Friday, 6 November 2026
Hard News Team

'เสธ.นุ้ย' นำทีม 'นักศึกษา วปอ.66' ทำกิจกรรมเพื่อสังคมในภาคตะวันออก  มอบ 'อุปกรณ์การแพทย์-เวชภัณฑ์-กีฬา' ยอดมูลค่าทะลุ 10 ล้านบาท

(21ก.ค.67) เพจ 'Wassana Nanuam' ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกิจกรรม CSR ของนักศึกษา วปอ.66 ระบุว่า...

One End : Ten ways

นักศึกษา วปอ.66 เดินหน้าทำกิจกรรม CSR พร้อมลงพื้นที่ดูงาน ภาคตะวันออก ตามแนวคิด 'วปอ.เพื่อสังคม' มียอดมูลค่าทะลุ 10 ล้านบาท มอบ อุปกรณ์การแพทย์ เวชภัณฑ์ อุปกรณ์กีฬา ในพื้นที่ 

'เสธ.นุ้ย' พลโท ฐิตวัชร์ เสถียรทิพย์ ประธาน นักศึกษา วปอ.66 และ คณะนักศึกษา วปอ.66 เดินหน้าทำกิจกรรม CSR ตามแนวคิด 'วปอ.เพื่อสังคม' โดยมียอดมูลค่า CSR ทะลุ 10 ล้านบาท 

ในการลงพื้นที่ ดูงานภาคตะวันออก ... ลูกหลานชาวระยอง ที่เรียน วปอ.66 นำโดย 'ดร.เอ้' ศ.ดร.สุชชีวีร์ หัวหน้าฝ่าย CSR คณะนักศึกษา วปอ.66 มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องช่วยหายใจ เวชภัณฑ์และเครื่องกรองน้ำให้กับโรงพยาบาลประจำตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่อำเภอบ้านค่าย 15 แห่งและบริจาคเงินสิ่งของให้กับวัดหลวงพ่อโสธร รวมทั้งมอบเวชภัณฑ์และสิ่งของให้สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ จังหวัดฉะเชิงเทราด้วย

วปอ.66 ได้ทำกิจกรรม CSR ต่อเนื่องในทุกพื้นที่ที่ได้เข้าไปศึกษาดูงาน โดยเป็นสิ่งของบริจาคจาก นศ.วปอ.66 โดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ ได้แก่ อุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ ยาและเวชภัณฑ์ อุปกรณ์กีฬา ข้าวสาร น้ำยาทำความสะอาดและสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้เปราะบาง 

รวมทั้งได้ต่อยอดเป็นกิจกรรม CSV ตามโครงการ The Ten ของพลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทหารสูงสุด ภายใต้แนวคิด One End : Ten ways ซึ่งจะได้ประเมินผลและนำไปเป็นต้นแบบให้กับหลักสูตรต่างๆ หรือหน่วยงานอื่นๆ ต่อไป

‘มาสด้า’ ใส่เกียร์เดินหน้า ลุยกีฬา สานฝันเด็กไทย ให้ตีไกลถึง ‘อเมริกา’ เปิดให้เยาวชน เข้าร่วมแข่งขันกอล์ฟ เพื่อก้าวเป็น ‘นักกีฬามืออาชีพ’ 

(21 ก.ค.67) มาสด้าส่งเสริมเติมความฝันเยาวชนไทยสู่เส้นทางโปรกอล์ฟระดับโลก มอบโอกาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าและครอบครัวผู้ใช้รถยนต์มาสด้า เพื่อคว้าสิทธิ์ในการเดินทางไปแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศเชิญชวนเยาวชนไทยทั้งชายและหญิงอายุระหว่าง 12-19 ปี สมัครเข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟรอบคัดเลือก ที่จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหาผู้ที่ทำผลงานดีที่สุดเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายร่วมกับนักกอล์ฟเยาวชนที่เดินทางมาจากทั่วโลก 128 คน ในโครงการ ‘MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024’ ซึ่งเป็นโครงการชั้นแนวหน้าระดับสากลที่เฟ้นหาและผลักดันเยาวชนกอล์ฟดาวเด่นให้ไปโลดแล่นบนเวทีระดับโลก ผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันรอบสุดท้ายจะได้เดินทางไปร่วมการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่หลายรายการในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงเยาวชนที่มีความสามารถโดดเด่นก็มีโอกาสที่จะได้รับการเสนอทุนการศึกษาเพื่อปูทางก้าวสู่เส้นทางนักกอล์ฟมืออาชีพอีกด้วย นับเป็นโครงการดีๆ ที่เยาวชนไทยผู้รักในกีฬากอล์ฟไม่ควรพลาด

อีกหนึ่งในกิจกรรมสุดพิเศษที่จัดขึ้นพร้อมกัน มาสด้ามอบเอกสิทธิ์สำหรับลูกค้ามาสด้าและครอบครัว เพื่อร่วมสนุกออกรอบเล่นกอล์ฟเป็นก๊วน พร้อมด้วยกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟต่างๆ มากมายตลอดงาน กับโครงการ ‘MAZDA EXCLUSIVE TOURNAMENT 2024’ ณ สนาม Alpine Golf Club โดยเปิดรับสมัครนักกอล์ฟสมัครเล่นลูกค้าเจ้าของรถยนต์มาสด้า จำนวน 32 คัน จำนวนนักกอล์ฟ 64 คน เข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟเพื่อสัมผัสประสบการณ์ความสนุกแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับความ สัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้ากับมาสด้า เป็นการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีที่สุดที่มาสด้าต้องการส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคน รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางร่วมกัน เพื่อให้แบรนด์มาสด้าเป็นส่วนหนึ่งในทุกประสบการณ์การใช้ชีวิตของลูกค้า และสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2567 ณ สนามกอล์ฟ Alpine Golf Club จังหวัดปทุมธานี 

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมเพื่อให้การสนับสนุนเยาวชนที่มีความสามารถในด้านกอล์ฟครั้งนี้ อยู่ภายใต้โครงการ ‘MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024’ ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจของมาสด้าที่ต้องการต่อเติมความฝันให้กับเยาวชนที่มีใจรักในกีฬากอล์ฟ ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่บนสนามแข่งขันชั้นนำระดับโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็น Challenger Spirit ที่มีอยู่ในสายเลือดของนักกีฬาทุกคน เฉกเช่นเดียวกับแนวคิดหลักของแบรนด์มาสด้าที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ พร้อมผลักดันขีดความสามารถตนเองให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง มาสด้าเชื่อในศักยภาพของคนไทยที่มากฝีมือไม่แพ้ชาติใดในโลก และมาสด้าต้องการผลักดันเยาวชนไทยให้มีโอกาสได้เปล่งประกายประดับวงการกีฬา เพื่อก้าวสู่การเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพระดับโลก และนำชื่อเสียงกลับมาสู่ประเทศไทยต่อไปในอนาคต

การสมัครเข้าร่วมแข่งขันกอล์ฟสำหรับเยาวชนชายและหญิง
MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024

เอกสิทธิ์พิเศษนี้ มาสด้าจัดขึ้นสำหรับลูกค้าและครอบครัวมาสด้า โดยเปิดรับสมัครทั้งประเภทเยาวชนชายและหญิง ที่มีอายุระหว่าง 12 – 19 ปี จำนวน 64 คน แบ่งเป็นเยาวชนชาย 32 คน และเยาวชนหญิง 32 คน รวม 64 คน เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน ‘รอบคัดเลือก’ ในวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2567 ณ สนาม Alpine Golf Club จังหวัดปทุมธานี ค่าสมัครเพียง 2,500 บาทต่อคน (รวมค่ากรีนฟรี รถกอล์ฟ และแคดดี้) ซึ่งผู้ชนะเลิศและทำผลงานดีที่สุด 16 อันดับแรกของแต่ละประเภท จะได้รับสิทธิ์เข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายในโครงการ ‘MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024’ ที่จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 ณ สนามกอล์ฟ Lotus Valley Golf Resort จังหวัดฉะเชิงเทรา 

โดยมีโค้ชจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากสหรัฐอเมริกาเดินทางมาร่วมสังเกตุทักษะฝีมือการเล่นของแต่ละบุคคล ซึ่งเยาวชนที่มีความสามารถโดดเด่นมีโอกาสได้รับการเสนอทุนการศึกษาเพื่อปูทางก้าวสู่เส้นทางการเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพ และผู้ที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย จำนวน 32 คน ในครั้งนี้ จะได้รับสิทธิ์ในการเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 

ผู้ที่สนใจสามารถ สมัครเข้าร่วมการแข่งขันสำหรับกอล์ฟเยาวชนได้ที่นี่

https://m.mazda.co.th/PR-GPTP-0724
 

‘ลิณธิภรณ์’ เผย ‘เศรษฐา’ มาแรงขึ้นนำอันดับ 1 ผลโพล ‘ไลน์ทูเดย์’  สะท้อน!! ปชช.เห็นผลงานรัฐ ใช้งบกลางแก้ปัญหาได้ตรงจุด 

(21 ก.ค.67) น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้รับคะแนนความนิยมเป็นอันดับ 1 ของนักการเมือง ประจำเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2567 ซึ่งสำรวจโดยไลน์ทูเดย์ (LINE TODAY) จำนวน 8,742 คะแนน คิดเป็น 40.12% ว่า คะแนนนิยมนี้สะท้อนว่าประชาชนเห็นและสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นในการทำงานของรัฐบาลที่นำโดยนายเศรษฐา ซึ่งสามารถจัดตั้งรัฐบาล นำพาประเทศพ้นภาวะสุญญากาศหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุด จนเข้าบริหารโดยปราศจากกฎหมายงบประมาณที่ล่าช้ามาแต่เดิม โดยยึดหลักสอบถามหารือ สั่งการ และติดตามต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า ยิ่งเมื่องบประมาณ 2567 ได้รับการอนุมัติ อาทิ งบกลางในวงเงิน 7.6 พันล้าน ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รับมือน้ำท่วมปี 2567 และน้ำแล้งปี 2568 และวงเงินกว่า 272 ล้านบาท แก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ลดฝุ่น PM2.5 ทั้งหมดมีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือ และบรรเทาความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างตรงจุด จนประชาชนสัมผัสได้ และสะท้อนผ่านคะแนนความนิยมในวันนี้

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะ สส.พรรค พท. ที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล นอกจากจะขอแสดงความยินดีแล้ว ต้องขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไม่หยุดอยู่เท่านี้ แต่ต้องต่อยอดความสำเร็จต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่เตรียมจะเปิดให้ลงทะเบียน 1 สิงหาคมนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ทั้งระบบต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับผลโพลครั้งนี้ซึ่งมีผู้ตอบจำนวนมากและผ่านการยืนยันตัวตนที่แท้จริง คือกระจกสะท้อนหัวใจประชาชนที่ยอมรับผลงานรัฐบาลตั้งแต่ยังไม่ครบปีแรก และพร้อมสนับสนุนนายเศรษฐา ถือธงนำประเทศ ดำเนินนโยบายต่อไปให้สำเร็จ ในฐานะนักการเมืองที่ 1 ในใจคนไทยขณะนี้

รู้จัก 'คัดสรร 999' ผู้คัดสรร 'เหรียญรางวัลทรงคุณค่า'  เติมเต็มความสำเร็จให้ทุก 'ชัยชนะ' ผ่าน 2 พี่น้องคนเก่ง

ถ้าพูดถึงเรื่องงานด้านกีฬา การแข่งขัน การประกวดต่างๆ ก็ต้องมีเรื่องของผลการแพ้ การชนะ เข้ามาเกี่ยวข้อง และถ้ามองไปถึงจุดหมายแห่งความสำเร็จของชัยชนะ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยและเป็นตัวแทนแห่งความสำเร็จ นั่นคือ 'เหรียญรางวัล' ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจ เป็นเกียรติแก่นักกีฬาและผู้ที่รับได้รับรางวัล 

'ณัฏฐนิชา ตันติพงศ์' และ 'ดารากร สุวรรณสัญญา' 2 พี่น้องสตาร์ตอัป ที่มองเห็นโอกาสจากจุดนี้ ได้ร่วมกันสร้างธุรกิจตัวแทนแห่งความสำเร็จ/ความภาคภูมิใจของผู้ที่ได้รับรางวัล ภายใต้ บริษัท คัดสรร 999 (ประเทศไทย) จำกัด 

"ในปัจจุบัน กีฬาเป็นการออกกำลังกายเพื่อดูแลสุขภาพ อีกทั้งยังเป็นการแข่งขัน เพื่อให้การออกกำลังกายไม่น่าเบื่อ หลายคนจึงนิยม ไปร่วมงานการแข่งขันต่างๆ เช่น การแข่งขันจักรยาน, ว่ายน้ำ, และการแข่งขันวิ่ง เป็นต้น จัดขึ้นโดยหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หรือ ผู้จัดงานการแข่งขัน เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และเพื่อสร้างความสนุกสนานกับกลุ่มเพื่อนๆ โรงเรียน ชุมชน จนถึงกลุ่มองค์กรต่างๆ" พวกเธอทั้งสองกล่าวและว่า...

"ดังนั้นเรา 2 คน พี่น้อง จึงได้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ และตัดสินใจที่จะเปิดบริษัทฯ รับผลิต จำหน่าย และนำเข้าเหรียญรางวัล โดยทางเรายินดีให้คำปรึกษาช่วยคิดออกแบบงาน ช่วยวางแผนงานให้กับลูกค้า ด้วยประสบการณ์การทำงานความเป็นมืออาชีพเกือบ 10 ปี"

ทั้งสองกล่าวเสริมอีกว่า "ที่ผ่านมา 'สินค้าของเราถือเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงและราคาถูก' โดยไม่เพียงแค่ในส่วนของเหรียญเท่านั้น แต่ยังมีโล่รางวัล ถ้วยรางวัล ของที่ระลึก รวมถึงรับจัดงานอีเวนต์การแข่งขัน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีให้กับผู้จัดงานต่างๆ ไม่ต้องเสียเวลาตามหาให้เหนื่อยหรือวุ่นวาย ภายใต้ความเชี่ยวชาญที่สามารถทำได้ตั้งแต่ช่วยออกแบบงาน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและที่สำคัญ เวลาจัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว ด้วยประสบการณ์ความเป็นมืออาชีพ ความตั้งใจ และผลงานสินค้าคุณภาพ ... ที่เรามั่นใจว่าไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพและเวลาการจัดส่งสินค้าที่เร็วทันใจลูกค้า"

>> Medal Trophy Award Event

สำหรับธุรกิจของ 'คัดสรร 999' ประกอบไปด้วย...

🏅🏅รับผลิตนำเข้าเหรียญรางวัลโลหะซิงค์อัลลอยด์พร้อมสายดิจิตอลปริ๊นพิมลายตามแบบ, เข็มกลัด, ที่เปิดขวด, พวงกุญแจ ,สายคล้องคอพร้อมตะขอ ฯลฯ🎖️🧷🥇🥈🥉🎗️

⭐ให้คำปรึกษา ช่วยออกแบบงานต่างๆ เหรียญรางวัลพร้อมสายพิมลายที่ต้องการและช่วยดูราคาที่เหมาะสมให้กับลูกค้า
⭐นำเข้าเองโดยตรง💥
⭐งานของโรงงานสวย และมีคุณภาพ
⭐ช่วยดูแบบและช่วยปรับแบบให้ลูกค้าเพื่องานที่ออกมาสวยและมีคุณภาพ
⭐ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านงานเหรียญรางวัลและสินค้าต่างๆ มามากมาย จึงมั่นใจได้ในความเป็นมืออาชีพ
⭐เวลาในการผลิตงาน 30 วันขึ้นไป (แต่ถ้างานด่วนมีไฟล์ a.i.แล้ว ไม่ถึง 30 วัน ปรึกษาขอดูงานก่อน สามารถผลิตทัน‼️)
⭐เหรียญรางวัลทำได้ทั้งแบบเงา, แบบด้าน ได้ทั้งสีทอง, เงิน, ทองแดง, สีเข้มและสีอ่อน และชุบสีอื่นๆ เช่น สีน้ำเงิน, สีชมพู, สีดำ...ได้ทั้งแบบสีด้านและสีเงา ยินดีให้คำปรึกษา

⭐สำหรับผู้ใดที่สนใจติดต่อ☎️ (นาเดียร์)
Tel.0922556456
Line ID: 0922556456
หรือ inbox มาสอบถามและปรึกษาฟรี⭐
⭐พร้อมบริการลูกค้าด้วยใจและความเป็นมืออาชีพ⭐

โซเชียลวิจารณ์ ยับ!! โกยขยะทิ้งลงจากระเบียง ไม่สนใครจะเดือดร้อน ทั้งที่ข้างห้องมี ‘ผ้าซักสะอาด’ ตากอยู่ ชี้!! เป็นพฤติกรรมที่ไร้จิตสำนึก

(21 ก.ค.67) วิจารณ์สนั่น ไม่แคร์ โกยขยะทิ้งลงจากระเบียง ไม่สนใครจะเดือดร้อน เอาสะดวกตัวเอง โลกออนไลน์มีการแชร์ต่อ และวิพากษ์วิจารณ์คลิปที่ผู้พักอาศัยรายหนึ่ง ได้ถ่ายคลิปพฤติกรรมของผู้พักอาศัยอีกราย ที่โกยโกยเศษขยะลงมาจากระเบียง

โดยไม่สนใจผู้พักอาศัยด้านล่าง ซึ่งจากคลิปมีการทั้งปัดฝุ่น ปัดสิ่งสกปรกลงมา โดยในคลิปมีการระบุว่า ‘สงสารคนที่อยู่ของเขาดีๆ’

คลิปดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกโซเชียลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้พักอาศัยรายนี้ ซึ่งในคลิปมีการบรรยายพฤติกรรมที่ปัดกวาดสิ่งสกปรกลงมา เอาสะดวกตัวเอง

โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น หลังคลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไป ก็ได้มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย

‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจ คนส่วนใหญ่ ไม่เคยตรวจสอบ ‘คำนำหน้าชื่อ’ แต่ให้เกียรติ ยกย่อง!! เป็นบุคคลพิเศษ ให้ความเคารพ เชื่อถือ 

(21 ก.ค.67) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “คำนำหน้านามนั้น สำคัญไฉน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาคระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับคำนำหน้านาม การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ ‘นิด้าโพล’ สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงการให้ความสำคัญเมื่อเห็นชื่อบุคคลที่มีคำนำหน้านาม พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.15 ระบุว่า ค่อนข้างให้ความสำคัญ รองลงมา ร้อยละ 28.56 ระบุว่า ไม่ค่อยให้ความสำคัญ ร้อยละ 26.18 ระบุว่า ไม่ให้ความสำคัญเลย และร้อยละ 15.11 ระบุว่า ให้ความสำคัญมาก

สำหรับการให้เกียรติบุคคลที่มีคำนำหน้านามประเภทต่าง ๆ เมื่อพบเจอกัน พบว่า

ผู้มีคำนำหน้านามตามฐานันดรศักดิ์ เช่น หม่อมหลวง หม่อมราชวงศ์ เป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 43.28 ระบุว่า ให้เกียรติมาก รองลงมาร้อยละ 36.41 ระบุว่า ค่อนข้างให้เกียรติ ร้อยละ 12.14 ระบุว่า ไม่ค่อยให้เกียรติ ร้อยละ 4.27 ระบุว่า ไม่ให้เกียรติเลย และร้อยละ 3.90 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ผู้มีคำนำหน้านามตามวิชาชีพ เช่น นายแพทย์ แพทย์หญิง เป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 43.75 ระบุว่า ค่อนข้างให้เกียรติ รองลงมา ร้อยละ 43.05 ระบุว่า ให้เกียรติมาก ร้อยละ 9.01 ระบุว่า ไม่ค่อยให้เกียรติ ร้อยละ 3.66 ระบุว่า ไม่ให้เกียรติเลย และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ผู้มีคำนำหน้านามตามตำแหน่งวิชาการ เช่น ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ เป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 43.97 ระบุว่า ค่อนข้างให้เกียรติ รองลงมา ร้อยละ 35.27 ระบุว่า ให้เกียรติมาก ร้อยละ 12.37 ระบุว่า ไม่ค่อยให้เกียรติ ร้อยละ 6.10 ระบุว่า ไม่ให้เกียรติเลย และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ผู้ที่มีคำนำหน้านามตามวุฒิการศึกษา เช่น ดอกเตอร์ เป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 41.76 ระบุว่า ค่อนข้างให้เกียรติ รองลงมา ร้อยละ 32.67 ระบุว่า ให้เกียรติมาก ร้อยละ 14.96 ระบุว่า ไม่ค่อยให้เกียรติ ร้อยละ 7.79 ระบุว่า ไม่ให้เกียรติเลย และร้อยละ 2.82 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ผู้มีคำนำหน้านามตามยศ เช่น พลเอก พลตำรวจเอก เป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 44.12 ระบุว่า ค่อนข้างให้เกียรติ รองลงมา ร้อยละ 29.47 ระบุว่า ให้เกียรติมาก ร้อยละ 17.25 ระบุว่า ไม่ค่อยให้เกียรติ ร้อยละ 7.63 ระบุว่า ไม่ให้เกียรติเลย และร้อยละ 1.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ผู้มีคำนำหน้านามสตรีที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เช่น คุณหญิง ท่านผู้หญิง เป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 39.01 ระบุว่า ค่อนข้างให้เกียรติ รองลงมา ร้อยละ 29.31 ระบุว่า ให้เกียรติมาก ร้อยละ 17.56 ระบุว่า ไม่ค่อยให้เกียรติ ร้อยละ 9.01 ระบุว่า ไม่ให้เกียรติเลย และร้อยละ 5.11 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

สำหรับการตรวจสอบบุคคลที่มีคำนำหน้านาม พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 89.54 ระบุว่า ไม่เคยตรวจสอบใด ๆ เลย ขณะที่ ร้อยละ 10.46 ระบุว่า เคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านาม เมื่อสอบถามตัวอย่างที่เคยตรวจสอบผู้ที่มีคำนำหน้านาม (จำนวน 137 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับประเภทของคำนำหน้านามที่เคยตรวจสอบ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 49.64 ระบุว่า เคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านามตามวุฒิการศึกษา รองลงมา ร้อยละ 46.72 ระบุว่า เคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านามตามยศ ร้อยละ 40.88 ระบุว่า เคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านามตามวิชาชีพ ร้อยละ 40.15 ระบุว่าเคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านามตามตำแหน่งวิชาการ ร้อยละ 16.06 ระบุว่า เคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านามตามฐานันดรศักดิ์ และร้อยละ 11.68 ระบุว่า เคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านามสตรีที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าเคยตรวจสอบผู้ที่มีคำนำหน้านาม (จำนวน 137 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับผลการตรวจสอบบุคคลที่มีคำนำหน้านาม พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.91 ระบุว่า ไม่เคยเจอว่าเป็นการแอบอ้างใช้คำนำหน้านาม รองลงมาร้อยละ 32.85 ระบุว่า เคยเจอว่าเป็นการแอบอ้างใช้คำนำหน้านาม และร้อยละ 18.24 ระบุว่า ตรวจแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นการแอบอ้างใช้คำนำหน้านามหรือไม่

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.63 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.35 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก ตัวอย่าง ร้อยละ 48.09 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.91 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 12.37 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.24 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.64 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 24.81 อายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่าง ร้อยละ 95.50 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.36 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.14 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 36.18 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.14 สมรส และร้อยละ 1.68 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ ตัวอย่าง ร้อยละ 13.97 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 28.63 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.09 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 39.77 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 9.54 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

ตัวอย่าง ร้อยละ 13.66 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 19.54 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.52 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 8.24 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 10.85 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 20.61 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 4.58 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 17.71 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 13.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 27.86 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 13.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 7.86 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 9.62 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 10.46 ไม่ระบุรายได้ 

‘ยามาฮ่าเอ็กซ์แม็กซ์’ จัดชุดแต่งครบทั้งคัน ‘คาร์บอนไฟเบอร์’  เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ผู้ที่ชอบแต่งรถ ในสไตล์ของตัวเอง

(21 ก.ค.67) ยามาฮ่าเอ็กซ์แม็กซ์ ส่งอุปกรณ์ตกแต่งของแท้จากยามาฮ่าจัดเต็มครบทั้งคันกับชุดแต่ง YAMAHA XMAX Connected ใหม่ กับ 3 ไอเทมคาร์บอนไฟเบอร์ของแท้คุณภาพเยี่ยม เพิ่มความหล่อแบบเต็มแม็กซ์ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งรถในสไตล์ของตัวเอง โดยราคาเริ่มต้นที่ 1,200 บาท ได้แก่ 

ชิ้นฝาครอบถังน้ำมันคาร์บอนไฟเบอร์ ราคา 1,200 บาท 

ชิ้นชิลหน้าเพียวคาร์บอนไฟเบอร์ทรงสปอร์ต งานดี น้ำหนักเบา คุณภาพอัดแน่น ในราคา 3,500 บาท 

ชิ้นครอบไฟท้ายคาร์บอนไฟเบอร์ หล่อเท่ดูสปอร์ตเต็มขั้น ราคา 2,600 บาท 

โดยยามาฮ่าคัดเกรดคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีคุณภาพ กับงานเพียวคาร์บอนที่ผลิตจากช่างทำคาร์บอนไฟเบอร์ฝีมือดีอันดับต้นๆ ของประเทศ ที่ผลิตชิ้นงานได้อย่างประณีต และมีคุณภาพ พร้อมกับของแต่งแท้ต่างๆ ของ YAMAHA XMAX Connected มากกว่า 23 รายการ เอาใจสายการตกแต่งในสไตล์สปอร์ต และสไตล์ทัวร์ริ่ง 

สาวกเอ็กซ์แม็กซ์ สามารถเลือกชมสินค้าได้ทางออนไลน์ที่ https://bit.ly/Yamaha-XMAX-Accessories หรือที่ YAMAHA Premium Service ถ.ศรีนครินทร์ และโชว์รูมจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ

‘รมว.ปุ้ย’ นำทีมเยือนญี่ปุ่น ศึกษาโมเดล ‘นิคมอุตสาหกรรม Circular’ เน้น!! นำระบบอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มาปรับใช้ในไทย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

(21 ก.ค.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 21 – 27 กรกฎาคม 2567 มีภารกิจเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น โดยนำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมศึกษาดูงานการพัฒนาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Circular ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกันจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Circular เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) โดยเฉพาะรถยนต์ EV ตามมาตรการสนับสนุนของรัฐ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญในการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาตั้งฐานการผลิตและลงทุนในประเทศไทย โดยโครงการนิคมอุตสาหกรรม Circular จะตอบโจทย์ในโครงการศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

นอกจากนี้ คณะผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม ยังมีกำหนดการหารือกับองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่น (NEDO) และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และระดมความคิดไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เศรษฐกิจหมุนเวียน และความเป็นกลางทางคาร์บอน นอกจากนี้ คณะผู้แทนยังจะได้เยี่ยมชมกระบวนการรีไซเคิลรถยนต์และการกำจัดของเสียในโรงงานของบริษัท Eco-R Japan และศึกษาเทคโนโลยีของบริษัท ไอเอชไอ คอร์ปอเรชั่น (IHI Corporation) รวมถึงการใช้แอมโมเนียแทนก๊าซธรรมชาติ ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมทั้งเยี่ยมชม กระบวนการรีไซเคิลหลอดฟลูออเรสเซนต์ของบริษัท J-Relights และกระบวนการรีไซเคิล แผงโซล่าเซลส์ บริษัท Shinryo Corporation ด้วย

อีกหนึ่งไฮไลท์ของการเยือนครั้งนี้ คือ การศึกษาดูงานเมืองเชิงนิเวศคิตะคิวชู (Kitakyushu Eco-Town) ซึ่งเป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่ประสบความสำเร็จและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมในประเทศไทยได้ รวมทั้งหารือกับสำนักสิ่งแวดล้อมเทศบาลเมืองคิตะคิวชู เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้ BCG Model

“การเดินทางเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพื่อการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ทุกประเทศมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว

สำหรับการเยือนประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ คณะผู้บริหารของกระทรวงอุตสาหกรรม ประกอบด้วย นายดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นางนิภา รุกขมธุ์ รองผู้ว่าการ กนอ. สายงานยุทธศาสตร์ นางบุปผา กวินวศิน รองผู้ว่าการ กนอ. สายงานพัฒนาที่ยั่งยืน และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 3 ของไทย ขณะที่ไทยเป็นอันดับ 6 ของญี่ปุ่น โดยเศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสแรกปี 2566 โตถึง 1.6% มีสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปญี่ปุ่น ได้แก่ รถยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องจักรไฟฟ้า สินค้าโภคภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ในขณะที่ญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกล เภสัชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงเป็นแหล่งลงทุนสำคัญของไทย โดยในปี 2565 มีโครงการลงทุนถึง 293 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท

‘ราชกิจจานุเบกษา’ เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก-มหาวชิรมงกุฎ’ แก่ ‘นายกรัฐมนตรี’

เมื่อวานนี้ (20 ก.ค.67) ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ความว่า ...

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่ง ช้างเผือก ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น มหาวชิรมงกุฎ แก่ นายเศรษฐา ทวีสิน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗

ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

'เปลวสีเงิน' ยกนิ้ว!! 'ทำงานสไตล์พีระพันธุ์' ชัดเจน-เถรตรง-โกงไม่เป็น ยาหอมไม่มี คำหวานไม่พูด มุ่งแต่ทำงานเพื่อชาติ-ประชาชน

(20 ก.ค. 67) เปลวสีเงิน นักหนังสือพิมพ์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง ได้นำเสนอบทความ ในหัวข้อพีระพันธุ์ 'คนหวานไม่เป็น' โดยระบุว่า...

ผมชอบรัฐมนตรี 'พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค' แฮะ!

ท่านเป็นคนชัดเจน

ในการทำงาน ไม่ต้องการหวานให้คนรัก ชอบโผงผาง-ตรงไปตรงมา ใครเกลียด ก็เรื่องมึง

งานที่ทำ มีผลสำเร็จ เพื่อสังคมชาติบ้านเมืองและประชาชน นี่เรื่องที่กูปรารถนา!

ที่กระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯ ไม่ต้องเสีย ค่าโง่โฮปเวลล์ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท

ก็ฝีมือท่าน 'พีระพันธุ์' สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์คนนี้แหละ สู้ด้วยการหักล้างกันด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจนชนะ

'การบินไทย' ที่อยู่ในสภาพศพคาห้องดับจิต หนึ่งในทีมที่ทำให้กลับมีลมหายใจ ฟื้นขึ้นมาและลุกขึ้นวิ่ง เป็นการบินไทย แข็งแรงกระดี๊กระด๊า ทุกวันนี้

ก็รัฐมนตรี 'พีระพันธุ์' ในยุคนายกฯ ประยุทธ์คนเดียวกันนี้แหละ หัวเรี่ยว-หัวแรง 'ฟื้นชีพการบินไทย' ตอนนี้โก้ กินขนมปังแทนกินปาท่องโก๋ยาไส้แล้ว

คนอย่างนี้ ในทางการเมือง ถึง 'งานดี-งานเด่น'

แต่ 'ปากไม่ดี, ประจี๋-ประจ๋อไม่เป็น' แถม 'เถรตรง-โกงไม่เป็น' แบบนี้ด้วยละก็รุ่งในสนามเลือกตั้งยาก ไม่โกงเอามาแบ่งปัน ชาวบ้านไม่ชอบ

นักการเมืองด้วยกันก็เหอะ 'บางพรรค-บางคน' ก็ไม่ชอบ!

แต่ในทาง 'เพื่อบ้าน-เพื่อเมือง'

คนอย่างท่านพีระพันธุ์ ถ้าชาววิไล ส่งเสริมให้มีพื้นที่ยืนในงานบริหารชาติบ้านเมืองต่อเนื่องละก็

ชาติบ้านเมือง รุ่งแน่!

เรื่อง 'ค่าไฟฟ้า' ที่ชาวบ้านกลายเป็น 'ถังขยะ' ให้รัฐบาลเพื่อไทย โกยสารพัดขยะใส่

ลืมสิ้น ที่ตะโกนตอนหาเสียง 'ค่าไฟ..ค่าน้ำมัน ลดทันที' ชนิดคำว่า 'อัปรีย์' ยังสูงเกินไปนั้น!

ไตรมาส ๔ 'กันยา-ธันวา' คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะแล้ว เมื่อ ๑๐ ก.ย. ภายใต้เงื่อนไข ว่า

หากนำ 'ต้นทุน' และการ 'คืนหนี้' ให้  กฟผ. ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท มาคำนวณ รวมกับค่าไฟฟ้าฐาน ที่ ๓.๗๘ บาท/หน่วย

จะทำให้ค่าไฟที่ ๔.๑๘ บาท/หน่วย ขณะนี้ เพิ่มขึ้นเป็น ๔.๖๕-๖.๐๑ บาท/หน่วย

คือราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกประมาณ  ๔๖-๑๘๑ สตางค์/หน่วย!

ชาวบ้านก็เป็นไก่ ถูกรัฐบาลเอาไม้เสียบตูดเผา หมุนไป-ก็หมุนมา ไปเท่านั้น

ไม่แค่ระดับชาวบ้าน 'สภาอุตสาหกรรม' ยังร้องโอ้ก!

แล้ว 'นายกฯ ประเทศไทย' นามว่าเศรษฐา ว่าไง?

ผมสั่งการให้ 'กระทรวงพลังงาน' นำเอามาตรการช่วยเหลือประชาชนจากการปรับขึ้นค่าไฟ เข้า ครม.สัปดาห์หน้า ที่ ๒๓ ก.ค.ที่จะถึงนี้

แล้วรัฐมนตรีพลังงาน 'พีระพันธุ์' ว่าไง...

"เชิญประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และประธานคณะกรรมการ บมจ. ปตท. (PTT) มาหารือร่วมกัน

ได้ข้อยุติ ที่จะตรึงค่าไฟงวดใหม่ไว้ที่ ๔.๑๘ บาท/หน่วยตามเดิม...

"ต้องให้เครดิต ปตท...

เพราะทาง ปตท.ไม่รับเงินตอบแทนใดๆ จากค่าไฟฟ้างวดนี้เลย เพื่อช่วยเหลือประชาชน"

รัฐมนตรีพีระพันธุ์ ยังบอกด้วยว่า....

"การช่วยประชาชน ไม่ว่าจะค่าไฟฟ้าหรือน้ำมัน ไม่ได้อยู่ที่กระทรวงพลังงาน เพียงกระทรวงเดียว แต่ต้องประสานทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง...

"รวมถึงราคาน้ำมันที่กระทรวงพลังงานพยายามตรึงไว้ที่ราคาเดิมที่ ๓๓ บาท/ลิตร...

"แต่ปัจจุบัน 'กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง' ภาระหนี้สินมากขึ้น การจะปรับลดราคาน้ำมันลงมาได้ ต้อง 'ปรับลดภาษี' ด้วย...

"ผมพยายามปรับปรุงกฎหมายอยู่....

"ขณะนี้ยกร่าง 'กฎหมายฉบับที่ ๑' เกี่ยวกับการดูแลราคาน้ำมันประจำวันเสร็จแล้ว...

"อยู่ระหว่างทบทวนความถูกต้อง ก่อนเสนอให้นายกฯ รับทราบ"

สรุป ปัญหาเฉพาะหน้า หลุดไปเปลาะ แล้วในระยะยาวล่ะ จะแก้ยังไง?

การแก้ปัญหาแบบ 'แก้ผ้าเอาหน้ารอด' ไปแต่ละมื้อ ผมสังเกตว่า นั่นไม่ใช่สไตล์การทำงานของคนชื่อพีระพันธุ์

คงด้วยสายเลือด จากที่เคยเป็น 'ผู้พิพากษา' มาก่อน ทั้งพ่อของท่าน 'พลโทณรงค์ สาลีรัฐวิภาค'

อดีตเป็นทั้ง 'ปลัดกระทรวงพาณิชย์' และ 'เจ้ากรมการพลังงานทหาร' ผู้ริเริ่มขุดเจาะน้ำมันที่อำเภอฝาง เชียงใหม่

เป็นผู้ก่อตั้ง 'ปั๊มน้ำมันสามทหาร'

ฉะนั้น ปัญหาน้ำมัน รัฐมนตรีพีระพันธุ์ จะไม่แก้ปัญหาชนิด 'ตัดตอน' จะต้องแก้ 'ชนิดถาวร' ด้วยการรื้อโครงสร้างแน่

สังเกตจากสไตล์ทำงาน ไม่ว่าปัญหาใด ถ้าจะแก้ ท่านจะสาวจากปลายลงไปจนถึงราก แล้วแก้ปัญหาที่ต้นราก

มิใช่ทำงานแบบ 'ถากหญ้าหน้าดิน'
เรียบชั่วคราว หมาเยี่ยวรด อีกเดือน-ครึ่งเดือน หญ้าก็ท่วมเหมือนเดิมอีก ซึ่งนี่ มิใช่ สไตล์พีระพันธุ์

ปัญหาพลังงาน ว่าด้วย 'ค่าน้ำมัน-ค่าไฟ' นี่เช่นกัน เมื่อเข้ามา

ท่าน 'รื้อกฎหมาย' ที่เกี่ยวกับพลังงานและ 'กลไกสร้างราคา' ขึ้นมาศึกษา มุ่งแก้จากต้นราก เป็นการแก้ถาวร

ทุกวันนี้ ไฟฟ้าแพง คนก็ด่า กฟผ., น้ำแพง-แก๊สแพง คนด่า ปตท. ทั้ง กฟผ.ทั้ง ปตท.ตกอยู่ในสภาพ 'เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง'

แต่ต้อง 'เอากระดูกมาแขวนคอ' ตลอด!

เพราะราคาขาย มันมาจาก 'ระบบภาษี' ภาครัฐและกองทุนต่าง ๆ ซึ่ง ปตท.-กฟผ.ไม่มีสิทธิ์ ไปกำหนดอะไรได้ทั้งสิ้น!

จะแยกให้เห็นคร่าว ๆ ว่าราคา 'น้ำมัน ๑ ลิตร' มีที่มาจากไหนบ้าง?

-๔๐-๖๐% ต้นทุนเนื้อน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงกลั่น

-๓๐-๔๐% เป็นภาษีสรรพสามิต

-๑๐% ภาษีเทศบาล มหาดไทยนำไปใช้พัฒนาท้องถิ่น

-๗% ภาษีมูลค่าเพิ่ม         

-๗% ค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิด

-๕-๒๐% จัดเก็บโดย 'กองทุนต่าง ๆ'

-กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ให้เกิดความผันผวน

-กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงาน และ

-๑๐-๑๘% ค่าการตลาด

เนี่ย โครงสร้างราคาน้ำมัน มันเป็นอย่างนี้ จะว่ารัฐบาลก็ยาก ถ้าไม่เก็บภาษี จะเอาเงินที่ไหนไปพัฒนาประเทศล่ะ?

แล้วจะแก้ยังไง?

เป็นคำถาม 'กำปั้นทุบดิน' ก็จริง แต่ปัญหามันก็อยู่ตรงดินนี้แหละ บางอย่างก็ซ้ำซ้อน  บางอย่างก็มากไป บางอย่างก็มักได้เกินไป

ทางที่ดี ก็ต้องนำทั้งหมดมา 'รื้อ' จัดระบบกันใหม่ ส่วนจะจัดแบบไหน-อย่างไร ลองฟังที่ท่านพีระพันธุ์แย้มไว้ละกัน

"สำหรับค่าไฟฟ้า ยืนยัน คงไว้ที่หน่วยละ ๔.๑๘ บาท กลุ่มเปราะบาง ที่หน่วยละ ๓.๙๙ บาท 

"ที่เป็นปัญหาคือ 'ราคาน้ำมัน' รัฐบาลชุดที่แล้วตรึงราคาดีเซลไว้ที่ลิตรละ ๓๐ บาท...

"แต่ปัจจุบันใช้ระบบ 'กองทุนน้ำมัน' รักษาระดับราคาน้ำมันตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย กับการเอาเงินไปรักษาระดับราคาน้ำมัน...

"แต่เมื่อรูปแบบเป็นเช่นนี้ 'กระทรวงพลังงาน' จึงพิจารณาศึกษาปรับปรุงแก้ไขปัญหานี้...

"ที่ผ่านมา ผมไม่เคยรู้ 'ราคาต้นทุน' ของน้ำมันเลย...

"จึงออกประกาศกระทรวงพลังงาน ให้ผู้ประกอบการค้าน้ำมัน ต้อง 'แจ้งต้นทุน' ให้กระทรวงพลังงานทราบ ถือเป็นครั้งแรก ที่มีการ 'แจ้งราคา' ต้นทุนน้ำมัน...

"อีกส่วนหนึ่ง 'ภาษีน้ำมัน' มีมูลค่าสูง ไม่ต่างจากราคา 'ต้นทุนน้ำมัน' เช่น หักค่าน้ำมัน ลิตรละ ๔๕ บาท...

"ภาษีน้ำมัน ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๔๐ บาท ถือว่า 'สูงมาก'

"อีกทั้งการ 'จัดเก็บภาษีน้ำมัน' คณะกรรมการกองทุนน้ำมันจะมีอำนาจกำหนดเพดานการจัดเก็บ...

"แต่ขณะนี้อำนาจดังกล่าว 'หายไป'...

"จึงต้องแก้ไข ให้กระทรวงพลังงาน มีอำนาจ 'กำหนดเพดาน' การจัดเก็บภาษีน้ำมัน...

"หากกระทรวงพลังงาน 'กำหนดเพดาน' ได้เอง ก็จะมีเงินเพียงพอสำหรับการ 'อุดหนุนราคาน้ำมัน'...

"แต่ปัจจุบัน เมื่อยังไม่สามารถทำได้ ก็จำเป็นต้องใช้เงินอุดหนุนจาก 'กองทุนน้ำมัน' แทน"

ที่เห็นท่านหายไปหลายวัน โน่นครับ รัฐมนตรีกับปลัดพลังงาน เดินทางไปเจรจาเรื่องน้ำมันที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย

เห็นแว่ว ๆ ด้วยว่า ท่านรัฐมนตรีพีระพันธุ์ กำลังคุยกับรัฐมนตรีพลังงานรัสเซีย หาช่องทางด้านธุรกิจน้ำมันกันอยู่

เรื่องน้ำมันกับรัสเซีย มีคนจำนวนมากคิดว่า ทำไมไทยไม่ซื้อน้ำมันรัสเซียล่ะ ราคาถูกกว่าด้วย 

ใครก็อยากซื้อ แต่มันมีอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่ไม่เอื้อให้ทำได้สะดวกราบรื่นตามที่คิด

อีกอย่าง การซื้อ-ขายน้ำมัน ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล

การเป็น 'สว่านนำร่อง' เพื่อทางอนาคต

นั่นพูดได้ว่า เป็นภารกิจ 'ทางจิตสำนึก' คนเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ซึ่งยังไง ๆ ก็ดีกว่า

'คนใช้เงินหลวง'

แต่ไปเป็นเซลส์แมน 'ขายคอนโดฯ-ขายแผ่นดิน' ให้ต่างชาติ ๙๙ ปี จิมิ..จิมิ!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top