Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

‘รมว.ปุ้ย’ นำทีมเยือนญี่ปุ่น ศึกษาโมเดล ‘นิคมอุตสาหกรรม Circular’ เน้น!! นำระบบอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มาปรับใช้ในไทย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

(21 ก.ค.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 21 – 27 กรกฎาคม 2567 มีภารกิจเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น โดยนำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมศึกษาดูงานการพัฒนาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Circular ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกันจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Circular เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) โดยเฉพาะรถยนต์ EV ตามมาตรการสนับสนุนของรัฐ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญในการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาตั้งฐานการผลิตและลงทุนในประเทศไทย โดยโครงการนิคมอุตสาหกรรม Circular จะตอบโจทย์ในโครงการศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

นอกจากนี้ คณะผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม ยังมีกำหนดการหารือกับองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่น (NEDO) และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และระดมความคิดไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เศรษฐกิจหมุนเวียน และความเป็นกลางทางคาร์บอน นอกจากนี้ คณะผู้แทนยังจะได้เยี่ยมชมกระบวนการรีไซเคิลรถยนต์และการกำจัดของเสียในโรงงานของบริษัท Eco-R Japan และศึกษาเทคโนโลยีของบริษัท ไอเอชไอ คอร์ปอเรชั่น (IHI Corporation) รวมถึงการใช้แอมโมเนียแทนก๊าซธรรมชาติ ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมทั้งเยี่ยมชม กระบวนการรีไซเคิลหลอดฟลูออเรสเซนต์ของบริษัท J-Relights และกระบวนการรีไซเคิล แผงโซล่าเซลส์ บริษัท Shinryo Corporation ด้วย

อีกหนึ่งไฮไลท์ของการเยือนครั้งนี้ คือ การศึกษาดูงานเมืองเชิงนิเวศคิตะคิวชู (Kitakyushu Eco-Town) ซึ่งเป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่ประสบความสำเร็จและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมในประเทศไทยได้ รวมทั้งหารือกับสำนักสิ่งแวดล้อมเทศบาลเมืองคิตะคิวชู เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้ BCG Model

“การเดินทางเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพื่อการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ทุกประเทศมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว

สำหรับการเยือนประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ คณะผู้บริหารของกระทรวงอุตสาหกรรม ประกอบด้วย นายดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นางนิภา รุกขมธุ์ รองผู้ว่าการ กนอ. สายงานยุทธศาสตร์ นางบุปผา กวินวศิน รองผู้ว่าการ กนอ. สายงานพัฒนาที่ยั่งยืน และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 3 ของไทย ขณะที่ไทยเป็นอันดับ 6 ของญี่ปุ่น โดยเศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสแรกปี 2566 โตถึง 1.6% มีสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปญี่ปุ่น ได้แก่ รถยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องจักรไฟฟ้า สินค้าโภคภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ในขณะที่ญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกล เภสัชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงเป็นแหล่งลงทุนสำคัญของไทย โดยในปี 2565 มีโครงการลงทุนถึง 293 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท

‘ราชกิจจานุเบกษา’ เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก-มหาวชิรมงกุฎ’ แก่ ‘นายกรัฐมนตรี’

เมื่อวานนี้ (20 ก.ค.67) ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ความว่า ...

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่ง ช้างเผือก ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น มหาวชิรมงกุฎ แก่ นายเศรษฐา ทวีสิน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗

ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

'เปลวสีเงิน' ยกนิ้ว!! 'ทำงานสไตล์พีระพันธุ์' ชัดเจน-เถรตรง-โกงไม่เป็น ยาหอมไม่มี คำหวานไม่พูด มุ่งแต่ทำงานเพื่อชาติ-ประชาชน

(20 ก.ค. 67) เปลวสีเงิน นักหนังสือพิมพ์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง ได้นำเสนอบทความ ในหัวข้อพีระพันธุ์ 'คนหวานไม่เป็น' โดยระบุว่า...

ผมชอบรัฐมนตรี 'พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค' แฮะ!

ท่านเป็นคนชัดเจน

ในการทำงาน ไม่ต้องการหวานให้คนรัก ชอบโผงผาง-ตรงไปตรงมา ใครเกลียด ก็เรื่องมึง

งานที่ทำ มีผลสำเร็จ เพื่อสังคมชาติบ้านเมืองและประชาชน นี่เรื่องที่กูปรารถนา!

ที่กระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯ ไม่ต้องเสีย ค่าโง่โฮปเวลล์ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท

ก็ฝีมือท่าน 'พีระพันธุ์' สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์คนนี้แหละ สู้ด้วยการหักล้างกันด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจนชนะ

'การบินไทย' ที่อยู่ในสภาพศพคาห้องดับจิต หนึ่งในทีมที่ทำให้กลับมีลมหายใจ ฟื้นขึ้นมาและลุกขึ้นวิ่ง เป็นการบินไทย แข็งแรงกระดี๊กระด๊า ทุกวันนี้

ก็รัฐมนตรี 'พีระพันธุ์' ในยุคนายกฯ ประยุทธ์คนเดียวกันนี้แหละ หัวเรี่ยว-หัวแรง 'ฟื้นชีพการบินไทย' ตอนนี้โก้ กินขนมปังแทนกินปาท่องโก๋ยาไส้แล้ว

คนอย่างนี้ ในทางการเมือง ถึง 'งานดี-งานเด่น'

แต่ 'ปากไม่ดี, ประจี๋-ประจ๋อไม่เป็น' แถม 'เถรตรง-โกงไม่เป็น' แบบนี้ด้วยละก็รุ่งในสนามเลือกตั้งยาก ไม่โกงเอามาแบ่งปัน ชาวบ้านไม่ชอบ

นักการเมืองด้วยกันก็เหอะ 'บางพรรค-บางคน' ก็ไม่ชอบ!

แต่ในทาง 'เพื่อบ้าน-เพื่อเมือง'

คนอย่างท่านพีระพันธุ์ ถ้าชาววิไล ส่งเสริมให้มีพื้นที่ยืนในงานบริหารชาติบ้านเมืองต่อเนื่องละก็

ชาติบ้านเมือง รุ่งแน่!

เรื่อง 'ค่าไฟฟ้า' ที่ชาวบ้านกลายเป็น 'ถังขยะ' ให้รัฐบาลเพื่อไทย โกยสารพัดขยะใส่

ลืมสิ้น ที่ตะโกนตอนหาเสียง 'ค่าไฟ..ค่าน้ำมัน ลดทันที' ชนิดคำว่า 'อัปรีย์' ยังสูงเกินไปนั้น!

ไตรมาส ๔ 'กันยา-ธันวา' คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะแล้ว เมื่อ ๑๐ ก.ย. ภายใต้เงื่อนไข ว่า

หากนำ 'ต้นทุน' และการ 'คืนหนี้' ให้  กฟผ. ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท มาคำนวณ รวมกับค่าไฟฟ้าฐาน ที่ ๓.๗๘ บาท/หน่วย

จะทำให้ค่าไฟที่ ๔.๑๘ บาท/หน่วย ขณะนี้ เพิ่มขึ้นเป็น ๔.๖๕-๖.๐๑ บาท/หน่วย

คือราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกประมาณ  ๔๖-๑๘๑ สตางค์/หน่วย!

ชาวบ้านก็เป็นไก่ ถูกรัฐบาลเอาไม้เสียบตูดเผา หมุนไป-ก็หมุนมา ไปเท่านั้น

ไม่แค่ระดับชาวบ้าน 'สภาอุตสาหกรรม' ยังร้องโอ้ก!

แล้ว 'นายกฯ ประเทศไทย' นามว่าเศรษฐา ว่าไง?

ผมสั่งการให้ 'กระทรวงพลังงาน' นำเอามาตรการช่วยเหลือประชาชนจากการปรับขึ้นค่าไฟ เข้า ครม.สัปดาห์หน้า ที่ ๒๓ ก.ค.ที่จะถึงนี้

แล้วรัฐมนตรีพลังงาน 'พีระพันธุ์' ว่าไง...

"เชิญประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และประธานคณะกรรมการ บมจ. ปตท. (PTT) มาหารือร่วมกัน

ได้ข้อยุติ ที่จะตรึงค่าไฟงวดใหม่ไว้ที่ ๔.๑๘ บาท/หน่วยตามเดิม...

"ต้องให้เครดิต ปตท...

เพราะทาง ปตท.ไม่รับเงินตอบแทนใดๆ จากค่าไฟฟ้างวดนี้เลย เพื่อช่วยเหลือประชาชน"

รัฐมนตรีพีระพันธุ์ ยังบอกด้วยว่า....

"การช่วยประชาชน ไม่ว่าจะค่าไฟฟ้าหรือน้ำมัน ไม่ได้อยู่ที่กระทรวงพลังงาน เพียงกระทรวงเดียว แต่ต้องประสานทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง...

"รวมถึงราคาน้ำมันที่กระทรวงพลังงานพยายามตรึงไว้ที่ราคาเดิมที่ ๓๓ บาท/ลิตร...

"แต่ปัจจุบัน 'กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง' ภาระหนี้สินมากขึ้น การจะปรับลดราคาน้ำมันลงมาได้ ต้อง 'ปรับลดภาษี' ด้วย...

"ผมพยายามปรับปรุงกฎหมายอยู่....

"ขณะนี้ยกร่าง 'กฎหมายฉบับที่ ๑' เกี่ยวกับการดูแลราคาน้ำมันประจำวันเสร็จแล้ว...

"อยู่ระหว่างทบทวนความถูกต้อง ก่อนเสนอให้นายกฯ รับทราบ"

สรุป ปัญหาเฉพาะหน้า หลุดไปเปลาะ แล้วในระยะยาวล่ะ จะแก้ยังไง?

การแก้ปัญหาแบบ 'แก้ผ้าเอาหน้ารอด' ไปแต่ละมื้อ ผมสังเกตว่า นั่นไม่ใช่สไตล์การทำงานของคนชื่อพีระพันธุ์

คงด้วยสายเลือด จากที่เคยเป็น 'ผู้พิพากษา' มาก่อน ทั้งพ่อของท่าน 'พลโทณรงค์ สาลีรัฐวิภาค'

อดีตเป็นทั้ง 'ปลัดกระทรวงพาณิชย์' และ 'เจ้ากรมการพลังงานทหาร' ผู้ริเริ่มขุดเจาะน้ำมันที่อำเภอฝาง เชียงใหม่

เป็นผู้ก่อตั้ง 'ปั๊มน้ำมันสามทหาร'

ฉะนั้น ปัญหาน้ำมัน รัฐมนตรีพีระพันธุ์ จะไม่แก้ปัญหาชนิด 'ตัดตอน' จะต้องแก้ 'ชนิดถาวร' ด้วยการรื้อโครงสร้างแน่

สังเกตจากสไตล์ทำงาน ไม่ว่าปัญหาใด ถ้าจะแก้ ท่านจะสาวจากปลายลงไปจนถึงราก แล้วแก้ปัญหาที่ต้นราก

มิใช่ทำงานแบบ 'ถากหญ้าหน้าดิน'
เรียบชั่วคราว หมาเยี่ยวรด อีกเดือน-ครึ่งเดือน หญ้าก็ท่วมเหมือนเดิมอีก ซึ่งนี่ มิใช่ สไตล์พีระพันธุ์

ปัญหาพลังงาน ว่าด้วย 'ค่าน้ำมัน-ค่าไฟ' นี่เช่นกัน เมื่อเข้ามา

ท่าน 'รื้อกฎหมาย' ที่เกี่ยวกับพลังงานและ 'กลไกสร้างราคา' ขึ้นมาศึกษา มุ่งแก้จากต้นราก เป็นการแก้ถาวร

ทุกวันนี้ ไฟฟ้าแพง คนก็ด่า กฟผ., น้ำแพง-แก๊สแพง คนด่า ปตท. ทั้ง กฟผ.ทั้ง ปตท.ตกอยู่ในสภาพ 'เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง'

แต่ต้อง 'เอากระดูกมาแขวนคอ' ตลอด!

เพราะราคาขาย มันมาจาก 'ระบบภาษี' ภาครัฐและกองทุนต่าง ๆ ซึ่ง ปตท.-กฟผ.ไม่มีสิทธิ์ ไปกำหนดอะไรได้ทั้งสิ้น!

จะแยกให้เห็นคร่าว ๆ ว่าราคา 'น้ำมัน ๑ ลิตร' มีที่มาจากไหนบ้าง?

-๔๐-๖๐% ต้นทุนเนื้อน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงกลั่น

-๓๐-๔๐% เป็นภาษีสรรพสามิต

-๑๐% ภาษีเทศบาล มหาดไทยนำไปใช้พัฒนาท้องถิ่น

-๗% ภาษีมูลค่าเพิ่ม         

-๗% ค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิด

-๕-๒๐% จัดเก็บโดย 'กองทุนต่าง ๆ'

-กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ให้เกิดความผันผวน

-กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงาน และ

-๑๐-๑๘% ค่าการตลาด

เนี่ย โครงสร้างราคาน้ำมัน มันเป็นอย่างนี้ จะว่ารัฐบาลก็ยาก ถ้าไม่เก็บภาษี จะเอาเงินที่ไหนไปพัฒนาประเทศล่ะ?

แล้วจะแก้ยังไง?

เป็นคำถาม 'กำปั้นทุบดิน' ก็จริง แต่ปัญหามันก็อยู่ตรงดินนี้แหละ บางอย่างก็ซ้ำซ้อน  บางอย่างก็มากไป บางอย่างก็มักได้เกินไป

ทางที่ดี ก็ต้องนำทั้งหมดมา 'รื้อ' จัดระบบกันใหม่ ส่วนจะจัดแบบไหน-อย่างไร ลองฟังที่ท่านพีระพันธุ์แย้มไว้ละกัน

"สำหรับค่าไฟฟ้า ยืนยัน คงไว้ที่หน่วยละ ๔.๑๘ บาท กลุ่มเปราะบาง ที่หน่วยละ ๓.๙๙ บาท 

"ที่เป็นปัญหาคือ 'ราคาน้ำมัน' รัฐบาลชุดที่แล้วตรึงราคาดีเซลไว้ที่ลิตรละ ๓๐ บาท...

"แต่ปัจจุบันใช้ระบบ 'กองทุนน้ำมัน' รักษาระดับราคาน้ำมันตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย กับการเอาเงินไปรักษาระดับราคาน้ำมัน...

"แต่เมื่อรูปแบบเป็นเช่นนี้ 'กระทรวงพลังงาน' จึงพิจารณาศึกษาปรับปรุงแก้ไขปัญหานี้...

"ที่ผ่านมา ผมไม่เคยรู้ 'ราคาต้นทุน' ของน้ำมันเลย...

"จึงออกประกาศกระทรวงพลังงาน ให้ผู้ประกอบการค้าน้ำมัน ต้อง 'แจ้งต้นทุน' ให้กระทรวงพลังงานทราบ ถือเป็นครั้งแรก ที่มีการ 'แจ้งราคา' ต้นทุนน้ำมัน...

"อีกส่วนหนึ่ง 'ภาษีน้ำมัน' มีมูลค่าสูง ไม่ต่างจากราคา 'ต้นทุนน้ำมัน' เช่น หักค่าน้ำมัน ลิตรละ ๔๕ บาท...

"ภาษีน้ำมัน ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๔๐ บาท ถือว่า 'สูงมาก'

"อีกทั้งการ 'จัดเก็บภาษีน้ำมัน' คณะกรรมการกองทุนน้ำมันจะมีอำนาจกำหนดเพดานการจัดเก็บ...

"แต่ขณะนี้อำนาจดังกล่าว 'หายไป'...

"จึงต้องแก้ไข ให้กระทรวงพลังงาน มีอำนาจ 'กำหนดเพดาน' การจัดเก็บภาษีน้ำมัน...

"หากกระทรวงพลังงาน 'กำหนดเพดาน' ได้เอง ก็จะมีเงินเพียงพอสำหรับการ 'อุดหนุนราคาน้ำมัน'...

"แต่ปัจจุบัน เมื่อยังไม่สามารถทำได้ ก็จำเป็นต้องใช้เงินอุดหนุนจาก 'กองทุนน้ำมัน' แทน"

ที่เห็นท่านหายไปหลายวัน โน่นครับ รัฐมนตรีกับปลัดพลังงาน เดินทางไปเจรจาเรื่องน้ำมันที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย

เห็นแว่ว ๆ ด้วยว่า ท่านรัฐมนตรีพีระพันธุ์ กำลังคุยกับรัฐมนตรีพลังงานรัสเซีย หาช่องทางด้านธุรกิจน้ำมันกันอยู่

เรื่องน้ำมันกับรัสเซีย มีคนจำนวนมากคิดว่า ทำไมไทยไม่ซื้อน้ำมันรัสเซียล่ะ ราคาถูกกว่าด้วย 

ใครก็อยากซื้อ แต่มันมีอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่ไม่เอื้อให้ทำได้สะดวกราบรื่นตามที่คิด

อีกอย่าง การซื้อ-ขายน้ำมัน ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล

การเป็น 'สว่านนำร่อง' เพื่อทางอนาคต

นั่นพูดได้ว่า เป็นภารกิจ 'ทางจิตสำนึก' คนเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ซึ่งยังไง ๆ ก็ดีกว่า

'คนใช้เงินหลวง'

แต่ไปเป็นเซลส์แมน 'ขายคอนโดฯ-ขายแผ่นดิน' ให้ต่างชาติ ๙๙ ปี จิมิ..จิมิ!

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2567 : พระพุทธเจ้าสอนอะไร?

จากช่องติ๊กต็อก @dhamma_tv ได้เผยแพร่คำสอนเรื่อง ‘พระพุทธเจ้าสอนอะไร?’ 

จากรายการ ‘ธรรมะทำไม’ โดย ‘พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท)’ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดด่านใน

พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท) กล่าวว่า พระพุทธเจ้าสอนหลักใหญ่ ๆ 3 หลัก ได้แก่ 

(1) สัพพะปาปัสสสะ อะกะระณัง หมายถึง ต้องไม่ทำบาป ไม่ทำความชั่วทุกชนิด 
(2) กุละสัสสูปะสัมปะทา การทำกุศลให้สมบูรณ์แบบ ความดีอันใดที่ยังไม่ได้ทํา ทําให้ถึงทําให้เต็ม 
(3) สะจิตตะปะริโยทะปะนัง พึงทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส อย่าให้จิตเครียด อย่าให้จิตขุ่นมัว 

‘เอตัง พุทธานะสาสะนัง นี่คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย’ คําว่าทั้งหลาย ไม่ใช่หมายถึงพระองค์เดียว แต่พระองค์อื่นก็ตรัสแบบนี้เช่นกัน 

แต่หากให้พูดเป็นภาษาชาวบ้านที่เข้าใจได้ง่ายว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร ก็จะแยกเป็นดังนี้

-สอนให้รู้ ท่านตรัสเรื่องปัญญา ‘ปณฺญา โลกสุมิ ปชฺโชโต’ แปลว่า ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก  
-สอนให้รัก ท่านตรัสเรื่องความรักมากมาย ‘โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา’ แปลว่า โลกจะอยู่ได้ ต้องเมตตาต่อกัน 
-สอนให้รวย หัวใจเศรษฐี ‘อุ อะ กะ สะ’ หากทำตามก็มีโอกาสเป็นเศรษฐี
-สอนให้ลด ลดความฟุ้งเฟ้อ ลดสิ่งที่ไม่จำเป็น 
-สอนให้ละ ละสิ่งที่คสรละ สิ่งที่ไม่จำเป็นลง
-สอนให้เลิก มาถึงตรงนี้ ก็จะบรรลุถึงมรรคผล

ผู้ศึกษาคำสอนก็เลือกได้ว่าจะเอาระดับไหน มีทั้งระดับชาวบ้านธรรมดา และระดับนักบวย ซึ่งแต่ละระดับก็จะต้องทุ่มเทความพยายามมากน้อยต่างกัน ก็ต้องดูที่ความพร้อมของเราในขณะนั้น ๆ ด้วย ถ้าหวังบรรลุธรรม ก็ต้องเข้าสู่ระดับ ลด ละ เลิก ซึ่งเราเป็นคนเลือกเองได้ ศาสนาไม่ได้บังคับ พระพุทธเจ้าไม่เคยบังคับใคร 

ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สั่งกำลังพล ตชด.ลงพื้นที่เร่งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม พื้นที่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด 

วันนี้ (20 กรกฎาคม 2567) พล.ต.ท.ยงเกียรติ มนปราณีต ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) สั่งการด่วนถึง ผบก.ตชด.ภาค 2 และ ผกก.ตชด.22-23 ให้จัดกำลังเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ หลังเกิดเหตุมวลน้ำเข้าท่วมพื้นที่ไร่นาของชาวบ้านในพื้นที่บ้านท่าม่วง ต.โพนสูง อ.ปทุมรัตน์ และบ้านดอนแคน ต.ฝาง อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด

ผบช.ตชด. กล่าวว่า ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ตำรวจใส่ใจดูแลบรรเทาทุกข์ของประชาชนให้ทันท่วงที จึงได้สั่งการตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ ระดมกำลังเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ดังกล่าวโดยเร่งด่วน พร้อมติดตามสภาพอากาศซึ่งได้มีการแจ้งเตือนร่องมรสุมกำลังแรงพัดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลับ เพื่อเข้าให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที

21 กรกฎาคม พ.ศ. 2188 'ราชวงศ์ชิง' ออกกฎหมายบังคับ 'ชาวฮั่น' ตัดผมทรงแมนจู สร้างความขมขื่นแก่ชายชาวจีน หากไม่ยอมตัด ต้องโดนตัดหัว

ย้อนไปเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2188 ดอร์กอน (ตวนเอ่อร์กุน) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเป็นเสด็จอาของฮ่องเต้ซุ่นจื้อ แห่งราชวงศ์ชิง หรือบ้างก็เรียกว่า ราชวงศ์แมนจู ได้ออกกฤษฎีกาบังคับให้ชาวฮั่นตัดผมแมนจู หรือ ทรงเหม่งครึ่งหัว

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องต่อจากกองทัพแมนจูของต้าชิงที่นำโดยดอร์กอน สามารถขับไล่กองทัพชาวนาของหลี่ จื้อเฉิง ให้หนีออกไปจากนครปักกิ่งได้ จนกองทัพแมนจูได้ควบคุมประเทศต้าหมิงได้สำเร็จ พร้อมกับออกคำสั่งให้ชายชาวฮั่น (จีนแท้) ทุกคนต้องตัดผมทรงแมนจูในช่วงปี 2187

ทั้งนี้ ก่อนสมัยราชวงศ์ชิง ชายจีนที่เป็นชาวฮั่นไม่มีใครไว้ผมเปียเลย พอชาวแมนจูเข้ามายึดครองแผ่นดินจีน จึงมีการบังคับให้ชาวฮั่นไว้ผมทรงเดียวกับชาวแมนจู โดยมีคำสั่งประกาศว่า "ไว้ผมไม่ไว้หัว ไว้หัวไม่ไว้ผม" ใครไม่ปฏิบัติตาม โทษตายสถานเดียว

คำสั่งนี้ทำให้การเข้ามาปกครองแผ่นดินของฮ่องเต้แมนจูภายใต้การควบคุมของตวนเอ่อร์กุน ในระยะแรก ๆ นั้นต้องประสบปัญหาความวุ่นวายเป็นอันมาก จึงต้องประกาศยกเลิกคำสั่งการบังคับชาวฮั่นโกนผมแล้วไว้เปียเหมือนกับชาวแมนจู ทั้ง ๆ ที่เพิ่งดำเนินการไปได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น

แต่พอประชาชนเลิกก่อความวุ่นวาย สังคมเริ่มสงบสุข ในปีถัดมา พ.ศ. 2188 ตัวเอ่อร์กุนก็ได้ออกคำสั่งบังคับประชาชนทุกคนต้องไว้ผมทรงเดียวกับชาวแมนจูอีกครั้ง โดยบังคับให้ชาวฮั่นทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งภายใน 10 วัน ใครไม่ปฏิบัติตามก็ตัดหัวทิ้งและถือว่าเป็นคนทรยศ ไม่ซื่อตรงต่อฮ่องเต้ ปัญหานี้จึงกลายเป็นปัญหาทางการเมืองอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่เรื่องทรงผมเท่านั้น

การกลับมาประกาศคำสั่งให้โกนผมไว้ผมเปียในครั้งนี้ ทำให้มีการต่อสู้ฆ่าฟันระหว่างประชาชนชาวฮั่นกับทหารแมนจูอย่างรุนแรง บางเมืองใช้เวลาเพียง 3 วัน มีคนตายเกือบถึงสองแสนคน บางเมืองไม่มีใครยอมจำนน ก็ถูกฆ่าตายเรียบทั้งเมืองเลยทีเดียว

การโกนผมไว้ผมเปียนั้น ลักษณะของทรงผมจะเป็นการโกนผมเกือบหมด เหลือแค่ผมตรงกลางหัวขนาดประมาณเหรียญกษาปน์ทองแดง 1 เหรียญเท่านั้น แล้วก็ถักเป็นผมเปียยาว ๆ ลงมาเหมือนกับหางหนู ถ้าใครโกนผมเหลือไว้มากกว่าขนาดเหรียญกษาปณ์ทองแดงก็จะต้องโดนตัดหัวทิ้ง ชายชาวฮั่นจึงรับไม่ได้กับการที่ต้องโกนผมทิ้งเกือบทั้งหัวขนาดนั้น

พอมาถึงในช่วง พ.ศ. 2342 ทรงผมเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากแต่ก่อนที่เหลือผมไว้ขนาดเหรียญกษาปณ์ทองแดง 1 เหรียญ เปลี่ยนเป็น 4-5 เหรียญ ผมเปียจึงดูใหญ่ขึ้นมาหน่อยคล้ายกับหางหมู

'โพธิ์เงิน กระตุฤกษ์' ยอดนักกินจอมชักดาบ | THE STATES TIMES Story EP.150

ในประวัติศาสตร์ไทย มียอดนักกินจอมชักดาบอยู่ท่านหนึ่ง นามว่า 'โพธิ์เงิน กระตุฤกษ์' ตามประวัติแล้วถือว่าเป็นคนที่เกิดมาในครอบครัวมีฐานะ และมีชีวิตที่ดีกว่าผู้คนมากมายหลายคน แต่ด้วยปัจจัยบางอย่าง ทำให้เขากลายเป็น 'นักกินจอมชักดาบ' และสร้างวีรกรรมมากมายจนร้านอาหารมากมายระอา 

วันนี้ THE STATES TIMES ได้รวบรวมเรื่องราวของผู้ชายคนนี้มาเล่าสู่กันฟัง จะเป็นอย่างไร เชิญรับฟัง

'ก้าวไกล' จอด!! 'ทักษิณ' คุมเกมใหญ่ 'ป้อม-เหลิม' จับมือดับจันทร์ส่องหล้า

นับถอยหลังสู่เดือน ส.ค.2567...อย่างที่เคยเกริ่นนำไว้ว่า จะเกิดไทม์ไลน์การเมืองที่จะเป็นจุดเดือด จุดหักเปลี่ยน...แบบได้เสีย...

1) กรณียุบพรรคก้าวไกล ศาลรัฐธรรมนูญรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารคู่กรณี (กกต.-พรรคก้าวไกล) ยุติการไต่สวน นัดฟังคำวินิจฉัย 7 ส.ค.2567 พรรคก้าวไกลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการได้ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มธ.มาเป็นพยานปากเอก ช่วยขยี้ประเด็นการดำเนินการขั้นตอนการยุบพรรค ตามมาตรา 92 และ 93 ของพ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 และระเบียบการดำเนินการการสอบสวน 2566 ของกกต. รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ จะช่วยให้รอดจากการถูกยุบได้...

แต่แหล่งข่าวระดับสูงระดับลึกของ 'เล็ก เลียบด่วน' ยังฟันธงว่า 'รอดยาก' โอกาสที่กกต.จะแพ้ฟาวล์มีน้อย ดังนั้นไม่แปลกที่คอการเมืองเขามองไปที่หัวหน้าพรรคคนใหม่ รุ่นที่ 3 ของก้าวไกลแล้ว ว่าจะเป็นใครระหว่าง 'ไหม' ศิริกัญญา ตันสกุล กับ 'ดร.ต้น' วีระยุทธ กาญจนชูฉัตร เพื่อนของเอก ธนาธร...

2) กรณีถอดถอนเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี  คาดว่าช่วงกลางเดือนหรือปลายเดือนส.ค.ก็จะได้รู้กันว่า จะมีการเปลี่ยนนายกฯ หรือไม่...ราคาต่อรองบนโต๊ะกาแฟของหลายวงการตอนนี้อยู่ที่ 50/50   สำหรับ 'เล็ก เลียบด่วน' นาทีนี้ให้รอด/ไม่รอด ที่ 50.5 ต่อ 49.5

แต่ไม่ว่า 'เศรษฐา' จะรอดหรือไม่รอด หน้าการเมืองหลังการตัดสินคดีจะต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่...ถ้ารอดก็จะปรับโฉมหน้าครม.ครั้งสำคัญ แต่หากหวยออกมาว่า 'ไม่รอด' ก็ต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี  

เรื่องใหญ่ของประเทศ...หลายคนคาดว่า หวยนายกฯ คนใหม่ อาจจะไหลไปถึง น.หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล แต่ 'เล็ก เลียบด่วน' ฟังพี่ ๆ น้อง ๆ ชาวเพื่อไทยมาล่าสุด เขาบอกว่า...นาทีนี้ พ่อ-ลูก ชินวัตร ตกผลึกแล้วที่จะให้คนชื่อ 'แพทองธาร ชินวัตร' หรือ 'อุ๊งอิ๊ง' นั่งนายกฯ เลย...

เว้นแต่มี 'ข้อมูลใหม่' เท่านั้น...ถึงจะไม่ขึ้น...

3) กรณีทักษิณ ชินวัตร ก็นับถอยหลังที่จะได้รับใบสุทธิหรือใบบริสุทธิ์จากการพ้นโทษ 22 ส.ค. (โดยไม่ต้องนอนคุกแม้แต่วันเดียว)...ก็ชัดเจนว่า หลังวันพ้นโทษ แม้ทักษิณจะมีคดีมาตรา 112 ผูกแข้งอยู่ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะเป็นพยัคฆ์ติดเทอร์โบ...เป็นผู้ทรงอิทธิพลในการช่วยนายกฯ บัญชาการ...

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. เห็นทักษิณควงครอบครัวอุ๊งอิ๊งและโอ๊ค พานทองแท้ไป Rancho Charnvee Resort and Country Club ของอนุทิน...เล่นกอล์ฟ กินข้าว ร้องเพลง โดยมีเสี่ยหนูมาร่วมวงด้วยแล้ว...ก็พอจะเห็นทิศทางการเมืองใหญ่ได้ระดับหนึ่ง ยังไง ๆ ระหว่างทักษิณกับอนุทินนั้นไม่ยากที่จะพูดคุย...ตกลงทางอำนาจในฉากหรือนาทีสำคัญ...!!

นั่นว่าด้วย 3 วาระสำคัญที่น่าจับตา...แต่เฉพาะหน้าเรื่องเล็ก ๆ แต่ไม่เล็กที่ต้องขีดเส้นใต้หมายเหตุไว้สักนิดคือ...กรณีพ่อลูกบ้านบางบอน 'ร.ต.อ.เฉลิม-วัน อยู่บำรุง'

วัน อยู่บำรุง หลั่งน้ำตาลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยเรียบร้อยแล้ว ข่าวล่าสุดระบุว่าบ่ายหน้าไปซบตัก 'ลุงป้อม' พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ...บ้านป่ารอยต่อ ที่ถูกทักษิณเปลี่ยนชื่อเป็น 'บ้านในป่า'

แว่วว่าผู้พ่อ...เฉลิม อยู่บำรุง ก็ได้เปิดอกพูดคุยกับลุงป้อมเป็นที่เรียบร้อย...ด้วยความเข้าใจในฐานะที่ตอนนี้มีคู่กรณีเป็นคน ๆ เดียวกัน...ลุงป้อมนั้นถูกหาว่าเป็น 'บ้านในป่า' อยู่เบื้องหลัง 40 สว.ให้ยื่นถอดถอนนายกฯ ส่วนพ่อลูกอยู่บำรุงนั้น กรณี 'บิ๊กแจ๊ส' เป็นพิษ...

งานนี้ฟันธงได้ล่วงหน้า เมื่อบ้านในป่าจับมือกับบ้านบางบอน...รับรองบ้านจันทร์ส่องหล้าจะต้องหนาวยะเยือก หรือไม่ก็ร้อนด้วยไฟประลัยกัลป์...เพราะอ่านทางได้ไม่ยากว่า...แม้จะชราวัยไปบ้าง แต่เฉลิมนั้นยังเป็นฉลาม ได้กลิ่นเลือดเมื่อไหร่ ก็ต้องกระโจนใส่...ข้อมูลเก่า ๆ ที่ยังไม่ถูกเปิดมีอีกเป็นกะตั้ก...แว่วว่าจะถูกงัดมาใช้ในสงครามสั่งสอนรอบใหม่ เร็ว ๆ นี้...

'เล็ก เลียบด่วน' ฟังหนังตัวอย่างมาแล้ว...หนาวแทน!!

อุทาหรณ์!! ‘สตรีมเมอร์ชาวจีน’ เสียชีวิตกลางไลฟ์สด หลังโชว์กินแบบ ‘ม็อกบัง’ ทำอาหารไม่ย่อย ช่องท้องผิดรูปรุนแรง

(20 ก.ค.67) รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลจีนเริ่มปราบปรามเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เปิดช่องไลฟ์สดกินอาหารในปริมาณมากๆ มาตั้งแต่ปี 2020 เพื่อไม่ให้คนจีนติดนิสัยกินมากเกินไปและกินทิ้งกินขว้าง โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 หยวน

อย่างไรก็ตาม การไลฟ์สดกินอาหารแบบ ‘ม็อกบัง’ ก็ยังคงเป็นที่นิยมอย่างสูงในจีน และยังมีสตรีมเมอร์เป็นพันๆ รายที่ยอมเอาสุขภาพตัวเองไปเสี่ยงกับการกินอาหารแบบยัดทะนานเพียงเพื่อเรียกยอดไลก์ยอดวิว

หนึ่งในนั้นคือ พาน เสี่ยวถิง (Pan Xiaoting 潘晓婷) อดีตพนักงานเสิร์ฟผู้ผันตัวเองมาเป็นม็อกบังเกอร์ระดับมืออาชีพ ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตลงเมื่อต้นเดือนนี้ระหว่างกำลังไลฟ์สดกินอาหาร เนื่องจากร่างกายรับไม่ไหว

ผลการชันสูตรร่างของเธอพบว่า ภายในท้องมีอาหารที่ไม่ย่อยเป็นจำนวนมาก และช่องท้องของเธอ ‘ผิดรูป’ อย่างรุนแรง

พาน เคยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร แต่พอมาเห็นพวกสตรีมเมอร์ม็อกบังสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แถมยังได้รับ ‘ของขวัญ’ จากบรรดาแฟนคลับเพียงแค่ไลฟ์สดตัวเองกินอาหารกองมหึมา เธอจึงตัดสินใจลองเข้าวงการนี้ดูบ้าง

ตอนแรก พาน แค่ไลฟ์สดเป็นงานอดิเรก แต่เมื่อยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เธอจึงตัดสินใจทำอาชีพสตรีมเมอร์จริงจัง เธอลาออกจากงานประจำ และมาเช่าบ้านอีกหลังทำเป็นสตูดิโอไลฟ์สดม็อกบัง เนื่องจากพ่อแม่ไม่เห็นด้วยและห่วงว่าสุขภาพของเธอจะแย่ลง

ยิ่งคนดูมากเท่าไหร่ พาน ก็ยิ่งละเลยสุขภาพร่างกายตัวเองมากเท่านั้น และพยายามสรรหา ‘ความท้าทายใหม่ ๆ’ ที่สุดโต่งมาดึงดูดผู้ชม และเมื่อพ่อแม่หรือผู้ชมบางคนแสดงความเป็นห่วงว่าการกินหนักขนาดนี้อาจทำให้เธอตายเร็ว แต่ พาน ก็จะตอบพวกเขาด้วยรอยยิ้มเสมอว่า “ไม่ต้องห่วง ฉันไหว”

โดยปกติ พาน เสี่ยวถิง ก็ไม่ใช่สาวรูปร่างผอมอยู่แล้ว และการผันตัวมาเป็นสตรีมเมอร์ม็อกบังก็ทำให้น้ำหนักของเธอเพิ่มขึ้นไปถึง 300 กิโลกรัม แต่เจ้าตัวก็ไม่กังวล และยังคงไลฟ์สดกินอาหารโชว์ผู้คนต่อไป

พาน เคยล้มป่วยเลือดออกในกระเพาะ (gastric bleeding) จากการกินมากเกินไป แต่หลังจากที่รักษาตัวจนหายดี สิ่งแรกที่เธอทำก็คือกลับมาเปิดกล้องไลฟ์สดกินอาหารอีก

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเสียชีวิต พาน เริ่มหันมาใช้วิธีสุดโต่งมากขึ้นเพื่อเรียกคนดู เช่น กินต่อเนื่องไม่หยุดอย่างน้อย 10 ชั่วโมงขึ้นไป และกินอาหารเกินกว่า 10 กิโลกรัมในการไลฟ์สดแต่ละครั้ง กระทั่งเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ร่างกายของเธอทนรับไม่ไหว และหญิงสาวเสียชีวิตลงท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนที่กำลังชมไลฟ์สด

แม้สาเหตุการเสียชีวิตของ พาน จะไม่ถูกเปิดเผย แต่เว็บไซต์ข่าว Sohu อ้างผลชันสูตรที่พบว่าช่องท้องของเธอผิดรูป และในกระเพาะก็เต็มไปด้วยอาหารที่ไม่ย่อย

การเสียชีวิตของ พาน เสี่ยวถิง ถูกยกให้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับพวกสตรีมเมอร์ม็อกบังทั้งหลายที่กำลังทำลายสุขภาพตัวเองเพียงเพื่อเงิน และความสนใจจากชาวเน็ต

‘นายกฯ’ ติดตามใกล้ชิด สถานการณ์ความรุนแรงในบังกลาเทศ แนะ!! ‘คนไทย’ ที่นั่น ติดตามข่าวสถานทูตและคำแนะนำต่อเนื่อง

(20 ก.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ถึงสถานการณ์ในประเทศบังกลาเทศ โดยระบุว่า…

“ผมรู้สึกกังวลใจอย่างยิ่งกับสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในบังกลาเทศ ซึ่งติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดนี้อย่างใกล้ชิด และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความอดทนอดกลั้น เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยสันติวิธี ขอแสดงความเสียใจกับทุกคนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอให้พี่น้องคนไทยในพื้นที่ ติดตามประกาศต่าง ๆ และคำแนะนำของสถานทูตอย่างใกล้ชิด”

สำหรับคนไทยในบังกลาเทศ สามารถติดต่อเบอร์ Hotline สถานทูตฯ ธากา ได้ที่ 
(+880 17) 0964 0808 ตลอด 24 ชั่วโมง 

I am deeply concerned about the escalating situation in Bangladesh. I am closely monitoring the rising tension.  We call on all parties concerned to exercise restraint and come to a peaceful resolution. Our thoughts are with all those affected. Thai nationals in Dhaka are to stay alert and follow updates and guidance from the Thai Embassy closely.

For Thais in Bangladesh, please contact the Embassy's hotline at (+880 17) 0964 0808 for any assistance


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top