Monday, 19 October 2026
AYA IRRAWADEE

เราเสพดราม่า หรือกำลังถูกดราม่าเสพเรา? บทสะท้อนสังคมดูคนอื่นเป็นคอนเทนต์ อย่าปล่อยความสนุกกลบเหตุผลจนตัดสินคนจากหน้าจอ ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมดเสมอไป อย่าตัดสินเร็วจากแค่ชั่วโมงเดียว

เราเสพเรื่องดราม่า หรือกำลังถูกเรื่องดราม่าเสพเรา?

มีรายการโทรทัศน์ประเภทหนึ่งที่เอย่าเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยดู
คนสองฝ่ายมีปัญหากัน
มีพิธีกรนั่งตรงกลาง
มีคลิป มีแชต มีเอกสาร
บางครั้งมีทนาย มีตำรวจ หรือมีคนที่เกี่ยวข้องเข้ามา
และสุดท้าย...คนดูทั้งประเทศก็พร้อมใจกันตัดสินว่า

“ใครผิด ใครถูก”

แต่เคยลองถามตัวเองไหมว่า...เราเห็น “ความจริง” หรือเราเห็น “เรื่องราวที่ถูกคัดเลือกมาให้เราดู”?เอย่าไม่ได้หมายความว่ารายการจัดฉาก และไม่ได้หมายความว่าคนที่มาออกรายการโกหกทุกคนแต่ต้องไม่ลืมว่า ก่อนที่เรื่องหนึ่งจะมาถึงหน้าจอ มันต้องผ่านการเลือกมาแล้ว มีคนเลือกเคส
มีคนเลือกแขกรับเชิญ มีการรวบรวมข้อมูล มีการเตรียมคลิป มีการเตรียมคำถาม
มีการเตรียมประเด็น และบางครั้งมีการเตรียมให้คู่กรณีมาเผชิญหน้ากัน พูดง่าย ๆ คือ...“สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ได้แปลว่าเรากำลังเห็นเรื่องทั้งหมด”

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บางครั้งคนที่มาออกรายการกลับพูดหรือทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนมีโอกาสอธิบายตัวเอง แต่กลับพูดจนคนดูจับพิรุธได้ บางคนมีโอกาสแก้ตัว แต่กลับนำหลักฐานที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองออกมา บางคนมีเรื่องส่วนตัวที่สามารถคุยกันหลังบ้านได้ แต่กลับเลือกนำมันออกมาให้คนหลายล้านคนดูแล้วก็มีคำถามหนึ่งขึ้นมาในหัวว่า...“ทำไมเขาถึงยังกล้ามา?”

คำตอบอาจไม่ได้มีแค่คำว่า “อยากดัง” เพราะบางคนอาจคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมเรื่องเล่าได้ บางคนคิดว่า ถ้าได้พูดออกทีวี คนจะเข้าใจตัวเอง บางคนต้องการแรงกดดันจากสังคม บางคนต้องการให้อีกฝ่ายเสียชื่อเสียง บางคนอาจประเมินตัวเองผิด และบางคนอาจมีเรื่องที่ตัวเองไม่ได้พูดทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเอย่าถึงคิดว่า คนดูไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาลจากเวลาออกอากาศเพียงหนึ่งชั่วโมง เพราะรายการหนึ่งชั่วโมงอาจเกิดจากเหตุการณ์ที่สะสมมาหลายเดือน เราเห็นบทสนทนาเพียงบางส่วน เราเห็นหลักฐานที่ถูกนำมาแสดง เราเห็นอารมณ์ของคนในห้อง แต่เราไม่เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นและที่สำคัญที่สุด...เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

เอย่าไม่ได้บอกว่าอย่าเสพดราม่านะ….ดูได้ค่ะ สนุกได้ สงสัยไดตั้งคำถามได้ แม้แต่จะวิจารณ์ก็ได้แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือ อย่าให้ความสนุกจากการดูดราม่า ทำให้เราหยุดใช้เหตุผล อย่าเห็นคนร้องไห้แล้วสรุปว่าเขาพูดจริง อย่าเห็นคนพูดเก่งแล้วสรุปว่าเขาเป็นคนถูก อย่าเห็นคนพูดติด ๆ ขัด ๆ แล้วสรุปว่าโกหก อย่าเห็นคนทั้งประเทศด่าใคร แล้วคิดว่าเขาต้องผิด เพราะ “เสียงส่วนใหญ่” ไม่ใช่หลักฐาน และ “ไวรัล” ก็ไม่ใช่ความจริง

อีกเรื่องที่น่าคิดคือ...เราอาจกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม จากเดิมที่ข่าวคือสิ่งที่เรารับรู้วันนี้ข่าวกลายเป็น “เรื่องราว” ใครร้องไห้มากกว่า ใครพูดเก่งกว่า ใครมีหลักฐานออกมามากกว่ารวมถึงใครมีคนสนับสนุนมากกว่า สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้คนดูรู้สึกว่า “ฉันรู้แล้วว่าใครผิด” ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราอาจรู้เพียงว่า “ใครเล่าเรื่องได้ดีกว่าในช่วงเวลานั้น” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นครั้งต่อไปที่เห็นดราม่าร้อน ๆ ลองหยุดสัก 10 วินาที แล้วถามตัวเอง 5 คำถาม
1. สิ่งที่ฉันเห็นคือข้อเท็จจริง หรือคำกล่าวอ้าง?
2. หลักฐานที่เห็นสามารถพิสูจน์อะไรได้จริงแค่ไหน?
3. มีข้อมูลอะไรที่ฉันยังไม่ได้เห็น?
4. ใครได้ประโยชน์จากการที่เรื่องนี้กลายเป็นกระแส?
และข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด...
5. ถ้าเรื่องนี้ไม่สนุกและไม่มีดราม่า ฉันจะยังเชื่อมันอยู่ไหม?

เพราะบางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่รายการที่นำเสนอเรื่องดราม่า แต่คือ คนดูที่เลิกตั้งคำถาม เพราะกำลังสนุกกับการตัดสินคนอื่นเพราะสุดท้ายแล้ว...เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครผิดในทันที บางเรื่องเราอาจต้องยอมรับว่า “ยังไม่รู้” และคำว่า “ยังไม่รู้” อาจเป็นคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดที่เราและท้ายสุดแม้ว่าเราจะสามารถดราม่ากับบางเรื่องได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าทุกดราม่าที่เรามี ทุกการติดตาม ความสอดรู้สอดเห็นของเราคือประโยชน์เป็นเม็ดเงินของเขา และนั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริงที่รายการประเภทนี้ต้องการ

ที่มา : AYA

ตั้งคำถามน้ำท่วมกรุงเทพฯ ใครต้องรับผิด!! ชี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง น้ำท่วมกรุงเทพยังเป็นปัญหาเรื้อรัง ปี 69 ฝนตกน้อยแต่น้ำท่วมหนัก รัฐบาล-กทม.ต่างรับผิดชอบร่วมกัน

ด่าให้ถูกตัว…..น้ำท่วมกรุงเทพ ใครคือจำเลย

เป็นเรื่องตลกที่น้ำท่วมกรุงเทพที่ผ่านมา คนกรุงเทพกลับบอกว่าผู้ว่าฯไม่ผิด ผิดที่รัฐบาลไม่ช่วยเหลือ ในขณะที่น้ำท่วมพัทยา คนกลับด่าผู้ว่าฯกันขรม ไม่มีคนด่ารัฐบาลเลย เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องการเมืองคือฉันไม่เลือกพรรคที่เป็นรัฐบาลตอนนี้ เพราะฉะนั้นอะไรที่ฝ่ายที่เป็นรัฐฯทำผิดหมด ส่วนฉันเลือกผู้ว่าคนนี้อะไรที่ผู้ว่าคนนี้พูดถูกเสมอ เอาเป็นว่าวันนี้เอย่ามาสรุปเรื่องน้ำท่วมในเดือนกันยายนที่ผ่านมาให้ทราบกันดีกว่า เราจะมาดูที่ต้นตอแรกกัน

ปริมาณฝนที่ตกในเดือนกันยายน
หากวัดจากปีที่เกิดมหาอุทกภัยในกรุงเทพในปี 2554 พบว่าปีนั้นในเดือนกันยายนฝนตกในกรุงเทพเพียง 303.5 มิลลิเมตรเท่านั้นในขณะที่ปี 2555 มีปริมาณฝนในกรุงเทพในเดือนกันยายนสูงถึง 847.5 มิลลิเมตร ซึ่งสูงกว่าปี 2565 ที่วัดได้ 801.5 มิลลิเมตร ซึ่งมาดูว่าถ้ามานับปี 2554 ที่เกิดน้ำเหนือไหลบ่า ในป 2555 และ 2565 ใครเป็นผู้ว่า กทม. และนายก จะพบว่าในปี 2555 จะพบว่าปีนั้นผู้ว่า กทม. คือ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ส่วนนายกรัฐมนตรีคือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยสาเหตุที่ปี 2555 ไม่เกิดน้ำท่วมเพราะได้บทเรียนจากปี 2554 บวกกับ ปีนั้นไม่ได้มีน้ำเหนือจากพายุถาโถมเหมือนปี 54 รวมถึง ทาง กทม. ได้เร่งบูรณาการแผนบริหารจัดการน้ำระดับประเทศ มีการซ่อมแซมและเสริมแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงคลองสายหลักให้แข็งแรงและสูงขึ้นกว่าเดิมทันก่อนฤดูน้ำหลาก ทางกรมชลฯก็ได้มีการบริหารจัดการพร่องน้ำในเขื่อนหลัก เช่น เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ให้มีพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำฝนล่วงหน้า รวมถึงการบริหารจัดการระบายน้ำผ่านทุ่งรับน้ำต่างๆ ทางตอนเหนือและตะวันตกของกรุงเทพฯ ไม่ให้มวลน้ำก้อนใหญ่ทะลักเข้าสู่ใจกลางเมืองแบบไร้การควบคุมเหมือนปี 2554 อีกทั้งกรุงเทพมหานครและหน่วยงานท้องถิ่นมีความตื่นตัวสูงมาก มีการขุดลอกคูคลอง กำจัดผักตบชวาและขยะที่เป็นอุปสรรคทางระบายน้ำ พร้อมทั้งเตรียมเครื่องสูบน้ำและกระสอบทรายไว้ตามจุดเสี่ยงล่วงหน้า ทำให้ระบบระบายน้ำสามารถรับมือกับปริมาณฝนตามฤดูกาลในปีนั้นได้ดีกว่าเดิม

แล้วในปี 2565 ละใครเป็นผู้ว่า กทม. และนายกรัฐมนตรี กล่าวคือ ผู้ว่าคนปัจจุบันกับพลเอกประยุทธ์ ถามว่าทำไมน้ำไม่ท่วมละ ในปี 2565 เพราะถือว่ามวลน้ำฝนใน กทม. มีมากเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันเลย สรุปก็คือ ในช่วงเวลานั้น กรุงเทพมหานครภายใต้การบริหารงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ใช้ระบบการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก มีการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด สั่งการให้เร่ง "พร่องน้ำ" ในคลองสายหลักและบึงรับน้ำต่างๆ ให้มีระดับต่ำล่วงหน้าก่อนที่ฝนชุดใหญ่จะตกลงมา เพื่อเตรียมพื้นที่รอรับน้ำ (Retention Area) ทำให้เมื่อฝนตกลงมาหนัก คลองจึงมีศักยภาพพอที่จะรองรับและเร่งสูบระบายออกได้ทันท่วงที อีกทั้งมีการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็ว ทั้งการเดินเครื่องสูบน้ำตลอด 24 ชั่วโมง การติดตั้งเครื่องสูบน้ำเสริมในจุดวิกฤต การเร่งเก็บขยะและวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำไหลตามคูคลองและหน้าตะแกรงท่อระบายน้ำทันทีที่ฝนหยุด เพื่อเร่งให้น้ำในซอยหรือถนนระบายลงคลองได้เร็วที่สุด รวมถึงการสร้างแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพมหานครได้รับการเสริมความแข็งแรงและปรับความสูงขึ้นจากบทเรียนในอดีต ประกอบกับระดับน้ำเหนือที่ปล่อยลงมาไม่ได้วิกฤตเท่าปี 2554 แนวคันกั้นน้ำจึงสามารถป้องกันไม่ให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชั้นในได้

แล้วปีนี้ละมีน้ำฝนที่ตกลงมาปริมาณเท่าไร คำตอบก็คือ 540 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยกว่าปี 2555 และ 2565 มาก คำถามคือทำไมน้ำถึงท่วม คำตอบที่ได้คือฝนที่ตกแบบกระจุกตัวในปี 69 ตะหากที่น่าจะเป็นจำเลยสำคัญที่ต่างจากฝนที่ตกในปี 55 และ 65 โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝนที่กระจุกอยู่ในโซนกรุงเทพตะวันออกเป็นตัวเร่งให้พื้นที่ดังกล่าวจมบาดาล แต่มันมีอีกประเด็นที่น่าจะมุมของผู้ที่ต้องรับผิดชอบซึ่งเอย่าแบ่งได้ดังนี้
1. ในมุมของการบริหารดูแลระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอย (ท่อระบายน้ำในซอย คลองย่อย) การลอกท่อ กำจัดผักตบชวา การเดินเครื่องสูบน้ำในพื้นที่รับผิดชอบ การจัดสรรงบประมาณท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมจุดเสี่ยงใน กทม. สิ่งเหล่านี้ที่เป็นตัวขัดขวางทางเดินน้ำ นี่คืองานของผู้ว่า กทม. ที่ต้องพิจารณาว่าได้แก้ไขอย่างสม่ำเสมอหรือไม่เพราะงานเหล่านี้จะต้องมีคนกวดขันดูแลอย่างสม่ำเสมอ
2. การแจ้งเตือนอุบัติภัยที่ล่าช้าที่เกิดขึ้นนี้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าฯเป็นคนสั่งการ คงต้องตอบคำถามว่าทำไมถึงล่าช้า
3. การลงทุนแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวล่าช้าโดยเฉพาะฝั่งตะวันออก ซึ่งนี่เป็นเมกะโปรเจคที่จะนำพาฝั่งตะวันออกพ้นสภาพการจมบาดาล ข้อนี้ฝ่ายกรุงเทพเป็นคนชงเรื่องแต่คนอนุมัติงบจะต้องเป็นรัฐบาล ประเด็นคือทำไมรัฐบาลจึงไม่อนุมัติงบแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่กลับไปอนุมัติงบใช้ AI ในการตรวจหาฝนแทนนี่เป็นจุดที่คนกรุงฯจะด่ารัฐบาลก็ไม่แปลก
4. สุดท้ายจะด่าใครก็บอกไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาจากอดีตที่มีการวางผังเมืองผิดแบบไปขวางทางน้ำหรือการอนุมัติให้ถมคูคลองหรือสร้างหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่รับน้ำเดิม (Floodway) ทำให้เมืองสูญเสียพื้นที่ธรรมชาติที่จะช่วยซับน้ำ ซึ่งเรื่องนี้เป็นผลสะสมจากนโยบายการผังเมืองในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประเด็นนี้รัฐบาลและกรุงเทพฯอาจจะต้องช่วยกันในการหาทางออกจากปัญหาในอดีตที่คนเก่าคนแก่ผูกไว้

น้ำท่วมรอบนี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีหากทั้งกรุงเทพและรัฐบาลจะเริ่มหันมาทำงานร่วมกันและผลักดันกรุงเทพฯให้เป็นเมืองหลวงที่ปลอดจากน้ำท่วมได้ในที่สุด เราคงไม่สามารถบอกว่าจะด่าใครได้ในเมื่อปัญหาที่เกิดก็เกิดจากทุกฝ่าย ดังนั้นการแก้ไขก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดมากกว่าการจะมาตำหนิกันว่าใครดีหรือไม่ดี ใครทำหรือไม่ทำ และที่สำคัญประชาชนในกรุงเทพเองก็ต้องร่วมเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังน้ำและปกป้องบ้านตนเองหรือหมู่บ้านตนเอง ไม่ใช่สุดท้ายก็จะมาโทษกันว่าบ้านคนรวย บ้านคนไฮโซรอดทำไมบ้านฉันไม่รอด และโทษกันไปมาไม่มีที่สิ้นสุด

ที่มา : AYA
ภาพถ่าย : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1730589139101243&set=pcb.1730589669101190

จากภาพถ่ายสู่ประวัติศาสตร์ เปิดมุมมองใหม่ สไบคือวัฒนธรรมที่เดินทางข้ามอาณาจักร สไบเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน สไบกับกัมพูชา หลักฐานชี้มีการสวมใส่จริง แต่คำถามต้นกำเนิดต้องใช้มากกว่าภาพเดียว

สไบเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน: หลักฐานบอกอะไร และอะไรคือความเข้าใจผิด
เมื่อภาพถ่ายถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “ในภาพมีสไบ” แต่คือ เราต้องถามต่อว่า ภาพนั้นถ่ายเมื่อใด ที่ไหน ใครเป็นคนในภาพ และเครื่องแต่งกายนั้นเดินทางมาถึงสังคมแห่งนั้นได้อย่างไร

ประเด็นเรื่อง “สไบ” กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกองประกวด Miss Universe Cambodia เผยแพร่ภาพหญิงสาวสวมสไบ พร้อมคำอธิบายว่าเป็นภาพสะท้อนการแต่งกายของสตรีเขมรเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน
คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “เขมรเคยใส่สไบหรือไม่?”
เพราะคำตอบจากหลักฐานที่มีอยู่คือ เคย
แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ
สไบเข้ามาอยู่ในสังคมกัมพูชาเมื่อใด และผ่านบริบททางสังคมและการเมืองแบบใด?
ตรงนี้เองที่เรื่องราวเริ่มซับซ้อนกว่าการหยิบภาพเก่าภาพหนึ่งมาใช้เป็นคำตอบ

ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกระหว่าง “มีการสวมใส่” กับ “มีต้นกำเนิด”
การพบภาพหญิงชาวกัมพูชาสวมสไบในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตัวมันเองว่าสไบมีต้นกำเนิดในกัมพูชา เช่นเดียวกับการพบเครื่องแต่งกายชนิดหนึ่งในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายนั้นถูกคิดค้นขึ้นในประเทศนั้นเสมอไป ในประเด็นนี้มีความพยายามอธิบายว่าสไบหรือผ้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมีรากมาตั้งแต่สมัยฟูนัน โดยมีการกล่าวถึงคำว่า Preah Thong Taong Sbai

แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของเครื่องแต่งกายที่มีการกล่าวถึง คำอธิบายดังกล่าวมีประเด็นที่ต้องระมัดระวัง เพราะลักษณะของผ้าที่ปรากฏในหลักฐานบางส่วนสามารถตีความได้ว่าเป็น ผ้าคาดหรือผ้าพันบริเวณหน้าอก มากกว่าการเป็น “สไบ” ในความหมายของเครื่องแต่งกายที่เรารู้จักในปัจจุบัน นี่จึงเป็นจุดที่นักประวัติศาสตร์จำเป็นต้องแยกระหว่าง
“ผ้าที่ใช้พันร่างกาย” กับ “รูปแบบการแต่งกายที่เรียกว่าสไบ” เพราะสองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน

แล้วภาพหญิงเขมรสวมสไบที่ถูกนำมาอ้างถึง มาจากไหน?
หนึ่งในภาพที่ถูกนำมาใช้ในการอภิปรายเรื่องนี้ เชื่อมโยงกับผลงานของ Émile Gsell ช่างภาพชาวฝรั่งเศสผู้เดินทางเข้ามาถ่ายภาพในอินโดจีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และตรงนี้มีบริบททางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรถูกตัดออกจากภาพ เพราะช่วงเวลาที่ภาพเหล่านี้ถูกถ่ายขึ้นนั้น กัมพูชาไม่ได้อยู่ในสภาวะที่สามารถแยกออกจากอิทธิพลของสยามได้อย่างเด็ดขาด หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าองค์ด้วงในปี 1860 เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในราชสำนักกัมพูชา และท้ายที่สุดพระองค์เจ้านโรดมได้รับการสนับสนุนจากสยามในการรักษาอำนาจทางการเมือง
เอกสารทางวิชาการจาก Cornell University กล่าวถึงบริบทดังกล่าวว่า นโรดมสามารถรักษาตำแหน่งของพระองค์ไว้ได้ด้วยความช่วยเหลือจากสยาม และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของกัมพูชาอยู่ภายใต้การถือครองของสยามที่กรุงเทพฯ ต่อมาในพระราชพิธีราชาภิเษกในปี 1864 ทั้งสยามและฝรั่งเศสต่างเข้ามามีบทบาท กล่าวอย่างง่ายที่สุดคือ กัมพูชาในช่วงเวลานั้นอยู่ท่ามกลางอำนาจและอิทธิพลของทั้งสยามและฝรั่งเศส ดังนั้น เมื่อเราหยิบภาพการแต่งกายของคนกัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าวมาวิเคราะห์ จึงจำเป็นต้องพิจารณาบริบททางการเมืองและสังคมไปพร้อมกัน

“นโรดม” เองก็มีเรื่องราวที่สะท้อนความสัมพันธ์กับสยาม
เรื่องนี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อย้อนกลับไปดูประวัติของพระเจ้าองค์ด้วง หรือที่เอกสารไทยเรียกว่า นักองค์ด้วง นักองค์ด้วงใช้ชีวิตอยู่ในสยามเป็นเวลานาน ตั้งแต่ประมาณปี 1811 ก่อนที่จะกลับไปกัมพูชาในช่วงที่สยามส่งกองทัพเข้าไปจัดการกับความไม่สงบในกัมพูชา ต่อมาเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง พระองค์กลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง และในที่สุดสยามก็สนับสนุนให้พระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์กัมพูชาในปี 1841 ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักกัมพูชากับสยามในยุคนั้นจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบประเทศเพื่อนบ้านที่แยกขาดจากกันอย่างชัดเจนเหมือนรัฐชาติสมัยใหม่ แต่เป็นระบบการเมืองแบบจารีตที่อำนาจ อิทธิพล และความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น นี่เป็นบริบทสำคัญมากเมื่อเรากำลังพูดถึง แฟชั่น การแต่งกาย และวัฒนธรรมเพราะวัฒนธรรมไม่ได้เดินทางด้วยกองทัพเพียงอย่างเดียว มันเดินทางไปกับ ราชสำนัก ขุนนาง การค้า การแต่งงาน การเดินทาง คนรับใช้ และการติดต่อระหว่างผู้คน

ภาพของ Émile Gsell จึงต้องอ่านมากกว่าที่ตาเห็น
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เรามีภาพถ่ายของ Gsell อีกจำนวนหนึ่งซึ่งช่วยให้เห็นความแตกต่างของการแต่งกายได้ชัดขึ้น หนึ่งในนั้นคือภาพที่ Musée des Confluences เมืองลียง บันทึกชื่อไว้ว่า “Village cambodgien avec ses habitants” — หมู่บ้านกัมพูชาพร้อมผู้อยู่อาศัย ภาพดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นผลงานของ Émile Gsell และอยู่ในช่วงเวลาประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 19 เช่นเดียวกัน ในภาพปรากฏหญิงชาวบ้านที่แต่งกายด้วยลักษณะของ ผ้าคาดบริเวณหน้าอก ซึ่งแตกต่างจากภาพสตรีที่สวมผ้าพาดไหล่แบบสไบอย่างเห็นได้ชัด และนี่ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจกว่าเดิม หากสไบเป็นเครื่องแต่งกายที่แพร่หลายทั่วไปในหมู่หญิงกัมพูชาในเวลานั้น เหตุใดภาพของผู้หญิงในบริบทชนบทจึงยังปรากฏรูปแบบการแต่งกายอีกแบบหนึ่ง? คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว แต่สิ่งที่ภาพถ่ายกำลังบอกเราคือ การแต่งกายของคนกัมพูชาในช่วงเวลานั้นมีความหลากหลาย และเครื่องแต่งกายแบบสไบอาจมีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมของผู้สวมใส่

สไบจึงอาจไม่ได้เป็นเรื่องของ “ชาติ” อย่างที่เราพยายามมองในปัจจุบัน
สิ่งที่ต้องระวังคือ เรามักนำแนวคิดเรื่อง “วัฒนธรรมของชาติ” ในศตวรรษที่ 20–21 ย้อนกลับไปอธิบายสังคมในศตวรรษที่ 19 แต่โลกในเวลานั้นไม่ได้แบ่งวัฒนธรรมเป็นเส้นเขตแดนแบบปัจจุบัน คนในราชสำนักกัมพูชาสามารถติดต่อกับสยามได้ ขุนนางสามารถเดินทางไปมาได้ ผู้คนสามารถย้ายถิ่นฐานได้ และรูปแบบการแต่งกายสามารถถูกนำไปปรับใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมี “เจ้าของลิขสิทธิ์ทางวัฒนธรรม” ดังนั้น การพบสไบในกัมพูชาจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ สิ่งที่ควรถามคือ สไบถูกใช้โดยใคร และในบริบทใด
หากหลักฐานในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แสดงให้เห็นว่าการแต่งกายแบบสไบปรากฏเด่นชัดในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักหรือชนชั้นปกครอง ขณะที่การแต่งกายของชาวบ้านมีรูปแบบอื่น ก็อาจสะท้อนว่าสไบมีสถานะเป็นเครื่องแต่งกายที่เชื่อมโยงกับ ชนชั้น สถานะ และอิทธิพลทางวัฒนธรรม มากกว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายพื้นบ้านที่ทุกคนสวมใส่เหมือนกัน

แต่มีอีกเรื่องที่ต้องพูดให้ชัด
การกล่าวว่า “สไบในกัมพูชามาจากสยาม” ก็จำเป็นต้องใช้หลักฐานอย่างระมัดระวังเช่นกัน เพราะการที่สยามมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือกัมพูชาในบางช่วงเวลา ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายทุกชนิดที่ปรากฏในราชสำนักกัมพูชาจะต้องถูกนำเข้ามาจากสยามทั้งหมด ประวัติศาสตร์ที่ดีจึงไม่ควรเปลี่ยนจากการ “เคลม” ฝ่ายหนึ่ง มาเป็นการ “เคลมกลับ” อีกฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่หลักฐานสามารถบอกเราได้คือ สไบมีการสวมใส่ในกัมพูชาอย่างแน่นอนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่การมีอยู่ของสไบในกัมพูชา ไม่ได้เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า สไบมีต้นกำเนิดในกัมพูชา และในทางกลับกัน การมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสยาม ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า สไบถูกสร้างขึ้นโดยสยามแล้วจึงถูกนำเข้าสู่กัมพูชา คำถามเรื่อง “ต้นกำเนิด” ต้องใช้หลักฐานคนละประเภทกับหลักฐานที่ใช้ยืนยันว่า “มีการสวมใส่”

ประวัติศาสตร์จึงไม่ควรตัดสินด้วยภาพเพียงภาพเดียว
ภาพถ่ายเก่าเป็นหลักฐานที่มีคุณค่าอย่างมาก แต่ภาพหนึ่งภาพบอกเราได้ว่า ในเวลานั้นมีคนแต่งตัวแบบนั้น ไม่ได้บอกโดยอัตโนมัติว่า “คนกลุ่มนี้เป็นผู้คิดค้นเครื่องแต่งกายดังกล่าว” นี่คือจุดที่การใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์แตกต่างจากการใช้ภาพเพื่อสร้างเรื่องเล่า หากต้องการบอกว่า “นี่คือสตรีเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน” ภาพอาจตอบได้ แต่หากต้องการก้าวต่อไปว่า “ดังนั้นสไบจึงเป็นเครื่องแต่งกายดั้งเดิมของเขมร” ตรงนั้นต้องมีหลักฐานมากกว่าภาพถ่ายหนึ่งภาพต้องดูทั้งหลักฐานทางโบราณคดี เอกสารร่วมสมัย ภาพถ่าย บันทึกของชาวต่างชาติ รูปแบบการแต่งกายในราชสำนัก ตลอดจนหลักฐานเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับกัมพูชา

เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ “ใครเป็นเจ้าของสไบ”
แต่คือ สไบเดินทางผ่านประวัติศาสตร์อย่างไร หากมองจากหลักฐานที่มีอยู่ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สไบปรากฏอยู่ในสังคมกัมพูชาอย่างน้อยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแต่งกายของกัมพูชาในเวลาต่อมา แต่การที่สิ่งหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของสังคมหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะต้องถือกำเนิดขึ้นในสังคมนั้น วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากเกิดจากการเดินทาง แลกเปลี่ยน และปรับเปลี่ยนข้ามราชอาณาจักรมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
และสไบก็อาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำเมื่อพบภาพเก่าไม่ใช่การรีบประกาศว่า“นี่คือหลักฐานว่าเป็นของเรา” แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า ภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อไร ใครเป็นคนถ่าย คนในภาพเป็นใคร แต่งกายแบบนี้เพราะอะไร และรูปแบบการแต่งกายนี้เข้ามาสู่สังคมของพวกเขาได้อย่างไร เพราะเมื่อเราถามคำถามเหล่านี้ ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ให้คำตอบเราเอง

ที่มา : AYA

คำถามไม่ใช่ไทยช่วยกัมพูชาหรือไม่!! 18.2 ล้านมาจากโครงการเดิม ไม่ใช่งบใหม่ช่วยเหลือตรง เงินเป็นส่วนต่างดอกเบี้ยกู้ยืม รัฐบาลคุมภาระตามสัญญาเดิม

ชำแหละงบไทยช่วยเขมร ความจริงอีกด้านของเหรียญ

จากกระแส “สภาอนุมัติงบช่วยกัมพูชา” สู่ข้อเท็จจริงของเงิน 18.2 ล้านบาท เมื่อย้อนดูต้นทางกลับพบว่า นี่ไม่ใช่งบก้อนใหม่ที่รัฐบาลไทยกำลังนำไปแจกกัมพูชา หากแต่เป็นภาระจากโครงการเงินกู้ที่เกิดขึ้นมากว่าทศวรรษ และยังมีข้อผูกพันทางการเงินที่ต้องดำเนินการต่อ ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ประเด็น “งบไทยช่วยเขมร” กลายเป็นอีกหนึ่งหัวข้อร้อนบนโลกออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่ารัฐสภาอนุมัติงบประมาณจำนวนหลายสิบล้านบาทเพื่อช่วยเหลือกัมพูชา

แน่นอนว่าเมื่อประชาชนได้ยินคำว่า “งบช่วยกัมพูชา” ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอยู่ในภาวะตึงเครียด ย่อมเกิดคำถามทันทีว่า เหตุใดประเทศไทยจึงยังต้องใช้งบประมาณของประเทศไปช่วยเหลือประเทศที่กำลังมีความขัดแย้งกันอยู่ แต่เมื่อย้อนกลับไปดูรายละเอียดของงบประมาณก้อนนี้ กลับพบว่าเรื่องราวไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่พาดหัวข่าวบางส่วนทำให้เข้าใจเพราะเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลในปี 2569 หรือ 2570 เพิ่งตัดสินใจว่าจะ “ให้เงินกัมพูชา” แต่มีต้นกำเนิดจาก โครงการความร่วมมือทางการเงินที่ประเทศไทยดำเนินการกับกัมพูชามาตั้งแต่หลายปีก่อน จุดเริ่มต้นอยู่ที่ 2 โครงการ ต้นทางของภาระงบประมาณที่กำลังเป็นประเด็นมาจาก 2 โครงการสำคัญ
โครงการแรก คือ โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 67 ช่วงเสียมราฐ–อันลองเวง–จวม/สะงำ ซึ่งได้รับการอนุมัติความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549

อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรสตึงบท และถนนเชื่อมโยงไปยัง National Road No.5 ซึ่งได้รับการอนุมัติในปี 2558

ทั้งสองโครงการดำเนินการผ่าน สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (NEDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของไทยที่มีภารกิจด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน รูปแบบสำคัญของโครงการเหล่านี้คือ ไม่ใช่การให้เงินเปล่า แต่เป็นการจัดหาเงินทุนในรูปแบบ เงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อให้กัมพูชานำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พูดให้เข้าใจง่ายคือ ไทยช่วยจัดหาเงินทุนให้กัมพูชาสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้ก่อน จากนั้นกัมพูชาจึงมีหน้าที่ทยอยชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขในสัญญา

แล้วทำไมไทยต้องจ่าย “ส่วนต่างดอกเบี้ย”? นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนเข้าใจว่าไทยกำลัง “จ่ายเงินให้กัมพูชา” ความจริงแล้ว เงินจำนวน 18.2 ล้านบาทไม่ได้ถูกส่งไปให้รัฐบาลกัมพูชาโดยตรง โครงสร้างของโครงการเป็นการให้กัมพูชากู้เงินใน อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ขณะที่ต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องสูงกว่า ดังนั้นจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ส่วนต่างดอกเบี้ย”ประเทศไทย โดย NEDA จึงมีภาระต้องชดเชยส่วนต่างดังกล่าวให้กับสถาบันการเงินตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นโครงการ
สำหรับงบประมาณปี 2570 ตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาคือ

• ถนนหมายเลข 67 หรือ R67 จำนวน 12 ล้านบาท
• โครงการสตึงบท จำนวน 6.2 ล้านบาท

รวมเป็น 18.2 ล้านบาท และประเด็นสำคัญคือ 18.2 ล้านบาทนี้เป็นค่าใช้จ่ายของฝ่ายไทยตามภาระผูกพันทางการเงิน ไม่ใช่เงินก้อนใหม่ที่โอนให้รัฐบาลกัมพูชา
แล้วโครงการเดิมมีมูลค่าเท่าไร?

เมื่อย้อนกลับไปดูวงเงินของทั้งสองโครงการ จะพบว่าโครงการ R67 เดิมมีวงเงินประมาณ 1,300 ล้านบาท ขณะที่โครงการสตึงบทมีวงเงินประมาณ 928.11 ล้านบาทรวมวงเงินที่ได้รับอนุมัติประมาณ 2,228.11 ล้านบาท เงินจำนวนนี้เป็นเงินกู้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า และสิ่งที่ต้องระวังคือ ตัวเลข 1,369.24 ล้านบาท ที่ปรากฏในข้อมูลล่าสุดนั้น ไม่ใช่จำนวนเงินที่กัมพูชาจ่ายคืนมาแล้ว แต่เป็น ยอดเงินต้นคงค้างของทั้งสองโครงการ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ กัมพูชายังมีภาระหนี้ที่ต้องชำระคืนตามสัญญาอีกประมาณ 1,369.24 ล้านบาท นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่การนำตัวเลข 18.2 ล้านบาทมาเรียกว่า “เงินไทยแจกกัมพูชา” อาจทำให้ประชาชนเข้าใจโครงสร้างทางการเงินของโครงการคลาดเคลื่อนได้

แล้วไทยได้อะไรจากการทำโครงการเหล่านี้? คำถามนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน
ในวันที่โครงการได้รับการอนุมัติ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ในบริบทของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงภูมิภาค การลงทุนด้านถนนและด่านชายแดนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ถนน R67 มีความเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างประเทศไทยกับพื้นที่สำคัญของกัมพูชา ขณะที่โครงการด่านสตึงบทเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเชื่อมโยงด้านการค้าชายแดนและระบบขนส่ง ในมุมของไทย ประโยชน์ที่คาดหวังคือการเพิ่มการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ ดังนั้น ในวันที่โครงการเหล่านี้ถูกริเริ่ม เหตุผลไม่ได้มีเพียงคำว่า “ช่วยกัมพูชา” แต่เป็นแนวคิดเรื่อง การใช้ความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
แล้ววันนี้ เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนไป จะยกเลิกได้หรือไม่?

นี่คือคำถามที่น่าสนใจที่สุดของเรื่อง เพราะวันนี้บริบททางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเปลี่ยนไปจากวันที่โครงการเหล่านี้ได้รับการอนุมัติอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ “โครงการใหม่” กับ “สัญญาเดิม” สำหรับโครงการใหม่ รัฐบาลไทยมีท่าทีระงับการอนุมัติและการดำเนินโครงการความร่วมมือทางการเงินใหม่กับกัมพูชา หลังเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดน แต่สำหรับโครงการเดิมที่ทำสัญญาและมีภาระผูกพันทางการเงินไปแล้ว เรื่องไม่ได้จบลงเพียงเพราะความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่สัญญายังมีผล และคู่สัญญายังปฏิบัติตามเงื่อนไข การยุติภาระดังกล่าวโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมต้องพิจารณาถึงข้อผูกพันและผลทางกฎหมายที่ตามมา ที่สำคัญ จากข้อมูลที่หน่วยงานไทยเปิดเผย กัมพูชายังไม่ได้มีประวัติผิดนัดชำระหนี้ในโครงการทั้งสอง และยังชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด จึงยังไม่มีเหตุผลทางการเงินที่ชัดเจนว่าไทยจะสามารถกล่าวได้ว่า “กัมพูชาเบี้ยวหนี้” แล้วจึงยกเลิกสัญญาได้ทันที

แล้ว 983 ล้านบาทที่เป็นข่าวคืออะไร?
อีกตัวเลขหนึ่งที่ถูกนำมาปะปนกับเรื่องนี้คือ 983 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโครงการ R67 ที่ได้รับการอนุมัติในปี 2565 แต่ต้องย้ำว่า 983 ล้านบาทไม่ใช่เงิน 18.2 ล้านบาท และไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองมารวมกันแล้วสรุปว่า รัฐบาลกำลังจะนำเงินกว่า 1,000 ล้านบาทไปให้กัมพูชา เพราะเป็นคนละรายการและเกิดขึ้นคนละช่วงเวลา ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา การดำเนินโครงการความร่วมมือหรือการให้เงินกู้ใหม่กับกัมพูชาถูกระงับไว้ ดังนั้นจึงต้องแยกให้ชัดว่า 18.2 ล้านบาทคือภาระจากโครงการเดิม ขณะที่ 983 ล้านบาทเป็นอีกโครงการหนึ่งที่สถานะต้องพิจารณาแยกต่างหาก

สิ่งที่ประชาชนควรถาม ไม่ใช่แค่ “ไทยให้เงินเขมรหรือไม่”
ท้ายที่สุด เรื่องนี้อาจไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คำถามว่า
“รัฐบาลไทยกำลังเอาเงินภาษีไปช่วยกัมพูชาหรือไม่?”

แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า
เงินก้อนนี้มาจากโครงการอะไร?
เป็นเงินให้เปล่าหรือเงินกู้?
ใครเป็นผู้รับเงิน?
กัมพูชามีภาระต้องชำระคืนหรือไม่?
ไทยมีภาระตามสัญญาอะไร?
ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอะไรจากโครงการ?
และที่สำคัญที่สุดคือ

เมื่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลไทยควรบริหารภาระจากสัญญาเดิมอย่างไร เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยให้มากที่สุด คำถามเหล่านี้เป็นคนละเรื่องกับการสนับสนุนหรือคัดค้านรัฐบาล ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามกับการใช้งบประมาณของรัฐ และรัฐบาลก็มีหน้าที่อธิบายที่มาของเงินและข้อผูกพันให้ชัดเจน แต่ก่อนที่ตัวเลข 18.2 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้เป็นประเด็นทางการเมือง เราอาจต้องย้อนกลับไปดู “ต้นทางของเงิน” เสียก่อน เพราะเมื่อเปิดรายละเอียดทั้งหมดออกมาแล้ว เราจะพบว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของเงิน 18.2 ล้านบาทที่รัฐบาลเพิ่งตัดสินใจจะนำไปแจกกัมพูชาในวันนี้ แต่เป็นเรื่องของ สัญญาทางการเงินที่เกิดขึ้นในอดีต ภาระดอกเบี้ยที่ประเทศไทยยังต้องรับผิดชอบ และหนี้ที่กัมพูชายังคงต้องชำระคืน และเมื่อบริบทของสองประเทศเปลี่ยนไป คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยช่วยเขมรทำไม?” แต่คือ “ภายใต้สถานการณ์ใหม่ ประเทศไทยจะจัดการกับสัญญาเดิมอย่างไร โดยไม่ให้ผลประโยชน์ของประเทศไทยเสียหาย?” นี่ต่างหาก คืออีกด้านหนึ่งของเหรียญที่ควรถูกนำมาพิจารณาไปพร้อมกับกระแสข่าวที่กำลังเกิดขึ้น

ที่มา : AYA

ต่างดาวในอุษาคเนย์!! UFO/UAP พบทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซียเมียนมา เวียดนามยังมีรายงานสงคราม คำเล่าขานวัตถุลึกลับต่อเนื่องยาวนาน

ต่างดาวในอุษาคเณย์

เรามาถึงในยุคนี้มีการแชร์ข้อมูลแพร่หลายเกี่ยวกับ UFO และ UAP กันแล้ว แม้รายงานส่วนใหญ่ที่ออกมาจะเป็นรายงานจากอเมริกาหรือจากประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจีนหรือรัสเซียที่ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า UAP ที่พบเจอนั้นเป็นยานอวกาศต่างดาวจริงหรือเป็นแค่สิ่งที่เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่านี่คือ UFO หรือแค่ดาวเทียม วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ฟังว่านอกจากเขากะลาในไทยแล้วมีการรายงานจากที่ไหนว่าอย่างไรอีกบ้าง

เริ่มจากอินโดนีเซีย ประเทศพันเกาะและมีพื้นที่กว้างใหญ่ ที่นี่มีรายงานการพบเห็น UFO/UAP มาตั้งแต่ปี 1940 โดยมีการรายงานการพบเห็นในหลายสถานที่ได้แก่ เมืองเมดัน เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดสุมาตราเหนือ หรือในจาร์กาตา บาหลี บนเกาะชวาไปจนถึงภูเขา Salak ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้วแต่ยังคงมีพลังความร้อนใต้พิภพ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย และยังมีรายงานล่าสุดในปีนี้ที่พบเห็น UFO บนเกาะสุมาตราและชวาตะวันออกอีกด้วย

ต่อมาคือฟิลิปปินส์ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีรายงานการพบเห็น UFO ค่อนข้างบ่อยทั้งในมะนิลา และจังหวัดอื่นๆ และเคสที่น่าสนใจคือการพบวัตถุแสงสีส้ม 3 ดวงเหนือสนามบิน Laguindingan ในเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวแต่อย่างใด

ในมาเลเซียมีกรณีของ UFO ที่เป็นข่าวดังในช่วงปี 1970 คือ เคส Bukit Mertajam กล่าวคือในช่วงปี 1970 ในเมือง Bukit Mertajam ในรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย บริเวณ Seberang Perai ซึ่งเป็นเมืองจริงและเป็นศูนย์กลางของเขต Central Seberang Perai เหตุการณ์สุดโด่งดังนี้เกิดขึ้นที่ Stowell English Primary School โดยมีมีเด็กนักเรียนชายประมาณ 6 คน อายุราว 8–11 ปี กำลังเล่นอยู่บริเวณพุ่มไม้ใกล้โรงเรียน โดยเด็กๆ อ้างว่าเห็นวัตถุขนาดประมาณ จานซุป หรือจานบินขนาดเล็กลงจอด จากนั้นมีสิ่งมีชีวิตขนาดเพียงประมาณ 3 นิ้ว (7–8 ซม.) จำนวน 5 ตัว ออกมาจากวัตถุนั้น โดยเด็กๆบรรยายรายละเอียดว่า สิ่งมีชีวิตที่ออกมาจากจานนั้น 4 ตัวใส่ชุด สีน้ำเงิน อีก 1 ตัวที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าใส่ชุด สีเหลือง ทั้งหมดมีรูปร่างที่แปลกคือมีเขาหรือหนวดสองข้างบนศีรษะ โดยพวกมนุษย์ต่างดาวนี้พวกมันนำอุปกรณ์บางอย่างไปติดตั้งบนต้นไม้และเมื่อเด็กบางคนเข้าไปใกล้พวกมนุษย์ต่างดาวมีการตอบโต้ด้วยอาวุธขนาดเล็กยิงใส่เด็ก สิ่งที่น่าสนใจคือ มีรายงานว่าในช่วง 1970–1979 มาเลเซียมีเหตุการณ์เกี่ยวกับการพบเห็นสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วและ UFO แบบนี้หลายครั้งมาก

ในเมียนมามีรายการการพบเห็น UFO มากมายเช่นกัน โดยเฉพาะที่เมืองแปรมีการพบเห็น UFO ครั้งแรกในปี 2006 และจากนั้นก็มีการพบเห็นเรื่อยๆจนถึงปี 2012 แต่ที่เมียนมามีเรื่องน่าแปลกอีกเรื่องคือในปี 2016 ที่บริเวณ Lone Khin ในรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของเมียนมา มีวัตถุโลหะทรงกระบอกขนาดประมาณ 3.7 เมตร × 1.5 เมตร ตกลงมา ทำให้เกิดเสียงดังและแรงสั่นสะเทือน ช่วงแรกชาวบ้านมีการคิดว่าเป็นยาน UFO แต่ภายหลังมีการเชื่อมโยงกับ ชิ้นส่วนจรวดหรืออุปกรณ์อวกาศเพราะวันเดียวกันนั้น จีนเพิ่งปล่อยจรวด Long March 11 จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียนพร้อมดาวเทียมทดลองขึ้นสู่อวกาศ อีกหนึ่งหลักฐานคือวัตถุโลหะทรงกระบอกยาวประมาณ 4.5 เมตร ตกลงมานั้นมีตัวอักษรภาษาจีนอยู่ด้วยนั่นเอง

สุดท้ายในเวียดนามมีการรวบรวมรายงานเกี่ยวกับวัตถุประหลาดในช่วงสงครามเวียดนามไว้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะรายงานจากพื้นที่ทหารในปี 1967–1969 เช่น วันที่ 11 มิถุนายน 1967 มีรายงานว่าพยานในบริเวณเมืองดานัง เห็นวัตถุสีเงินลักษณะคล้ายทรงกระบอกอยู่บนท้องฟ้าเป็นเวลาหลายนาที และมีรายงานว่าถูก F-102 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ไล่ติดตาม และยังมีรายงานอื่นในเมืองดานังพบว่า มีคำให้การที่ถูกบันทึกไว้กับ NUFORC ว่าในช่วงต้นปี 1968 ทหารประมาณ 12 คน ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่บนภูเขาที่มองลงมายัง Da Nang เห็นแสงที่มีลักษณะเปลี่ยนสี เคลื่อนที่ช้าและเงียบ หยุดลอยอยู่ประมาณ 5–10 นาที แล้วจากนั้นพุ่งขึ้นตรง ๆ ด้วยความเร็วสูงมากและหายไป โดยพยานระบุว่าพวกเขาคุ้นเคยกับแสงและเครื่องบินในเวียดนามอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถระบุสิ่งที่เห็นได้ อีกสถานการณ์หนึ่งที่ดูน่าสนใจคือ ช่วง 15–16 มิถุนายน 1968 มีรายงานจากแนว DMZ (เขตปลอดทหารระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้) ว่าหน่วยสังเกตการณ์แนวหน้าเห็น แสงประหลาดจำนวนมากในเวลากลางคืน ในรายงานบางแหล่งระบุว่ามีประมาณ 30 แสง ที่เคลื่อนที่ช้า ๆ และไม่มีเสียงเครื่องยนต์ที่คาดว่าจะได้ยินจากเฮลิคอปเตอร์แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นคือทหารบางฝ่ายยิงใส่วัตถุเหล่านั้นในเขตปลอดทหาร จึงทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้น อีกเรื่องที่น่าสนใจคือในคืนวันที่ 16 มิถุนายน 1968 มีเหตุการณ์เกี่ยวกับเรือตรวจการณ์ Swift Boat ที่ยิงใส่แสง/วัตถุที่เชื่อว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ของเวียดนามเหนือ ปัญหาคือหลังจากเหตุการณ์ มีความสับสนว่าจริง ๆ แล้วมีเฮลิคอปเตอร์ของเวียดนามเหนืออยู่ตรงนั้นหรือไม่ เพราะเมื่อตรวจการณ์แล้วไม่พบเฮลิคอปเตอร์ที่กล่าวอ้างนั้น สุดท้ายคือช่วงประมาณ ตุลาคม 1968 – เมษายน 1969 มีรายงานวัตถุไม่ทราบชนิดจำนวนมากบริเวณ Duc Co ทางตะวันตกของ II Corps / ใกล้ Pleiku ซึ่งจากฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ UFO ของ NICAP รวบรวมข้อมูลว่ามีรายงานว่ามีการพบเห็น UFO มากกว่า 400 ครั้งและมีการถูกบันทึกได้โดยเรดาร์ของกองทัพอเมริกันด้วยนั่นเอง

ที่มา : AYA

ต่างชาติรุกพื้นที่เศรษฐกิจไทย!! เปิดปมธุรกิจนอมินี–ชุมชนปิด–ที่ดินท่องเที่ยว บนเกาะพะงัน-สมุยกว่า 3 พันบริษัท สัญญาณเตือนรัฐต้องคุมกฎหมายธุรกิจ ที่ดิน และแรงงานให้จริงจัง

มัดรวมต่างชาติเคลมแผ่นดินไทยแบบเงียบๆ

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี่ถ้าพูดถึงต่างชาติที่มีพฤติกรรมการสร้างปัญหา ถ้าไม่นับวัยรุ่นอิตาลีบนรถไฟฟ้าแล้ว ก็คงไม่พ้นเรื่องของยิวบนเกาะพงัน และ เกาะสมุย ซึ่งเอาตรงๆตามข้อมูลที่เอย่าหามาได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่าบริษัทที่ตั้งบนเกาะพะงันและเกาะสมุย ที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน มีจำนวนสูงมาก โดยบน เกาะพะงันมีอยู่ 3,213 บริษัทจาก 4,761 บริษัท ที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน หรือประมาณ 67.5% และสัญชาติที่พบมากที่สุดคือ อิสราเอล 720 บริษัท ตามด้วยฝรั่งเศส อังกฤษ และรัสเซียตามลำดับ ในขณะเดียวกันก็พบว่ามี บริษัทนอมินีของไทย เพื่อถือครองที่ดินและทำธุรกิจแทนต่างชาติ รวมถึงโครงการวิลล่าที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนอิสราเอลเช่นกัน และที่สำคัญคือกรมที่ดินได้ยืนยันแล้วว่าต่างชาติถือครองที่ดินบนเกาะพะงันโดยตรงประมาณ 6% ของพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ ในขณะเดียวกันบนเกาะพงันเมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ก็พบว่า มีการเปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนและศาสนสถานของยิวบนเกาะอย่างเปิดเผย แต่ถ้าเราคิดว่าแค่ยิวมายึดแผนดินไทยละก็ เอย่าจะกล่าวถึงบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างภูดก็ตให้ได้ทราบกัน

ที่ภูเก็ตมีรายงานว่าหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน มีชาวรัสเซียฐานะสูงเข้ามาพำนักในภูเก็ตมากขึ้นอย่างชัดเจน และมีรายงานว่าราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นประมาณ 15–20% จากความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อหรือผู้พำนักชาวรัสเซีย โดยสิ่งที่น่าสนใจคือชาวรัสเซียเข้ามาเปิดธุรกิจ โรงเรียน ร้านอาหาร โรงพยาบาล ธุรกิจบริการ รวมไปถึงการเป็นนายหน้าให้แก่ชาวรัสเซียด้วยกันเองด้วยเช่นกัน

อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือรณีจีนในเชียงใหม่ก็เริ่มมีลักษณะที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่รัฐไทยเรียกว่า “จีนเทา” รายงานล่าสุดระบุว่ามีกลุ่มชาวจีนที่เข้ามาอยู่ระยะยาวพร้อมครอบครัว และมี ecosystem รองรับทั้ง โรงเรียน ธุรกิจ ที่อยู่อาศัย ธุรกิจนายหน้า สำนักงานกฎหมายและ สำนักงานบัญชี กล่าวคือเป็นระบบกันเลยทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้กลุ่มจีนเทาในเชียงใหม่สามารถดำรงชีวิตในเชียงใหม่โดยพึ่งพาระบบของชุมชนจีนที่กลุ่มของตนเป็นผู้สร้างขึ้นนั่นเอง แต่สุดท้ายเอย่าจะมาชวนให้รู้ถึงผู้ที่มาก่อนกาลที่แท้จริงน่าจะเป็นชาวเมียนมา

หลังจากช่วงที่ประเทศไทยเปิดรับแรงงานข้ามชาติให้มาทำงานในประเทศชาวเมียนมาจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้ามามากกว่าจากในอดีตที่เคยพบว่าชาวเมียนมาที่เข้ามาค้าแรงงานในไทยส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ชายแดนแต่ปัจจุบันพบว่าแรงงานที่เข้ามานั้นมาจากทุกแหล่ง และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชาวเมียนมาไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากก็ไม่ต่างกันกับสิ่งที่ชาวยิวทำคือการสร้างสังคมที่มีแต่เฉพาะชาวเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอมหาชัยที่เคยมีการเรียกร้องให้จำกัดจำนวนชาวเมียนมาที่หลั่งไหลเข้ามาในชุมชนมหาชัยแต่เหมือนถูกละเลยจนสุดท้ายชาวบ้านในพื้นที่ก็เลือกที่จะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นปล่อยให้มหาชัยกลายเป็นดินแดนพม่าไปโดยปริยาย แต่เช่นเดียวกันนอกจากการสร้างครอบครัวแล้วก็มีการสร้างศูนย์ต่างๆ โดยชาวเมียนมาผู้มาก่อนและสามารถพูดภาษาไทยได้คล่องทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่คอยจัดการในการตั้งศูนย์การเรียนรู้ โรงเรียน รวมไปถึงศาสนสถานแบบเมียนมาที่มีเฉพาะชาวเมียนมาเข้าไปทำบุญ ซึ่งสิ่งที่เอย่ากล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในมหาชัยแต่เกิดขึ้นหลายท้องที่ไม่ว่าจะเป็นในสุราษฎร์ธานีที่เคยเป็นข่าวหรือแม้กระทั่งในกรุงเทพฯเอง หรือแม้กระทั่งวัดดังที่เขาค้อก็มีชาวโซเชียลมาถามว่าทำไมถึงมีเจดีย์ชเวดากองจำลองที่นี่ นี่ยังไม่รวมถึงกลุ่มชาวเมียนมาริมชายแดนที่ข้ามมาแบบผิดกฎหมายแล้วมาตั้งรกรากฝั่งไทยไม่ว่าจะมาทำเองหรือผ่านคนไทยริมชายแดนเป็นนอมินีเพื่อรอวันที่ลูกหลานตัวเองได้สัญชาติไทยเพื่อจะได้สร้างครอบครัวในไทย

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้น เอย่าแค่อย่าจะแจ้งให้ทราบว่าประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่แต่เป็นเรื่องราวที่มีมาก่อนนานนับกว่า 30 ปีแล้วในประเทศไทย เพียงแต่คนไทยเป็นคนใจดี อะไรก็ได้ เห็นแก่สินน้ำใจนิดหน่อยก็ยอมทำให้เขาจนหมดใจ เอย่าว่าถ้าคนเดี๋ยวนี้จะโทษใครก็คงต้องโทษคนไทยกันเองก่อน เพราะเป็นคนเปิดประตูให้เขาเข้ามาเอง

ที่มา : AYA

ไทยถกกฎหมายปิดแสงอาชญากร!! สื่อโซเชียลทำหน้าที่เสี่ยง นิวซีแลนด์ใช้กฎหมาย Name Suppression คุ้มครองสิทธิ์ปิดเผยตัวผู้ต้องหาแบบเด็ดขาด ไทยน้อมรับหลักสันนิษฐานบริสุทธิ์ก่อนผิด

ถึงเวลาเลิกให้แสงเหยื่อหรือยัง ไทยพร้อมไหมกับกฎหมายปิดกั้นแสงของอาชญากร

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในไทยในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการกราดยิงในโรงเรียนจนมีการค้นหาตัวครูและนักเรียนที่บูลลี่หรือล่าสุดที่มีการยิงนายก อบจ. นนทบุรีแล้วคนร้ายโทรหานักข่าวช่องดังเพื่อขอมอบตัว นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่โซเชียลตื่นตัวและทำการล่าแม่มดหรือใช้สื่อในการเป็นกระบอกแสงส่องหาตัวเอง แต่ในปัญหาระดับชาติอย่างเช่นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางผู้ก่อการร้ายก็ใช้สื่อนี่แหละเป็นตัวเผยแพร่และเป็นกระบอกเสียงตั้งแต่ตอนเรื่องฆ่าตัดคอพระที่ภาคใต้มาแล้ว จนมาวันนี้เริ่มมีคนสังเกตว่าในโลกยุคใหม่ที่สื่อหาได้ตามท้องถนนจนแบบที่เรียกว่าใครๆก็เป็นสื่อได้นั้น เราควรมีกฎหมายที่ออกมาควบคุมสื่อแบบนี้หรือไม่ วันนี้เอย่าจะมาเล่าถึงกฎหมายฉบับหนึ่งในประเทศนิวซีแลนด์ โดยกฎหมายตัวนี้คือ กฎหมาย Name Suppression / Suppression Order ภายใต้ Criminal Procedure Act 2011 ของนิวซีแลนด์ โดยรายละเอียดของกฎหมายตัวนี้อยู่ที่ มาตรา 200 ระบุว่า ศาลสามารถออกคำสั่งห้ามเผยแพร่ ชื่อ ที่อยู่ อาชีพและข้อมูลต่างๆที่นำไปสู่การระบุตัวตน ของบุคคลที่ ถูกกล่าวหาหรือถูกตัดสินว่าผิดหรือถูกยกฟ้องได้ โดยกฎหมายนี้ไม่ได้ควบคุมแค่สื่อ แต่รวมไปถึงการโพสต์ลงบนสื่อโซเชียลด้วยเช่นกัน

ในนิวซีแลนด์การปกปิดนั้นต้องมาจากคำสั่งศาล ซึ่งศาลจะพิเคราะห์จากเหตุไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยอาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกตัดสินและเหยื่อ ได้รับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง หรืออาจทำให้บุคคลอื่นถูกสงสัยและได้รับความเดือดร้อนอย่างไม่เหมาะสม รวมถึงกระทบต่อการพิจารณาคดี การสืบสวน การจับกุมจนไปถึงความมั่นคงของประเทศ โดยตัวกฎหมายระบุบทลงโทษทั้งจำและปรับคือเป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความกันได้ มาถึงตรงนี้คำถามคือกฎหมายนี้จะตราและใช้ในไทยได้ไหม

คำตอบนั้นง่ายมากคือ “ยาก” เพราะกฎหมายไทยมีหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์อยู่กล่าวคือ รัฐธรรมนูญและกฎหมายกระบวนการยุติธรรมไทยรับรองหลักว่า บุคคลต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การนำผู้ต้องหามาเปิดเผยตัวต่อสื่อ หรือทำให้สังคมเข้าใจว่า “เป็นคนร้ายแน่นอนแล้ว” อาจมีปัญหาด้านสิทธิได้ เพราะสมาคมนักข่าวฯ เองเคยเรียกร้องเรื่องการนำตัวผู้ต้องหาไปแถลงข่าวและเปิดเผยใบหน้า โดยอ้างว่ากระทบหลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์นั่นเอง

ประเด็นต่อมาคือสิ่งที่เป็นผลทางอ้อมของกฎหมายนี้คือการไม่ให้ค่าการกระทำผิดเพื่อลดการเลียนแบบและการคิดว่ามันคือสิ่งที่สามารถทำได้ในสังคมให้ลดลงโดยเฉพาะในเยาวชนและเด็กรวมถึงการจำกัดการให้แสงกับกลุ่มก้อนใดๆที่ต้องการทำอะไรบางสิ่งเพื่อหวังผลให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองด้วยเช่นกัน และนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยที่อ้างว่ามีประชาธิปไตยไม่เต็มใบทำไม่ได้แต่ในนิวซีแลนด์และออสเตรเลียที่มีประชาธิปไตยเต็มทั้งใบสามารถทำได้นั่นเอง

ที่มา : AYA

ลาววันนี้ไม่เหมือนเดิม!! ลาว–เวียดนาม แน่นแฟ้นขึ้นทุกมิติ เมื่อทุนการศึกษา การลงทุน และเครือข่ายรัฐต่อรัฐ พาเวียดนามเข้าใกล้กว่าไทย สะท้อนไทยต้องทบทวนบทบาทเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง

ลาวเปลี่ยนไปแล้ว....ไทยไม่ใช่พี่น้องลาวอีกต่อไป

หันกลับมาดูประเทศลาวที่เราคิดว่าเขาคือบ้านพี่เมืองน้องกับไทย​ แต่ความจริงวันนี้ลาวกับไทยห่างออกไปจนจะเรียกว่าเป็นแค่คนที่มีรั้วติดกันก็ไม่ผิดแค่นั้น​ ในขณะที่ความสัมพันธ์ของลาวกับเวียดนามกลับแน่นแฟ้นเป็นพิเศษ​ จนแทบจะบอกได้ว่าคนระดับเจ้าของกิจการหรือคนมีความรู้ในลาวพูดภาษาเวียดนามเป็นแทบทุกคน​ เกิดอะไรขึ้น...กับลาวในวันนี้​ และไทยเราคือตัวอะไร​วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ทุกคนได้ทราบกัน

หากย้อนกลับไปเมื่อสักสามสิบปีก่อน​ คนลาวส่วนใหญ่ทะลักเข้ามาไทยเพื่อขายแรงงานแต่เป็นที่น่าแปลกตรงที่​ 30​ ปีผ่านไป​ ไทยเราแทบไม่ได้สร้างอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้แก่ลาวเลย

ในขณะที่เวียดนามมีความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐอย่างแน่นแฟ้น​ รัฐบาลเวียดนามให้ทุนจำนวนมากแก่ชาวลาวรวมถึงค่าพักพิงเพื่อให้ไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา​ อีกทั้งเวียดนามมองว่าการฝึกอบรมบุคลากรลาวเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระยะยาว จึงมีโครงการรับนักศึกษาลาวในหลายสาขา เช่นแพทย์​ วิศวกรรม​ ครู​ การเกษตรและการบริหารภาครัฐ รวมถึงเวียดนามให้การสนับสนุนการศึกษาภาษาเวียดนามก่อนไปศึกษาต่ออีกด้วย​ และนี่เองเป็นการสร้างเครือข่ายของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในลาว​ ซึ่งทำให้ความาัมพันธ์ระหว่างลาวและเวียดนามดีขึ้นตามลำดับ

แล้วไทยละ​..... ประเทศไทยก็เป็นปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะนักศึกษาลาวที่เรียนด้วยทุนส่วนตัว เพราะ​ ภาษาใกล้เคียงกัน​วัฒนธรรมคล้ายกัน​ มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งมีชื่อเสียง​ และค่าใช้จ่ายไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก​ แต่ทุนที่ไทยให้แก่นักศึกษาลาวนั้น​ หากดูข้อมูลของ​ JICA ในปี​ 2022 จะเห็นว่า​ลาวส่งนักศึกษาไปเรัยนที่เวียดนาม​ 2,060 คน​ในขณะที่ส่งมาไทยแค่​ 143 คนเท่านั้นและปัจจุบันเท่าที่เอย่ามีข้อมูลพบว่ามีนักศึกษาลาวในเวียดนามนับหมื่นคนที่กำลังศึกษาอยู่และพร้อมจะออกมาเป็นกำลังผลักดันคว่มสัมพันธ์ระหว่าง​ 2​ ประเทศในอนาคต

กลับมาดูในมุมเศรษฐกิจบ้างแม้หากเราไปเวียงจันทร์จะพบแต่ธุรกิจคนไทยก็จริงแต่ในความจริงนั้นหากเปรียบเทียบการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนามในลาวถือว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงพบว่่มูลค่าการลงทุนสะสมในลาวของไทยอยู่ที่ประมาณ​ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐในขณะที่เวียดนามลงทุนอยู่ที่​ 6.2 พันล้านเหรียญสหรัฐจากข้อมูลอ้างอิงปี​ 2025​ โดยไทยมุ่งเน้นเรื่องการค้าชายแดน​ การขายสินค้าอุปโภคบริโภค​ ธนาคาร​ โรงพยาบาล​ การศึกษา​ การท่องเที่ยว​ ส่วนเวียดนามลงทุนด้านโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังลม​ เหมืองแร่​สวนยางพารา​ สวนกาแฟ​ ป่าไม้​โทรคมนาคมและธนาคาร​ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงกว่าไทยมาก

อนาคตไทยอาจจะไม่ใช่บ้านพี่เมืองน้องอีกต่อไปหากเรายังละเลย​ มองเพื่อนบ้านเป็นบุคคลชั้น​ 2 แบบนี้​ ลาววันนี้เปลี่ยนไปแล้วแต่พร้อมจะเดินหน้าด้วยยุทธศาสตร์พันธมิตรนำเศรษฐกิจและด้วยจำนวนที่คนลาวไปศึกษาที่เวียดนามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆสิ่งที่คนลาวได้กลับมาไม่ใช่แค่วิชาการแต่เป็นนิสัยและพฤติกรรมการทำงานที่ขยีฝันขันแข็งของคนเวียดนามที่พร้อมจะผลักดันประเทศให้เจริญขึ้น​ ส่วนไทยเรานั้นมีคนบอกว่าปัญหาของคนไทยคือเสรีเกินไป​ เสรีทั้งการกระทำและคำพูดจนไม่ยึดในระเบียบแต่นี่คือปัจจัยของเด็กรุ่นใหม่ที่จะพาชาติล้าหลังลงคลองในที่สุด​ เอย่าก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง​ เอาเป็นว่าขอยกคำพูดจากเด็กไทยรายหนึ่งที่บอกว่า​ เกลียดคอรัปชั่นมาก​ แต่ตัวเองก็เอาเปรียบคนอื่นและไม่รักษากฎ​ แล้วจะคาดหวังให้คนอื่นรักษากฎได้อย่างไร​ บ้านที่สะอาดคือบ้านที่เจ้าของหมั่นทำความสะอาดไม่ใช่บ้านที่รอให้คนอื่นมาทำความสะอาดนะคะ​ เอย่าก็ขอฝากไว้เพียงเท่านี้

ที่มา : AYA

เปิดตำนาน “ลูกทิพย์เคลมไทย”!! จากจีนเทาถึงลูกทิพย์ ปมสวมสิทธิ์–พ่อแม่ทิพย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะสมมานานหลายทศวรรษ ปัญหาเก่าที่รัฐต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ใช่จับแค่บางกลุ่ม

เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ
เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

เสาะหาต้นกำเนิด “จีนเทา”!! เปิดรากจีนเทา จากฮ่องกง–มาเก๊ายุคปราบอั้งยี่ สู่การกระจายตัวในเมียนมา ลาว กัมพูชา ไทยต้องจับตาจีนเทารุ่นใหม่ แฝงมากับทุนธุรกิจ หากรัฐไม่คุมเข้มอาจกลายเป็นช่องฟอกเงิน

เสาะหาต้นกำเนิดจีนเทา

ในวันนี้เอย่าเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก​ "จีนเทา"  แต่รู้หรือไม่ต้นกำเนิดของจีนเทามาจากไหน​ วีฝันนี้เอย่าจะพาไปเจาะหาต้นกำเนิดจีนเทากัน​

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ​ 1990-2000 ช่วงนั้นจีนแผ่นดินใหญ่ได้แบ่งออกเป็น​  3​ ส่วน​  โดยใหญ่สุดคือจีนแผ่นดินใหญ่ที่เร่งปฏิรูปครั้งใหญ่ในประเทศ​จนปี​ 1997 จีนได้รับคืนเกาะฮ่องกงจากอังกฤษและต่อมาในปี​  1999  จีนก็ได้มาเก๊ากลับคืนมาด้วยเช่นกัน​

แม้การปกครองจีนจะยึดนโยบายทุนนิยมสำหรับ​ 2 เมืองนี้แต่ในแง่การปราบกลุ่มอิทธิพลใน​ 2 เมืองนี้จีนมีการปราบปรามอย่างจริงจังโดยเฉพาะกลุ่มอั้งยี่ทั้งหลาย​  ที่ก่อร่างสร้างธุรกิจเป็นเงาหลังความศิวิไลย์ในโลกทุนนิยมจนทำให้กลุ่มแก๊งค์เหล่านี้เลือกที่จะต้องหนี​ เพราะมิเช่นนั้น​ปลายทางในการปราบปรามแก๊งค์อาชญากรรมเหล่านี้คือความตายเท่านั้นที่รออยู่ตรงหน้า

การเดินทางของเหล่าแก๊งค์เหล่านี้จึงเลือกเดินทางออกเป็น​ 2​สายคือหากใครมีสายสัมพันธ์การค้าอาวุธ​  ยาเสพติด​ ในตะวันออกเฉียงใต้ก็เลือกมาที่บริเวณรอบบ้านเราไม่ว่าจะเป็นเมียนมา​  ลาว​ หรือ​ กัมพูชา​  เพราะเหล่าชาวแก๊งค์ทราบดีกว่า​ 3​ ประเทศนี้เงินซื้อผู้มีอำนาจในประเทศเหล่านี้ได้​  ส่วนอีกกลุ่มเลือกไปอยู่ในแอฟริกาทำธุรกิจค้ามนุษย์และยาเสพติดส่งเข้ายุโรปและตะวันออกกลาง

เพราะฉะนั้นถามว่ารัฐบาลจีนเป็นคนทำให้เกิดจีนเทาใช่ไหมจะว่าไปก็ไม่ผิด​ แต่ก็ไม่ผิดเช่นกันที่เราจะคิดว่ารัฐบาลจีนเป็นผู้นับสนุนเหล่าจีนเทาเสียเอง​ เพราะการที่จีนต้องการล้างบ้านให้สะอาดและผลักดันจีนเทาเหล่านี้ไม่ให้มีที่ยืนในประเทศ​  แต่จะไปโทษทางจีนเสียทั้งหมดก็ไม่ได้เมื่อจีนเข้ามาช่วยปราบปรามกลุ่มจีนเทา​ ทางจีนก็นำบทลงโทษเดียวที่เป็นมาตรฐานของจีนมาใช้กับกลุ่มจีนเทาที่อยู่นอกประเทศด้วยเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันชาวจีนรุ่นใหม่ที่เป็นนักธุรกิจเริ่มเข้ามาก่อตั้งธุรกิจในไทยมากขึ้น​ และนั่นน่าจะเป็นการดีหากรัฐบาลมีการยกระดับการดูแลควบคุมเพื่อลดการแฝงตัวของจีนเทาที่จะมาฟอกเงินในระบบในอนาคต

ที่มา : AYA


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top