ถอดสูตรอินฟลูลวงโลกในจีน!! จากจีนถึงไทย เปิดโปงโมเดล “ความจนปลอม” สร้างยอดวิว–ยอดขาย ใครต้องรับผิดชอบ จากคอนเทนต์ขายความสงสาร ถึงคำถามไทยจะจัดการเมื่อไร
ถอดสูตรอินฟลูลวงโลกในจีน ไทยจะจัดการกี่โมง
ไม่นานมานี้มีคอนเทนต์เรียกน้ำตาสร้างความสงสารของพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ตะเลงพาลูกรับทำความสะอาดยังสถานที่ต่างๆโดยแต่ละที่ก็เหมือนจงใจสร้างให้สกปรกรกรุงรังแบบดูเหมือนเซ็ตฉากไว้ หรือจากการที่มีการขุดคุ้ยว่ามีกลุ่มเอเจนซี่หรือดราม่าทุนจีนเป็นคนชักใย แต่ถึงกระนั้นในไทยกลับไร้การสอบสวนปล่อยให้นักสืบโซเชียลและกระแสสังคมเป็นคนตัดสินเท่านั้น
ทีนี้ย้อนกลับมาดูฝั่งประเทศจีน ซึ่งวันนี้เอย่าจะเอาวงการโซเชียลจีนทึ่มีการตัดสินไปแล้วมารีวิวให้ทราบกัน
เคสที่ดูจะเหมือนกับเคสพ่อบ้านเลี้ยงเดี่ยวเคสนี้คือเคสของ น้องเหลียง เมิ่งหยาง เธอเป็นเน็ตไอดอลชาวจีนจากเขตเหลียงซาน มณฑลเสฉวน ที่โด่งดังมากจากคอนเทนต์แนว “ชีวิตยากจนในชนบท” โดยเธอเล่าเรื่องว่าตัวเองเติบโตอย่างลำบาก อยู่บ้านทรุดโทรม ทำงานหนักบนภูเขา สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ และช่วยชาวบ้านขายผลผลิตทางการเกษตรผ่านไลฟ์สตรีม จนมีผู้ติดตามหลายล้านคน แต่ต่อมามีชาวเน็ตเริ่มสงสัยว่าหลายคลิปอาจเป็นการ “จัดฉาก” จึงมีคนไปตรวจสอบที่บ้านเกิด และพบข้อมูลที่ขัดแย้งกับเรื่องราวที่เธอเล่า เช่น พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่เธออ้างกับโซเชียลว่าพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้วเธอรับภาระเลี้ยงน้องๆ และฉากบ้านยากจนบางส่วนถูกสร้างขึ้นเพื่อการถ่ายทำคอนเทนต์แค่นั้น ไม่ใช่บ้านจริงๆเป็นเพียงโรงนาเก่าในเขตหมู่บ้านเท่านั้น หลังจากนั้นทางการจีนได้เข้าตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอนเทนต์ลักษณะนี้ และพบว่ามีการใช้ภาพความยากจนปลอมเพื่อดึงความสงสาร กระตุ้นยอดวิว และเพิ่มยอดขายสินค้าในการไลฟ์สด จนกลายเป็นคดีโฆษณาอันเป็นเท็จ จนในปี 2567 ศาลจีนมีคำพิพากษาให้เมิ่งหยางและผู้เกี่ยวข้องหลายคนรับโทษจำคุก โดยเมิ่งหยางถูกตัดสินจำคุก 11 เดือน และปรับ 80,000 หยวน ส่วนน้องชายและผู้ร่วมขบวนการร่วม 50 คนก็ได้รับโทษเช่นกัน ว่ากันว่าช่วงเวลาที่เธอหลอกลวงนั้นเธอโกยรายได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านหยวน จนหลายสื่อในจีนมองว่าคดีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทางการเริ่มเข้มงวดกับคอนเทนต์แนว “ชีวิตสุดรันทด” ที่อาจถูกจัดฉากเพื่อการค้า มากกว่าการเล่าเรื่องชีวิตจริงของคนในชนบท และนำมาสู่การกวาดล้างคอนเทนต์
การสร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกขายสินค้า
และแล้วทางการจีนก็เข้ามาควบคุมการทำคอนเทนต์โดยเฉพาะการจัดการกับคอนเทนต์สร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกขายสินค้า ซึ่งเคสของเหลียงซาน เมิ่งหยางคือ 1 ในนั้นและทางการจีนเรียกประเภทการหลอกลวงแบบเมิ่งหยางว่าเป็นแก๊งค์ชาวบ้านยากจนปลอม
คอนเทนต์ต่อมาที่เป็นประเภทเข้าข่ายหลอกลวงคือคอนเทนต์ช่วยชาวบ้านคือทำเป็นไปไลฟ์
ในชนบทและเชิญชาวบ้านมาบอกว่าผลผลิตขายไม่ออกให้ช่วยซื้อ แต่ความจริงคือระบบกองถ่ายมีการเทคซ้ำและผลผลิตที่ขายไม่ได้มาจากในพื้นที่นั้นจริง ทางฝั่งจีนเรียกคอนเทนต์นี้ว่า การตลาดขายความสงสาร
อีกแนวที่มีมากในจีนจนโดนจับโป๊ะได้คือ อินฟลูเอนเซอร์สาย “คนจนกินหรูไม่ได้” กลุ่มนี้จะอ้างว่าบ้านจน ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือไม่มีเงินเรียนต่อแล้วต้องทำงานหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว กลุ่มนี้สุดท้ายโดนจับได้ว่ากินหรูอยู่สบาย อย่างเมิ่งหยางที่เอย่ากล่าวไปก็เป็นแบบนี้ด้วยเช่นกัน
สุดท้ายที่เจอในจีนคือปลอมเป็นชนกลุ่มน้อยเพื่อขายของทั้งที่ไม่ได้เป็นชาติพันธุ์นั้นๆ
ในจีนสอบสวนกลุ่มอินฟลูฯเหล่านี้มีตั้งแต่คดีโฆษณาเท็จ ฉ้อโกง เลีายงภาษีไปจนถึงคดีอาญาหากมีการทำเป็นเครือข่าย แต่ในไทยกฎหมายมีบทลงโทษสำหรับคนโฆษณาเท็จคือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 100,000บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ หากฉ้อโกงมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000บาทหรือทั้งจำททั้งปรับ แต่ด้วยกฎหมายที่เบาหวิวของไทยหากไม่มีการร้องเรียนก็ไม่มีใครตรวจสอบจนกลายเป็นภาระของชาวโซเชียลที่ต้องตรวจสอบกันเองรับความเสี่ยงกันเอง
เอย่าก็ขอฝากไว้ให้เจ้ากระทรวงไอซีทีและตำรวจไอซีทีนะคะไม่ใช่วันๆจะรอแต่นั่งรับแจ้งความอย่างเดียว หากไม่ทำงานเชิงรุกก็ระวังไว้นะคะเผื่อจะมี แฮชแืกว่า#ตำรวจไซเบอร์มีไว้ทำไม

















