การสนับสนุนหลักสูตรโรงเรียนรวมเหล่าญี่ปุ่น และโรงเรียนทำการนายทหารเรือญี่ปุ่น หลักสูตร 6 ปี , หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรญี่ปุ่น (วทร.ญี่ปุ่น)
3. การแลกเปลี่ยนการเยือนของกำลังทางเรือ โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนเมืองท่า , การเข้าร่วมการสวนสนามทางเรือของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง
4. การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (IEC) ระหว่างกัน มาแล้วรวม 9 ครั้ง
5. การฝึกผสมทวิภาคี ทำการฝึกในลักษณะ PASSEX เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ และให้เกินการทำงานร่วมกันให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

จากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันมาอย่างยาวนานส่งผลให้กองทัพเรือไทยและกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นมีความร่วมมือที่ดีในหลายมิติด้านความมั่นคงทางทะเล เป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อมิตรประเทศ , การมีบทบาทนำด้านความร่วมมือที่ส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สมนึก เชื้อสนุก รายงาน 

(ศรีสะเกษ) พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ลงพื้นที่ ศรีสะเกษ พบปะเยี่ยมเยียนทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึก

เมื่อวานนี้ (17 ก.ค.67) ที่ หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลกระแชง ตำบลกระแชง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และคณะฯ ได้เดินทางมาพบปะเยี่ยมเยียนทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึก ด้วยความห่วงใยและระลึกถึง ตลอดจน รับทราบถึงความเป็นอยู่ ของทหารผ่านศึกในเขตพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี พันเอก โถมวัฒน์ สว่างวิทย์ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดศรีสะเกษ(ท)แทน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พันเอก นรพล จิตปัญญา สัสดีจังหวัดศรีสะเกษ พันเอก สุดใจ แพงพรมมา สัสดีจังหวัดสุรินทร์ พันโท จิรานุวัฒน์ ศรีหอม รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมต้อนรับ มี นางสาวอณัญญา พรหมบุตร รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ กล่าวรายงาน เครือข่ายทหารผ่านศึกในพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ในการดูแลรับผิดชอบของสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ 

สำนักงานฯ จึงได้ประสานแกนนำเครือข่ายทหารผ่านศึก โดยมี พันตรี อำพัน พิมพิลา นายกสมาคมทหารผ่านศึกจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกระดับจังหวัด ได้นำทหารผ่านศึกจากพื้นที่ใน 22 อำเภอของจังหวัดศรีสะเกษ มาร่วมให้การต้อนรับ จำนวน 350 นาย การเดินทางมาตรวจเยี่ยมของ พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และคณะ ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้บรรดาทหารผ่านศึกแล้ว ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและทหารผ่านศึก ที่จะพร้อมให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดโครงการอุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร

วันนี้ (17 กรกฎาคม 2567) เวลา 17.00 น. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะและเจริญพระพุทธมนต์สมโภชนาค พิธีมอบบาตรและผ้าไตร โครงการ “อุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” ณ มณฑลพิธีลานพระศรีมหาโพธิ์ และพิธีบรรพชาและอุปสมบท ณ พระอุโบสถ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดโครงการ “อุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร โดยมีข้าราชตำรวจจากทั่วประเทศเข้าร่วมอุปสมบทในโครงการฯ จำนวน 73 นาย เพื่อเทิดพระเกียรติ และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ซึ่งภายหลังการบรรพชาและอุปสมบทแล้ว คณะสงฆ์ทุกรูปจะศึกษาพระปริยัติธรรม ปฏิบัติศาสนกิจและปฏิบัติธรรม ณ วัดโบสถ์ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 18-31 กรกฎาคม 2567 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ได้จัดโครงการอุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจ รวม 22 โครงการ มีข้าราชการตำรวจเข้าร่วมอุปสมบท จำนวน 2,142 นาย โดยมุ่งหวังให้ข้าราชการตำรวจได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเพื่อให้ข้าราชการตำรวจได้บำเพ็ญคุณงามความดี  ถือเป็นโอกาสที่จะได้สร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และพัฒนาจิตใจ อันจะก่อประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคมต่อไป

‘SCB EIC’ ชี้!! ‘แก่ก่อนรวย’ ในสังคมไทยยังน่าห่วง คนใกล้เกษียณมีสินทรัพย์น้อย-วัยทำงานหนี้สินรุมเร้า

(17 ก.ค. 67) SCB EIC เผยผลสำรวจ ‘SCB EIC Consumer survey 2023’ ว่า ในระยะสั้นปัญหาแก่ก่อนรวยของสังคมไทยยังน่าห่วง โดยพบว่า กลุ่มวัยทำงานใกล้เกษียณ (51-60 ปี) ส่วนใหญ่ยังมีสินทรัพย์น้อย โดยเฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน มีความเสี่ยงสูงที่จะประสบปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายหลังเกษียณ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการสะสมสินทรัพย์ของกลุ่มนี้ คือ ปัญหาภาระหนี้ โดย 56% ของครัวเรือนที่มีหนี้พบว่ามีสินทรัพย์รวมไม่ถึง 1 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนสูง

ในระยะยาว SCB EIC มองว่าปัญหาการออมนับเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อความพร้อมหลังเกษียณ ผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey 2023 พบว่า ในภาพรวมคนวัยทำงานที่สามารถออมเงินได้ทุกเดือนยังมีไม่ถึงครึ่ง และอีกราว 1 ใน 4 ที่ไม่สามารถออมได้เลย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะเหลือเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่สามารถออมได้สม่ำเสมอ สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาภาระรายจ่ายสูงแต่รายได้ต่ำ โดยเฉพาะวัยทำงานอายุ 31 - 50 ปี ที่มีปัญหาภาระหนี้มากกว่ากลุ่มอื่น เพราะได้เริ่มก่อหนี้ก้อนใหญ่เอาไว้

SCB EIC ประเมินว่า พฤติกรรมการออมจะส่งผลอย่างมากต่อปัญหาแก่ก่อนรวยของคนไทย โดยเฉพาะคนอายุมากและรายได้ต่ำ ซึ่งผลสำรวจพบว่ามีวินัยการออมน้อยที่สุด ขณะที่คนรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 30 ปี พบว่าสามารถเริ่มออมสม่ำเสมอได้ตั้งแต่ช่วงรายได้ต่ำกว่ากลุ่มอื่น ๆ โดยกลุ่มนี้มีพฤติกรรมเก็บก่อนใช้ได้ตั้งแต่รายได้ 30,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน กลับพบว่ายังขาดวินัยการออม ส่วนหนึ่งเพราะใช้จ่ายตามกระแสสังคมมาก ซึ่งจะต่างจากคนอายุมากกว่าที่ส่วนใหญ่เริ่มมีพฤติกรรมเก็บก่อนใช้ตั้งแต่มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป

สำหรับผลสำรวจด้านการลงทุน พบว่าคนอายุน้อยที่มีเงินลงทุนมีสัดส่วนต่ำกว่าคนอายุมากกว่า และยังไม่ค่อยมีสินทรัพย์อื่นนอกจากเงินสดหรือเงินฝาก แม้ว่าคนรุ่นใหม่ดูจะสนใจและต้องการลงทุนมากกว่ากลุ่มคนอายุมากกว่า แต่ปัญหาขาดแคลนเงินลงทุนและความรู้ความเข้าใจในการลงทุนสินทรัพย์ทางการเงินยังเป็นอุปสรรคสำคัญของคนรุ่นใหม่

นโยบายช่วยเหลือและกระตุ้นการออมจึงต้องออกแบบให้เหมาะสมกับคนทำงานต่างวัยในแต่ละกลุ่มรายได้ เพื่อให้ปรับการออม พร้อมนับถอยหลังใช้ชีวิตหลังเกษียณได้ดีขึ้น

>>กลุ่มที่ต้องดูแลเร่งด่วน 

1.1. กลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปี รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ภาครัฐต้องส่งเสริมให้เริ่มออมเร็วที่สุด ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการออมตามระดับรายได้ในการออมภาคบังคับ พร้อมส่งเสริมความรู้ทางการเงินการลงทุนด้วยการสอดแทรกเข้าไปในช่องทาง Social media ต่าง ๆ

1.2.กลุ่มอายุมากกว่า 30 ปี รายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ภาครัฐควรช่วยออมและลดภาระผ่านช่องทางภาษีที่จูงใจ เช่น สิทธิลดหย่อนภาษี รวมถึงการต่ออายุเกษียณจาก 60 ปี เพื่อให้มีระยะเวลาหารายได้นานขึ้น

>>กลุ่มที่ต้องเพิ่มแรงจูงใจในการออม

2.1. กลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี รายได้มากกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ภาครัฐและภาคการเงินควรเพิ่มการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เพราะมีความเข้าใจการลงทุนสูงกว่าและรับความเสี่ยงได้มากกว่า

2.2.กลุ่มอายุมากกว่า 30 ปี รายได้สูงกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ภาครัฐควรส่งเสริมพฤติกรรมออมต่อเนื่องได้ถึงเป้าหมาย และเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเงินที่ให้ผลตอบแทนเพียงพอกับรายจ่ายที่สูงขึ้น สำหรับวัยใกล้เกษียณ ภาครัฐควรช่วยลดความเสี่ยงฉุกเฉินให้เพิ่มเติม โดยช่วยจ่ายเบี้ยประกันความเสี่ยงที่จำเป็น

ไวรัล ‘สาวญี่ปุ่น’ ชวนระวัง ‘ชากุหลาบ’ จากร้านดังในไทย แม้ลวดลายบนแก้วจะน่ารัก แต่ดื่มแล้วท้องเสียหนักมาก

(17 ก.ค. 67) รายงานข่าวระบุว่า ‘ชากุหลาบ’ ที่บรรจุในแก้วลายเดียวกับชื่อเมนูจากร้านชาชื่อดังของไทย ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ เป็นเมนูสุดท้าทายที่ใครดื่มก็เหมือนได้ดีทอกซ์ขับของเสียออกจากร่างกาย ออกฤทธิ์เร็วทันใจ ถึงขนาดที่ว่ามีการแปะเตือนไว้ในแอพฯ สั่งอาหารต่าง ๆ

โดยล่าสุดนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ได้โพสต์ลง x เตือนนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ที่กำลังเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย และอยากลองกินชากุหลาบนี้ดูสักครั้ง โดยมีเนื้อความระบุว่า…

“วันก่อนดื่มชากุหลาบแล้วท้องเสียหนักมาก เพิ่งรู้ว่าดังเมื่อหลายปีก่อนว่าช่วยดีทอกซ์ แต่มันไม่มีคำเตือนที่หน้าร้าน นักท่องเที่ยวอาจจะถูกหลอกด้วยแก้วลายกุหลาบที่ดูน่ารัก”

ซึ่งโพสต์ของสาวญี่ปุ่นรายนี้ก็กลายเป็นไวรัล มีคนเข้ามาคอมเมนต์มากมาย บางคนก็ถามว่า “แก้วน่ารักขนาดนี้ อันตรายจริงเหรอ?” เจ้าของโพสต์เลยตอบว่า “หน้าตาน่ารักแต่น่ากลัว เพราะกุหลาบน่ะมีหนาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะท้องเสียนะ”

คนญี่ปุ่นหลายคนที่รู้จัก ชากุหลาบ ก็เข้ามาคอมเมนต์ว่าเคยเห็นคลิปวิดีโอที่คนดื่มมันแล้ววิ่งเข้าห้อง 20 – 30 นาที บางคนก็บอกว่าเคยดื่มแล้ว ไม่เกิดอะไรขึ้นนะ อาจจะขึ้นอยู่กับบุคคล

อย่างไรก็ตามโพสต์นี้ยังกลายเป็นไวรัลในโซเชียลของไทยอีกด้วย เหตุเพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยก็ประสบปัญหาแบบเดียวกัน

'ซีอีโอ GAC' ลั่น!! ไทยไม่ใช่แค่ฐานประกอบรถยนต์ แต่เป็นฐานสำคัญ 'เพิ่มยอดขาย-ขยายบริการทั่วประเทศ'

(17 ก.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเจิง ชิ่งหง ประธานบริษัท GAC กรุ๊ป เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทตัดสินใจเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรกในต่างประเทศและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง ในเขตโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC บนพื้นที่ 85,000 ตารางเมตร เพื่อมุ่งมั่นผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และส่งออกไปยังประเทศที่ใช้รถพวงมาลัยขวาทั่วโลก โดยโรงงานแห่งนี้ จะช่วยดึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาด้านการขาย การจัดจำหน่ายและการส่งเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งของแบรนด์ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่มีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตเช่นเดียวกับโรงงานในประเทศจีน ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นไปตามมาตรฐานระดับโลก สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ โดย AION ได้ปรับปรุงแผนพัฒนาทั้งหมด 6 แนวทาง ซึ่งรวมถึงการเพิ่มความสามารถในการผลิต การขยายสายผลิตภัณฑ์ และการกำหนดแนวทางของตลาดในเรื่องฐานการผลิตและจำหน่ายทั่วประเทศ

โรงงานผลิตรถยนต์ GAC AION ในประเทศไทย ถือเป็นฐานการผลิตรถยนต์แห่งแรกในต่างประเทศของ GAC AION จากปัจจุบันมีโรงงานผลิต 2 แห่งในประเทศจีน มีกำลังการผลิต 500,000 คันต่อปี และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 120% ทั้งยังมียอดการผลิตและจำหน่ายอยู่ใน 3 อันดับแรกของอุตสาหกรรม

“เมื่อเปิดโรงงานแห่งนี้ขึ้นอีก 1 แห่ง จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับบริษัท ในการเป็นผู้ผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือกที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และยังมีแผนสร้างฐานการผลิตและการจำหน่ายใน 7 พื้นที่ทั่วโลก และไม่เพียงแค่การประกอบรถเท่านั้น แต่เราจะนำเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยที่สุดเข้ามาในประเทศไทย พร้อมวางรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้การจำหน่ายและการบริการเป็นไปได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ” 

ด้านนายหม่า ไห่หยาง ผู้จัดการทั่วไป GAC AION ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยถึงแนวคิดหลักว่า ‘คุณภาพต้องมาก่อน’ และมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการผ่านยานยนต์พลังงานใหม่ที่มีคุณภาพและชาญฉลาดแก่ผู้บริโภคทั่วโลก ด้วยจุดเด่นด้านการผลิตที่ก้าวหน้าระดับโลก 4 ประการ ได้แก่ ความอัจฉริยะทางเทคโนโลยีขั้นสูง คุณภาพสูง ประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้บริษัทพร้อมแนะนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด อย่าง AION V เจเนอเรชั่นที่ 2 ที่มาพร้อมกับความสามารถที่รอบด้าน เทคโนโลยีอันเหนือชั้น และมีความปลอดภัยสูง โดยเป็นการเผยโฉมในครั้งนี้ พร้อมกันกับการเผยโฉมรถ AION V เจเนอเรชั่นที่ 2 ในประเทศจีนด้วย

เพื่อตอกย้ำความสำคัญของตลาดในประเทศไทย รวมถึงนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัยและทันสมัยที่สุดสู่ตลาดโลก โดยผลิตขึ้นตามหลักการ 8 จุดเด่นหลัก ได้แก่ ดีไซน์ที่โดดเด่น, พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง, เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยว, ระบบขับขี่อัจฉริยะระดับโลก, เทคโนโลยี AI อัจฉริยะ, มีระยะทางวิ่งไกลและทนทานต่อสภาพอากาศ, เทคโนโลยีชาร์จเร็วอัจฉริยะ, แบตเตอรี่มีความปลอดภัยสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก

สำหรับโรงงานผลิตรถยนต์เชิงนิเวศอัจฉริยะแห่งนี้ ถือว่ามีข้อได้เปรียบด้านการผลิตอัจฉริยะชั้นนำของโลก 4 ประการ ได้แก่ ความอัจฉริยะทางเทคโนโลยีขั้นสูง คุณภาพสูง ประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้หุ่นยนต์ร่วมกับเทคโนโลยี AI ในการผลิตเพื่อให้แน่ใจว่ารถยนต์ไฟฟ้าของ GAC AION จะไม่มีข้อบกพร่อง และมีการสลับแบบเรียลไทม์ของการกำหนดค่า 10W+ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้หลายพันคน เราใช้ ‘การรวมการจัดเก็บแสง การชาร์จ และการเปลี่ยน’ การใช้พลังงานอย่างครอบคลุมเพื่อมอบ ‘โซลูชั่น AION’ สำหรับการเปลี่ยนแปลงสีเขียวของอุตสาหกรรมการผลิตของไทย

และคาดว่าในอนาคต โรงงานแห่งนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้การพัฒนาขึ้นในประเทศไทย ผลักดันให้เกิดการจ้างงาน สร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีชั้นสูงสำหรับประเทศไทย และช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกทางหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ GAC AION ประกาศว่า บริษัทได้ใช้งบประมาณสำหรับการลงทุนโรงงานแห่งนี้ไว้ที่ 2,300 ล้านบาท โดยเฟสแรกจะมีกำลังผลิตที่ 20,000 คันต่อปี และสามารถเพิ่มสูงสุดเป็น 70,000 คันต่อปีในอนาคต

‘ม.เลสเตอร์’ ยกย่อง ‘อัยยวัฒน์’ หัวเรือ ‘เดอะ ฟ็อกซ์’ บริหารสโมสรฟุตบอลประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

(17 ก.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘MGR SPORT’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ได้รับปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในพิธีสำเร็จการศึกษา ซึ่งจัดขึ้นที่ เดอ มงฟอร์ต ฮอลล์ เมืองเลสเตอร์ เมื่อวันอังคารที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา

สำหรับ ‘บิ๊กต๊อบ’ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2018 โดยรับช่วงต่อจากวิชัย ศรีวัฒนประภา

ภายใต้การบริหารงานของ อัยยวัฒน์ ‘เดอะ ฟ็อกซ์’ เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ฟุตบอล เอฟเอ คัพ ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรในปี 2021 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในศึก ยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก และพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลแชมเปียนชิพ ในฤดูกาล 2023/24 พร้อมเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลเดียว

อัยยวัฒน์ กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับเกียรตินี้จากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ซึ่งเป็นสถาบันในเมืองของเราที่มีความมุ่งมั่นต่อความเป็นเลิศ การบริการต่อชุมชนของเรา และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเชิงบวกร่วมกัน”

“การทำงานร่วมกับเลสเตอร์ ซิตี้ ในด้านสุขภาพเด็ก ถือเป็นความร่วมมือที่เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และได้แสดงให้เห็นถึงพลังของผู้คนในชุมชนที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของคนรุ่นต่อ ๆ ไป”

“ผมขอแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษาทุกคนในปีนี้ สำหรับความสำเร็จของพวกเขา ซึ่งเป็นผลมาจากการอุทิศตนเป็นเวลาหลายปีในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญ ผมหวังว่าตลอดเวลาของพวกเขาในเมืองเลสเตอร์ จะสอนพวกเขาว่า ทุกสิ่งเป็นไปได้”

ทั้งนี้ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพ ระดับปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก่อนที่เจ้าตัวจะได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเทพศิรินทร์ ในปี 2015 นอกจากนี้ยังเป็นนักโปโลที่มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จมากมาย โดยคว้าเหรียญทองในการแข่งขัน บริติชโอเพ่น และควีนส์คัพในปี 2015 และเหรียญเงินในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในปี 2017

มหาวิทยาลัย มีความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี โดยได้รับเงินบริจาคจากสโมสรเพื่อก่อตั้ง ‘LCFC Professorship’ ซึ่งเป็นตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านสุขภาพเด็ก และโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้อง เงินบริจาคดังกล่าวจะถูกนำมาใช้เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาสุขภาพของเด็กในเลสเตอร์ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ มอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้กับ วิชัย ศรีวัฒนประภา ในเดือนมกราคม 2016 ก่อนที่เลสเตอร์ ซิตี จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก การที่มหาวิทยาลัยให้การยกย่อง อัยยวัฒน์ เปรียบเสมือนเป็นการยกย่อง วิชัย และทุกสิ่งที่ครอบครัวศรีวัฒนประภา ได้อุทิศเพื่อทั้งสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี และเมืองเลสเตอร์ อีกด้วย

ศาสตราจารย์ นิชาน คานาการาชาห์ อธิการบดี และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ กล่าวว่า “ครอบครัวศรีวัฒนประภาได้สร้างผลงานในทางที่ดี ต่อเมืองเลสเตอร์อย่างไม่อาจมองข้ามได้ ความมุ่งมั่นที่มีต่อสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นมากกว่าการลงทุนในสนาม ครอบครัวศรีวัฒนประภา ได้ก่อตั้งมูลนิธิวิชัย ศรีวัฒนประภา ซึ่งทำงานร่วมกับมูลนิธิเลสเตอร์เพื่อให้การสนับสนุน และพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

“อัยยวัฒน์ รับหน้าที่บริหารสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ต่อจาก วิชัย ความเป็นผู้นำและความรักของเขาที่มีต่อเมืองเลสเตอร์นั้นชัดเจนมาก ภายใต้การบริหารงานของ ต๊อบ สิ่งที่ครอบครัวศรีวัฒนประภาได้มอบไว้ให้กับเมืองเลสเตอร์นั้นจะยังคงปลอดภัยและยั่งยืน และผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ อัยยวัฒน์ เข้าสู่ครอบครัวมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ อย่างเป็นทางการ”

'อ.ธรณ์' เผย!! อุณหภูมิน้ำทะเลกลับสู่ภาวะปกติ สิ้นสุดปะการังฟอกขาว แนะ!! ต่อจากนี้คือการประเมินความเสียหายและวางแผนรับมือ

(17 ก.ค.67) มีรายงานว่า ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ผ่านแฟนเพจ Thon Thamrongnawasawat โดยระบุว่า…

อุณหภูมิน้ำทะเลกลับสู่ภาวะปกติ สิ้นสุดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว 🥳 ต่อจากนี้คือการประเมินความเสียหายและวางแผนรับมือสำหรับคราวหน้า

หากเพื่อนธรณ์ดูกราฟอุณหภูมิน้ำทะเลทั้ง 2 ฝั่ง จะเห็นว่าตอนนี้ลดต่ำลงมาเท่ากับปี 23 และอยู่ต่ำกว่าเส้นวิกฤตปะการังฟอกขาว

หมายถึงเราผ่านทะเลเดือดมาแล้ว ปะการังที่ฟอกขาวอยู่ตอนนี้ อีกไม่นานคงจะฟื้น แต่ย่อมมีปะการังตายจากการฟอกขาว จะเยอะจะน้อย ต้องรอการประเมินอีกครั้ง แต่ละที่ไม่เท่ากัน

เมื่อประเมินเสร็จ เราจะรู้ว่าตรงไหนหนักสุด การอนุรักษ์ฟื้นฟูแต่ละพื้นที่ควรเป็นอย่างไร นั่นเป็นอีกงานหนัก แต่จำเป็นมาก เพราะเราจะได้รู้ว่าการตายกับการฟอกขาวสัมพันธ์กันไหม ? 

จุดที่ฟอกขาวเยอะคือตายเยอะหรือเปล่า อาจมีปัจจัยอื่น ๆ มาทำให้ฟอกเยอะแต่ตายน้อย หรือฟอกน้อยแต่ % ตายสูง ฯลฯ

ยังรวมถึงความทนทานของปะการัง (resilience) สัมพันธ์กับการฟอกขาวหรืออัตรารอด/ตายหรือไม่ เพราะเรื่องนั้นจะเกี่ยวโดยตรงกับแผนอนุรักษ์ในอนาคต

อีกอย่างที่ต้องตามดูคือความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศหลังจากนี้ แนวปะการังจะโทรมลงไหม จะมีอะไรเข้ามาแทน การฟื้นคืนของปะการังจะใช้เวลากี่เดือนกี่ปี ฯลฯ

ทั้งหมดที่เล่ามา จะเห็นเลยว่า เรามีงานยักษ์รออยู่ ปัญหาคือเราจะมีเงินทำไหม? เพราะตอนนี้อะไรก็เดือดร้อนไปหมด

ก็คงได้แต่บอกว่า ต้องพยายามให้ดีที่สุด เพราะทุกเรื่องที่ทำในวันนี้ หมายถึงความอยู่รอดของปะการังในวันหน้า เพราะทะเลเดือดจะกลับมาพร้อมกับเอลนีโญอีกครั้ง ในอนาคตอันใกล้ ตราบใดที่โลกยังร้อนขึ้นเช่นนี้ครับ 🌏

ข้อมูลน้ำ - กรมทะเล 🙏

‘อัครเดช รวมไทยสร้างชาติ’ หนุน ‘ร่าง พ.ร.บ.งบเพิ่มเติม 67’ แนะรัฐใช้ข้อมูลยุคลุงตู่ ช่วยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ-รวดเร็ว

(17 ก.ค.67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี ในฐานะโฆษกรวมไทยสร้างชาติ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม พ.ศ. 2567 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท ว่า มีความสำคัญที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความเดือดร้อนให้กับประชาชน เพราะเป็นเงินที่รัฐบาลจะต้องจัดสรร ส่งตรงไปประชาชนที่เดือดร้อน เพื่อเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

ประกอบกับที่ผ่านมางบประมาณรายจ่ายปี 2567 ก็เกิดความล่าช้าไป 6 เดือน ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปัญหา เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน เพราะเศรษฐกิจของประเทศส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐ เมื่องบประมาณล่าช้าเงินขาดหายไปจากระบบ และกว่าเงินงบประมาณจะได้ใช้ และกว่าเศรษฐกิจฟื้นก็ต้องใช้เวลา รัฐบาลจึงจำเป็นต้องทำให้เม็ดเงินเติมเข้าไปในระบบให้เร็วที่สุด เพื่อเร่งให้เศรษฐกิจฟื้น

“ระบบเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นก็เปรียบเหมือนกับต้นไม้ ที่เมื่อขาดน้ำ ขาดปุ๋ย ก็ไม่ได้เฉาตายทีเดียว แต่จะค่อย ๆ เฉาไปเรื่อย ๆ จนตายในที่สุด ถ้ารัฐบาลไม่เร่งใช้จ่ายเงินงบประมาณที่ล่าช้าจากงบประมาณปี 67 และถึงแม้ว่าจะมีการใช้จ่ายของภาครัฐจากเงินงบประมาณมาแล้ว แต่กว่าจะผ่านบริษัทผู้รับเหมา ลงไปยังร้านค้า ไปยังภาคการผลิตและภาคแรงงานรวมไปถึงการหมุนไปสู่มือพี่น้องประชาชนต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าเงินจะหมุนเข้าเต็มระบบ รัฐบาลจึงต้องมีการกระตุ้นให้เม็ดเงินไปถึงมือประชาชนผู้บริโภคให้รวดเร็วและแม่นยำ ดังนั้นเงินจากพรบ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนี้จึงมีความสำคัญ“ นายอัครเดช กล่าว 

นายอัครเดช ยังได้ฝากไปถึงรัฐบาล ว่า จะต้องกำหนดวิธีการในการใช้งบประมาณให้ตรงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ไม่ใช่ใช้วิธีการแจกแบบหว่านแห หรือแจกปูพรม เพราะหากแจกจ่ายไปยังประชาชนที่มีฐานะอยู่แล้วเขาก็จะไม่ได้มีการใช้เงินเพราะจะเป็นเงินเก็บ ทำให้เงินไม่หมุนเวียน ดังนั้นอยากแนะนำให้รัฐบาลลองไปดูฐานข้อมูลเดิมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เคยทำในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน ฐานข้อมูลจากโครงการประกันรายได้เกษตรกร รวมไปถึงโครงการคนละครึ่ง เพื่อให้เงินงบประมาณนี้ไปถึงมือประชาชนผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย รวดเร็ว และแม่นยำ เพื่อจะได้ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นในนามพรรครวมไทยสร้างชาติจึงขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปี 2567 ฉบับนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top