Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

‘ในหลวง’ พระราชทานพระยศทหาร โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ พระราชทานพระยศเป็น ‘พลโทหญิง’

(22 ก.ค.67) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่อง ให้นายทหารรับราชการและพระราชทานพระยศทหาร เมื่อ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2567 ว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พลตรีหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก และพระราชทานพระยศเป็น พลโทหญิง

‘พล.ท.นันทเดช’ โพสต์เฟซเล่าเรื่อง ‘โดมชรา’ ที่น่าเคารพ เผย!! ปัจจุบันบทบาทของสถาบัน ‘พิทักษ์ธรรม’ ได้จางหายไป

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.67) พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊ก เกี่ยวกับ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ เพื่อทบทวนถึงบทบาทของธรรมศาสตร์ และ โดมชราในอดีต โดยมีเนื้อหาดังนี้ ...

อยากไป อยากไป จะไปเยี่ยมไข้โดมชรา  

วันนี้ ผมขอเล่าถึงเรื่องของ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์สัก3ท่าน เพื่อทบทวนถึงบทบาทของธรรมศาสตร์ และโดมชราในอดีต ไว้กันลืมครับ 

คนแรก คือ 'กุหลาบ สายประดิษฐ์' หรือ ‘ศรีบูรพา’ ซึ่งเคยเขียนบทความทิ้งไว้ให้ ชาวธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2496 เป็นเรื่องที่คนรุ่น Gen B อ่านแล้วลืมไม่ลง ชื่อว่า ‘มองนักศึกษา มธก. ผ่านแว่นขาว’ ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า 

นักศึกษาและบัณฑิตของ มธก. มีความรักในมหาวิทยาลัยของเขา มิใช่เพราะเหตุแต่เพียงว่าเขาได้เรียนในมหาวิทยาลัยนี้ เขาได้วิชาความรู้ไปจากมหาวิทยาลัยนี้ เขารักมหาวิทยาลัยนี้ เพราะมีธาตุบางอย่างของมหาวิทยาลัยนี้ที่สอนให้เขารู้จักรักคนอื่น ๆ รู้จักคิดถึงความทุกข์ยากของคนอื่น เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้ไม่กักกันเขาไว้ในอุปทาน และความคิดที่จะเอาแต่ตัวรอดเท่านั้น ชาว มธก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย  

เนื้อเรื่องดังกล่าวนี้ได้ถูกนำมาสนธิกรรมขึ้นมาใหม่ โดย กลุ่ม นศ.มธ ในกิจกรรมที่สืบทอดมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เป็นข้อความว่า 

"ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"

ข้อความตรงส่วนนี้ ‘ศรีบูรพา’ น่าจะหมายถึงประชาชนทุกภาคส่วน และต้องเป็นคนดีด้วย ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะกลุ่ม ที่คนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่ง และนักการเมืองบางคนเคยนำไป แอบอ้างไว้

ชาวธรรมศาสตร์ธรรมดา คนที่ 2 ชื่อ 'เปลื้อง วรรณศรี' เป็นบุคคลที่ถูกกลืนหายไปในสายธารความคิดของ กลุ่มคนรุ่นใหม่หมดสิ้นแล้ว เปลื้อง เป็นคนสู้ชีวิต เป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักการเมือง และเป็นประชาชน ที่รักความยุติธรรมที่เด่นชัดคนหนึ่งของประเทศไทย เมื่อดูจาก กลอนที่เขียนให้ชาวธรรมศาสตร์บทนี้ 

“สิ่งเหล่านี้ ที่โดม โหมจิตข้า
ให้แกร่งกล้า เดือนปี ไม่มีหวั่น
ถ้าขาดโดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์
ก็เหมือนขาด สัญลักษณ์ พิทักษ์ธรรม”

วันนี้ โดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ ก็ยังอยู่ครบ เพียงแต่ โดมกำลังซ่อมแซมอยู่เท่านั้น แต่คนรุ่นใหม่กลุ่มน้อย ๆ ที่พยายามอ้าง 

ธรรมศาสตร์ ไปเป็นฐานทางการเมืองอยู่ ในปัจจุบันนั้น กลับไม่มีบทบาทไป ‘พิทักษ์ธรรม’ เท่าที่ควร 

คนที่ 3 คือ 'อาจารย์ ป๋วย อึ้งภากรณ์' ซึ่งผม ขออนุญาตนำไปเล่าในตอนต่อไปครับ

ปัจจุบัน ธรรมศาสตร์ได้ อธิการบดีคนใหม่ แม้จะไม่เคยพบ แต่เท่าที่ทราบมา ท่านเป็นคนที่ ใช้ความหมายของ ‘ประชาชน ที่ธรรมศาสตร์รัก’ ว่า เป็น คนดี ไม่เลือกฝ่ายทางการเมือง ส่วนความหมายของคำว่า ‘พิทักษ์ธรรม’ นั้นน่าจะต้องเป็นคนที่ยอมรับในกฎหมายด้วย ก็หวังว่า ก้าวใหม่ของธรรมศาสตร์ จะกลับมาเป็นกลาง ไม่เอียงไปเอียงมาจน เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองอีกต่อไป 

ในวันพุธที่ 24 ก.ค. 2567 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ทางธรรมศาสตร์จะจัดพิธีตักบาตรที่สนามฟุตบอล ท่าพระจันทร์ และ ฟังธรรม จาก พระอาจารย์อารยวังโส (ท่านเพิ่งเดินทางกลับมาจากการรับบริจาคที่ดิน 400 ไร่ เพื่อสร้างวัดไทยที่ประเทศอินเดีย) 

เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และทำพิธีถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ผมจึงขอเชิญชวนทั้ง ศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าวนี้ โดยพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 28 รูป จะเริ่มตั้งแต่เวลา 06.30 น.เป็นต้นไป 

เรื่องที่เป็นมงคลแบบนี้ เพิ่งจะมีขึ้นในธรรมศาสตร์ หลังจากห่างหายไปนานแล้ว ผมจึงอยากเชิญชวนพวกเราทั้งชาวธรรมศาสตร์ และประชาชนทุกท่าน ให้เข้าร่วมงานทำบุญตักบาตร ในโอกาสมหามงคล ถวายแด่องค์พระประมุขของพวกเรา กันให้มาก ๆ นะครับ 

พลโท นันทเดช / 20 ก.ค.67

‘อนาคตไกล’ เดินหน้าช่วยเกษตรกร รับซื้อ ‘ปลาหมอคางดำ’ เพื่อนำไปกำจัด อัดใส่ ‘พิธา-ก้าวไกล’ ชี้!! มีตรรกะวิบัติ ที่คิดจะมีคนนำไปเพาะเลี้ยง

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.67) ที่พรรคอนาคตไกล นายภวัต เชี่ยวชาญเรือ โฆษกพรรคอนาคตไกล กล่าวว่า ปัญหาการรุกรานของปลาหมอคางดำชื่อสามัญ Blackchin tilapia ชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron Ruppell ปลาชนิดนี้สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ทำให้เจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อระบบนิเวศ สร้างความเดือดร้อนเสียหายเป็นวงกว้างให้กับเกษตรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกประกาศเรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำห้ามเพาะเลี้ยงในราชอาณาจักร พ.ศ. 2564 ห้ามเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ หากผู้ใดฝ่าฝืนทำการเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ มีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ตามมาตรา 144 ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และหากนำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสองล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ  

ล่าสุด นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมงออกประกาศกรมประมง เรื่อง ประชาสัมพันธ์ห้ามเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ ลงวันที่ 19กรกฎาคม 2567 โดยกรมประมงอยู่ระหว่างดำเนินการ ควบคุมกำจัดไม่ให้ปลาชนิดนี้ แพร่ขยายและเป็นการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและลดความเดือดร้อนต่อเกษตรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมง จึงได้ประชาสัมพันธ์ต่อพี่น้องประชาชนห้ามทำการเพาะเลี้ยงและนำปลาหมอคางดำไปปล่อยในแหล่งน้ำอย่างเด็ดขาด

นายภวัต กล่าวต่อว่า พรรคอนาคตไกลพร้อมคณะทำงานได้เล็งเห็นความสำคัญและได้ติดตามปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ของประเทศ โดยให้ความสำคัญแก่พี่น้องเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมงที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและเดือดร้อนเสียหายจากแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่เกิดจากแหล่งน้ำธรรมชาติโดยเร่งด่วน ได้เปิดศูนย์ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำที่ตายแล้วที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยรับซื้อในกิโลกรัมละ 20 บาท จำนวน 20 ตัน เพื่อนำไปกำจัดทำลายหรือแปรรูปเป็นอาหารสัตว์หรือหมักทำลายปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพ โดยประสานที่ศูนย์ช่วยเหลือพรรคอนาคตไกล เบอร์โทรศัพท์ 081 226 5599

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกลและสส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลได้ให้สัมภาษณ์โดย ติงรัฐบาล คิดให้ดี แก้ปัญหาปลาหมอคางดำระบาดด้วยการรับซื้อ หวั่นคนเพาะเลี้ยงมากขึ้น นายภวัค โฆษกพรรคอนาคตไกล กล่าวว่า ปลาหมอคางดำ เป็นสัตว์น้ำที่เป็นอันตรายโดยสภาพต่อระบบนิเวศและสัตว์น้ำประเภทอื่นโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกประกาศเรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำห้ามเพาะเลี้ยงในราชอาณาจักร พ.ศ.2564 เพราะเป็นสัตว์น้ำอันตรายที่ขึ้นทะเบียนควบคุม ห้ามนำเข้าและส่งออก รวมถึงห้ามเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำเพราะมีโทษจำคุกหรือปรับในอัตราสูง โดยอยู่ในการกำกับ ควบคุมโดยกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อพี่น้องประชาชนทราบถึงภัยของปลาหมอคางดำสายพันธ์ุเอเลี่ยนสปีชีส์หรือชนิดพันธ์ุต่างถิ่นที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา กินสัตว์น้ำชนิดอื่นในแหล่งน้ำธรรมชาติเดียวกัน ส่งผลให้ระบบนิเวศเสียหาย ประกอบกับ ปลาหมอคางดำไม่มีราคาซื้อขายในตลาดการแข่งขัน โอกาสการเพาะเลี้ยงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะดุลยภาพการตลาดและราคาไม่เกิดขึ้น เพราะไม่มีตลาดรับซื้อ อุปสงค์ต่อความต้องการปลาหมอคางดำในตลาดของประชาชนไม่เกิดขึ้น อุปทานการผลิตย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยเพราะมีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญาสูง

ส่วนที่นายพิธา ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เคยเห็นประเทศไหนทำ คือ การรับซื้อ เพราะจะทำให้เกิด Cobra Effect ยิ่งเปิดรับซื้อ คนอาจใช้โอกาสนี้เพาะเลี้ยงมากขึ้น ตนเห็นว่าเป็นการคาดคะเนและตรรกะวิบัติ เพราะปัญหาการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว จะเห็นได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหนองน้ำ ลำคลอง แม่น้ำหรือทะเล ปลาชนิดนี้ทนต่อความเค็มได้สูง สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมของประเทศ กินทั้งพืช สัตว์หรือซากของสิ่งมีชีวิต และสามารถย่อยอาหารได้ดี ทำให้มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นสภาพน้ำจืด น้ำกร่อย หรือน้ำเค็ม

วิธีการแก้ปัญหาโดยการสร้างแรงจูงใจให้แก่พี่น้องประชาชนในการจับสัตว์น้ำ เป็นปัญหาจำเป็นเร่งด่วน โดยวิธีการรับซื้อเพื่อกำจัดทำลาย เพราะโดยสภาพปลาประเภทนี้ถือว่าเป็นวัตถุต้องห้ามและผิดกฎหมาย หากใครครอบครองเพาะเลี้ยงย่อมเป็นความผิด หากปลาหมอคางดำตายแล้ว จะต้องนำไปกำจัดหรือแปรรูป แต่ไม่ใช่นำไปให้พี่น้องประชาชนรับประทาน แต่สามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์หรือปุ๋ยได้ ตรงนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญโดยกรมประมง รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายแก้ปัญหาโดยเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อกำจัด ในราคากิโลกรัมละ 15 บาท แก้ปัญหามาถูกช่องทางแล้ว

“พรรคอนาคตไกลโดยท่านหัวหน้าพรรค ดร.อภิสัณห์ ศรวัชรณัฏฐ์ พร้อมคณะทำงาน จึงได้เปิดศูนย์ช่วยเหลือประชาชนโดยการรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อกำจัดทำลายอีกช่องทางหนึ่งเพื่อลดปัญหาการแพร่ระบาดและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน” โฆษกพรรคอนาคตไกล กล่าว

‘อดีตสว.วันชัย’ ฟันธงชะตา ‘ทักษิณ’ หลังเดือนเกิด จะมีแต่ความยิ่งใหญ่ ชี้!! นี่คือกำลังเสริม เติมให้รัฐบาล ‘เปรี้ยงปร้าง’ อะไรก็รั้งฉุดไม่อยู่

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.67) นายวันชัย สอนศิริ อดีต สว. ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ...

ดวงคุณทักษิณ ชินวัตร กับราชาโชค คุณทักษิณเกิดวันที่ 26 ก.ค. 2492 เวลาก่อนเที่ยงตรงกับวันอังคารปีฉลู มีทั้งจันทร์เด่นและจันทร์ดับ มีทั้งคนรักคนเกลียด ตรงกับราศีเมษมีดาวพฤหัสกุมเกตุเป็นราชาโชค...ยังมีอีกหลายดวงดาวที่เกี่ยวพันกับดวงชะตา หลังจากเดือนเกิดต่อแต่นี้จะมีแต่แข็งและแรงขึ้น ยิ่งอยู่ในฐานของราชาโชค มีแต่โชคที่ยิ่งใหญ่ เคยดับอับแสงจะกลับมาสว่างไสวเจิดจ้าเป็นโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ไปสุด ๆ จะได้รับการยกย่องตามหลักโหราว่าเป็นปทุมเกณฑ์ ชนิดที่คิดและก็คาดไม่ถึง

จะปล่อยให้คุณเศรษฐา ทวีสิน และพลพรรคเพื่อไทยขับเคลื่อนอยู่เช่นนี้ ยังไม่มีผลงานใดที่โดนใจประชาชน ได้แต่เต้นแร้งเต้นกาไปวัน ๆ ประชาชนก็เห็นแต่ท่าแต่ทางไปเท่านั้น ที่จะชื่นชมนิยมยกย่องยังไม่มีเลย ขืนปล่อยไปเช่นนี้ทั้งเพื่อไทยทั้งครอบครัวทั้งตัวคุณทักษิณ ก็จะถูกจันทร์ดับอับแสงไปด้วย จะอยู่ในที่มืดต่อไปคงไม่ได้ จันทร์ต้องออกมาส่องหล้าด้วยตัวของคุณทักษิณเอง 

สถานการณ์นี้คุณทักษิณต้องออกมาขับเคลื่อนให้เห็นเด่นชัดแบบตรงไปตรงมา เพราะดาวพฤหัสและราชาโชคเปิดโอกาสให้แล้ว ไม่ขยับตอนนี้แล้วจะไปขยับตอนไหน... ดูจากดวงดาวจึงต้องเป็นคุณทักษิณ ชินวัตร... ส่วนจะบริหารจัดการกับอำนาจอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องตัดสินใจกันเองให้เกิดความพอดีพอเหมาะ ร่วมมือร่วมใจ รัฐบาลก็เดินไปได้ คุณทักษิณก็เป็นกำลังเสริมเติมให้เปรี้ยงปร้าง...ดาวพฤหัสและราชาโชค มาถูกที่ถูกเวลากับชะตาของเขา...อะไรก็รั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่

‘มาเลเซีย’ เริ่มใช้เส้นจราจรเรืองแสง เพิ่มความสว่าง คาด!! ช่วยลดอุบัติเหตุ ในเวลากลางคืนได้ดี

(22 ก.ค.67) เพจ ‘Motor Thailand’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับถนนในประเทศมาเลเซีย โดยได้ระบุว่า ...

มาเลเซียเริ่มใช้เส้นจราจรเรืองแสง เพื่อความปลอดภัยบนถนนแล้ว

โครงการก่อสร้างถนน Shining Line ที่บาตูปาฮัต รัฐยะโฮร์ ในมาเลเซีย ใช้การตีเส้นจราจรแบบเรืองแสง ยิ่งมืด เส้นจราจรจะยิ่งสว่างเพื่อความปลอดภัยบนถนน เส้นจราจรเรืองแสงจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้ดีในเวลากลางคืน

การประยุกต์ใช้เครื่องหมายจราจรเรืองแสงในที่มืดนี้จะเน้นไปที่บริเวณที่ไม่มีสายไฟฟ้า หรือบริเวณที่ไม่เหมาะสมสำหรับการติดตั้งเสาไฟฟ้า รวมไปถึงบริเวณที่มืด บริเวณทางโค้งอันตราย และบนถนนที่เชื่อมต่อเมืองต่าง ๆ

มาเลเซียจัดเป็นประเทศที่มีคุณภาพถนนดีที่สุดเป็น อันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ที่ครองอันดับ 1 ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 4 จากการจัดอันดับของ World Global Economy

ข้อมูลเพิ่มเติม https://motor-th.com/?p=434

‘สส.เท่าพิภพ’ เสนอแก้กฎหมาย เพื่อปลดล็อก ‘หนังโป๊-เซ็กซ์ทอย’ ชี้!! นำมาทำ ‘ให้ถูกต้อง-ได้มาตรฐาน’ จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.67) นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 22 พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.287 เพื่อปลดล็อกสื่อผู้ใหญ่ ของเล่นผู้ใหญ่ โดยระบุว่า ...

ปลดล็อกอุตสาหกรรมผู้ใหญ่ เปิดสภาถกเถียง ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.287 ปลดล็อกสื่อผู้ใหญ่ ของเล่นผู้ใหญ่ ยันมีการควบคุมอยู่ ย้ำไม่ได้เสรี 

‘ร่างดังกล่าวมีการแก้ไขเพียงมาตรา 287 มาตราเดียว’ ซึ่งปัจจุบันห้ามสื่อลามก และของเล่นผู้ใหญ่ แบบ Total Ban ซึ่งผมได้แก้ไขใหม่ดังนี้

1. สื่อชนิดต่าง ๆ ให้กระทำได้ แต่ห้ามให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี และต้องไม่มีเนื้อหารุนแรง เช่น ฉากข่มขืน ใช้กำลัง เป็นต้น

2. ปลดล็อกของเล่นผู้ใหญ่ เพื่อที่จะให้มาตรฐานทางอุตสาหกรรม (มอก.) และองค์การอาหารและยา (อย.) สามารถออกประกาศมาควบคุมมาตรฐานได้เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ และลักลอบ

ผมทราบดีคนส่วนใหญ่ในลานทัวร์ในคอมเมนต์หรือรีพลายคงไม่ได้อ่านมาถึงตรงนี้ แต่ถึงอย่างไรผมก็พร้อมน้อมรับ คำวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของเนื้อหาทางกฎหมาย และมุมมองอื่น ๆ

ส่วนตัวผมไม่ได้เป็นคนที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากสิ่งที่ผมจะปลดล็อก แต่ผมเองในฐานะผู้แทนราษฎรผู้มีหน้าที่ผลักเพดาน ความคิด และขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า คิดว่าการนำเสนอประเด็นนี้เป็นการที่ทำให้สังคมไทยได้เรียนรู้ซึ่งกันแล้วกัน ร่วมกันหาทางออกประเทศด้วยการถกเถียงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ดัดจริตผ่านกลไกประชาธิปไตย และกลไกสภา

เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะอยากเห็นเหล่าเยาวชนเข้าถึงสื่อลามกง่ายขึ้น แต่อยากยกเรื่องนี้ขึ้นบนดิน เพื่อให้สิ่งนี้อยู่ในแสงสว่าง สามารถพูดถึงได้ วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบได้ตามครรลองเสียที เป็นทั้งประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจ ทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่สามารถควบคุมเนื้อหาได้ ความปลอดภัยของประชาชน

อยากเชิญชวนให้ทุกคนติดตามการพิจารณากฎหมายนี้ที่จะเข้าสภาไม่เกินสัปดาห์ สองสัปดาห์นี้ ฝากแสดงความคิดเห็นถกเถียงกันได้เต็มที่ครับ

ไขความลับ 'ซินเจียงอุยกูร์' ใต้ผืนทะเลทราย-ภูเขาหิมะ-อากาศแปรปรวน' แต่กลับมี 'น้ำใช้-ไม่แล้ง-ไม่ท่วม' จนสร้างผลผลิตทางเกษตรได้ดีเกินคาด

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.67) เพจ ‘ตี๋น้อย’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ภูมิปัญญาการวางแผนระบบวิศวกรรมน้ำแบบครบวงจร ที่เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน โดยได้ระบุว่า ...

ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ทางมหาวิทยาลัยสือเหอจื่อ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีนได้พานักศึกษาต่างชาติรวมถึงตี๋น้อยมีโอกาสได้ไปเรียนรู้ระบบวิศวกรรมด้านน้ำมาครับ

อย่างที่ทุกคนรู้ครับว่า เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีนเป็นพื้นที่ทะเลทราย แต่ก็มีพื้นที่ที่เป็นภูเขาหิมะด้วย สภาพอากาศค่อนข้างแตกต่างกันมากๆ หนาวสุด -30 องศาเซลเซียส หิมะหนามาก ๆ ถนนเป็นน้ำแข็ง ร้อนสุดที่ 35-38 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเห็นได้ว่า สภาพอากาศแตกต่างกันมาก ๆ

แล้วทีนี้ในสภาพอากาศที่สุดขั้วแบบนี้ทำไมที่นี่ซินเจียงถึงมีน้ำใช้ได้ตลอด ไม่ท่วม ไม่แล้ง แถมทำการเกษตรได้ดีด้วย

คำตอบอยู่ที่นี่ครับ ทุกอย่างอยู่ที่สมอง และการจัดการของมนุษย์ล้วน ๆ ที่นี่เองมีการวางแผนระบบวิศวกรรมน้ำแบบครบวงจรทั้งเมือง นำธรรมชาติและเทคโนโลยีวิศวกรรมมากประยุกต์ใช้ร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ที่นี่มีการวางผังระบบน้ำทั้งระบบของทั้งเมือง ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ โดยที่ต้นน้ำจะมีสถานีรับน้ำจากภูเขาหิมะ โดยที่น้ำจะเป็นหิมะละลายมาจากภูเขา และที่สถานีรับน้ำมีท่อรับน้ำเพื่อเก็บแทงค์น้ำใต้ดิน มีทั้งระบบน้ำล้น น้ำผุด นอกจากนี้ที่นี่ยังมีประตูระบายน้ำอัตโนมัติ รวมถึงการควบคุมการส่งน้ำผ่านแม่น้ำลำคลองที่มนุษย์สร้างด้วย ที่สำคัญคือ ทุกอย่างควบคุมผ่านเอไอทั้งหมดด้วย ทำให้ที่นี่เวลาหิมะละลาย น้ำไม่ท่วม หน้าแล้งก็มีน้ำใช้ตลอด ทุกอย่างเพียงพอสำหรับการเกษตร และการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน ไม่มีแล้ง แถมมีผลไม้ให้กินตลอดด้วย

ประเด็นดรามา ‘ลูกค้า-เชฟ’ แจงเหตุผลคนละมุม ผ่านโลกออนไลน์ ร้านหรูย้ำ!! มีคนมาเสนอให้ ‘ดาว’ ด้วยราคาที่ถูกกว่าร้านอื่น

(22 ก.ค.67) การออกไปทานอาหารหรูนอกบ้าน กับครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อฉลองวันเกิด หลายคนก็คงจะต้องการช่วงเวลาที่ประทับใจ การจ่ายเงินแพง เพื่อซื้อช่วงเวลาที่ดีที่สุด ถ้ากำลังเงินในกระเป๋าไม่มีปัญหา ก็ย่อมยินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูง 

แต่เมื่อจ่ายสูง ด้วยราคาค่าคอร์ส ‘หลายพัน’ แต่กลับได้บริการที่ ‘ไม่น่าประทับใจ’ ประเด็นดรามาจึงได้เกิดขึ้น

เมื่อผู้ใช้บริการท่านหนึ่ง ได้จองร้านอาหารหรูสไตล์ ‘Spanish’ โดยได้ทักจองไปทั้งหมด 12 ที่ ด้วยความหวังที่จะได้บริการที่ดีจากทางร้าน แต่ทว่า ... 

มันไม่ได้ ‘สมราคา’ กับที่จ่ายไป 

จึงได้ออกมาโพสต์รีวิวร้านอาหารสุดหรูแห่งนั้น

ประการแรก เริ่มตั้งแต่ ‘การจองร้าน’ ทักไปจอง 12 ที่ แต่ทางร้านตอบกลับมาว่า ‘จองกี่ที่ครับ’

ประการที่สอง อาหารเค็มและช้า ‘เสิร์ฟอาหารก่อนช้อนส้อมนานมาก’ และเมื่อสอบถามถึงส่วนผสมของอาหารก็ตอบไม่ได้  ตอบได้แค่ ‘ผักตามฤดูกาล’

ประการต่อมา ‘ไม่มีแก้วไวน์ที่เหมาะสมสำหรับไวน์ดีๆ’ ทางลูกค้านำไวน์ไปเอง แต่ทางร้านเสิร์ฟไวน์เสร็จ ก็เก็บขวดไปเลย ไม่ตั้งไว้จนจบ หรือตั้งไว้ให้ลูกค้านำขวดกลับบ้าน

ซึ่งงานนี้ ‘เชฟ’ ไม่อยู่เฉย วางกระทะออกจากครัว แล้วพิมพ์โต้กลับลูกค้า ด้วยความ ‘ภาคภูมิใจ’

ประการแรก ร้านจะถามกลับอีกรอบทุกครั้งว่าท้ายสุดมีทั้งหมดกี่ที่

ประการที่ต่อมา ทางร้านเสิร์ฟอาหารก่อน เพื่อรอลูกค้าถ่ายรูป และช้อนส้อมจะตามมา

ประการที่สาม สามารถนำแก้วไวน์มาได้เองเลย ไม่มีค่าบริการเพิ่ม 

และลูกค้าสามารถแจ้งเรื่องตั้งขวดหรือนำขวดกลับบ้านได้ เหมือนที่แจ้งทางร้านบริการห่อกระดูกสเต๊กเนื้อกลับบ้าน

ลูกค้าที่มาใช้บริการ ไม่มีเหตุผลอะไรเลย ไร้สาระ และไม่มีวุฒิภาวะ พฤติกรรมน่ากลัว

ทางร้านรู้ตัวดีว่าทำอะไรอยู่ ไม่อาย รวมทั้งมีความภาคภูมิใจ

ร้านอาหารของเรา มีคนมาเสนอขายดาวให้ ตั้งแต่สี่เดือนแรกที่เปิดร้าน และค่าสัญญาถูกที่สุดกว่าทุกร้าน ปีที่แล้วและปีนี้ก็ได้เสนอแพ็กเกจซื้อรางวัล ‘THAILAND FAVOURITE RESTAURANT’ รวมถึงรางวัลอื่นๆ 

ยินดีต้อนรับลูกค้า ‘ท่านอื่น’ ส่วนบางคนถ้าไม่พร้อมรับบริการก็ ‘อย่ามา’

ลูกค้าควรเคารพ และมีมารยาทกับร้านที่จะไปใช้บริการด้วย

‘พีระพันธุ์’ นักการเมืองผู้พยายามรักษาคำพูด 'ค่าไฟฟ้า' ยังคงที่ ตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่ง

ปัญหาราคาพลังงานเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสสำหรับสังคมบ้านเรามาก ๆ เพราะเราต้องนำเข้าพลังงานเรียกว่า 'แทบทุกชนิด' แม้แต่การผลิตกระแสไฟฟ้าก็ต้องนำเข้า LNG เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าจนทุกวันนี้ การผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงหลัก เพราะแต่ก่อนใช้ถ่านหินซึ่งเคยเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ต่อมาเมื่อมีการใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าในบ้านเราได้ใช้ LNG จากแหล่งอ่าวไทยและเมียนมา 

ปัจจุบันปริมาณ LNG จากแหล่งอ่าวไทยมีปริมาณลดลงเรื่อย ๆ ทั้งเมียนมาเองก็มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในจนอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบการจ่าย LNG เข้ามาในประเทศไทยได้ จึงต้องเพิ่มการนำเข้า LNG จากประเทศผู้ผลิตทั่วโลก แต่เมื่อเกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนขึ้น ประเทศสมาชิกองค์การ NATO ซึ่งเคยนำเข้า LNG จากรัสเซียเพื่อใช้เป็นพลังงานในครัวเรือน ยกเลิกการซื้อ LNG จากรัสเซีย จึงทำให้ LNG ในแหล่งผลิตต่าง ๆ มีราคาพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่นั้นมา 

การที่ราคา LNG ในตลาดโลกราคาพุ่งสูงขี้นนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกำหนดราคาค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะค่า Ft (Fuel Adjustment Charge (at the given time)) ซึ่งใช้ในการคำนวนเพื่อปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือ ‘ค่าไฟฟ้าผันแปร’ เป็นค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าจากเอกชนหรือประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่การไฟฟ้าไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจะเป็นผู้พิจารณาปรับค่า Ft ทุก 4 เดือน แต่จนถึงทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่า รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานเป็นผู้ที่กำหนดราคาค่ากระแสไฟฟ้า 

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. อันเป็นคณะบุคคลจำนวน 7 คน (ประธานฯ 1 คน กรรมการ 6 คน ซึ่งได้รับการคัดสรรและได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง) ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงาน อันหมายถึง กิจการไฟฟ้า กิจการก๊าซธรรมชาติ และกิจการระบบโครงข่ายพลังงาน ดังนั้นการพิจารณาปรับขึ้นหรือลดอัตราค่าไฟฟ้าจึงไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานแต่อย่างใด นับตั้งแต่ ‘รองพีร์ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้าตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้เมื่อ 1 กันยายน 2566 สิ่งที่ 'รองพีร์' ใช้ความพยายามมากที่สุดคือ 'การใช้กลไกและมาตรการต่าง ๆ ภายใต้อำนาจหน้าที่ของกระทรวงพลังงานในการทำให้ราคาต้นทุนพลังงานที่นำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าลดลงให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้ามีต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุดไม่ให้กระทบต่อค่า Ft ซึ่งจะทำให้สามารถตรีงหรือลดค่า Ft ได้ ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยให้ได้มากที่สุด'

ดังนั้น จึงทำให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. สามารถปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าที่ประกาศเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้ารอบเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม 2566 ในอัตรา 4.45 บาทต่อหน่วย ลงเหลือในอัตรา 4.10 บาทต่อหน่วย และในต่อมาเป็นอัตรา 4.18 บาทต่อหน่วยจนกระทั่งปัจจุบัน และเมื่อ 19 กรกฎาคม 2567 ‘รองพีร์ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้เชิญประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และประธานคณะกรรมการบมจ. ปตท. (PTT) มาร่วมกันหารือกรณีค่าไฟฟ้างวดใหม่ กันยายน - ธันวาคม 2567 สืบเนื่องจากการที่กกพ.มีมติให้ขึ้นค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ 6 บาทกว่า การหารือได้ข้อยุติที่จะตรึงค่าไฟงวดใหม่ไว้ในอัตรา 4.18 บาทต่อหน่วยตามเดิม โดยปตท.จะไม่รับเงินตอบแทนใด ๆ จากค่าไฟฟ้างวดนี้เลย เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทย

โดยที่การช่วยเหลือพี่ประชาชนคนไทยนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าไฟฟ้าหรือราคาน้ำมัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงพลังงานเพียงหน่วยงานเดียว แต่กระทรวงพลังงานต้องประสานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงจะประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานไม่มีเครื่องมือ โดยเฉพาะกฎหมายที่จะช่วยในการดำเนินการำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซทั้ง LPG และ LNG ถูกลง อีกทั้งรัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานไม่มีเชื้อเพลิงสำรองในมือเลย เพราะการสำรองเชื้อเพลิงเป็นเรื่องของเอกชนผู้ค้าน้ำมัน จึงทำให้ภาครัฐไร้ซึ่งอำนาจในการต่อรองใด ๆ กับภาคเอกชน ซึ่งหากมีการสำรองเชื้อเพลิงปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ (SPR) เกิดขึ้นแล้ว กระทรวงพลังงานก็จะถือครองเชื้อเพลิงที่เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศได้ถึง 50-90 วัน ปริมาณน้ำมันสำรองจำนวนดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ภาครัฐสามารถต่อรองและถ่วงดุลระบบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศได้ เพราะเชื้อเพลิงที่สำรองใน SPR จะมีการจำหน่ายหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ภาครัฐจึงรู้ต้นทุนที่แท้จริงของราคาเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ LPG และ LNG ที่นำเข้ามาในประเทศได้โดยตลอด

การตรึงหรือลดค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง นับว่าเป็นภารกิจที่ยากมาก ๆ แต่ ‘รองพีร์ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ก็ทำด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และเต็มใจ แม้ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ง่ายเลย และอาจจะขัดผลประโยชน์ของคนบางพวกบางกลุ่ม จึงต้องใช้เวลาดำเนินการในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ทั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ตามความต้องการอันเร่งด่วนของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

‘สมศักดิ์เจียม’ พลาด!! โร่ขอโทษ ‘สว.เกศกมล’ ปมภาพถ่ายที่ ‘อ๊อกฟอร์ด’  ชี้!! รูปดังกล่าวยืนยันแล้วเป็นของจริง แต่แค่ไม่เกี่ยวกับจบ ‘อ๊อกฟอร์ด’

(21 ก.ค.67) รองศาสตราจารย์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ชาวไทย อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับ ‘สว.เกศกมล’ โดยได้ระบุว่า ...

ขออภัย ต่อคุณเกศกมลด้วย ภาพดังกล่าวเป็นภาพจริง

ปล.แต่ภาพนี้ไม่เกี่ยวกับจบอ๊อกฟอร์ดครับ เป็นเพียงการไปเช่าสถานที่เท่านั้น ที่เขียนว่า "มหาวิทยาลัยแม่โจ้" เป็นการบ่งบอกว่าไปเช่าสถานที่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top