Wednesday, 1 July 2026
ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ฮายาชิ ทาดาทากะ ไดเมียวแห่งแคว้นโจไซ ในช่วงปลายยุคเอโดะ ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ เขาคือ “ซามูไรคนสุดท้าย” ที่แท้จริง

ฮายาชิ ทาดาทากะ (Hayashi Tadataka) ซามูไร...คนสุดท้าย

เมื่อกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่เราท่านมักนึกถึงคือ การเป็นดินแดนแห่งซามูไร ซึ่งแน่นอนว่า ญี่ปุ่นเป็นชาติเดียวในโลกเท่านั้นที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับตำนานของซามูไร

ซามูไรคือใคร ซามูไรถือเป็นชนชั้นนักรบที่มีทักษะสูงในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งมีอยู่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 12 ถึงปลายศตวรรษที่ 19 โดยซามูไรทำหน้าที่รับใช้ขุนนาง และมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองของญี่ปุ่น คำว่า “ซามูไร” มาจากคำภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึง "การรับใช้" พวกเขาเหล่านั้นต่างมีชื่อเสียงในด้านทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม, ความจงรักภักดี, และชุดเกราะที่ประณีตงดงาม

เชื่อกันว่า รูปแบบของเหล่านักรบบนหลังม้า มือธนู และทหารเดินเท้าในช่วงศตวรรษที่ 6 น่าจะเป็นตัวบทต้นแบบของซามูไรดั้งเดิม ขณะที่จุดกำเนิดของซามูไรสมัยใหม่ยังเป็นปัญหาที่โต้เถียงกันอยู่ หลังจากการสู้รบในสงครามนองเลือดกับราชวงศ์ถังของจีน และอาณาจักรซิลลาของเกาหลี ญี่ปุ่นก็เข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูป โดยการปฏิรูปครั้งสำคัญที่สุดคือการปฏิรูปไทกะ ซึ่งกระทำโดยจักรพรรดิโคโตกุเมื่อปี 646 การปฏิรูปในครั้งนั้น ได้เริ่มนำเอาวัฒนธรรมการปฏิบัติและเทคนิคการบริหารต่าง ๆ ของจีนมาใช้กับกลุ่มชนชั้นสูงและระบบราชการของญี่ปุ่น

ต่อมาประมวลกฎหมายโยโรและประมวลกฎหมายไทโฮก็ถือกำเนิดขึ้นในปี 702 พร้อมกับประกาศคำสั่งที่ให้ประชาชนมารายงานตัวกับทางการเป็นประจำ เพื่อเก็บข้อมูลมาจัดทำสำมะโนประชากร ที่ต่อมาจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเกณฑ์ทหาร หลังจากนั้น เมื่อการทำสำมะโนประชากรเสร็จสิ้นลง ทำให้รู้ว่าประชากรในญี่ปุ่นมีการกระจายตัวกันอย่างไร จักรพรรดิคัมมุก็ได้ริเริ่มกฎหมายให้ประชากรเพศชายที่เป็นผู้ใหญ่ 1 ใน 3 ถึง 4 คนต้องถูกเกณฑ์เป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นทหารเหล่านี้จะถูกขอความร่วมมือให้ส่งมอบอาวุธของตนแก่ทางการ แต่พวกเขาจะได้รับการยกเว้นในการเสียภาษีและการรับหน้าที่ต่าง ๆ เป็นสิ่งตอบแทน

โดยซามูไรปรากฏขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 8 และมีบทบาทโดดเด่นที่สุดในช่วงการปกครองของโชกุนระหว่างปี ค.ศ. 1185-1868 คำว่า "ซามูไร" (侍) มาจากคำในภาษาญี่ปุ่นว่า "ซาบุเรา" (saburau) ซึ่งแปลว่า "รับใช้" โดยมีหลักการที่ยึดถือคือ ด้วยวิถีแห่งนักรบ นั่นก็คือ บูชิโด (武士道) ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่เน้นความกล้าหาญ, เกียรติยศ และความจงรักภักดี

เมื่อการปฏิรูปสมัยเมจิเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นการแสดงว่าญี่ปุ่นมีความทันสมัย สมาชิกในคณะรัฐบาลเมจิจึงตัดสินใจที่จะเดินตามรอยเท้าของสหราชอาณาจักรและเยอรมนี โดยให้อยู่บนฐานคติที่ว่า “สิทธิพิเศษย่อมมีข้อผูกมัด” (Noblesse obligé) ส่วนซามูไรนั้น ก็ถูกลดอำนาจทางการเมืองไปเหมือนกับของปรัสเซีย ชนชั้นซามูไรจึงสูญสลายไป และกองทัพประจำชาติแบบตะวันตกก็เกิดขึ้นแทน ทหารในกองทัพสมัยใหม่ขององค์พระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นล้วนแล้วแต่เป็นทหารที่ถูกเกณฑ์เข้ามาทั้งสิ้น แต่ก็มีซามูไร (เก่า) หลายคนที่อาสาไปเป็นทหารให้ และอีกหลายคนก็เข้าไปฝึกเพื่อที่จะเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในกองทัพ ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ในกองทัพนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะมีจุดเริ่มต้นมาจากซามูไรแทบทั้งสิ้น ทำให้พวกเขาเข้ามาทำงานพร้อมกับแรงจูงใจและวินัยขั้นสูง ประกอบกับการหมั่นฝึกฝนที่โดดเด่นผิดธรรมดา

นักเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศของญี่ปุ่นหลายต่อหลายคนในช่วงนั้นก็ล้วนเป็นซามูไรมาก่อนเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะว่าซามูไรเท่านั้นถึงจะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนได้ แต่เป็นเพราะว่า ซามูไรหลาย ๆ คนอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษาที่ดี นักเรียนแลกเปลี่ยนบางคนเริ่มต้นเรียนที่โรงเรียนเอกชนก่อนเพื่อโอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ซามูไรเก่าอีกหลายคนก็หันมาจับปากกาแทนปืน และได้กลายเป็นนักข่าวและนักประพันธ์ และยังได้ตั้งสำนักหนังสือพิมพ์ของตนเองอีกด้วย ส่วนอดีตซามูไรคนอื่นๆ ก็เข้าไปรับใช้คณะรัฐบาล เนื่องจากพวกเขาอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษานั่นเอง

ฮายาชิ ทาดาทากะ (Hayashi Tadataka: 林忠崇) (26 สิงหาคม 1848-22 มกราคม 1941) เป็นไดเมียว (ขุนนาง) แห่งแคว้นโจไซในสมัยโชกุนคนสุดท้ายในช่วงปลายยุคเอโดะ เป็นบุตรชายคนแรกของทาดาอากิระ ฮายาชิ ในแคว้นโจไซ เนื่องจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของพี่ชาย ลุงของเขา ฮายาชิ ทาดาคาตะ จึงได้เป็นไดเมียว และได้เป็นไดเมียวหลังจากลุงของเขาเสียชีวิตรัฐบาลโชกุนเอโดะคาดหวังให้เขาเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการบรรลุตำแหน่งระดับสูงได้โดยการผสมผสานทักษะด้านวรรณกรรมและการทหารทั้งหมดของเขา

เขายังเป็นที่รู้จักในชื่อ Ichimu (一夢) ในช่วงสงครามโบชินปี 1868 ด้วยวัยเพียง 20 ปี ฮายาชิได้นำกองกำลังของแคว้นสนับสนุนกองทัพของอดีตโชกุน และต่อมาเขาได้ยอมจำนนโดยสมัครใจ เมื่อได้รับข่าวว่าตระกูล Tokugawa จะได้รับที่ดินในShizuoka เขาวางดาบลง และต้องจ่ายราคาแพงจากการไปทำสงคราม แม้แต่ผู้ที่ต่อสู้และพ่ายแพ้ในปี 1868 ก็ได้รับเงินบำนาญอย่างสุขสบาย

แต่ ฮายาชิก็ยังคงประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เขาประกอบอาชีพต่าง ๆ ต้องทำไร่ทำนาในที่ดินศักดินาเก่า ต่อมาได้ลองทำงานเป็นเสมียนในร้านขายของชำในฮาโกดาเตะ เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในโตเกียว และช่วงหนึ่งเป็นเสมียนในโอซาก้า จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1890 ทาดาฮิโระ หลานชายและทายาทบุญธรรมของทาดาทากะ จึงได้รับการสถาปนาเป็นขุนนาง จากการล็อบบี้ของอดีตข้ารับใช้ของเขา ตัวทาดาทากะเองก็ได้รับยศชั้นราชสำนักชั้นรองที่ห้า ต่อมา เขายังเคยบวชเป็นพระชินโตที่วัดโทโชกูอันเลื่องชื่อในนิกโก ในชุดสามัญชนของเขา ไม่มีใครสามารถแยกแยะเขาออกจากชายอื่นได้ ในสมัยเมจิ ครอบครัวของเขาได้รับการสถาปนาเป็นขุนนาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Kazoku เขายังรับราชการที่โทโชกูในนิกโกช่วงหนึ่งด้วย ฮายาชิมีชีวิตอยู่จนถึงศตวรรษที่ 20 และมีชื่อเสียงในฐานะ " ไดเมียวคน สุดท้าย " หรือ "อดีตซามูไรคนสุดท้าย"

จาก “คลังอาหารแอฟริกาใต้” สู่ชาติยากจน เงินเฟ้อทะลุฟ้า–ทุนต่างชาติหนี ตัวอย่างอันน่าสลดของอำนาจ ที่มาก่อนหลักนิติรัฐและธรรมาภิบาล

เผด็จการพลเรือน...ทำให้ซิมบับเวกลายเป็นประเทศที่เคยร่ำรวย

ซิมบับเว (สาธารณรัฐซิมบับเว : Republic of Zimbabwe) เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในแอฟริกา ด้วยถูกเรียกว่า “แหล่งผลิตอาหารแห่งทวีปแอฟริกาตอนใต้ ” เดิมทีประเทศนี้รู้จักกันในชื่อ โรดีเซียใต้ สาธารณรัฐโรดีเซีย ก่อนที่จะเป็น “ซิมบับเว” ในปัจจุบัน เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ อดีตโรดีเซียปกครองโดยชนกลุ่มน้อยผิวขาวและใช้ระบบการแบ่งแยกสีผิว ในยุคนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดของแอฟริกาเมื่อเปรียบเทียบรายได้ต่อหัว มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เกษตรกรรมที่แข็งแกร่ง ยาสูบ ฝ้าย ข้าวโพด (ฟาร์มเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของคนผิวขาว) และมีการทำเหมืองแร่ (ทองคำ โครเมียม แร่ใยหิน ทองแดง แพลทินัม) เป็นอันมาก 

ค่าเงินดอลลาร์โรดีเซียในอดีตมีค่าใกล้เคียงกับดอลลาร์สหรัฐ จึงมีมาตรฐานการครองชีพอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรในเมือง แม้จะเทียบได้กับอาณานิคมของยุโรปบางแห่งในแง่ของการพัฒนาอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่คนผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่มีต่อระบบการแบ่งแยกสีผิวและการละเมิดสิทธิมนุษยชนทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็มีส่วนในความรุนแรงทางเชื้อชาติระหว่างกันอย่างมากมาย สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงในปี 1979 ในช่วงเปลี่ยนผ่านสั้น ๆ ยังคงการปกครองโดยชนกลุ่มน้อยผิวขาว ต่อมาระบบการแบ่งแยกสีผิวก็ถูกยกเลิก และซิมบับเวได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากได้รับเอกราชในปี 1980

ซิมบับเว (ปี1980-ปัจจุบัน) หลังจากได้รับเอกราชในปี 1980 ซิมบับเวมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในช่วงแรก โดยรัฐบาลได้รับการยกย่องว่าสามารถยกระดับการเข้าถึงการศึกษาและการดูแลสุขภาพ และยังคงเป็นผู้ส่งออกอาหารจำนวนมากไปทั่วทวีป ในปี 1980 หลังจากพรรคสหภาพแห่งชาติแอฟริกาแห่งซิมบับเว (แนวร่วมรักชาติ) ชนะการเลือกตั้งทั่วไป ส่งผลให้การปกครองโดยชนกลุ่มน้อยผิวขาวเป็นอันยุติ หลังจากการเปลี่ยนระบบรัฐสภาของประเทศให้กลายเป็นระบบประธานาธิบดี มูกาเบได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซิมบับเวตั้งแต่ปี 1987 กลายเป็นผู้นำโดยพฤตินัยแต่เพียงผู้เดียวของซิมบับเว จนกระทั่งเขาลาออกอันเนื่องมาจากการรัฐประหารในปี 2017 ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมของมูกาเบ อำนาจความมั่นคงของรัฐมีอิทธิพลเหนือประเทศ และมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ปี 1997 ถึง 2008 และทำให้เศรษฐกิจของประเทศประสบกับการถดถอยอย่างต่อเนื่อง และต่อมาในช่วงหลังเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง

แม้ว่าในเวลาต่อมาเศรษฐกิจของซิมบับเวจะเติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากที่อนุญาตให้ใช้สกุลเงินอื่นนอกเหนือจากดอลลาร์ซิมบับเว ในปี 2017 ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ยาวนานกว่า 1 ปี และเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรวดเร็ว การรัฐประหารได้นำไปสู่การลาออกของมูกาเบ ตั้งแต่นั้นมา เอ็มเมอร์สัน อึมนังกากวา ได้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซิมบับเว จากการที่มูกาเบได้ตัดสินใจดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจหลายอย่างที่น่าสงสัย ไม่นานหลังจากขึ้นสู่อำนาจ เขาคิดว่าเป็นความคิดที่ดีที่จะให้ซิมบับเวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามคองโกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่มีค่าใช้จ่ายสูงและอยู่ไกลบ้าน หรือเลวร้ายยิ่งกว่านั้น ไม่นานหลังจากสงครามกลางเมือง ต่อมา ด้วยการทดลองทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายจนน่าตกตะลึง ด้วยแนวคิดในการทำให้ประชาชนชาวซิมบับเวทุกคนกลายเป็น "เศรษฐี" ด้วยการพิมพ์ธนบัตรโดยไม่จำกัดอย่างไม่ยั้งคิด ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจนทำให้เงินดอลลาร์ซิมบับเวไร้ค่าราวกับเศษกระดาษ การปกครองเป็นเวลา 37 ปีของมูกาเบทำให้ช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศซิมบับเวได้เปลี่ยนแปลงจากความหวังหลังจากได้รับเอกราชไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจ

ซิมบับเวเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่ค่อนข้างมั่งคั่งไปสู่ประเทศยากจนด้วยปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นข้อถกเถียง ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง และการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ผิดพลาดภายใต้การนำของมูกาเบ การปฏิรูปที่ดินส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ขณะที่นโยบายรัฐบาล การใช้จ่ายที่สูง และการทำลายสกุลเงิน ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่เด่นชัดด้วยภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง การขาดแคลนอาหาร และการว่างงานสูง เกษตรกรและพลเมืองผิวขาวถูกขับไล่ออกไปจากที่ดินของตนเอง บ่อยครั้งด้วยความรุนแรง เนื่องจากการเข้ายึดที่ดินทวีความรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน อาชญากรรมต่อพวกเขามักถูกเพิกเฉยจากทางการ การปฏิรูปที่ดินที่ประสบความหายนะ อันเนื่องมาจากการยึดครองฟาร์มเชิงพาณิชย์จากเกษตรกรผิวขาวที่มีประสบการณ์อย่างไม่เต็มใจและไร้ซึ่งแบบแผน นำที่ดินดังกล่าวแจกจ่ายให้กับพันธมิตรทางการเมืองและทหารผ่านศึกที่ไม่มีประสบการณ์ในด้านการเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจซิมบับเวต้องตกต่ำ

นอกจากนั้นแล้ว 
- การบริหารจัดการของรัฐบาลที่ผิดพลาดและการทุจริตที่แพร่หลาย และการปกครองที่ย่ำแย่ของชนชั้นปกครองนำไปสู่การปล้นสะดมความมั่งคั่งของชาติ
- ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจากนโยบายการพิมพ์เงินของรัฐบาลเพื่อใช้จ่าย รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามกลางเมืองในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยสูงถึง 89.7 เซ็กซ์ทิลเลียน% ภายในกลางปี 2008 ค่าเงินลดลงอย่างรุนแรง จนรถเข็นที่เต็มไปด้วยธนบัตรมีค่าน้อยกว่าขนมปังหนึ่งก้อน
- สกุลเงินประจำชาติถูกยกเลิกไปในที่สุด และหันมาใช้ระบบหลายสกุลเงิน (โดยหลักคือดอลลาร์สหรัฐ) นโยบายของรัฐบาล การทุจริต และความไม่มั่นคงทางการเมือง ส่งผลทำให้นักลงทุนต่างชาติหนีไปและทำลายความเชื่อมั่นทางธุรกิจ
- มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่บังคับใช้โดยประเทศตะวันตก แม้จะมุ่งเป้าไปที่บุคคลและหน่วยงานเฉพาะภายในรัฐบาลเป็นหลัก แต่ยังส่งผลให้ประเทศนี้ถูกแยกออกจากการเงินและการลงทุนระหว่างประเทศอีกด้วย 
ในปัจจุบันแม้พื้นที่ดังกล่าวจะยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและศักยภาพ แต่ซิมบับเวยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงและระดับความยากจนที่สูง 

ผลที่ตามมาและสถานการณ์ปัจจุบัน
- อัตราการว่างงานและความยากจนที่สูง:ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำส่งผลให้เกิดการว่างงานจำนวนมากและความยากจนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยประชากรจำนวนมากต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านอาหาร
- ความไม่มั่นคงเรื้อรัง เกิดความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงทางอาหาร และความไม่มั่นคงทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาหลายทศวรรษยังคงสร้างปัญหาให้กับประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง
- แม้จะมีความพยายามบางอย่างในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ความท้าทาย เช่น การว่างงานที่สูง ความยากจน และการขาดการลงทุนจากต่างประเทศยังคงมีอยู่ จนกลายเป็นความท้าทายที่ต่อเนื่อง
- ความมั่งคั่งของทรัพยากรที่ถูกละเลย แม้ว่าประเทศจะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ แต่ประเทศก็ล้มเหลวในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เนื่องมาจากปัญหาพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแล

“ความน่าสะพรึงกลัว” ของเผด็จการพลเรือน เกิดจาก การใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ การระงับหรือจำกัดเสรีภาพของประชาชนพลเมือง และการปราบปรามผู้ต่อต้าน คัดค้าน และเห็นต่างอย่างรุนแรง โดยอาจนำไปสู่ การสังหารหมู่ การทรมาน การหายตัวไปโดยถูกบังคับ และการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นรูปแบบของการปกครองแบบเผด็จการที่ใช้การก่อการร้ายและสถาบันที่รัฐเผด็จการให้การสนับสนุนเพื่อเป็นการปิดปากฝ่ายค้าน ผู้ต่อต้าน และผู้เห็นต่าง ซึ่งมักส่งผลให้ประชาชนพลเมืองจำนวนมาก เสียชีวิต สูญหาย ถูกทรมาน หรือถูกจำคุก ซิมบับเว จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของเผด็จการพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งได้สร้างความเสียหายมากมหาศาลจนเหลือคนานับ เช่นเดียวกับ เผด็จการพลเรือนบนโลกใบนี้อีกมากมาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตข้างหน้า

'สวิตเซอร์แลนด์' กับบทบาท ชาติเป็นกลาง ที่มี 'กองทัพ' ที่ยืนหยัดความเป็นกลางกว่า 200 ปี ท่ามกลางความขัดแย้งมหาอำนาจโลก

ทำไม? สวิตเซอร์แลนด์จึงรักษาความเป็นกลางได้อย่างยาวนานและยั่งยืน

ประเทศที่เป็นกลางคือ รัฐอธิปไตยที่เป็นกลางต่อคู่สงคราม ในสงครามเฉพาะหรือยึดมั่นในความเป็นกลางอย่างถาวรในทุกความขัดแย้งในอนาคต (รวมถึงการหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมพันธมิตรทางทหารเช่น NATO) ในสถานะที่ไม่ใช่คู่สงคราม ซึ่งแต่ละประเทศมีการให้นิยามของความเป็นกลางของตนแตกต่างกันออกไป โดยที่สวิตเซอร์แลนด์ยึดมั่นในหลักการ "ชาติเป็นกลางที่มีกองทัพ" เพื่อป้องกันและยับยั้งการรุกรานด้วยกำลังทหารจากต่างชาติ ขณะเดียวกันก็ห้ามมิให้ส่งกำลังทหารออกไปปฏิบัติการนอกประเทศอีกด้วย

“ชาติเป็นกลาง” กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ที่สำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งได้รับการยอมรับในปี 1815 โดยชาติมหาอำนาจในการประชุมใหญ่แห่งเวียนนา สำหรับการวางรากฐานรัฐธรรมนูญของสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1848 ได้ยึดถือเอาความเป็นกลาง เพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาเอกราชของประเทศ ในปี 1907 อนุสัญญาเฮกได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของรัฐที่เป็นกลางไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรก เพื่อแลกกับการไม่ละเมิดดินแดนของตน ประเทศเหล่านี้จึงมีหน้าที่ที่จะต้องอยู่ห่างจากสงคราม ปฏิบัติต่อคู่สงครามทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน และไม่ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์หรือกำลังพลให้แก่คู่สงครามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สวิตเซอร์แลนด์เองก็ไม่ได้เข้าร่วมสหประชาชาติจนกระทั่งปี 2002 โดยเลือกที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างแข็งขันและมักมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพทั่วโลก

สวิตเซอร์แลนด์ถือว่า รัฐที่เป็นกลางจะต้องสามารถป้องกันตัวเองได้ด้วย ซึ่งอธิบายได้ว่า เหตุใดสวิตเซอร์แลนด์จึงพยายามรักษาระดับกำลังทหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเสมอมา กำลังพลส่วนใหญ่ประกอบด้วยอาสาสมัคร เนื่องจากทหารอาชีพถูกจำกัดจำนวน ตามรัฐธรรมนูญของสวิตเซอร์แลนด์การเป็นทหารเป็นข้อบังคับสำหรับพลเมืองชาย ในขณะที่พลเมืองหญิงสามารถเลือกเป็นทหารได้ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนของทหารอาสาสมัครเป็น 10% ภายในปี 2030 หลังจากได้รับการฝึกขั้นพื้นฐานแล้ว ทหารจะต้องพัฒนาทักษะของตนด้วยการเข้ารับการอบรมทบทวนความรู้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ในแต่ละปี ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นทหารหนุ่มในเครื่องแบบพกพาอาวุธประจำกายทั้งในเมืองต่าง ๆ และบนรถไฟ พวกเขาอาจนำอาวุธปืนเล็กยาวประจำกายกลับบ้านด้วย ซึ่งมักจะก่อให้เกิดข้อถกเถียง เนื่องจากอาวุธปืนของกองทัพมักเข้าไปบทบาทเกี่ยวข้องในการฆาตกรรมและการฆ่าตัวตาย

สำหรับชายชาวสวิสที่ปฏิเสธที่จะเข้าเป็นทหารด้วยเหตุผลทางศีลธรรม อาจเลือกปฏิบัติหน้าที่ด้านพลเรือนได้ โดยต้องทำงานเพื่อสังคมเป็นระยะเวลานานกว่าการเป็นทหารหนึ่งเท่าครึ่ง ผู้ที่ถือว่า ไม่เหมาะสมที่จะเป็นทหารในระหว่างกระบวนการคัดเลือกจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นทหาร และต้องเสียภาษีการเกณฑ์ทหาร แต่ความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้ขัดขวางการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง และแม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะไม่สามารถเข้าร่วม พันธมิตรทางทหารของ NATO ได้ แต่สวิตเซอร์แลนด์ก็ให้ความร่วมมือกับ NATO โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านโครงการหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพ ในปี 1920 สวิตเซอร์แลนด์ได้เข้าร่วมสันนิบาตชาติ ซึ่งเป็นองค์กรยุคก่อนหน้าของสหประชาชาติ และประสบความสำเร็จในการทำให้นครเจนีวาเป็นสำนักงานใหญ่ขององค์กร หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สวิตเซอร์แลนด์มุ่งมั่นที่จะสร้างภารกิจระดับโลกของตนเอง โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการทูตและมนุษยธรรม

ทั้งนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สวิตเซอร์แลนด์เกือบถูกฝ่ายอักษะ นำโดยเยอรมนีรุกรานตามแผนปฏิบัติการ Tannenbaum (ต้นเฟอร์) หรือก่อนหน้าในชื่อของปฏิบัติการ Grün (สีเขียว) ซึ่งเป็นแผนการบุกสวิตเซอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์ แต่ปฏิบัติการถูกยกเลิกหลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรบุกฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเย็น ได้มีการตอกย้ำแนวคิดที่ว่า เพื่อรักษาความเป็นกลางโดยสมบูรณ์ สวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรลงนามในพันธมิตรระหว่างประเทศใด ๆ โดยสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้เข้าร่วมสหประชาชาติจนกระทั่งปี 2002 ซึ่งนานกว่า 50 ปีหลังจากก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ แต่ถึงอย่างไร ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสวิตเซอร์แลนด์ยังคงเสริมสร้างความเข้มแข็งในการเป็นตัวแทนในองค์กรระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ สวิตเซอร์แลนด์จึงเป็นสมาชิกขององค์การยูเนสโก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) สภายุโรป และองค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) และอื่น ๆ ปัจจุบันนครเจนีวายังเป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศมากมายหลายแห่ง

การส่งเสริมสันติภาพและสิทธิมนุษยชนถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้น ๆ ในนโยบายต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ โดยยินดีให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การจัดหาผู้ส่งสารทางการทูต ทั้งนี้การทูตของสวิตเซอร์แลนด์มีประเพณีอันยาวนานในการพยายามพูดคุยกับทุกฝ่าย "เพื่อสร้างความไว้วางใจ" นอกจากนี้แล้วยังมีส่วนร่วมในภารกิจรักษาสันติภาพทั้งทางทหารและพลเรือนที่นำโดยองค์กรระหว่างประเทศ โดยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนกระบวนการสันติภาพหรือติดตามการเลือกตั้ง และยังให้การสนับสนุนแก่ฝ่ายที่ขัดแย้งในการหาทางออก และทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยอย่างสม่ำเสมอ

ความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ถูกถกเถียงและถูกตั้งคำถามเป็นอย่างมากและหลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับบทบาทของสวิสเซอร์แลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ICRC (คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ) ทองคำของนาซีที่ถูกปล้น ในช่วงเวลาดังกล่าว สวิตเซอร์แลนด์ได้มีการละเมิดหลักการนี้หลายครั้ง เช่น การจัดหายุทโธปกรณ์และสินค้าสงครามให้กับคู่สงครามทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการปฏิเสธที่จะรับผู้ลี้ภัยชาวยิว และการเก็บเงินของเหยื่อจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไว้ในธนาคารสวิสจนถึงปลายทศวรรษ 1990 ธนาคารสวิสจึงตกลงที่จะชดเชยให้กับเหยื่อเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สำหรับทรัพย์สินที่สูญเสียไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง 

ยังมีเรื่องที่ค่อนข้างอื้อฉาวอื่น ๆ อีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ ปฏิบัติการกลาดิโอ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับระบอบการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ คดีจารกรรม Crypto AG และล่าสุดความช่วยเหลือของสวิตเซอร์แลนด์ต่อยูเครนหลังจากการรุกรานของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ยิ่งไปกว่านั้น สวิตเซอร์แลนด์ยังผลิตและส่งออกอาวุธไปยังหลายประเทศ ซึ่งหลายคนมองว่าขัดกับความเป็นกลางและความปรารถนาที่จะส่งเสริมสันติภาพของสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม มีข้อโต้แย้งว่าความเป็นกลางทางอาวุธของสวิตเซอร์แลนด์ควรทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีความเป็นอิสระจากรัฐอื่น ๆ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในด้านยุทโธปกรณ์ ทำให้มีการตั้งคำถามว่า สวิตเซอร์แลนด์ยังคงเป็นกลางอย่างสมบูรณ์อีกต่อไปหรือไม่ จากผลการสำรวจชาวสวิสในปี 2024 แสดงให้เห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 91% ยังปรารถนาที่จะรักษาความเป็นกลาง โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาเชื่อว่า ความเป็นกลางของประเทศนั้นเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ในความเป็นสวิตเซอร์แลนด์

เจาะแสนยานุภาพทางการทหาร ‘จีน - ไต้หวัน’ ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ หากต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้หรือไม่?

วันที่ 3 กันยายน 2568 สาธารณรัฐประชาชนจีนได้จัดพิธีสวนสนามทางทหารที่ยิ่งใหญ่เพื่อฉลองครบรอบ 80 ปีชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธาน และมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม ซึ่งถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารครั้งสำคัญของจีน และยังเป็นการอวดแสนยานุภาพทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ทั้งทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยมากมาย

สองจีนเองได้มีการเผชิญหน้าได้มีการเผชิญหน้าทางการทหารมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่สงครามกลางเมืองจีนระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่นำโดยก๊กมินตั๋ง ซึ่งก็คือ ไต้หวันในปัจจุบัน กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ความขัดแย้งทางอาวุธดำเนินไปเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 1927 จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะและสามารถควบคุมจีนแผ่นดินใหญ่ ได้อย่างสมบูรณ์ ในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1949 โดยจอมพลเจียงไคเช็กนำกำลังที่เหลืออยู่มาตั้งเป็นประเทศสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวัน และได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้เป็นประเทศเอกราช ทั้งยังเป็นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ระยะเวลา 76 ปีแห่งการเผชิญหน้าของ 2 จีนนั้นมีการปะทะเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน:
- วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 1 เริ่มต้นด้วยการที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนยิงปืนใหญ่ใส่เกาะจินเหมิน และยึดหมู่เกาะอี้เจียงซานได้ในวันที่ 19 มกราคม 1955 และละทิ้งหมู่เกาะต้าเฉินในเดือนถัดมา วันที่ 24 มกราคม 1955 รัฐสภาสหรัฐอเมริกาได้ผ่านมติฟอร์โมซา (Formosa Resolution) ให้อำนาจประธานาธิบดีในการปกป้องหมู่เกาะนอกชายฝั่งของไต้หวัน วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 1955 เมื่อกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ยุติการโจมตีทางอากาศ วิกฤตการณ์นี้สิ้นสุดลงในระหว่างการประชุมที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย

วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1958 ด้วยการปะทะทางอากาศและทางทะเลระหว่างกองกำลังไต้หวันและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนโจมตีเกาะจินเหมินด้วยปืนใหญ่อย่างหนักหน่วง และสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เรือลาดตระเวนของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้ปิดกั้นหมู่เกาะไม่ให้เรือของไต้หวันเข้าส่งกำลังบำรุง แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะได้ปฏิเสธข้อเสนอของจอมพลเจียงไคเช็กที่จะโจมตีจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยปืนใหญ่ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการส่งเครื่องบินขับไล่และขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานให้กับไต้หวัน นอกจากนี้ยังจัดหาเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกเพื่อใช้ในการส่งกำลังบำรุงแก่กองกำลังไต้หวัน ขณะที่เรือรบของสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังปิดล้อมอยู่นั้น ในวันที่ 7 กันยายน เรือรบสหรัฐฯ ได้คุ้มกันขบวนเรือส่งกำลังบำรุงของไต้หวัน และสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ยอมหยุดยิง

วิกฤตการณ์ครั้งที่สามเกิดขึ้นในปี 1995 - 1996 สาธารณรัฐประชาชนจีนตอบสนองต่อการเยือนสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีหลี่ เต็งฮุย ของไต้หวัน และการที่สหรัฐฯ ยอมรับหลี่ในฐานะตัวแทนของไต้หวัน ด้วยการซ้อมรบทางทหาร การซ้อมรบครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไต้หวันสนับสนุนหลี่ในการเลือกตั้งปี 1996 เมื่อหลี่ชนะการเลือกตั้ง เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ 2 ลำถูกส่งไปปฏิบัติการยังช่องแคบไต้หวันในช่วงวิกฤตการณ์ และมีการลดระดับความตึงเครียดระหว่างสองจีนตามมา

วันที่ 25 ตุลาคม 1971 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติรับรองและยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีน และไม่รับรองสาธารณรัฐจีน ( ไต้หวัน) ซึ่งเคยเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งสหประชาชาติและเป็นหนึ่งในห้าสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงอีกต่อไป แม้ตัวแทนของไต้หวันจะปฏิเสธและต่อต้านมติดังกล่าว แต่ไม่นานหลังจากนั้น สาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ รวมถึงสหรัฐอเมริกาเมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เป็นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ปัจจุบัน กองทัพไต้หวันมีกำลังพลราว 150,000 นาย มีกำลังสำรองราว 1,657,000 นาย ในขณะที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีกำลังพลราว 2,035,000 นาย (มากเป็นอันดับ 1 ของโลกในปัจจุบัน) มีกำลังสำรองราว 510,000 นาย (ซึ่งยังไม่รวมกองกำลังติดอาวุธกึ่งทหารอีกเป็นจำนวนมาก) ปัจจัยที่กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ได้หรือไม่นั้น เต็มไปด้วยความซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยและองค์ประกอบมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์การป้องกันประเทศ ภูมิศาสตร์ การสนับสนุนระหว่างประเทศ และศักยภาพทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ล้วนแล้วแต่มีบทบาทอย่างสำคัญ โดยที่ไต้หวันและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความแตกต่างหลักในด้าน ระบบการเมือง การที่ไต้หวันเป็นประชาธิปไตย ส่วนจีนเป็นคอมมิวนิสต์ สถานะทางการเมือง ซึ่งจีนมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลของตน แต่ไต้หวันกลับยืนยันว่าตนเองเป็นรัฐเอกราช) และ วัฒนธรรมสังคม ไต้หวันเปิดกว้างกว่า และมีอัตลักษณ์ของตนเอง ขณะที่จีนมีการควบคุมมากกว่า และแม้ว่าทั้งสองจะมีรากทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกัน แต่ทั้งสองก็มีเส้นทางประวัติศาสตร์และการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเรามาลองพิจารณาวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญในการที่กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้หรือไม่กัน:

1. ศักยภาพด้านการป้องกันประเทศของไต้หวัน ไต้หวันมีกำลังทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีและทันสมัย ​​โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการป้องกันทางอากาศและทางทะเล ไต้หวันได้ลงทุนในกลยุทธ์สงครามแบบอสมมาตร มุ่งเน้นไปที่การป้องปรามและความสามารถในการสร้างความเสียหายที่สูงมากให้กับกองกำลังของผู้รุกราน กลยุทธ์การป้องกันประเทศของไต้หวันมุ่งเน้นไปที่:

- ระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง : ไต้หวันได้จัดซื้ออาวุธขั้นสูง ซึ่งรวมถึงระบบขีปนาวุธแพทริออต ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ขีปนาวุธต่อต้านเรือแบบฮาร์พูน และเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง (F-16V ) ระบบเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) สามารถบรรลุความได้เปรียบทางอากาศและแผ่ขยายอำนาจข้ามช่องแคบไต้หวันได้โดยง่าย

- การป้องกันทางทะเล : ไต้หวันมีกองทัพเรือที่ขนาดค่อนข้างเล็กแต่มีสมรรถนะสูง ซึ่งรวมถึงเรือดำน้ำและระบบขีปนาวุธที่ทันสมัย ​​การที่ไต้หวันมุ่งเน้นไปที่แพลตฟอร์มที่รวดเร็ว คล่องตัว และยากต่อการโจมตี (เช่น เรือติดขีปนาวุธขนาดเล็ก) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไต้หวันที่ต้องการทำให้จีนปฏิบัติการเพื่อครอบครองน่านน้ำโดยรอบของไต้หวันได้ยากขึ้น

- สงครามแบบอสมมาตร : ไต้หวันเน้นย้ำวิธีการที่คุ้มต้นทุนในการยับยั้งหรือเอาชนะศัตรูที่ใหญ่กว่า เช่น การติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือและต่อต้านอากาศยาน การเสริมกำลังตำแหน่งป้องกัน ผสมผสานกับการใช้ยุทธวิธีกองโจร

2. ภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์ของไต้หวันเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในทุกสถานการณ์การป้องกันประเทศ เกาะแห่งนี้อยู่ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ในระยะที่ใกล้ที่สุดประมาณ 180 กิโลเมตร (112 ไมล์) ทำให้การรุกรานสะเทินน้ำสะเทินบกเต็มรูปแบบเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง ภูมิประเทศที่ขรุขระ เทือกเขา และแนวชายฝั่งที่กว้างใหญ่ ทำให้ไต้หวันมีข้อได้เปรียบในการป้องกันประเทศตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้การรุกรานของจีนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไต้หวันยังได้ทำการเสริมกำลังอย่างแข็งแกร่งในสถานที่สำคัญ ๆ เช่น ฐานทัพทหาร ท่าเรือ และสนามบิน ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการป้องกันประเทศในระยะยาว

3. ความสามารถของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) เป็นหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลก มีข้อได้เปรียบอย่างมากทั้งในด้านจำนวน ทรัพยากร และประสบการณ์ กองทัพมีความก้าวหน้าอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสงครามสะเทินน้ำสะเทินบก ขีปนาวุธพิสัยไกล ขีดความสามารถทางไซเบอร์ และความเหนือกว่าทางอากาศ ปัจจัยสำคัญประกอบด้วย:

- ความเหนือกว่าเชิงตัวเลข : กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) มีข้อได้เปรียบเชิงตัวเลขอย่างมากในด้านกำลังพลภาคพื้นดิน กองทัพอากาศ และเรือรบ อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบนี้ถูกลดทอนลงด้วยการป้องกันที่แข็งแกร่งของไต้หวันและความท้าทายทางภูมิศาสตร์จากการรุกรานสะเทินน้ำสะเทินบก
- กองกำลังขีปนาวุธ : จีนมีคลังอาวุธขีปนาวุธพิสัยไกลและขีปนาวุธร่อนจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของไต้หวัน เป้าหมายพลเรือนสำคัญ และจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ได้ การโจมตีด้วยขีปนาวุธเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นก่อนการรุกรานครั้งใหญ่ใด ๆ

- ความเหนือกว่าทางอากาศ : กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ลงทุนอย่างหนักในระบบการรบทางอากาศขั้นสูง (เช่น เครื่องบินรบล่องหน J-20 ) และมีเครื่องบินจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบกับไต้หวัน ความเหนือกว่าทางอากาศจะเป็นกุญแจสำคัญในทุกสถานการณ์การรุกราน และไต้หวันน่าจะเผชิญกับความท้าทายในการป้องกันน่านฟ้า
- ขีดความสามารถในการโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก : จีนกำลังพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงเรือยกพลขึ้นบก เรือขนส่ง และหน่วยเฉพาะกิจสำหรับการรบในเมือง อย่างไรก็ตาม การยกพลขึ้นบกที่ไต้หวันให้สำเร็จยังคงมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง

4. การสนับสนุนระหว่างประเทศ ไต้หวันมีพันธมิตรระหว่างประเทศอยู่หลายประเทศ โดยสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรหลักและสำคัญที่สุด แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่มีข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน (ภายใต้รัฐบัญญัติความสัมพันธ์ไต้หวัน) แต่สหรัฐอเมริกาก็มีพันธะผูกพันที่จะต้องจัดหาวิธีการป้องกันตนเองให้แก่ไต้หวัน สหรัฐอเมริกาสามารถให้ความช่วยเหลือทางทหาร ข่าวกรอง และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ในกรณีที่ไต้หวันถูกจีนโจมตี แม้ว่าขอบเขตของการสนับสนุนนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองและลักษณะของความขัดแย้ง การมีส่วนร่วมที่อาจเกิดขึ้นของประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ประเทศในยุโรปก็อาจมีบทบาทเช่นกัน แต่ประเทศเหล่านี้จะต้องระมัดระวังเนื่องจากอาจเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคที่กว้างขวางกว่าได้

5. การพิจารณาทางการเมืองและเศรษฐกิจ การรุกรานเต็มรูปแบบจะนำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาลสำหรับจีน ไม่เพียงแต่ในแง่ของต้นทุนทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและการทูตที่อาจเกิดขึ้นด้วย ประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีน นอกจากนี้ การรุกรานใด ๆ ก็ตามอาจก่อให้เกิดการต่อต้านจากสาธารณชนและทางการเมืองอย่างกว้างขวางภายในประเทศจีนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการรุกรานนั้นยืดเยื้อหรือส่งผลให้เกิดการสูญเสียจำนวนมาก

6. โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ
- ความขัดแย้งระยะสั้น : ในสถานการณ์ระยะสั้น ไต้หวันอาจสามารถยืนหยัดได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับการสนับสนุนตั้งแต่เนิ่น ๆ จากสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่นๆ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) น่าจะเผชิญกับความท้าทายด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญในการบุกโจมตีทางน้ำที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกองทัพไต้หวันสามารถขัดขวางความพยายามของจีนในการสร้างความเหนือกว่าทั้งทางอากาศและทางทะเลได้

- ความขัดแย้งระยะยาว : หากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) จะเปิดฉากการรุกรานอย่างเต็มรูปแบบและต่อเนื่อง ความสามารถของไต้หวันในการต้านทานการรุกรานจะขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอื่น ๆ ดุลยภาพทางทหารอาจเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายจีนเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความสามารถของไต้หวันในการสร้างความเสียหายที่สูงมากให้กับจีนผ่านสงครามอสมมาตรอาจทำให้ชัยชนะดังกล่าวต้องแลกมาด้วยความเสียหายอันมหาศาลเช่นกัน

บทสรุป ความสามารถของไต้หวันในการต้านทานการรุกรานของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ประสิทธิภาพในการป้องกันประเทศ ระดับการสนับสนุนจากนานาชาติที่ได้รับ และความสามารถของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในการเอาชนะข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และการต่อต้านทางทหารของไต้หวัน มีแนวโน้มว่า ไต้หวันจะสามารถชะลอหรือต้านทานการรุกรานได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรภายนอกอย่างสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ความได้เปรียบด้านจำนวนและทรัพยากรที่มากมายมหาศาลของจีนจะเป็นความท้าทายที่สำคัญ และในท้ายที่สุด ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับพลวัตของการแทรกแซงระหว่างประเทศ ความมุ่งมั่นของจีน และความสามารถของไต้หวันในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ปฏิบัติการลับทางทหารของสหรัฐฯ ในลาว สมรภูมิสู้รบกลางอินโดจีนในยุคสงครามเย็น

ผู้อ่านหลาย ๆ ท่าน อาจติดใจสงสัยว่า ผู้เขียนได้ขุดคุ้ยค้นหาเรื่องราวต่าง ๆ เยอะแยะมากมายมาเล่า โดยหลาย ๆ เรื่องที่นำมาเล่านั้นเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองของเราบ้าง ไม่เกี่ยวบ้าง แต่ PROJECT WATER PUMP เกี่ยวแน่ ๆ ผู้อ่านหลายท่านที่เกิดไม่ทัน อาจไม่รู้จักสงครามอินโดจีนยุคใหม่อันเป็นสมรภูมิระหว่างโลกเสรีนำโดยสหรัฐฯ และคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต

ในปี 1964 กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้เริ่มให้การฝึกบินแก่กองทัพอากาศลาว (RLAF) ภายใต้รหัส WATER PUMP หน่วยบัญชาการกองกำลังทางอากาศสหรัฐฯ ณ ฐานทัพอากาศอุดร (RTAFB) ประเทศไทย ได้ทำการฝึกฝนบุคลากรของกองทัพอากาศลาว กองทัพอากาศไทย และกองกำลังชาติอื่น ๆ ในที่สุด ก็มีนักบินชาวลาวม้งและชาวลาวขมุเข้าร่วมด้วย ต่อมา WATER PUMP ได้ขยายการฝึกอบรมให้ครอบคลุมถึงการบำรุงรักษา การควบคุมทางอากาศด้านหน้า การลาดตระเวนด้วยอาวุธ และการโจมตีสนับสนุนทางอากาศโดยหน่วยคอมมานโดทางอากาศของกองทัพอากาศสหรัฐฯ              
 
โครงการ WATER PUMP ดำเนินการตั้งแต่ปี 1964 จนถึง 1973 และแม้ว่าโครงการนี้จะมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก แต่ก็ถือเป็นโครงการปราบปรามการก่อความไม่สงบที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดโครงการหนึ่งที่ดำเนินการในช่วงสงครามลับในลาว

PROJECT WATER PUMP หรือเรียกสั้น ๆ ว่า WATER PUMP เป็นปฏิบัติการลับโดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในการฝึกอบรมและสนับสนุนกองทัพอากาศแห่งราชอาณาจักรลาว (RLAF) เนื่องจากมติขององค์การสหประชาชาติทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องปิดบังการสนับสนุนกองทัพของราชอาณาจักรลาวในสงครามกลางเมืองลาว ขณะที่กำลังทหารของราชอาณาจักรลาวสู้รบกับกองกำลังลาวฝ่ายซ้ายและเวียดนามเหนือ

RLAF ถูกมองว่าเป็น กองกำลังที่เป็นปัจจัยตัวคูณที่สำคัญในการรบ แต่ยังขาดแคลนนักบินและช่างเทคนิค กองบินรบที่ 1 ได้ส่งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญไปยังฐานทัพอากาศอุดรธานีของกองทัพอากาศไทยเพื่อให้การฝึกอบรมในเดือนมีนาคม 1964 (ซึ่งนักบินและช่างอากาศเหล่านี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการสู้รบจนถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1973 เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ หยุดสนับสนุนและถอนกองกำลังจากลาว อันเป็นไปตามข้อตกลงสงบศึกปารีส)

ใน PROJECT WATER PUMP เฟสแรก ๆ เป็นการฝึกการเปลี่ยนแบบให้นักบินพลเรือนอเมริกันสามารถบินเครื่องบินใบพัดโจมตีฝึกแบบ T-28 Trojan (น่าจะมาจาก Air America) โดยนักบินพลเรือนอเมริกัน ทีม A ทำการบินรบด้วย T-28 จนถึงปี 1967 นอกจากนี้ยังได้ทำการฝึกเปลี่ยนแบบให้กับอดีตนักบินของกองทัพอากาศไทย (RTAF) ทีม B (โดยนักบินไทยต้องลาออกจากราชการก่อน) ทำการบินรบด้วยเครื่องบิน T-28 เช่นกัน ต่อเนื่องจนกระทั่งปี 1970

หลังจากนั้นเป็นการฝึกนักบินและช่างของกองทัพอากาศแห่งราชอาณาจักรลาว ซึ่งมีทั้งการฝึกนักบินเพื่อเปลี่ยนแบบเครื่องบิน และการฝึกนักบินใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยอัตราการสูญเสียนักบินที่สูงลิ่วของ RLAF ทำให้ต้องทำการฝึกนักบิน RLAF อย่างเข้มข้นและนานกว่าปกติ

นายพลวังปาว ผู้บัญชาการกองกำลังลาว (ม้ง) ได้จัดส่งทหารลาวม้งจำนวนหนึ่งรับการฝึกเป็นนักบิน T-28 ด้วย ตาม PROJECT WATER PUMP อันเป็นที่มาของเรื่องราวที่เกี่ยวกับนักบินลาวม้งหนึ่งในสองคนแรก และมีชื่อเสียงที่สุดคือ นาวาอากาศโท Lee Lue อดีตคุณครูประถม ผู้เป็นนักบินโจมตีทิ้งระเบิดชาวลาวม้งที่มีชื่อเสียงในภารกิจบินรบมากกว่านักบินคนอื่น ๆ ในราชอาณาจักรลาว Lee Lue เป็นผู้บังคับฝูงบินที่ทำการบินรบต่อเนื่องมากถึง 10 ภารกิจต่อวัน และเฉลี่ยภารกิจการรบ 120 ภารกิจต่อเดือน และมากกว่า 5,000 ภารกิจ กระทั่งถูกยิงตกและเสียชีวิตระหว่างบินปฏิบัติภารกิจใกล้เมือง Soui เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 1969 ในช่วงเวลานั้น Lee Lue ปฏิบัติการบินรบมากกว่านักบินคนใด ๆ ในประวัติศาสตร์ ด้วยคำขวัญประจำตัวของเขาคือ "บินจนตัวตาย" ซึ่งต่อมา นาวาอากาศตรี Lee Lue ได้รับการเลื่อนยศให้เป็นนาวาอากาศโท

ในเวลาต่อมา WATER PUMP ก้าวเกินกว่าภารกิจการฝึกอบรม จากวันที่ 19–29 กรกฎาคม 1964 กองกำลังทางอากาศบางส่วนถูกลอบส่งไปปฏิบัติภารกิจในลาว ทำหน้าที่หน่วยควบคุมอากาศทางยุทธวิธี เพื่อปฏิบัติการ Delta และภารกิจอื่น ๆ ความสำเร็จจากการช่วยเหลือของ WATER PUMP เมื่อสิ้นสุดสงคราม RLAF ได้เติบโตจากเครื่องบินโจมตี T-28 จาก 20 เป็น 75 ลำ เครื่องบินแบบ AC-47 Spooky 10 ลำ และ เครื่องบิน/ฮ.สนับสนุนการรบอีก 71 ลำ (C-47 21 ลำ, O-1 24 ลำ และ ฮ.แบบ H-34 อีก 26ลำ)

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1973 มีการหยุดยิงเกิดขึ้น เมื่อสนธิสัญญาเวียงจันทน์มีผลบังคับใช้ การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ยุติลงเมื่อวันที่ 22 ขณะที่ WATER PUMP มีบุคลากรจำนวน 316 คน หน่วยงานภายใต้ CIA ของสหรัฐฯ ในลาวทั้งหมดถูกลดขนาด เนื่องจากรวมเข้าไปอยู่ภายในสำนักงานทูตทหารสหรัฐฯ ประจำราชอาณาจักรลาว สมาชิก WATER PUMP ซึ่งเป็นชาวอเมริกันต้องถอนตัวออกจากเขตทหาร อันเป็นส่วนหนึ่งในการลดขนาด รัฐบาลใหม่เฉพาะกาลของสหภาพแห่งชาติ (PGNU) เข้าควบคุมประเทศลาว เมื่อวันที่ 5 เมษายน 1974 ซึ่งเวลานั้น WATER PUMP อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานทูตทหารสหรัฐฯ ประจำราชอาณาจักรลาว

นโยบายของ PGNU เปลี่ยนไปหลังจากการล่มสลายของรัฐบาลเวียตนามใต้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 1975 PGNU เริ่มเข้ายึดทรัพย์สินของรัฐบาลสหรัฐฯ เอกอัครรัฐทูตอเมริกันก็ถูกลดเหลือเป็นอุปทูตฯ และเจ้าหน้าที่ถูกลดเหลือเพียง 20 คน และกำลังทหารสหรัฐฯ ในลาวทั้งหมดถูกขับออกจากลาวในเดือนกรกฎาคม 1976 และวันที่ 14 มีนาคม 1977 พระเจ้าศรีสว่างวังวัฒนา เจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาวถูกควบคุม และราชอาณาจักรลาวถูกประกาศให้เป็น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จนปัจจุบัน

นักศึกษาไทย ลุกฮือขับไล่ฐานทัพสหรัฐฯ ปี 2518–2519 จุดเริ่มต้นสู่การถอน ‘ทหารอเมริกัน’ ด้วยพลังประชาชน

การแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเกิดขึ้นและเรื่อยมาตั้งแต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเหตุผลหลักที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้หยิบยกขึ้นมาคือ การแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะในสมัยสงครามเย็น จนกระทั่งปัจจุบัน แม้สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายในทศวรรษ 1990 แล้วก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงมีที่ตั้งทางทหารอยู่นอกประเทศทั่วโลกกว่า 800 แห่ง สำหรับบ้านเราแล้ว ครั้งหนึ่งในระหว่าง พ.ศ. 2504 ถึง 2519 กองทัพสหรัฐฯ ก็ได้มาตั้งฐานทัพด้วยเช่นกัน ตอนนั้นอยู่ในช่วงสงครามเวียตนาม เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการโจมตีเวียดนามเหนือ มีการประมาณการว่าการทิ้งระเบิดกว่าร้อยละ 80 ต่อเวียตนามเหนือมาจากฐานทัพอากาศในไทย จำนวนทหารอเมริกันภาคพื้นในไทยสูงสุดในปี พ.ศ. 2511 คือ 11,494 คน และทหารอากาศในไทยสูงสุดในปี พ.ศ. 2512 คือ 33,500 จำนวนเครื่องบินสหรัฐในปี พ.ศ. 2512 มีประมาณ 600 เครื่อง นับว่าเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่มาก ชนิดที่ว่าใหญ่กว่าฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในเวียตนามใต้เสียอีก จนมีการเปรียบเปรยว่า ไทยได้กลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจมของกองทัพสหรัฐฯ (ในเวลานั้น)

สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยภายใต้ "ข้อตกลงสุภาพบุรุษ" (สัญญาปากเปล่า) ระหว่างไทยและสหรัฐฯ หน่วยทหารสหรัฐฯ หน่วยแรกเดินทางจากฟิลิปปินส์มาถึงท่าอากาศยานดอนเมืองในเดือนเมษายน พ.ศ. 2501 ตามมาด้วยการลำเลียงวัสดุภัณฑ์และเครื่องจักรหนักจำนวนมากมายังอู่ตะเภาเพื่อนำไปใช้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและฐานทัพอากาศในไทย ซึ่งในทางนิตินัยถือว่าฐานทัพเหล่านี้เป็นฐานทัพของไทย และมีผู้บังคับการฐานเป็นทหารไทย ด่านเข้าออกฐานทัพถูกควบคุมโดยสารวัตรทหารไทย โดยมีสารวัตรทหารอเมริกันเป็นผู้ช่วยถืออาวุธ แต่หน่วยทหารสหรัฐฯ ในไทยรับคำสั่งจากกองบัญชาการของสหรัฐฯ ฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในประเทศไทยมีดังนี้

- ฐานทัพอากาศดอนเมือง (Don Muang Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2504–2513 เป็นที่ตั้งของ กองยุทธบำรุงที่ 631 (631st Combat Support Group) ระหว่าง พ.ศ. 2505–2513

- ฐานทัพอากาศโคราช (Korat Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2505–2518 เป็นที่ตั้งของ กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 388 (388th Tactical Fighter Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2508–2518 และ-  กองบินลาดตระเวนที่ 553 (553rd Reconnaissance Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2510-2514 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินโจมตี และเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ต่อต้านอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน (บ้านของไวล์วีเซล) แบบต่างๆ อาทิ เครื่องบินขับไล่แบบ F-4 C/D/E, A-7 D, EF/F-105, EB-66 นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพอากาศสหรัฐฯ ภาคแปซิฟิก และเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการสนับสนุนกองทัพบกสหรัฐฯ ด้วย

- ฐานทัพอากาศนครพนม (Nakhon Phanom Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2505–2519 เป็นที่ตั้งของ กองบินปฏิบัติการพิเศษที่ 56 (56th Special Operations Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2510–2518 ประจำการด้วยเครื่องบินโจมตี เครื่องบินลาดตระเวน และเฮลิคอปเตอร์แบบต่างๆ อาทิ A-1, OV-10A, O-2, CH-53, H-34

- ฐานทัพอากาศตาคลี (Takhli Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2515–2517 เป็นที่ตั้งของ กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 355 (355th Tactical Fighter Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2508–2514 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดแบบต่างๆ อาทิ F-4 C/D, EF/F-105, F-111, EB/RB-66, RB-57

- สนามบินทหารเรืออู่ตะเภา (U-Tapao Royal Thai Navy Airfield) พ.ศ. 2508–2519 เป็นที่ตั้งของ กองบินยุทธศาสตร์ที่ 4258 (4258th Strategic Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2509–2513
และ กองบินยุทธศาสตร์ที่ 307 (307th Strategic Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2513–2518 ประจำการด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-52 และเครื่องบินจารกรรมแบบ U-2, SR-71

- ฐานทัพอากาศอุบล (Ubol Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2508–2517 เป็นที่ตั้งของ กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 8 (8th Tactical Fighter Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2508–2517 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ แบบ F-4 C/D และเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์แบบต่างๆ รวมไปถึงฝูงบินกันชิพ AC-130 ด้วย

- ฐานทัพอากาศอุดร (Udorn Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2507–2519 เป็นที่ตั้งของ กองบินลาดตระเวนทางยุทธวิธีที่ 432 (432nd Tactical Reconnaissance Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2509–2518 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินลาดตระเวนแบบต่างๆ อาทิ F-4 C/D/E, RF-4 C, RF-101, F-104 โดยฐานบินแห่งนี้นอกจากจะเป็นที่ตั้งของกองทัพอากาศสหรัฐฯแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของหน่วยบินต่างชาติและโรงเรียนการบินของกองทัพอากาศลาว รวมไปถึงหน่วยปฏิบัติการบินของ CIA ภายใต้ชื่อ แอร์อเมริกา

- ฐานบินน้ำพอง (Royal Thai Air Base Nam Phong) ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ฐานทัพอากาศแห่งนี้เป็นที่ตั้งของฝูงบินขับไล่และเครื่องบินโจมตีแบบต่างๆ ของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ กำหนดชื่อเป็น “โรสกาเด็น” ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินโจมตีแบบต่างๆ อาทิ F-4 B/J, A-4, A-6

ช่วงปลายสงครามเวียดนาม รัฐบาลสหรัฐถูกกดดันอย่างหนักจากชาวอเมริกันให้ถอนทหารออกจากเวียดนาม และเมื่อกรุงไซ่ง่อนถูกยึด ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลไทยก็ย่อหย่อนลง ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2518 รัฐบาลสหรัฐประกาศการถอนกำลังพลสหรัฐฯ ทั้งหมด (ทหาร 28,000 นาย และอากาศยาน 300 เครื่อง) ออกจากประเทศไทยภายใน 12 เดือน

ทั้งเหตุการณ์บุกชิงตัวประกันในวิกฤตการณ์มายาเกวซ ซึ่งเป็นจุดจบฐานทัพของสหรัฐฯ ในไทย การเคลื่อนไหวกรณี ”มายาเกวซ” ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เรือสินค้าชื่อ มายาเกวซ ของสหรัฐฯ ถูกรัฐบาลเขมรแดงยึด ในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2518 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ลอบส่งนาวิกโยธิน 1,000 นายที่เข้ามายังฐานทัพอู่ตะเภาออกไปปฏิบัติการในเขมร โดยไม่แจ้งให้รัฐบาลไทยทราบ และใช้การปฏิบัติการจากประเทศไทย โจมตีกองเรือของเขมรเพื่อบีบให้ทางการเขมรคืนเรือมายาเกวซให้สหรัฐฯ ขบวนการนักเรียน นิสิต นักศึกษา (ในยุค 5 ย : ผมยาว เสื้อยืด กางเกงยีนส์ สะพายย่าม และใส่รองเท้ายาง) ได้นัดชุมนุมครั้งใหญ่ในวันที่ 17 พฤษภาคม เพื่อประท้วงการที่สหรัฐฯ ละเมิดอำนาจอธิปไตยไทยเช่นนั้น จากนั้น ก็ได้มีการเดินขบวนประท้วงอเมริกา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปที่หน้าสถานทูตสหรัฐฯ ที่ถนนวิทยุ และชุมนุมกันอยู่ที่นั่น 3 วัน ในกรณีนี้ รัฐบาลไทยได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวกับรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก โดยการออกแถลงการณ์คัดค้านที่สหรัฐฯ ละเมิดอธิปไตย ดำเนินการอันไม่เป็นมิตรและเรียกตัวทูตไทยประจำสหรัฐฯ กลับประเทศ จนกระทั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ยอมแสดงความเสียใจกับรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 พฤษภาคม ฝ่ายนักศึกษาจึงได้เดินขบวนกลับมายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้วสลายตัว แต่ได้มีการประกาศว่า จะมีการต่อสู้ต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะถอนทหารและฐานทัพออกจากไทยทั้งหมด

จากนั้นในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ก็ได้มีการชุมนุมใหญ่ของฝ่ายนักศึกษาประชาชน เพื่อแสดงมติต่อต้านอเมริกาอีกครั้ง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่การเคลื่อนไหวต่อต้านจักรพรรดินิยมอเมริกาครั้งใหญ่ที่สุด เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นวันกำหนดเส้นตายของรัฐบาลไทย ให้สหรัฐถอนทหารและฐานทัพออกจากประเทศไทย ได้มีการชุมนุมใหญ่ต่อต้านอเมริกาที่สนามหลวง ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปรากฏว่า รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยืดกำหนดให้ฝ่ายสหรัฐอีก 4 เดือน เพื่อเก็บข้าวของออกจากประเทศ เมื่อนักศึกษาได้ทราบผลเช่นนั้นก็ได้มีการประณามรัฐบาลว่าไม่จริงใจ และตกลงให้มีการเดินขบวนไปยังสถานทูตอเมริกาในวันรุ่งขึ้น เพื่อกดดันให้ฝ่ายสหรัฐให้ทำตามกำหนดเวลาในครั้งนี้ได้ ดังนั้นในวันที่ 21 มีนาคม จึงมีการเดินขบวนใหญ่ของนักศึกษาประชาชนนับแสนคน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังสถานทูตสหรัฐฯ ที่ถนนวิทยุ กรณีนี้ได้กลายเป็นเหตุรุนแรงเมื่อคนร้ายโยนระเบิดใส่ขบวนแถวของประชาชน เมื่อเคลื่อนไปถึงหน้าบริเวณโรงภาพยนตร์สยาม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน แต่ขบวนของนักศึกษาก็ยังเคลื่อนต่อไปจนถึงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ และนำโปสเตอร์ผ้า ประกาศเจตนารมณ์ 20 มีนาคม ไปประกาศไว้

ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 ได้มีการจัดนิทรรศการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และฝ่ายเอกสารสิ่งพิมพ์ อมธ. ได้มีการออกหนังสือชื่อ"อเมริกัน อันธพาลโลก" นอกจากนี้ ก็ได้มีการชุมนุมต่อต้านอเมริกาที่ประตูธรรมศาสตร์ด้านถนนพระอาทิตย์ เชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ ซึ่งครั้งนี้เป็นการชุมนุมต่อต้านจักรพรรดินิยมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเกิดกรณีนองเลือดวันที่ 6 ตุลาคม เพราะการเคลื่อนไหวในวันที่ 20 กรกฎาคม ของขบวนการนักศึกษา ไม่ได้ใช้วิธีการชุมนุม แต่ใช้วิธีการส่งนิสิตนักศึกษาราว 3,000 คนจากทุกมหาวิทยาลัยออกเคาะประตูประชาชน เพื่อพูดคุยและรับฟังข้อเสนอของประชาชนต่อกรณีขับไล่จักรพรรดินิยมอเมริกา ในท้ายที่สุดการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาก็ได้ผล ภายในปี พ.ศ. 2519 สหรัฐฯ ก็ถอนกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดออกไปจากประเทศไทย จากนั้นอิทธิพลการครอบงำของสหรัฐที่มีต่อไทยก็ลดลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นการเสื่อมถอยอำนาจของสหรัฐในขอบเขตทั่วโลกอีกด้วย

แต่กาลปัจจุบันขบวนการประท้วงที่เกิดขึ้นในบ้านเรากลับได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของสหรัฐฯ หลายหน่วย ทั้งบุคลากรจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ชื่อว่า National Endowment for Democracy : NED ให้การสนับสนุนเงินทุนต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว เพื่อเป็นเครื่องมือในการผลักดันวัตถุประสงค์ของอเมริกันในเอเชีย และมีการแสดงออกถึงการต่อต้านจีนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการต่อต้านความสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยกับจีน ทั้งมีการกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยกับจีน โดยอ้างว่า จีนต้องการตั้งฐานทัพเรือหรือสถานีทหารเรือในไทย ทั้งที่สหรัฐฯ เอง ได้มีความพยายามที่จะขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ มาแล้วหลายครั้งหลายหนก็ตาม

ออโตบาห์น-เกาะแมน-ออสเตรเลียเหนือ เสน่ห์ดึงดูด!! ของนักขับที่อยากลองเหยียบมิดไมล์

การจำกัดความเร็ว เป็นมาตรการแบบหนึ่งที่ใช้ในการควบคุมความเร็วของยานพาหนะในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ถนน, ทางหลวง, หรือเขตเมือง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงในโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ การจำกัดความเร็วจะกำหนดเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงความเร็วสูงสุดที่ยานพาหนะสามารถขับขี่ได้ในพื้นที่นั้น ๆ จุดประสงค์ของการจำกัดความเร็ว: (1)ลดอุบัติเหตุ: ความเร็วที่สูงเกินไปทำให้ระยะการหยุดรถเพิ่มขึ้น และลดเวลาในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนน (2)เพิ่มความปลอดภัย: การจำกัดความเร็วช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน และ (3)ป้องกันการเสียชีวิต: การลดความเร็วในพื้นที่เสี่ยง เช่น บริเวณโรงเรียนหรือเขตชุมชน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

ประเภทของการจำกัดความเร็ว แบ่งออกเป็น (1)การจำกัดความเร็วตามประเภทของถนน อาทิ ถนนในเขตเมือง: มักจะจำกัดความเร็วที่ประมาณ 50-60 กม./ชม. เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรที่หนาแน่นและสัญญาณไฟจราจร หรือ ถนนทางหลวง: โดยทั่วไปจะจำกัดความเร็วอยู่ที่ 90-120 กม./ชม. ขึ้นอยู่กับสภาพถนนและความปลอดภัย และ ทางด่วน: สามารถจำกัดความเร็วที่ 120 กม./ชม. หรือต่ำกว่านั้นในบางจุด

(2)การจำกัดความเร็วตามประเภทของยานพาหนะ ได้แก่ ยานพาหนะที่มีน้ำหนักหรือขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก อาจมีการจำกัดความเร็วที่ต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไป เพื่อความปลอดภัย ในบางครั้งจะมีการจำกัดความเร็วสำหรับ จักรยานยนต์ หรือ รถโดยสาร ตามที่กฎหมายกำหนด และ (3)การจำกัดความเร็วในเขตอันตราย: ในบางจุด เช่น บริเวณใกล้โรงเรียน หรือเขตชุมชนที่มีความหนาแน่นของผู้คน มักจะมีการจำกัดความเร็วที่ต่ำลง เช่น 30-40 กม./ชม. เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากความเร็วที่สูงเกินไป

แต่ก็มีถนนบางสายบนโลกใบนี้ที่ไม่มีการจำกัดความเร็วเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจินตนาการถึงชีวิตที่ไร้ขีดจำกัดในเรื่องความเร็ว แต่มีถนนบางสายที่เป็นแบบนี้จริง ๆ ดังนั้น หากท่านผู้อ่านเป็นคนที่ชอบขับรถเร็ว เชิญชวนให้ลองแวะไปเยี่ยมชมและทดลองขับรถบนถนนอันน่าทึ่งเหล่านี้ดูสักครั้งหนึ่งในชีวิต

1. ออโตบาห์น (Autobahn) ประเทศเยอรมนี เมื่อเรานึกถึงถนนที่ไม่มีการจำกัดความเร็ว ถนนสาย แรกที่มักจะนึกถึงคือ ออโตบาห์น ระบบทางหลวงอันเป็นสัญลักษณ์ของเยอรมนี ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในเรื่องของถนนมาตรฐานที่ทอดยาวอย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งมักถูกมองข้ามว่า มีการจำกัดความเร็วไว้ที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (80 ไมล์ต่อชั่วโมง) แม้ว่า ถนนที่ไม่มีการจำกัดความเร็วอาจฟังดูเหมือนถนนที่รอวันเกิดอุบัติเหตุขึ้น แต่ออโตบาห์นเป็นหนึ่งในเครือข่ายทางหลวงที่ปลอดภัยที่สุดในโลก สาเหตุหลักมาจากกฎระเบียบความปลอดภัยที่เข้มงวด และการมีอยู่ของ Autobahnpolizei หรือ หน่วยตำรวจประจำออโตบาห์นโดยเฉพาะ แต่เรื่องที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับออโตบาห์นก็คือ มันไม่ได้มีการจำกัดความเร็วเสมอไป อันที่จริงแล้ว เส้นทางกว่า 8,000 ไมล์ของเครือข่ายเส้นทางสายนี้ถูกควบคุมด้วยการจำกัดความเร็ว และหลายคนเชื่อว่าการจำกัดเหล่านี้ควรขยายไปทั่วทั้งระบบ ทั้งด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะออกการจำกัดความเร็วเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางด่วนเยอรมัน แต่ในที่สุดผู้รณรงค์ก็อาจได้สิ่งที่ต้องการ ดังนั้น หากต้องการใช้ความเร็วบนทางด่วนอันน่าทึ่งนี้ ควรรีบคว้าโอกาสไว้เลยดีกว่า ก่อนที่จะมีการจำกัดความเร็วเกิดขึ้นบนถนนออโตบาห์น

2. เกาะแมน (Isle of Man) หมู่เกาะของสหราชอาณาจักรในทะเลไอริช เกาะแมนมีชื่อเสียงในสองเรื่อง คือ แมวแมงซ์ไร้หาง และการแข่งขัน Isle of Man TT หนึ่งในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบประจำปีที่เก่าแก่และอันตรายที่สุดในโลก และบางทีเหตุผลที่เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้กลายเป็นสถานที่จัดงานแข่งขันมอเตอร์ไซค์สุดหวาดเสียวเช่นนี้ได้ ด้วยเพราะเป็นสถานที่หนึ่งในไม่กี่แห่งบนโลกที่ไม่มีการจำกัดความเร็ว ด้วยถนนชนบทและหมู่บ้านที่เงียบสงบ เกาะแมนอาจฟังดูไม่เหมือนสนามแข่งความเร็ว แต่ ด้วยความนิยมอย่างล้นหลามของการแข่งขัน Isle of Man TT และถนนที่ไร้การจำกัดความเร็วของเกาะ ทำให้มีผู้คนนับพันเดินทางมาบิด/เหยียบคันเร่งเพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันในแต่ละปี การไม่จำกัดความเร็วของเกาะแมนเริ่มต้นขึ้นในปี 1904 เมื่อผู้ว่าการเกาะแมนได้กำหนดให้มีเส้นทางการแข่งขันรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ ซึ่งเขาคิดว่า จะเป็นการช่วยส่งเสริมการมาเยือนเกาะแห่งนี้ เมื่อรวมกับการแข่งขัน TT และ Manx Grand Prix ได้ทำให้เกาะนี้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความเร็วกลางทะเลไอริช ปัจจุบันผู้ขับขี่ยานพาหนะบนเกาะแมนจะพบการจำกัดความเร็วบ้างเฉพาะในเขตชุมชนบนเกาะ แต่ถนนหลายเส้นทางยังคงไม่มีการจำกัดความเร็ว ทำให้ธุรกิจเช่ารถสปอร์ตซุปเปอร์คาร์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากบนเกาะแห่งนี้ เพียงแต่ต้องระวังทางโค้งคดเคี้ยวที่ต้องพบเจอตามเส้นทาง TT Mountain Route อันเลื่องชื่อ

3. นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี (The Northern Territory (NT)) ออสเตรเลีย เขตปกครองนอร์เทิร์นเทร์ริ ทอรีอันแห้งแล้งของออสเตรเลียนั้น ใหญ่โต กว้างใหญ่ไพศาลมาก มากกว่าขนาดของสหราชอาณาจักรถึง 5 เท่า นั่นหมายความว่าที่นี่เป็นที่ตั้งของถนนที่ยาวเหยียด ตรง และราบเรียบ ซึ่งมีจำนวนจิงโจ้มากกว่าจำนวนประชากรเสียอีก ถนนหลายสายในเขตนี้ไม่มีข้อจำกัดความเร็ว และเหมาะสำหรับการขับขี่รถยนต์ ในอดีต ถนนในเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปเมื่อมีการบังคับใช้กฎจำกัดความเร็วในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียชุดปัจจุบันกำลังยกเลิกกฎดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน ทางหลวงหลายร้อยไมล์ในเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีได้รับการฟื้นฟูสภาพให้กลับมาเป็นทางหลวงที่ไม่มีการจำกัดความเร็ว ทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้ความเร็วได้อย่างเต็มที่ และแม้แต่ในพื้นที่ที่มีการจำกัดความเร็ว ผู้ขับขี่ก็ถูกจำกัดความเร็วไว้ถึง 86 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้ว่าการจำกัดความเร็วจะเป็นสิ่งสำคัญในเขตเมือง แต่สำหรับเขตปกครองนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีแล้วไม่ใช่ปัญหาเลย แม้จะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่กลับมีประชากรอาศัยอยู่ไม่ถึงสองแสนห้าหมื่นคน ดังนั้นแม้จะอยู่บริเวณเส้นทางสีแดงก็ไม่น่าจะเจอปัญหารถติด

ยังมีถนนบางสายที่แม้มีการจำกัดความเร็ว แต่ความเร็วสูงสุดที่จำกัดนั้นค่อนข้างสูงมากจนเกือบเป็นเสมือนถนนที่ไม่มีการจำกัดความเร็วได้เลย เช่น

1. ออโตสตราดา ของโปแลนด์ บางทีอาจจะเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นได้ ที่นี่ผู้ขับขี่สามารถขับรถได้ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 87 ไมล์ (140 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง และด้วยมาตรการควบคุมความเร็วที่น้อยมาก จึงน่าจะทำความเร็วได้มากกว่านี้อีกมาก ซึ่งแน่นอนว่าผิดกฎหมายและมีโทษปรับในอัตราสูง เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้โปแลนด์มีการจำกัดความเร็วบนมอเตอร์เวย์ที่สูงเช่นนี้ เป็นเพราะถนนหลายสายของโปแลนด์เชื่อมต่อกับทางหลวงออโตบาห์นของเยอรมนี รวมถึงเส้นทางขับรถ E30 อันโด่งดังซึ่งทอดยาวจากเมืองคอร์ก ประเทศไอร์แลนด์ ไปจนถึงกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวกว่า 2,100 ไมล์

2. ทางหลวงหมายเลข 130 ของสหรัฐอเมริกา การจำกัดความเร็วสูงสุดสหรัฐอเมริกามีแนวทางที่ค่อนข้างกระจัดกระจาย อันเนื่องจากข้อจำกัดเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นตามแต่ละมลรัฐ ซึ่งหมายความว่าต้องคอยตรวจสอบการจำกัดความเร็วในพื้นที่ที่ขับยานพาหนะอยู่เสมอ หากมีการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในสหรัฐอเมริกา หนึ่งในเส้นทางที่เร็วที่สุดที่สามารถขับได้ในสหรัฐอเมริกาคือ ทางหลวงหมายเลข 130 ตัดผ่านมลรัฐเท็กซัส บางส่วนของเส้นทางนี้จำกัดความเร็วไว้ที่ 85 ไมล์ (ราว 137 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยทิวทัศน์ของอันน่าทึ่งของทางหลวงสายนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่น่าสนใจหากมีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวในสหรัฐอเมริกา
*ทางหลวงสหรัฐอเมริกาหมายเลขคี่จะเป็นเส้นทางแนวเหนือ-ใต้ และหมายเลขคู่จะเป็นเส้นทางแนวตะวันตก-ตะวันออก

3. ทางหลวง E11 ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ด้วยรถซุปเปอร์คาร์จำนวนมหาศาลของประเทศนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะการจำกัดความเร็วที่สูงลิ่ว บนถนนสายหนึ่งใกล้อ่าวเปอร์เซีย ผู้ขับขี่ไม่ได้รับอนุญาตให้ขับด้วยความเร็วมากกว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่สามารถขับได้สบาย ๆ ด้วยความเร็วจำกัดที่ 99 ไมล์ (ราว 160 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง แต่ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาและจำนวนรถยนต์บนท้องถนนยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังเผชิญกับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นและการจำกัดความเร็วที่สมเหตุสมผลมากขึ้น นั่นหมายความว่าสำหรับเจ้าของรถสปอร์ตหลายพันคนในประเทศนี้ การขับขี่ด้วยความเร็ว 99 ไมล์ต่อชั่วโมงในอนาคตอาจถูกจำกัด

สำหรับบ้านเราแล้ว กฎกระทรวง กำหนดความเร็วรถวิ่งเลนขวา 100-120 กม./ชม. กำหนดอัตราความเร็วรถยนต์บนทางหลวงและทางหลวงชนบท รถยนต์สูงสุดไม่เกิน 120 กม./ชม. รถจักรยานยนต์ไม่เกิน 100 กม./ชม. ตั้งแต่ 10 มีนาคม 2564 บังคับใช้แก่ทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทที่มีทางเดินรถ ตั้งแต่ 2 ช่องเดินรถขึ้นไป แม้ว่า ปัจจุบันสามารถขับขี่ยานพาหนะด้วยความเร็ว 100-120 กม./ชม. ได้แล้วก็ตาม แต่ก็มีข้อพิจารณาหลายประการในการขับขี่ยานพาหนะ เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้ทางคนอื่น ๆ โดยต้องพิจารณาถึงสภาพของผู้ขับขี่ เช่น สุขภาพกายและใจ การมองเห็น การรับฟัง การเคลื่อนไหว การตัดสินใจ ฯลฯ การดื่มแอลกอฮอล์ การอ่อนเพลีย ง่วงนอน เหล่านี้ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้ขับขี่

ทั้งนี้ ไทยเราเคยติด อันดับหนึ่งในสามของโลก ในแง่ของอัตราการเสียชีวิตบนถนนต่อประชากร (จำนวนรายต่อ 100,000 คน/ปี) ตัวเลขประมาณการโดย WHO (ช่วงก่อนโควิดระบาด) อยู่ที่ 30 - 36 คนต่อ 100,000 คน/ปี ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ~32 คน/100,000 คน/ปี ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ ~18 คน/100,000 คน/ปี และประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สวีเดน จะต่ำกว่า 5 คน/100,000 คน/ปี สถิติจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของบ้านเราอยู่ที่ประมาณปีละ 10,000 คน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น สงกรานต์, ปีใหม่, และ วันหยุดยาว ที่มักจะมีอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น โดยช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด มักจะเกิดขึ้นในช่วง กลางคืน โดยเฉพาะระหว่าง 18:00 – 22:00 น. ประเภทของอุบัติเหตุที่พบมากที่สุดเกิดจาก การขับขี่เร็วเกินกำหนด, การเมาแล้วขับ, และ การใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับขี่ ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็น ผู้ขับขี่จักรยานยนต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด โดยกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในการเกิดอุบัติเหตุ คือ วัยรุ่นและคนหนุ่มสาว อายุระหว่าง 15-29 ปี ดังนั้นจึงต้องขับขี่ยานพาหนะด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท ดื่มแอลกอฮอล์ การอ่อนเพลีย ง่วงนอน ต้องไม่ขับ

‘กองทัพจีน’ เปลี่ยนปืนประจำกายทหารเป็น ‘QBZ-191’ ตอบโจทย์หลักสรีรศาสตร์ - ลดข้อจำกัดติดตั้งอุปกรณ์เสริม

ในการสวนสนามครั้งใหญ่ครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะเหนือญี่ปุ่น เมื่อ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา หากสังเกตอาวุธปืนเล็กยาวประจำกายของทหารจีนดี ๆ แล้ว ในขบวนสวนสนามจะพบว่า กองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เปลี่ยนปืนเล็กยาวประจำกายของทหารจีนทั้งหมดจากปืนเล็กยาวแบบ QBZ-95 เป็นปืนเล็กยาวแบบ QBZ-191 ทั้งหมดแล้ว

การเปลี่ยนแบบปืนเล็กยาวประจำกายของกองทัพถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่ เช่นเดียวกับกองทัพบกไทยที่ตัดสินใจเลือกปืนเล็กยาวแบบ IMI Tavor TAR-21 เพื่อทดแทนปืนเล็กยาวแบบ M-16 ซึ่งใช้งานมานานร่วม 50 ปีแล้ว สำหรับเหตุผลหลักในการเปลี่ยนแบบปืนเล็กยาวทั้ง ๆ ที่กองทัพบกไทยมีความต้องการปืนเล็กยาวแบบ M-16 รุ่นใหม่ก็คือ การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ระงับการขายอาวุธให้ไทย โดยอ้างถึง (1)ข้อผูกพันตาม กฎหมายของตนเอง ที่ต้องระงับความช่วยเหลือประเทศที่มีการรัฐประหาร (2)เป็นการแสดงจุดยืนทางประชาธิปไตย และกดดันให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย จึงทำให้ไทยต้องหาพันธมิตรทางทหารรายใหม่ และกระจายการจัดหาอาวุธไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น รถถังแบบ VT-4, ปืนใหญ่, เรือดำน้ำ จากสาธารณรัฐประชาชนจีน รถถังแบบ OPLOT จากยูเครน

การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งของกองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเปลี่ยนขนาดกระสุนปืนเล็กยาวจากขนาด 7.62x39 ม.ม. ซึ่งแม้จะมีพลังทำลายสูง แต่หนักและควบคุมยากในโหมดการยิงแบบอัตโนมัติ และเป็นกระสุนมาตรฐานของค่ายคอมมิวนิสต์มาช้านาน มาเป็นขนาด 5.8×42 ม.ม. ที่กองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนพัฒนาขึ้นมาใช้เองกับปืนเล็กยาวแบบ QBZ-95 ในขณะที่สหภาพโซเวียตก่อนที่จะมาเป็นสหพันธรัฐรัสเซียก็ได้เปลี่ยนปืนเล็กยาวจากขนาด 7.62x39 ม.ม. มาเป็น 5.45x39 ก่อนหน้าแล้ว โดยผสมข้อดีของกระสุนขนาด 5.56x45 มาตรฐาน NATO (น้ำหนักเบา, กระสุนความเร็วสูงกว่าเดิม และมีความแม่นยำกว่าเดิม (พลังทำลายสูง) กระสุนนี้ถูกใช้เป็นมาตรฐานใหม่ ทำให้ต้องพัฒนาปืนใหม่ที่รองรับกระสุนขนาด 5.8×42 ม.ม. ซึ่งเป็นกระสุนเฉพาะของจีน เป็นกระสุนปืนขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมีความเร็วสูง มีอัตราการเจาะเกราะที่ดีกว่าและมีวิถีกระสุนที่ราบเรียบกว่ากระสุนขนาด 5.56x45 มม. ในระยะไกล เหมาะสำหรับการใช้งานทางทหาร ทำให้ได้ปืนเล็กยาวแบบ QBZ-95 เข้าประจำการในกองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ปี 1997

ด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ หลักสรีรศาสตร์ และยุทธวิธีหลายประการ กองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้เปลี่ยนปืนเล็กยาวประจำกายของทหารจีนทั้งหมด รายละเอียดพอสรุปโดยสังเขปของสาเหตุที่มีการเปลี่ยนได้แก่  ปืนเล็กยาวแบบ QBZ-95 เป็นปืนเล็กยาว Bullpup ซึ่งซองกระสุนหรือแมกกาซีน และกลไกจะอยู่ด้านหลังชุดไกปืน ทำให้เกิดปัญหาในการใช้งาน อาทิ
- หลักสรีรศาสตร์ไม่ดี ไม่เหมาะกับการเปลี่ยนบรรจุซองกระสุนใหม่ และใช้งานยากเมื่อใช้กับเกราะป้องกันร่างกายหรือในพื้นที่แคบ
- ปัญหาการยิงปืนของคนถนัดซ้าย การออกแบบไม่เหมาะกับคนถนัดซ้าย เพราะปลอกกระสุนจะดีดออกมาใกล้ใบหน้าของผู้ยิง
- ข้อจำกัดของอุปกรณ์เสริม การติดตั้งอุปกรณ์กล้องเล็ง เลเซอร์ หรือด้ามจับทำได้ยากกว่าปืนเล็กยาวทั่วไป
- ประสบการณ์ของกองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะในหน่วยรบพิเศษและกองกำลังประจำการในต่างประเทศ พบปัญหาและข้อจำกัดในปืนเล็กยาวแบบ QBZ-95 หลายประการ
- ประสบการณ์ในการฝึก การใช้งานในภารกิจรักษาสันติภาพและการสังเกตการณ์ความขัดแย้งทั่วโลก (เช่น ซีเรีย ยูเครน) แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการใช้ปืนเล็กยาวที่สามารถปรับเปลี่ยนได้มากขึ้น

สำหรับปืนเล็กยาวแบบ QBZ-191 เป็นปืนเล็กยาวแบบ Conventional layout ที่มีความเป็นโมดูล (ชิ้นส่วนต่าง ๆ สามารถมานำประกอบเข้าด้วยตามแต่การใช้งานในภารกิจที่แตกต่างกัน) และการรองรับอุปกรณ์เสริม ด้วยระบบรางที่ทันสมัย ​​(Picatinny/KeyMod) ช่วยให้ปรับแต่งติดตั้งอุปกรณ์เสริมได้ง่าย สามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์กล้องเล็ง เลเซอร์ ด้ามจับ และไฟฉาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรบของทหารราบยุคใหม่ ความแม่นยำและประสิทธิภาพของปืนเล็กยาวแบบ QBZ-191 ที่เหนือกว่า อันเนื่องจากสมดุลของลำกล้อง และกลไกของระบบไกที่ดีกว่า มช่วยให้ควบคุมและสมดุลได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในระหว่างทำการยิงด้วยระบบอัตโนมัติ ปืนเล็กยาวแบบ QBZ-191 มีลักษณะใกล้เคียงกับอาวุธปืนตามแบบ NATO เพื่อให้ทัดเทียมกับระบบของตะวันตกอย่างปืนเล็กยาวแบบ M4A1 หรือ HK416 ซึ่งมีประโยชน์ในการทำงานร่วมกันในการรักษาสันติภาพหรือภารกิจในต่างประเทศ จึงเหมาะมากกว่าสำหรับทหารจีนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีมากขึ้นและคาดหวังต่ออุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการทำสงครามในศตวรรษที่ 21 เหมาะกับความต้องการอาวุธปืนเล็กยาวในการรบตามความคาดหวังของทหาร และตอบสนองเป้าหมายในการปรับปรุงกองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งในปัจจุบันให้มีความก้าวหน้าและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

กองทัพบกไทยได้จัดซื้อจัดหาปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ QBZ-195T จากสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อใช้ในหน่วยรบพิเศษ การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้กองทัพบกไทยเป็นลูกค้าส่งออกรายแรกของที่ปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ QBZ-195T ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการในการปฏิบัติการของกองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็นปืนเล็กยาวจู่โจมซีรีส์ QBZ-191 แต่ใช้กระสุนขนาด 5.56x45 ม.ม. มาตรฐาน NATO ซึ่งแตกต่างจากกระสุนขนาด 5.8x42 มม. ที่ใช้ในกองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเปิดตัวโดยบริษัท NORINCO ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้รับการพัฒนาปรับปรุงตามหลักสรีรศาสตร์ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนได้ และตัวเลือกการปรับแต่ง พานท้ายปืนสามารถปรับได้ 4 ตำแหน่ง ปุ่มเลือกการยิงสำหรับใช้ทั้งสองมือ และซองกระสุน (แมกกาซีน) โพลีเมอร์ที่ออกแบบใหม่พร้อมช่องตรวจกระสุนแบบโปร่งใส การปรับปรุงเหล่านี้คาดว่าจะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติการของกองกำลังพิเศษของไทยในสถานการณ์การรบที่หลากหลาย กองทัพไทยตัดสินใจที่จะกระจายการจัดซื้อจัดหาอาวุธเบา ซึ่งรวมทั้งอาวุธจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล สะท้อนถึงแนวทางเชิงกลยุทธ์ของไทยในการไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงรายเดียว กลยุทธ์นี้ทำให้กองทัพไทยมีคลังอาวุธที่ใช้งานได้หลากหลายและเชื่อถือได้ การนำปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ QBZ-195T มาใช้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางทหารให้กับหน่วยรบพิเศษของกองทัพไทย โดยนำเสนอคุณสมบัติขั้นสูงที่ตอบสนองความต้องการในการรบสมัยใหม่ นอกจากนี้ ปืนเล็กยาวจู่โจมรุ่นนี้ยังเข้ากันได้กับอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น กล้องเล็ง เลเซอร์ และเครื่องยิงลูกระเบิด ทำให้สามารถปรับให้เข้ากับสถานการณ์พิเศษได้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ QBZ-195T ได้เข้าประจำการในกองทัพบกไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งส่วนหนึ่งคงจะถูกนำไปปฏิบัติการรบในสงครามระหว่างไทยกับเขมรด้วย

กระแสคลั่งชาติ ‘คนเขมร’ จุดติดง่าย มุกเดิมที่ ‘ตระกูลฮุน’ ใช้เรียกคะแนนนิยม

ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า บทความนี้ ไม่ได้มุ่งหมายหรือประสงค์ในการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องบอกเล่าอธิบายถึงความน่าเวทนา สงสาร ในความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทย ซึ่งเคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองเลยแม้แต่น้อย

เรื่องของเขมรเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ถ้า “ตระกูลฮุน” ทำเรื่องอื่น ๆ สร้างประโยชน์ให้ประชาชนคนเขมรได้ดีเท่ากับเรื่องนี้ หรือแค่เพียงครึ่งเดียวของที่ทำอยู่ เขมรน่าจะมีความเจริญก้าวหน้ามากมายกว่านี้อย่างแน่นอน นั่นก็คือเรื่องของ “ความคลั่งชาติ (Khmer chauvinists)” "ความคลั่งชาติ" กับ "ความรักชาติ" สองคำนี้แม้จะมีความคล้ายกัน แต่กลับมีความหมายต่างกันชัดเจน โดยเฉพาะในแง่ของ "ระดับความรู้สึก" และ "พฤติกรรมที่แสดงออก" โดยคำว่า "คลั่งชาติ" มักใช้แสดงออกในทางลบ ส่วน "รักชาติ" ใช้แสดงออกในทางบวกมากกว่า

“ความคลั่งชาติ” คือ ความรักชาติที่สุดโต่ง ขาดความสมเหตุสมผล และเต็มไปด้วยความรู้สึกอคติ โดยเชื่อว่า ชาติของตนเองเหนือกว่าชาติอื่นและพร้อมใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องชาติ “ความคลั่งชาติ” สามารถพบได้ในหลายกรณี เช่น การปลุกระดมความเกลียดชังหรือการใช้ความรุนแรงต่อชาติอื่นเพียงเพราะเห็นว่าเป็นภัยต่อชาติของตน ความคลั่งชาติทำให้เกิดการยกย่องชาติของตนเองในลักษณะสุดโต่งและเกลียดชังผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง เป็นความรักชาติแบบขาดสติ ชนิดที่ไม่ลืมหูลืมตาเลย

“ความรักชาติ” (Patriotism) คือ ความภาคภูมิใจในชาติบ้านเมืองของตน ความรักชาติอย่างแท้จริงนั้นไม่ได้หมายถึงการยกย่องชาติของตนเหนือชาติอื่น แต่เป็นการแสดงออกถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งต่อแผ่นดินเกิด โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนค่าของชาติหรือวัฒนธรรมของผู้อื่น และความรักชาติที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับการเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน

เขมร เป็นประเทศที่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1953 (พ.ศ. 2496) ในขณะนั้น กษัตริย์นโรดม สีหนุ กษัตริย์ของเขมรในช่วงเวลานั้นได้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อเอกราช และเจรจากับฝรั่งเศส จนได้รับเอกราชจากอาณานิคมฝรั่งเศส หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนชื่อประเทศหลายครั้งหลายหน เริ่มจาก (1)ราชอาณาจักรเขมร (2)สาธารณรัฐเขมร (3)เขมรประชาธิปไตย (4)สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา และ (5)ราชอาณาจักรเขมรในปัจจุบัน

ไทยมีกรณีพิพาทกับเขมรต่อเนื่องมาตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารในปี 1962 (พ.ศ. 2505) จากการที่เขมรยื่นฟ้องไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ให้ถอนกำลังออกจากปราสาท และยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินว่า “ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา” จากเหตุผลที่ว่า เพราะไทยเคย "รับรู้แผนที่ฉบับหนึ่ง" ที่แสดงให้เห็นว่าปราสาทอยู่ในเขตเขมร ไทยยอมปฏิบัติตามคำตัดสินด้วยการถอนทหาร แต่ยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับ "พื้นที่รอบปราสาท" (ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร)

ความคลั่งชาติของเขมร ซึ่งไทยต้องตกเป็นเป้าของความคลั่งชาติดังกล่าว ทวีความรุนแรงมากขึ้นจากเหตุการณ์ที่เขมรเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2546 (2003) และเป็นหนึ่งในวิกฤตการณ์ทางการทูตรุนแรงที่สุดระหว่าง ไทยกับกัมพูชา โดยสาเหตุของเหตุการณ์มาจากข่าวเท็จ (Fake news) จากสื่อเขมร (หนังสือพิมพ์ Rasmei Angkor) เผยแพร่ว่า "สุวนันท์ คงยิ่ง (กบ สุวนันท์) ดาราสาวชื่อดังชาวไทย (ในขณะนั้น) อ้างว่า “ปราสาทนครวัด (Angkor Wat) เป็นของไทย" ซึ่งข่าวนี้ไม่เป็นความจริง และไม่เคยปรากฏหลักฐานว่า ดาราคนดังกล่าวได้พูดเช่นนั้น กอปรกับปัญหาการเมืองภายในกัมพูชา จึงมีการปลุกกระแสชาตินิยมถูกปลุกขึ้นในหมู่ประชาชน โดยมีผู้นำบางกลุ่ม ใช้ประเด็นไทย-เขมร เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในของเขมรเอง ผลคือ ผู้ประท้วงชาวเขมรหลายพันคนบุกสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ และเผาสถานทูตจนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง นอกจากนั้นยังมีธุรกิจของคนไทยอีกหลายแห่งถูก ปล้น เผา และทำลาย สถานทูตไทยประกาศอพยพคนไทย และรัฐบาลไทยส่งเครื่องบิน C-130 มารับคนไทยกลับ ปฏิกิริยาของรัฐบาลไทยในขณะนั้น (ทักษิณ ชินวัตร) ตอบโต้ด้วยมาตรการทางการทูตรุนแรง อาทิ การขับเอกอัครราชทูตเขมรกลับประเทศ เรียกตัว เอกอัครราชทูตไทยกลับ ปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว ประชาชนไทยมีการรวมตัว ประท้วงหน้าสถานทูตเขมรในกรุงเทพฯ มีการเจรจาทางการทูตระหว่างไทย-เขมร จนในที่สุด รัฐบาลฮุน เซน ต้องออกมาแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ และ รับผิดชอบค่าชดเชยความเสียหายเพื่อสร้างสถานทูตไทยขึ้นมาใหม่ จนความสัมพันธ์กลับคืนสู่ภาวะปกติในเวลาหลายเดือนต่อมา

ต่อมาคือ เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมร โดยเฉพาะบริเวณ ปราสาทพระวิหาร และพื้นที่โดยรอบ มีขึ้นหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2551 – 2554 (ค.ศ. 2008 – 2011) โดยมีทั้งการยิงปะทะด้วยอาวุธเบา-หนัก, มีการบาดเจ็บและเสียชีวิตของทหารและประชาชน, และมีการอพยพของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมรยังคงมีต่อเนื่องอยู่เสมอมา จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2568 นี้เอง เขมรได้ปลุกกระแสคลั่งชาติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการให้ทหารและประชาชนเขมรเข้าไปทำกิจกรรมแสดงความเป็นเจ้าของโบราณสถานต่าง ๆ ที่อยู่ติดแนวชายแดนในเขตของไทยหลายแห่งก่อนเปิดฉากโจมตีไทยด้วยกำลังทหารและอาวุธหนักในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 หลายจุด เช่น บริเวณปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย, ช่องบก, ภูมะเขือ, ช่องอานม้า และช่องจอม การปะทะสิ้นสุดลงในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 โดยฝ่ายไทยมีความสูญเสียทั้งชีวิต การบาดเจ็บ ของทหารและพี่น้องประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์จำนวนหนึ่ง ในขณะที่เขมรสูญเสียชีวิตทหารมากกว่าไทยมากกว่าร้อยเท่าตัวและอาวุธยุทโธปกรณ์อีกเป็นจำนวนมาก

การปะทะกับเขมรในครั้งนี้ แม้ไทยเราจะไม่อยากให้เกิด แต่ก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเพราะประเทศเพื่อนบ้านเยี่ยงเขมรซึ่งมีการปกครองแบบเผด็จการพลเรือนจากการเลือกตั้งมีการครองอำนาจของ “ฮุนผู้พ่อ” มายาวนานหลายสิบปี และสืบทอดอำนาจจากพ่อโดย “ฮุนผู้ลูก” มีประมุขแห่งรัฐที่เป็นเหมือนนกน้อยในกรงทอง ซึ่งเขมรยังจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่ประชาชนคนเขมรจะ “ตื่นรู้” จนกระทั่ง “ตาสว่าง” เยี่ยงประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยปกติทั่วไป

สิ่งที่เป็นคุณานุประการจากความขัดแย้งระหว่างไทย-เขมร จนกลายเป็นสงครามครั้งนี้ก็คือ พี่น้องประชาชนคนไทยได้ตระหนักรู้ถึงคำถามจากนักวิชาการและคนสามกีบที่มักจะหยิบยกเอามาพูดบ่อย ๆ คือ “ทหารมีไว้ทำไม” ทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่าน “ทหารไทย” ทำงานด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟไหม้ ฯลฯ เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยมาโดยตลอด แต่เมื่อเกิดศึกสงครามขึ้น “ทหารไทย” ได้ทำหน้าที่ของคนไทยผู้กล้าหาญ และแสดงฝีมือให้เห็นผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งยังเป็นการพิสูจน์ว่า “ทหารไทย” สามารถเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนคนไทยได้อย่างแท้จริง จนทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยรัก ชื่นชม และร่วมกันให้กำลังใจแก่ “ทหารไทย” อย่างมากมาย หลังจากที่หลายปีมานี้ มีผู้ที่ไม่หวังดีต่อทั้งคนไทยและชาติบ้านเมืองได้ ให้ร้าย ด้อยค่า “ทหารไทย” มาอย่างต่อเนื่อง

ทวารวดี...วัฒนธรรมแห่งดินแดนสุวรรณภูมิ อารยธรรมไทยที่รุ่งเรืองมาก่อนเขมรโบราณนับร้อยปี

คนไทยสมัยนี้ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของวัฒนธรรมทวารวดีค่อนข้างน้อย ทำให้เข้าใจว่า ไทยรับเอาวัฒนธรรมทวารวดีมาจากจักรวรรดิขะแมร์หรือเขมรโบราณ ทั้ง ๆ ที่วัฒนธรรมนี้ได้เกิดขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิหรือราชอาณาจักรไทยในปัจจุบันตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 16 แล้ว โดยทวารวดีมักจะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจากมีอิทธิพลต่อการพัฒนาวัฒนธรรม ศาสนา และสังคมในพื้นที่นี้ จากการสํารวจทางโบราณคดีที่ผ่านมาได้พบหลักฐานแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีประมาณ 106 แหล่ง ราว 70 แหล่ง อยู่ในเขตที่ราบลุ่มภาคกลางตามลำน้ำเจ้าพระยาและภาคตะวันออก ส่วนที่เหลือ อยู่ในภาคอีสานประมาณ 30 แหล่ง นอกเหนือจากนั้นอยู่ในเขตภาคเหนือ 2 -3 แหล่ง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มใกล้ลำน้ำสำคัญ สามารถติดต่อกับชุมชนอื่นได้สะดวก โดยเริ่มจากบริเวณเมืองท่าใกล้ชายฝั่งทะเล หรือตาม เส้นทางการค้าในสมัยโบราณ

ดังนั้นจึงพบเมืองโบราณในสมัยทวารวดีมีพบกระจายอยู่ทั่วไปในเขตภาคกลาง โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่ถือว่าน่าจะเป็นศูนย์กลางหรือดินแดนเมื่อแรกครับวัฒนธรรมทางศาสนา คือ บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน คือ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองโบราณนครปฐม (นครชัยศรี) จังหวัดนครปฐม เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่มีที่พบเมืองโบราณอยู่เป็นจำนวนมากทั้งฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ลพบุรี สระบุรี จนกระทั่งขึ้นไปถึง เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนทางฝั่งตะวันตกพบเมืองโบราณในเขตจังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ เมืองโบราณที่สำคัญ คือ เมืองโบราณลพบุรี จังหวัดลพบุรี เมืองโบราณคูเมือง จังหวัดสิงห์บุรี เมืองโบราณอู่ตะเภา จังหวัดชัยนาท และเมืองโบราณจันทร์เสน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น ลักษณะของผังเมืองโบราณสมัยทวารวดีมีลักษณะไม่เป็นรูปทรงเรขาคณิตมากนัก ส่วนใหญ่มีลักษณะเกือบเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมมุมมน บางเมืองมีลักษณะเป็นไปตามสภาพของแม่น้ำที่เมืองนั้น ๆ ตั้งอยู่

วัฒนธรรมทวารวดีมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับการพัฒนาของวัฒนธรรมไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของศาสนา พิธีกรรม ศิลปะ และการตั้งถิ่นฐาน ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อชีวิตและความเชื่อของคนไทยในปัจจุบัน รูปแบบการบูชาและการสร้างวัดในสมัยทวารวดีได้รับอิทธิพลจากศิลปะและวัฒนธรรมอินเดีย เช่น การสร้างเจดีย์ทรงกรวยหรือทรงกระบอกที่พบในหลายพื้นที่ รวมถึงการสร้างพระพุทธรูปที่มักมีลักษณะศิลปะแบบอินเดียในช่วงคุปตะ การตั้งถิ่นฐานและการจัดระเบียบเมืองในสมัยทวารวดีเป็นรูปแบบของเมืองรัฐ (City-State) ที่มีการปกครองแบบรวมศูนย์และเมืองย่อยต่างๆ เป็นลักษณะเด่นของทวารวดี ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการตั้งเมืองในไทยในภายหลัง ศิลปะและสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดีมีอิทธิพลต่อศิลปะไทยในหลายแง่มุม โดยเฉพาะในเรื่องของการปั้นพระพุทธรูป การสลักลวดลาย และสถาปัตยกรรมพุทธศาสนา พระพุทธรูปในศิลปะทวารวดีมักมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับพระพุทธรูปสมัยคุปตะในอินเดีย เช่น พระพุทธรูปที่มีการแสดงออกทางอารมณ์แบบสงบ เสมือนการบอกถึงความรู้สึกและความเฉลียวฉลาดของพระพุทธเจ้า การสร้างเจดีย์ในรูปแบบต่างๆ ก็เป็นการสะท้อนถึงวัฒนธรรมพุทธศาสนาและศิลปะที่ได้แพร่หลายในภูมิภาค พิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและการบูชาพระพุทธรูป เช่น การถวายเครื่องบูชา การอัญเชิญพระพุทธรูป การสร้างเจดีย์ และการจัดงานเทศกาลทางพุทธศาสนา ได้รับอิทธิพลจากพิธีกรรมในสมัยทวารวดี ความเชื่อเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า (เช่น การทำบุญ, การรักษาศีล) ยังคงมีบทบาทสำคัญในสังคมไทย

ทวารวดีเป็นอาณาจักรที่มีการค้าขายอย่างกว้างขวางทั้งกับอินเดียและจีน ทำให้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากทั้งสองประเทศ และทำให้สังคมทวารวดีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การคมนาคมทางน้ำและทางบกเป็นสิ่งสำคัญในทวารวดี ซึ่งได้แผ่ขยายไปสู่สังคมไทยในภายหลัง มีการเขียนอักษรด้วยภาษาสันสกฤตและปาลี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดีย โดยมีการใช้ตัวอักษรที่พัฒนามาจากระบบอักษรอินเดีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการเขียนภาษาไทยในยุคหลัง ในบรรดาเมืองโบราณทวารวดีที่กล่าวถึงพบว่า หลายเมืองเหลือสภาพเฉพาะความเป็นเมืองโบราณที่มี คูน้ำ คันดิน คือ กำแพงเมือง ส่วนหลักฐานที่เป็นสิ่งปลูกสร้างและหลักฐานทางโบราณคดี โดยเฉพาะโบราณสถานหลงเหลืออยู่น้อยมาก เมืองที่พบหลักฐานทางโบราณคดีและศิลปกรรมที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นเมืองขนาดใหญ่ เช่น เมืองโบราณนครปฐม เมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณคูบัว เมืองโบราณลพบุรี เมืองโบราณศรีมโหสถ และเมืองโบราณศรีเทพ

จากหลักฐานความเป็นเมืองโบราณ หลักฐานทางโบราณคดี และงานศิลปกรรม พบว่า เมืองโบราณศรีเทพแห่งนี้มีหลักฐานความเป็นของแท้ดั้งเดิมเหลืออยู่สมบูรณ์กว่าเมืองอื่น ๆ ด้วยสาเหตุสำคัญ คือ เป็นเมืองโบราณที่มีขนาดใหญ่ มีความสำคัญ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเมืองศูนย์กลาง ในขณะที่เมืองอื่น ๆ เช่น เมืองอู่ทอง เมืองนครชัยศรี เมืองคูบัว เมืองลพบุรี ส่วนใหญ่มีชุมชนในรุ่นหลังมาตั้งถิ่นฐานอยู่ และเป็นเมืองใหม่สร้างซ้อนทับเมืองเดิม จึงทำให้ความเป็นของแท้ดั้งเดิมในสมัยทวารวดีเหลืออยู่น้อยลง ส่วนเมืองศรีเทพนั้นถูกทิ้งร้างไปตั้งแต่หมดยุควัฒนธรรมเขมรในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 และไม่มีการสร้างเมืองใหม่ในที่แห่งนี้ โดยย้ายเมืองใหม่มาตั้งที่เมืองวิเชียรบุรี จึงทำให้เมืองโบราณศรีเทพยังคงความครบถ้วนสมบูรณ์ของความเป็นเมืองไว้ และเป็นตัวอย่างของหลักฐานเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่ยังหลงเหลืออยู่ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ จึงถือว่าเป็นเมืองโบราณในยุคต้นของสมัยประวัติศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยในวัฒนธรรมทราวดี และได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2566 ภายใต้เกณฑ์ข้อที่ 2 แสดงถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนคุณค่าของมนุษย์ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือในพื้นที่ในวัฒนธรรมใด ๆ ของโลกผ่านการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรม หรือทางเทคโนโลยีอนุสรณ์ศิลป์ การวางแผนผังเมือง หรือการออกแบบภูมิทัศน์ และเกณฑ์ข้อที่ 3 เป็นพยานหลักฐานที่ยอดเยี่ยม หรือหาที่เสมอเหมือนไม่ได้ของประเพณีวัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่หรือสูญหายไปแล้ว

ทวารวดีจึงเป็นอารยธรรมแรก ๆ ในแถบอ่าวไทยที่รับอิทธิพลอินเดียเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่วนเขมรโบราณ (ในสมัยจักรวรรดิขะแมร์) เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองในเวลาใกล้เคียงกันหรือตามหลังวัฒนธรรมทวารวดี และเข้ามีอิทธิพลต่อศิลปะและวัฒนธรรมทวารวดีตอนปลาย (ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15-16) ซึ่งมีการรับอิทธิพลศิลปะเขมรโบราณเข้ามาผสมผสานด้วย เมื่ออารยธรรมทวารวดีเริ่มเสื่อมลงหลังจากพุทธศตวรรษที่ 15 สันนิษฐานว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากอิทธิพลของอาณาจักรเขมรโบราณที่ขยายอำนาจและวัฒนธรรมเข้ามาในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้เมืองโบราณลพบุรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทวารวดีถูกทำลายจนย่อยยับ พื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางของทวารวดี ได้ถูกแทนที่ด้วยอารยธรรมเขมรโบราณ และต่อมาได้พัฒนาเป็นอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาในที่สุด ซึ่งมีคำว่า "ทวารวดี" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อของอยุธยา คือ กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา

ดังนั้น เมือง ตลอดจนสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม สมัยทวารวดีจึงไม่ใช่การรับเอาวัฒนธรรมจากเขมรโบราณในอดีต แต่เกิดขึ้นก่อนโดยได้รับอิทธิพลจากอินเดียผ่านการติดต่อค้าขาย และความเชื่อทางศาสนา ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในดินแดนสุวรรณภูมิ จึงไม่ได้เป็นการรับเอาอิทธิพลมาทางวัฒนธรรมจากเขมรโบราณมาแต่อย่างใด การกล่าวอ้างของเกรียนคีย์บอร์ดของเขมรในเรื่องนี้จึงไม่ถูกต้อง เพราะวัฒนธรรมเขมรโบราณเองก็เกิดขึ้นไม่ต่างไปจากวัฒนธรรมทวารวดี คือ การได้รับอิทธิพลจากอินเดียผ่านการติดต่อค้าขาย และความเชื่อทางศาสนา ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เฉกเช่นเดียวกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top