Thursday, 8 October 2026
ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

เปิดประวัติ ‘William J. Donovan’ ย้อนบทบาท Donovan หลังสงครามโลกและยุคสงครามเย็น จากนายพลสงครามโลก สู่บิดาแห่งหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ อดีตทูตสหรัฐฯ ประจำไทย ผู้ก่อตั้ง OSS ต้นกำเนิด CIA ฝากผลงานในไทยและเวียตนาม

“บิดาแห่ง CIA” William Joseph Donovan

อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทย

William Joseph Donovan ("Wild Bill") อดีตพลตรีแห่งกองทัพบกสหรัฐฯ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทย ผู้ก่อตั้งและควบคุมสั่งการ Office of Strategic Services (OSS) องค์กรต้นกำเนิดของ CIA

ด้วยพลตรี William Joseph Donovan ("Wild Bill") เคยเป็นอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทย จึงขอเรียกท่านว่า “ท่านทูต Donovan” คนไทยส่วนมากคงไม่ทราบว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 เราเป็นฝ่ายอักษะ ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม อังกฤษจึงจ้องที่จะเล่นงานไทยมากมาย โดยไม่สนใจเสรีไทยสายอังกฤษเลย ในขณะที่เสรีไทยสายอเมริกาสามารถประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติได้เป็นอย่างดี ทำให้ มรว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาและหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังสงคราม และท่านทูต Donovan ในขณะนั้นเป็นหัวหน้า OSS หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบภารกิจดังกล่าว 

Office of Strategic Services (OSS) เป็นหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นต้นกำเนิดของสำนักข่าวกรองและการวิจัยของกระทรวงการต่างประเทศ (INR) และสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) โดย OSS ก่อตั้งขึ้นในฐานะหน่วยงานภายใต้คณะเสนาธิการร่วม (Joint Chief of Staff : JCS) ทำปฏิบัติงานด้านข้อมูลข่าวสาร และการจารกรรม เบื้องหลังแนวข้าศึกสำหรับทุกสาขาของกองกำลังสหรัฐฯ ฟังก์ชัน OSS อื่น ๆ รวมถึงการใช้การโฆษณาชวนเชื่อ การโค่นล้ม และการวางแผนหลังสงคราม โดยวันที่ 14 ธันวาคม 2016 องค์กร OSS เป็นหน่วยงานที่ได้รับเกียรติร่วมกันในรางวัลเหรียญทอง รัฐสภาสหรัฐฯ (Congressional Gold Medal)

เรื่องเล่าต่อไปนี้แปลจากบทความ “A Look Back … Gen. William J. Donovan Heads Office of Strategic Services” จากเว็บไซท์ของ CIA (www.cia.gov)

มองย้อนกลับไป…พลตรี William Joseph Donovan หัวหน้า OSS

หลังจากการโจมตีอ่าวเพิร์ลเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 ชาติก็ตกอยู่ในความตกตะลึงอย่างสยดสยอง วันรุ่งขึ้นหลังจากการโจมตีสหรัฐอเมริกาได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ โดยนาซีเยอรมนีประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาในอีกสามวันต่อมา ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt ตระหนักดีว่าการที่จะชนะสงครามได้ ประเทศนี้จำเป็นต้องมีองค์กรเพื่อรวบรวมข่าวกรองที่สำคัญจากทั่วโลก ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีรู้ดีว่า พล.ต. William Joseph Donovan หรือที่รู้จักกันในนาม "Wild Bill"  เป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมที่สุด

ท่านทูต Donovan เกิดในวันปีใหม่ของ ปี 1883 ที่เมือง Buffalo มลรัฐ New York ท่านมาจากครอบครัวของผู้อพยพชาวไอริชคาทอลิกที่เคร่งศาสนาซึ่งมีอิทธิพลต่อท่านเป็นอย่างมาก ทำให้ท่านอยากเป็นบาทหลวง ท่านทูต Donovan เข้าเรียนที่วิทยาลัย St. Joseph และมหาวิทยาลัย Niagara และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Columbia โดยท่านเป็นนักกีฬาดาวเด่นในทีมฟุตบอล และเป็นสมาชิกของ Phi Kappa Psi Fraternity ในปี 1907 ท่านทูต Donovan จบการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมาย Columbia และเข้าสู่การฝึกงานด้านกฎหมาย

เพื่อรับใช้ชาติ ท่านทูต Donovan เข้าร่วมกองกำลังพิทักษ์ชาติ (Nation Guard) แห่งมลรัฐ New York ในปี 1912 ด้วยยศร้อยเอก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกรมทหารที่ 69 "Fighting Irish" ท่านทูต Donovan ยังได้ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนเม็กซิโกในปี 1916 หลังจากที่กองกำลังพิทักษ์ชาติแห่งมลรัฐ New York ถูกเรียกให้ช่วยเหลือกองทัพสหรัฐฯในการติดตามไล่ล่า Pancho Villa กลุ่มโจรเม็กซิกัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ท่านทูต Donovan รับใช้ชาติอีกครั้งเมื่อถูกเรียกตัวเข้าประจำการในกองทัพบก จากนั้นท่านทูต Donovan กลายเป็นผู้บังคับกองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 165 ของกองพลที่ 42 D กองทัพบกสหรัฐฯ มีฉายาว่า กองพล "สายรุ้ง" จากการจัดอันดับทั่วประเทศ ในช่วงที่ท่านเป็นผู้นำกองทหาร ท่านทูต Donovan ได้รับฉายาว่า "Wild Bill" จากทหารในบังคับบัญชา ด้วยชื่นชมในความเยือกเย็นและความเก่งกาจในระหว่างการสู้รบ และจากการฝึกซ้อมทหารในบังคับบัญชาอย่างหนัก เพื่อทำให้ทีความพร้อมในการสู้รบอยู่เสมอ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ท่านทูต Donovan ได้รับบาดเจ็บจากการรบสามครั้ง (ที่ขาและเกือบตาบอดจากก๊าซพิษ) วันที่ 18 กรกฎาคม 1918 จากการรบที่แม่น้ำ Ourcq และระหว่างยุทธภูมิ Marne ครั้งที่สอง จากความกล้าหาญในการรบท่านจึงได้รับเหรียญเกียรติยศ เมื่อสิ้นสุดสงครามท่านทูต Donovan ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นพันเอก และเป็นหนึ่งในทหารที่ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติมากที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อกลับมาจากยุโรปหลังสงคราม ท่านทูต Donovan ร่วมกับ Theodore Roosevelt, Jr. ก่อตั้ง The American Legion หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ Legion เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของทหารผ่านศึกในสหรัฐฯ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Indianapolis มลรัฐ Indiana เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 1919

หลังสงคราม ท่านทูต Donovan ตัดสินใจว่า ท่านต้องการมีส่วนร่วมกับรัฐบาลมากขึ้น ท่านทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการ และคณะผู้แทนจากรัฐบาลกลางหลายคณะ ท่านทูต Donovan ยังหาเสียงในตำแหน่ง รองผู้ว่าการรัฐ และผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ในปี 1922 และ 1932 ตามลำดับ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาในปี 1924 ประธานาธิบดี Calvin Coolidge ได้แต่งตั้งท่านทูต Donovan ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอัยการสูงสุด ในตำแหน่ง Anti-Trust Lawyer ท่านทูต Donovan ยังก่อตั้งสำนักงานกฎหมาย Wall Street ชื่อ Donovan, Leisure, Newton, Lumbard และ Irvine โดยใช้เวลาในช่วงที่ไม่ได้เดินทางเป็นส่วนใหญ่ ท่านทูต Donovan เป็นยอดนักเดินทางด้วยใจรักในการเดินทาง ท่านจึงเข้าสู่โลกแห่งการข่าว ท่านทูต Donovan เดินทางตามใจชอบ และเพื่อลูกค้าของบริษัทกฎหมาย ในระหว่างการเดินทางท่านได้พบกับผู้นำประเทศหลายคนรวมถึง Benito Mussolini แห่งอิตาลี

ด้วยประสบการณ์การเดินทางที่กว้างขวางของท่านทูต Donovan ทำให้ท่านได้รับความสนใจจากประธานาธิบดี Roosevelt จึงขอให้ท่านไปเยือนอังกฤษในฐานะทูตอย่างไม่เป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 1940 เพื่อสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่อังกฤษ และพิจารณาว่า อังกฤษจะต้านทานนาซีเยอรมันได้หรือไม่ จากการพบปะกับ พ.อ. Stewart Menzies หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษเช่นเดียวกับ กษัตริย์ George VI, Winston Churchill และคณะรัฐมนตรีอังกฤษ ตลอดจนผู้นำทางทหารอื่น ๆ ท่านทูต Donovan ตระหนักว่า สหรัฐฯต้องการกระบวนการเพื่อรวบรวมข่าวกรองจากต่างประเทศแบบรวมศูนย์ ท่านทูต Donovan กลับไปยังกรุงวอชิงตัน และได้แบ่งปันสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้มากับประธานาธิบดี Roosevelt

การจัดตั้งองค์กรข่าวกรองเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 ประธานาธิบดี Roosevelt ได้จัดตั้งสำนักงานประสานงานข้อมูล (the Office of the Coordination of Information : COI) และเสนอให้ท่านทูต Donovan เป็นผู้อำนวยการ นับจากนั้นเป็นต้นมาท่านทูต Donovan กลายเป็นที่รู้จักในนามของ “บิดาแห่งหน่วยสืบราชการลับอเมริกัน” COI ได้รับมอบหมายให้ประสานงานข้อมูลที่รวบรวมในต่างประเทศสำหรับประธานาธิบดี หลังจากที่สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเดือนมิถุนายน 1943 COI ได้เปลี่ยนเป็น Office of Strategic Services (OSS) โดยที่ท่านทูต Donovan ยังคงรับผิดชอบอยู่ OSS ประกอบด้วยชายและหญิงจากหลายพื้นที่และภูมิหลังแตกต่างกัน ทนายความ นักประวัติศาสตร์ นายธนาคาร นักเบสบอล นักแสดง และนักธุรกิจ งานที่ได้รับมอบหมาย คือ การจารกรรม การก่อวินาศกรรม และปฏิบัติการปันทอนขวัญกำลังใจต่อฝ่ายอักษะ และทำการวิจัยและวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับศัตรูของประเทศและขีดความสามารถของศัตรูเหล่านั้น ท่านทูต Donovan เป็นผู้นำที่กล้าหาญขององค์กรนี้ และกลายเป็นที่รู้จักจากคำพูดที่ท่านใช้ว่า “มาลองดูสิ! (let’s give it a try!)” OSS มีส่วนสำคัญในความสำเร็จมากมายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงการให้ข้อมูลล่วงหน้าแก่รัฐบาลสหรัฐฯเกี่ยวกับความพยายามของเยอรมันในการพัฒนาอาวุธปรมาณู และแผนการลอบสังหาร Hitler

ชีวิตหลังสงคราม ในช่วงปลายสงครามในปี 1945 ท่านทูต Donovan พยายามเกลี้ยกล่อมทั้งประธานาธิบดี Roosevelt และ Harry S. Trumanให้ OSS ให้เป็นหน่วยข่าวกรองพลเรือนอย่างถาวร แต่ความพยายามของท่านไม่ประสบผลสำเร็จ OSS ถูกยุบในเดือนกันยายน 1945 ท่านทูต Donovan ยังคงสนับสนุนการจัดตั้งหน่วยข่าวกรองแบบรวมศูนย์ ความมุ่งมั่นของท่านได้รับผลตอบแทนเมื่อประธานาธิบดี Truman ลงนามในพระราชบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติปี 1947 จัดตั้งสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ขึ้นมา ท่านทูต Donovan ออกจากงานประจำ และกลับไปทำงานเป็นทนายความ งานแรกของท่านหลังสงครามทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหัวหน้าอัยการสหรัฐฯในการพิจารณาคดี Nuremberg หลังจากนั้นท่านได้ไปทำงานกฎหมายที่ Wall Street และในปี 1953 ประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower ได้แต่งตั้งท่านทูต Donovan เป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ท่านทูต Donovan เข้ารับตำแหน่งนั้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยท่านเดินทางไปประเทศเวียตนามบ่อยครั้ง ซึ่งท่านเห็นว่า เวียตนามนั้นเสี่ยงต่อการเป็นคอมมิวนิสต์ อันเป็นชะตากรรมที่ท่านรู้สึกว่า Donald Heath เอกอัครรัฐทูตสหรัฐประจำประเทศเวียตนามใต้นั้น ขาดพลังและวิสัยทัศน์ที่จะป้องกันไม่ให้เวียตนามเป็นคอมมิวนิสต์ มีแหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า ท่านทูต Donovan "มีส่วนร่วมอย่างมากในการจัดการให้มีปฏิบัติการของ CIA ในเวียตนามใต้และทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ท่านทูต Donovan ลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 1954

หลังจากกลับสหรัฐอเมริกา ท่านทูต Donovan กลับมาทำงานด้านกฎหมายและจดทะเบียนเป็น Lobbyist ใหกับรัฐบาลไทย และประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower แต่งตั้งให้ท่านเป็นประธานมูลนิธิ People to People International (PTPI) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 1956 โดยประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower อันเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานสารสนเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USIS) ซึ่งเป็นมูลนิธิที่จัดการแลกเปลี่ยนพลเมืองระหว่างประเทศ (ปัจจุบัน People to People International ยังคงสืบสานมรดกนี้ผ่านเสาหลัก 3 ประการ ได้แก่ งานด้านมนุษยธรรม การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการศึกษาระดับโลก องค์กรมีหน้าที่รับผิดชอบในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมการศึกษาของทุกกลุ่มอายุในการเพิ่มคุณค่าระดับโลกและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่เกี่ยวข้องสำหรับผู้คนหลายพันคนทุกปี) ท่านทูต Donovan ยังทำงานร่วมกับคณะกรรมการช่วยเหลือระหว่างประเทศซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง American Friends of Vietnam และในปี 1956 ได้ระดมเงินจำนวนมากให้กับผู้ลี้ภัยชาวฮังการี

ท่านทูต Donovan ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองเสื่อม โดยท่านมีอาการตั้งแต่อยู่ประเทศไทย และเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 76 ปีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1959 ที่ศูนย์การแพทย์กองทัพบก Walter Reed ในกรุง Washington, D.C ท่านถูกฝังอยู่ในสุสานแห่งชาติ Arlington ท่านทูต Donovan เป็นชาวอเมริกันเพียงคนเดียวที่ได้รับเหรียญรางวัลสูงสุด 4 เหรียญของประเทศ ได้แก่ Medal of Honor, the Distinguished Service Cross, the Distinguished Service Medal และ National Security Medal หลังจากเสียชีวิตท่านทูต Donovan ได้รับรางวัลแห่งอิสรภาพ (The Freedom Award) ของคณะกรรมการช่วยเหลือนานาชาติ แล้วท่านยังเป็นถูกจารึกชื่อใน Military Intelligence Hall of Fame อีกด้วย นอกจากท่านที่เป็นที่รู้จักในสมญานาม "บิดาแห่งงานสายลับอเมริกัน" และ "บิดาแห่งสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA)" ท่านทูต Donovan ถือเป็นปูชนียบุคคลของสหรัฐฯในด้านดังกล่าว โดย "CIA ยังถือว่า ท่านทูต Donovan เป็นบิดาผู้ก่อตั้งองค์กรแฟ่งนี้" จากรายงานของ Evan Thomas ใน Vanity Fair ปี 2011 ระบุว่า ศูนย์ข่าวกรอง George Bush ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานใหญ่ของ CIA ใน Langley มลรัฐ Virginia  มีรูปปั้นของท่านทูต Donovan ตั้งอยู่ที่โถงต้อนรับ

รางวัล William J. Donovan ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดย OSS Society ซึ่งก่อตั้งโดยท่านทูต Donovan ในปี 1947 รางวัลนี้มอบให้โดย OSS Society แก่ "บุคคลที่เป็นตัวอย่างคุณลักษณะที่โดดเด่น ซึ่งแสดงถึงการช่วยเหลือด้านสาธารณะให้กับสหรัฐอเมริกาในฐานะพลเรือนและทหาร" ผู้รับที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Allen W. Dulles, ประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower, Margaret Thatcher นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, ประธานาธิบดี George H. W. Bush และ Gina Haspel อดีตผู้อำนวยการ CIA

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ถอดรหัส “มอสสาด–ชุมชนชาวยิวในต่างแดน” ชุมชนชาวยิวในไทยถูกจับตา เปิดบทบาท Chabad–เครือข่ายความปลอดภัย และข้อสงสัยโยงมอสสาด สร้างเครือข่าย Sayanim ทั่วโลก

มอสสาด กับชุมชนยิวในต่างประเทศ

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากพฤติการณ์และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในบ้านเรา สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนในสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพฤติการณ์และพฤติกรรมเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มาจากมายาคติของคนยิวซึ่งมีความเชื่อทางศาสนาและตามคัมภีร์ว่า ชาวยิว เป็น "ชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก" (Chosen People) แนวคิดเรื่องชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้นส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งและยั่งยืนต่อชาวยิว เพราะมีความหมายเป็นพิเศษในความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้า โดยหมายถึงพันธสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างพระเจ้ากับชนชาติอิสราเอล แต่ความหมายที่แท้จริงแล้วหมายถึง:
- พันธสัญญา (Covenant): การถูกเลือกหมายถึงการได้รับพันธสัญญาและหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า ไม่ใช่สิทธิพิเศษเหนือมนุษย์อื่น
- ภาระหน้าที่ (Responsibility): ชาวยิวเชื่อว่าพวกเขาต้องเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตตามความยุติธรรมและความเมตตา
- ความรักจากพระเจ้า: คัมภีร์ระบุว่าพระเจ้าทรงเลือกพวกเขาไม่ใช่เพราะมีจำนวนมาก แต่เพราะทรงรักและรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับ อับราฮัม บรรพบุรุษของพวกเขา
แต่ความหมายดังกล่าวนั้นไม่ได้หมายถึง “ความเหนือกว่าทางเผ่าพันธุ์เมื่อเปรียบกับมนุษย์ในเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์อื่นๆ” แต่อย่างใด พฤติการณ์และพฤติกรรมของชาวยิว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล จึงทำผู้คนมากมายในประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้ไม่พอใจด้วยเช่นกัน ล่มสลายลงครั้งสำคัญจากน้ำมือของจักรวรรดิบาบิโลนในปี 587 ปีก่อนคริสตกาล และถูกทำลายซ้ำโดยจักรวรรดิโรมันในปี ค.ศ. 70 ซึ่งนำไปสู่การพลัดถิ่นฐานจนเกิดเป็น ชุมชนยิว (Jewish Diaspora) ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

เนื่องจากรัฐอิสราเอลวางรากฐานตัวเองให้เป็น "บ้านของชาวยิวทั่วโลก" ความสัมพันธ์ระหว่าง มอสสาด (Mossad) กับ ชุมชนยิวในต่างประเทศ (Jewish Diaspora) จึงกลายเป็นมิติเฉพาะตัวที่แทบไม่มีในหน่วยข่าวกรองของประเทศอื่น มอสสาดจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จารกรรมความมั่นคง แต่ยังมีภารกิจปกป้อง อพยพ สร้างและใช้เครือข่ายชาวยิวในต่างแดนอีกด้วย
1.ภารกิจคุ้มครองและอพยพชาวยิว (Rescue & Aliyah Operations) มอสสาดมีหน่วยงานเฉพาะภายในชื่อ Bitzur ซึ่งรับผิดชอบการดูแลความปลอดภัยของชุมชนยิวในต่างประเทศ และประสานงานอพยพชาวยิวจากพื้นที่ขัดแย้งหรือประเทศที่มีการต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรงกลับสู่อิสราเอล:
- ปฏิบัติการ Moses & Joshua (1984–1985): ลักลอบพาชาวยิวเชื้อสายเอธิโอเปีย (Beta Israel) หลายพันคนเดินทางผ่านค่ายผู้อพยพในซูดานเพื่อบินต่อไปยังอิสราเอล
- ปฏิบัติการ Solomon (1991): ประสานงานขนย้ายชาวยิวเอธิโอเปียกว่า 14,000 คนสู่อิสราเอลภายในเวลาเพียง 36 ชั่วโมง
- ปฏิบัติการ Yachin (1961–1964): ลักลอบพาชาวยิวในโมร็อกโกกว่า 90,000 คนออกจากประเทศเพื่อตั้งถิ่นฐานในอิสราเอล
- การช่วยเหลือในตะวันออกกลาง: อพยพชุมชนยิวออกจากประเทศอาหรับในยุคสงครามเย็น เช่น อิรัก ซีเรีย และเยเมน

2.สร้างเครือข่าย "Sayanim" (อาสาสมัครยิวในต่างแดน) คำว่า Sayanim (ภาษาฮีบรูแปลว่า "ผู้ช่วยเหลือ") คือชาวยิวสัญชาติต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ และยินดีให้ความช่วยเหลือมอสสาดในเรื่องต่างๆ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
- รูปแบบการช่วยเหลือ: การให้เช่าบ้าน/รถยนต์ การจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ การช่วยเปิดบัญชีธนาคาร หรือการให้ข้อมูลท้องถิ่น โดยไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการใช้อาวุธหรือการฆาตกรรม
- หลักการ: Sayanim ต้องมั่นใจว่าการช่วยเหลือมอสสาดนั้น จะไม่ส่งผลเสียหรือละเมิดความมั่นคงของประเทศที่ตนถือสัญชาติอยู่

3.การรักษาความปลอดภัยให้ชุมชนยิว (Diaspora Protection) หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เล็งเป้าหมายไปยังชาวยิวในต่างแดน เช่น การวางระเบิดศูนย์ชุมชนยิว AMIA ในอาร์เจนตินา (ปี 1994) มอสสาดได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยฝึกอบรมระบบอารักขา การเฝ้าระวัง และแชร์ข้อมูลข่าวกรองกรองภัยคุกคามให้กับโรงเรียน โบสถ์ซินากอก และศูนย์ชุมชนยิวทั่วโลก

ประเด็นความท้าทายและความขัดแย้ง
- ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเรื่อง "ความจงรักภักดีซ้อน" (Dual Loyalty): การปฏิบัติการของมอสสาดที่ดึงชาวยิวต่างชาติมาเกี่ยวข้อง บ่อยครั้งสร้างความลำบากใจให้ชุมชนยิวในประเทศนั้นๆ เพราะอาจถูกตั้งข้อสงสัยจากรัฐบาลท้องถิ่นว่าจงรักภักดีต่ออิสราเอลมากกว่าประเทศบ้านเกิดของตนเอง
- ผลกระทบทางการเมือง: เมื่ออิสราเอลดำเนินนโยบายทางการเมืองหรือการทหารที่สุ่มเสี่ยง ชุมชนยิวในต่างประเทศมักตกเป็นเป้าสายตาและเป้าหมายการแก้แค้นของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมอสสาดต้องเข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงในจุดนี้เช่นกัน

ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่าง มอสสาด (Mossad) และ ชุมชนชาวยิวในประเทศไทย มีลักษณะเฉพาะที่ผสมผสานระหว่างการเป็นพื้นที่พำนัก-ท่องเที่ยวของชาวยิว กับการเป็นพื้นที่เฝ้าระวังด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1.บริบทของชุมชนยิวในประเทศไทย
- โครงสร้างชุมชน: ชุมชนชาวยิวในไทยมีขนาดไม่ใหญ่นัก (ประมาณ 1,000–2,000 คนที่อยู่อาศัยถาวร) ประกอบด้วยนักธุรกิจ ผู้ย้ายถิ่นฐาน และเจ้าหน้าที่การทูต
- ศูนย์กลาง Chabad House: ศูนย์ประสานงานและทำพิธีทางศาสนาของชาวยิว (Chabad) มีกระจายอยู่ในจุดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ (ข้าวสาร), เชียงใหม่, ภูเก็ต และเกาะสมุย ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวและทหารเกณฑ์เกษียณอายุชาวอิสราเอลเดินทางมาเยือนนับแสนคน
2.บทบาทของมอสสาดและหน่วยความมั่นคงในไทย
- การเฝ้าระวังและการแบ่งปันข่าวกรอง (Intelligence Sharing): มอสสาดและหน่วยข่าวกรองอิสราเอลทำงานประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, และ ศูนย์ปราบปรามการก่อการร้ายสากล (ศปภ.) ของไทย เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธต่างชาติที่อาจใช้ไทยเป็นพื้นที่กบดานหรือวางแผนก่อเหตุ
- การอารักขาจุดสุ่มเสี่ยง: สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย รวมถึงศูนย์ Chabad House ทุกแห่ง ได้รับการสนับสนุนด้านการประเมินภัยคุกคามและคำแนะนำด้านมาตรการความมั่นคงจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอิสราเอลร่วมกับตำรวจไทย
3.เหตุการณ์สำคัญในอดีตที่เกี่ยวข้อง
- คดีรถบรรทุกซุกระเบิดปี พ.ศ.2537 (1994): กลุ่มก่อการร้ายพยายามใช้รถบรรทุกซุกระเบิดโจมตีสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ แต่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนก่อน ทำให้แผนล้มเหลว ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ความร่วมมือด้านข่าวกรองระหว่างมอสสาดและไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
- เหตุการณ์ระเบิดสุขุมวิท 71 ปี พ.ศ.2555 (2012): เหตุระเบิดพลาดของกลุ่มชาวอิหร่านในกรุงเทพฯ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงอิสราเอลระบุว่าเป็นแผนการเล็งเป้าหมายสังหารนักการทูตอิสราเอล

ชุมชนยิวในไทย อาจไม่ใช่พื้นที่ปฏิบัติการจารกรรมหรือการรับสมัครอาสาสมัคร (Sayanim) ขนาดใหญ่เหมือนในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ แต่มีความสำคัญในฐานะ "พื้นที่เฝ้าระวังเชิงป้องกัน" (Preventive & Protective Hub) ที่มอสสาดต้องคอยติดตามข่าวกรองร่วมกับเจ้าหน้าที่ไทย เพื่อป้องกันไม่ให้ชุมชนยิวและนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลตกเป็นเป้าหมายของความขัดแย้งในระดับสากล

สำหรับ แรบไบ โยเซฟ" หรือ แรบไบ โยเซฟ ไชม์ แคนเทอร์ (Rabbi Yosef Chaim Kantor) ซึ่งเป็น หัวหน้าแรมไบประจำประเทศไทย (Chief Rabbi of Thailand) และได้รับสัญชาติไทยจากการแปลงสัญชาติ เป็นชาวออสเตรเลียโดยกำเนิด ได้รับมอบหมายจากองค์กรทางศาสนาชื่อ Chabad-Lubavitch ให้เข้ามาดูแลชุมชนชาวชาวยิวและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 (1993) ปัจจุบันพำนักอยู่ในไทยมานานกว่า 30 ปี
- การได้สัญชาติไทย: เขาและครอบครัวได้ยื่นขอแปลงสัญชาติไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยพิจารณาจากเกณฑ์ระยะเวลาการพำนัก การลงทุน และการทำสาธารณประโยชน์ ซึ่งได้รับการอนุมัติในช่วงปี พ.ศ. 2560
- ทำไมถึงถูกโยงกับ “มอสสาด” เพราะในขณะนี้ แรบไบโยเซฟ และเครือข่ายศูนย์ Chabad House ในไทย (เช่น ย่านสุขุมวิท, ถนนข้าวสาร, ภูเก็ต, เกาะสมุย, เกาะพะงัน) กำลังถูกตรวจสอบและตั้งคำถามจากสังคมไทยใน 2 ประเด็นหลัก:

1.มิติด้านธุรกิจ: มีการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบเรื่อง "อาณาจักรธุรกิจกินรอบวง" ที่ให้บริการเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยิวและอิสราเอล (ที่พัก ร้านอาหาร ทัวร์) รวมถึงประเด็นเรื่องการระดมทุนและการถือครอง

2.มิติด้านความมั่นคง: เนื่องจากศูนย์ Chabad ทั่วโลกทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของชาวยิว รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่ล้วนแล้วแต่เคยประจำการในกองทัพอิสราเอล ในทางสากลศูนย์เหล่านี้จึงมักมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและอาจมีการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อป้องกันเหตุร้าย และสื่อส่วนหนึ่งมักจะตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายนี้เข้ากับ "ซายานิม" หรือ “มอสสาด” โดยขณะนี้ เป็นการตั้งข้อสังเกตและข้อวิเคราะห์จากบริบทความเชื่อมโยงทางเครือข่ายชาวยิวเท่านั้น ด้วยยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดในลักษณะนั้น หากพบว่า บุคคลใดที่ได้รับสัญชาติไทยแล้ว มีพฤติการณ์และพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ บุคคลนั้นก็จะถูกพิจารณาเพิกถอนสัญชาติไทย และเนรเทศออกไปจากราชอาณาจักรอย่างแน่นอน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ค่าครองชีพสะท้อนแรงงาน!! ค่าแรงสูงทำให้ค่าครองชีพสูงตาม เปรียบเทียบราคาอาหารจานเดี่ยว 5 ประเทศ เฉพาะไทยมีราคาถูกที่สุดในกลุ่ม ปัจจัยที่ต่างจากค่าแรง เช่น ที่พักและสุขภาพ

สัจธรรมบนโลกใบนี้ อย่ามองเพียงมุมเดียว!!!
ค่าแรงแพง...ค่าครองชีพก็ต้องสูงตามไปด้วย

เมื่อเพจแห่งหนึ่งได้ทำคอนเทนต์เปรียบเทียบค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมงระหว่าง "ไทย" กับประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยพยายาม สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ด้วยชี้ให้เห็นว่าการทำงาน 1 ชั่วโมงในประเทศเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าไทยหลายเท่าตัว จึงเป็นการจุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับประเด็นค่าครองชีพและโครงสร้างค่าเปรียบเทียบ

หากเมื่อเปรียบเทียบประเด็นค่าครองชีพในภาพรวมอย่างถ่องแท้และถี่ถ้วนโดยละเอียดรอบครอบแล้ว จะพบว่า ประเทศไทยมีราคาอาหารจานเดียวและค่าครองชีพด้านอาหารที่ถูกที่สุด เมื่อเทียบกับไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา นี่คือภาพรวมการเปรียบเทียบราคา "อาหารราคาประหยัดที่สุด" (เช่น สตรีทฟู้ด อาหารจานเดียวริมทาง หรือข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อ) ของแต่ละประเทศโดยประมาณ ซึ่งพบว่า:
1. ประเทศไทย (ถูกที่สุด) ราคาอาหารจานเดียว/สตรีทฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 40 - 60 บาท (เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) ด้วยมีตัวเลือกอาหารราคาประหยัดเข้าถึงง่ายกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ค่าครองชีพด้านอาหารต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่นำมาเกรียบเทียบนี้
.
2. ไต้หวัน ราคาอาหารจานเดียว/สตรีทฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 60 - 90 ดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 70 - 100 บาท) (เช่น ข้าวหน้าหมูพะโล้ ไก่ทอด หรือบะหมี่ในตลาดนัดกลางคืน) โดยอาหารตามตลาดโต้รุ่ง (Night Market) มีราคาถูกและหลากหลาย ใกล้เคียงกับไทยในบางเมนู แต่โดยเฉลี่ยสูงกว่า
.
3. ประเทศญี่ปุ่น ราคาอาหารจานเดียว/ข้าวกล่อง: เริ่มต้นประมาณ 400 - 600 เยน (ประมาณ 84 – 125 บาท) สำหรับข้าวกล่อง (Bento) ในร้านสะดวกซื้อ หรือ 800 - 1,000 เยน (ประมาณ 180 - 250 บาท) สำหรับราเมนหรือข้าวหน้าเนื้อในร้านอาหาร แม้จะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดท้องถิ่นและข้าวกล่องลดราคาตอนค่ำๆ ช่วยให้ประหยัดได้มาก
.
4. ประเทศเกาหลีใต้ ราคาอาหารจานเดียว: เริ่มต้นประมาณ 7,000 - 9,000 วอน (ประมาณ 180 - 240 บาท) (เช่น ข้าวยำ คิมbap หรือซุปง่ายๆ ในร้านท้องถิ่น) โญราคาอาหารทั่วไปสูงกว่าญี่ปุ่นในบางหมวดหมู่ และดัชนีราคาสินค้าอาหารสดค่อนข้างสูง
.
5. สหรัฐอเมริกา (แพงที่สุด) ราคาอาหารจานเดียว/ฟาสต์ฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 8 - 12 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 280 - 420 บาท) สำหรับชุดฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารจานด่วนแบบง่ายที่สุด ราคาอาหารตามร้านอาหารและภัตตคาร ยังไม่รวมค่าบริการและภาษี/ทิป ทำให้ราคาอาหารมื้อถูกที่สุดสูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน
.
และเมื่อพิจารณาถึง “ปัจจัยด้านค่าครองชีพ” ซึ่งประกอบด้วย ค่าที่พักอาศัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน และ ภาษีและค่าธรรมเนียม (Taxes) แล้ว รายละเอียดของปัจจัยหลักที่สร้างความแตกต่าง มีดังนี้:
.
1. ค่าที่พักอาศัย (Housing & Rent)
สหรัฐฯ: ค่าเช่าบ้านคือรายจ่ายที่ใหญ่ที่สุด (มักเกิน 30-40% ของเงินเดือน) เมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกหรือนิวยอร์ก ค่าเช่าห้องพักหนึ่งห้องอาจสูงถึง $3,000+ ต่อเดือน
ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้: ห้องพักคนเดียว (Studio/One Room) ในเมืองหลวงมีราคาจับต้องได้มากกว่าสหรัฐฯ แต่เกาหลีใต้มักมีระบบเงินประกันก้อนใหญ่ (Jeonse/Wolse) ที่ต้องระวัง
ไทย: ค่าเช่าผันแปรสูงมาก คอนโดในเมืองหลวงอาจสูง แต่ภาพรวมนอกเมืองหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไปยังคงถูกที่สุดในกลุ่ม
2. ค่ารักษาพยาบาล (Healthcare)
สหรัฐฯ: ไม่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากไม่มีประกันจากบริษัท ค่าหมอและค่ายาอาจทำให้ล้มละลายได้ง่ายๆ เป็นปัจจัยลบที่ทำให้คนอยู่อาศัยมีภาระสะสม [1]
ไต้หวัน/ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้: มีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติที่ยอดเยี่ยมและครอบคลุม ประชาชนจ่ายสมทบในอัตราต่ำแต่ได้รับการรักษามาตรฐานสูง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายแฝงไปได้มหาศาล [1]
ไทย: มีสิทธิบัตรทองและประกันสังคมที่ช่วยประหยัดได้มาก แต่หากเข้าโรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นตามลำดับ
3. อาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน (Food & Groceries)
สหรัฐฯ: การกินข้าวนอกบ้านมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องบวก ภาษีและค่าทิป (15-20%) แต่การซื้อวัตถุดิบมาทำกินเองในซูเปอร์มาร์เก็ตถือว่าราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าแรง
เกาหลีใต้/ญี่ปุ่น: อาหารตามสั่งหรือข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อราคาไม่แพง แต่ "ผลไม้และเนื้อสัตว์นำเข้า" ในเกาหลีใต้มีราคาแพงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ไทย: ค่าอาหารริมทาง (Street Food) และอาหารจานเดี่ยวถูกที่สุดใน 5 ประเทศนี้ ทำให้ใช้ชีวิตพื้นฐานได้ง่าย
4. ภาษีและค่าธรรมเนียม (Taxes)
ญี่ปุ่น: เก็บภาษีเงินได้และภาษีผู้อยู่อาศัยค่อนข้างสูง (ระบบก้าวหน้าสูงสุดถึง 55%) รวมถึงมีหักเงินบำนาญภาคบังคับ
สหรัฐฯ: มีการหักภาษีทั้งระดับประเทศ (Federal) และระดับรัฐ (State) ซึ่งรัฐอย่างแคลิฟอร์เนียหรือนิวยอร์กจะโดนหักรวมกันค่อนข้างหนัก
ไต้หวัน/ไทย: มีอัตราภาษีเงินได้เริ่มต้นที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้มีรายได้ระดับเริ่มต้น-ปานกลาง
.
ดังนั้นการหยิบยกเอา “ค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมง” มาเป็นประเด็นเดียวในการสร้างกระแสเรื่องนี้ให้เกิดในสังคม โดยไม่นำเอาปัจจัยในการครองชีพที่มีอีกหลายมิติมาพิจารณาเปรียบเทียบโดยรวมแล้วสรุปเอาเอง จึงน่าจะขาดตรรกะ เหตุ และผลที่ถูกต้อง และสำคัญที่สุดคือ เมื่อค่าแรงแพงแล้วปัจจัยในการครองชีพก็ต้องแพงตามไปด้วยอย่างแน่นอน
.

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ!! เขย่าภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง จับตา “NATO แห่งโลกมุสลิม” ผู้นำ 3 ชาติ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ปากีสถาน ลงนามข้อตกลงป้องกันร่วมครั้งยิ่งใหญ่ ย้ำเป้าหมายสันติภาพและเสถียรภาพ

"NATO แห่งโลกมุสลิม" ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Joint Defence Agreement)

ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Joint Defence Agreement) เป็นสนธิสัญญาความมั่นคงระดับไตรภาคีที่ลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยมีผู้นำและผู้แทนจาก 3 ประเทศมุสลิมหลักร่วมลงนาม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี และปากีสถาน

สนธิสัญญานี้ได้รับการเปรียบเปรยจากนักวิเคราะห์ว่าเป็น "NATO แห่งโลกมุสลิม" เนื่องจากโครงสร้างเน้นการป้องปรามและเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจากข้อตกลงป้องกันร่วมเชิงยุทธศาสตร์ก่อนหน้านี้ที่ลงนามระหว่างปากีสถานและซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2025 แล้วจึงมีการรวมตุรกีเข้าไปด้วย การให้สัตยาบันข้อตกลงนี้ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการท่ามกลางสงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ปี 2026 

ข้อตกลงเมกกะ ได้วางรากฐานการจัดระเบียบความมั่นคงร่วมกันตามแบบ มาตรา 5 ของ NATO ]โดยมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า "การโจมตีด้วยอาวุธใดๆ ต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐจะถือเป็นการโจมตีต่อรัฐทั้งหมด" ข้อตกลงนี้ทำให้ ซาอุดีอาระเบียสามารถจัดหาเงินทุนและโครงการป้องกันประเทศ ตุรกีสามารถจัดหาอุปกรณ์ป้องกันประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง และปากีสถานสามารถจัดหากำลังคนในแนวหน้า ให้แก่ชาติสมาชิกได้ อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงนี้ ไม่น่าจะขยายการป้องปรามของอาวุธนิวเคลียร์ของปากีสถานให้ครอบคลุมถึงซาอุดีอาระเบียหรือตุรกีได้ ข้อตกลงไตรภาคีนี้ได้รับการอธิบายว่าเป็น "การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ" ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลาง และเป็นข้อตกลงเชิงสถาบันครั้งแรกในลักษณะนี้ในภูมิภาค

การเปรียบเปรยว่า ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Agreement) ระหว่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน เป็น “NATO แห่งโลกมุสลิม” เพราะ (1)มีหลักการป้องกันร่วมกันที่ถอดแบบมาจากมาตรา 5 ของสนธิสัญญา NATO และ (2)ข้อตกลงลงนี้ลงนาม ณ นครเมกกะ (Mecca) ซึ่งเป็นหนึ่งในสองนครศักดิ์สิทธิของศาสนาอิสลามในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยอีกแห่งคือ นครมาดีนะห์ (Medina) มี กฎข้อบังคับที่ ห้ามคนต่างศาสนิก (ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม) เดินทางเข้าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นกฎที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ทรงดำรง พระอิสริยยศ เป็น องค์ผู้ดูแลและพิทักษ์มัสยิดศักดิ์สิทธิ์สองแห่ง (His Majesty the Custodian of the Two Holy Mosques) ได้แก่ มัสยิดอัลฮะรอม (นครเมกกะ) และมัสยิดอัลนะบะวีย์ (นครมะดีนะห์)

การที่ เจ้าชายมกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ประธานาธิบดีตุรกี และนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ได้ลงนามในข้อตกลงป้องกันร่วมกันที่นครเมกกะ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสามรัฐในการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน และส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคและนอกภูมิภาค เพื่ออนาคตที่มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ด้วยข้อตกลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อ เสริมสร้างการป้องปรามร่วมกันต่อการกระทำใดๆ ที่เป็นการรุกราน และระบุว่าการโจมตีด้วยอาวุธใดๆ ต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐนั้นจะถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามรัฐ นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศในทุกด้านระหว่างสามรัฐอีกด้วย

ตามแถลงการณ์ร่วมที่ออกโดยรัฐบาลทั้งสาม ข้อตกลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างการป้องปรามร่วมกันต่อการรุกราน โดยการโจมตีด้วยอาวุธต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐนี้ จะถือเป็นการโจมตีทั้งสามรัฐแถลงการณ์ดังกล่าวอธิบายถึงเป้าหมายที่กว้างขึ้นของข้อตกลงนี้ว่าเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกันและส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคและนอกเหนือจากนั้น โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพันธกรณีทางทหารหรือภาระผูกพันเฉพาะที่แต่ละฝ่ายได้ดำเนินการ เจ้าหน้าที่ตุรกีระบุว่าข้อตกลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อการป้องกันโดยแท้จริง โดยระบุว่าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ ยังคงเปิดกว้างสำหรับรัฐในภูมิภาคอื่นๆ และไม่ได้แทนที่ข้อตกลงทวิภาคีหรือพหุภาคีที่มีอยู่ระหว่างผู้ลงนาม

ลักษณะของข้อตกลง: แม้สื่อตะวันตกจะเรียกขานว่าเป็น "NATO ฉบับมุสลิม" แต่โดยพื้นฐานแล้ว ข้อตกลงนี้ยังเป็นเพียงกรอบความร่วมมือทางการเมือง มากกว่าพันธมิตรทางทหารที่เข้มแข็งเหมือน NATO เนื่องจากยังขาดโครงสร้างการบังคับบัญชาทางทหารแบบบูรณาการและกลไกที่มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างชัดเจน

จุดยืน: ผู้นำทั้งสามประเทศยืนยันว่าข้อตกลงนี้มีขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันเท่านั้น ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ และยังเปิดกว้างให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเข้าร่วมได้ในอนาคต โดยตุรกีระบุว่าข้อตกลงนี้มีหลักการคล้ายคลึงกับ "มาตรา 5" ของ NATO ในทางเทคนิค

จุดแข็งของแต่ละประเทศ ข้อตกลงนี้รวมเอาจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างพันธมิตรที่เสริมกันทางยุทธศาสตร์:

-ซาอุดีอาระเบีย: มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน มหาศาล

-ตุรกี: มี กองทัพขนาดใหญ่ (อันดับสองใน NATO) และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่กำลังเติบโต

-ปากีสถาน: มี แสนยานุภาพทางทหาร ขนาดใหญ่ และยังเป็นมุสลิมชาติเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์

ปฏิกิริยาระหว่างประเทศ: องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ตอบรับข้อตกลงนี้ว่าเป็น "ก้าวทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ" ขณะที่ อิหร่าน ปฏิเสธว่าไม่ได้รับการเชิญให้เข้าร่วม แต่ระบุว่าไม่มีเหตุต้องกังวลว่าข้อตกลงนี้จะมุ่งเป้าไปที่ตน

แนวโน้มการขยายตัว: ตุรกีเปิดเผยว่ามีประเทศอื่นสนใจเข้าร่วม โดยเฉพาะ อียิปต์ ที่คาดว่าจะเป็นประเทศต่อไปที่เข้าร่วม (อุปสรรคสำหรับอียิปต์ในการเข้าร่วมข้อตกลงคือข้อตกลงที่มีอยู่กับกรีซและไซปรัส ซึ่งทั้งสองประเทศต่างเป็นอริกับตุรกี)

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์รุนแรงในตะวันออกกลางจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีและสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่า ยุคที่ตะวันออกกลางพึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐฯ ฝ่ายเดียวกำลังเปลี่ยนไป และยังมีการจับตาว่าอิหร่านอาจเข้าร่วมด้วยหรือไม่ แม้ว่า ข้อตกลงนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวสำคัญในการแสวงหาความมั่นคงด้วยตนเองของชาติในตะวันออกกลาง แต่ยังคงมีความท้าทายรออยู่ เช่น ความไม่ชัดเจนของเป้าหมายร่วมกัน การบูรณาการกำลังพล และการแบ่งสรรงบประมาณ ซึ่งทำให้ข้อตกลงนี้ยังมีแนวโน้มที่ไม่แน่นอนในระยะยาว

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

วิกฤตคลังขีปนาวุธสหรัฐฯ!! ยูเครน–อิสราเอล–ทะเลแดง เร่งใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น สหรัฐฯ เจอโจทย์ใหญ่ “กระสุนแพงยิงของถูก” สงครามอสมมาตรเร่งผลาญคลังขีปนาวุธ ท่ามกลางความขัดแย้งหลายภูมิภาค

จริงหรือ? ขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันของกองทัพสหรัฐฯ
กำลังจะเกลี้ยงคลังแสง

กระแสข่าวเกี่ยวกับขีปนาวุธใน "คลังแสงสหรัฐฯ หมดเกลี้ยง" เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก จากรายงานของสถาบันคลังสมอง (Think Tank) เช่น ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIS) รวมถึงรายงานข่าวจากสื่อระดับโลก

ข้อเท็จจริงในเชิงยุทธศาสตร์ อาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ไม่ได้ "หมดคลังแสงทุกชนิด" แต่กำลังเผชิญภาวะ "คลังอาวุธเฉพาะประเภทตึงตัวขั้นวิกฤต" (Stockpile Depletion) จากการรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งหลายพื้นที่พร้อมกัน

จุดที่ตึงตัวและร่อยหรออย่างหนัก คือ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Interceptors):
· PAC-3 (Patriot): ถูกใช้งานไปแล้วราว 2 ใน 3 (ประมาณ 65%) เหลือใช้งานในคลังสำรองจำกัด
· THAAD: ขีปนาวุธสกัดกั้นถูกใช้งานไปแล้วถึง 75%–80% ของคลังสำรองก่อนความขัดแย้ง

ขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลและความแม่นยำสูง (Precision-Guided Munitions): ขีปนาวุธยุทธวิธีอย่าง ATACMS และ PrSM (Precision Strike Missile) ถูกดึงไปใช้งานในอัตราสูงมากจนใกล้แตะขีดจำกัดปลอดภัย

สาเหตุหลักของวิกฤตคลังแสง
- การสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธราคาถูก: สหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นราคาสูง (ลูกละ 2–4 ล้านดอลลาร์) จำนวนมากเพื่อสกัดโดรนหรือขีปนาวุธราคาต่ำกว่าของฝ่ายตรงข้าม
- คอขวดในภาคการผลิต (Supply Chain Bottlenecks): ฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industrial Base) ของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีอัตราการผลิตต่อปีน้อยกว่าอัตราการใช้งานจริงในสภาวะสงครามหลายเท่า เช่น Patriot มีกำลังการผลิตราว 500–600 ลูกต่อปี แต่ถูกใช้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือน

- การกระจายอาวุธยุทโธปกรณ์ในหลายรูปแบบ: การสนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่พันธมิตรร่วมกับการคงกำลังรบสำรองเพื่อป้องปรามสถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ผลกระทบทางยุทธศาสตร์
- การปรับยุทธวิธีป้องกันภัยทางอากาศ: กองทัพสหรัฐฯ จำเป็นต้องบริหารจัดการการยิงสกัดกั้นอย่างประหยัดมากขึ้น โดย เน้นป้องกันเฉพาะเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าสูง (High-Value Assets)
- ความเสี่ยงกรณีเกิดวิกฤตซ้อน (Two-Front Dilemma): หากเกิดความขัดแย้งใหญ่ขึ้นพร้อมกันในอีกภูมิภาค สหรัฐฯ จะเผชิญความเสี่ยงสูงเนื่องจากขาดแคลนระบบสกัดกั้นทางอากาศพิสัยไกล

ระบบป้องกันขีปนาวุธของ สหรัฐใช้เวลาผลิตเท่าไร?
ระยะเวลาในการผลิต จรวดสกัดกั้น (Interceptor) สำหรับระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ ใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 24 ถึง 30 เดือน (2 ถึง 2.5 ปี) ต่อลูก นับตั้งแต่เริ่มต้นจัดหาวัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน ชิ้นส่วน ไปจนถึงการประกอบเสร็จสิ้น

​ปัจจัยและระยะเวลาในแต่ละระบบ
- ​MIM-104 Patriot (PAC-3 MSE): ใช้เวลาผลิตราว 24–30 เดือน โดย เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง (Solid Rocket Motor) มี ระยะเวลาคิวและการบ่มตัว (Curing Time) อยู่ที่ประมาณ 30 เดือน และหัวค้นหาเรดาร์ (Active Radar Seeker) ต้องใช้ความละเอียดสูงในการประกอบ
- ​THAAD & Aegis (SM-3 / SM-6): มีรอบการผลิตและความซับซ้อนใกล้เคียงกันที่ 2 ถึง 3 ปี เนื่องจากต้องใช้วัสดุผสมทนความร้อนสูง และระบบนำทางด้วยเลเซอร์/เรดาร์ที่มี ความแม่นยำระดับ Kinetic Intercept (Hit-to-Kill)
​
สาเหตุที่การผลิตใช้เวลานาน
- ​ห่วงโซ่อุปทานย่อย (Sub-tier Supply Chain): การสร้างขีปนาวุธ 1 ลูกต้องใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์เฉพาะทางมากกว่า 400 บริษัท
- คอขวดของชิ้นส่วนสำคัญ: เช่น หัวค้นหาเรดาร์ หรือเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง มักผลิตได้จากโรงงานเฉพาะทางเพียงไม่กี่แห่ง
- ความคุ้มเชิงพาณิชย์ในอดีต: การผลิตขีปนาวุธระดับนี้ไม่ได้เปิดสายการผลิตแบบสากลเหมือนสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ผลิตตาม สัญญาจ้าง (On-demand) ทำให้ กำลังการผลิตต่อปี (Annual Capacity) มีจำกัด เช่น PAC-3 ผลิตได้ราว 500–600 ลูก/ปี หรือ THAAD ผลิตได้ราว 96 ลูก/ปี ก่อนที่จะเริ่มมีแผนขยายกำลังการผลิตให้เร็วขึ้น

สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ขีปนาวุธสกัดกั้น (Interceptor Missiles) ของสหรัฐฯ ถูกใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่เพียงเพราะ "จำนวนการยิง" เท่านั้น ยังเป็นผลจาก ความไม่สมดุล ของ ต้นทุน การผลิต และยุทธวิธีของฝ่ายโจมตี ด้วยสาเหตุหลัก ได้แก่
1. อาวุธโจมตีมีราคาถูกกว่าอาวุธป้องกันมาก
-โดรนโจมตีหรือขีปนาวุธราคาถูกอาจมีราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนดอลลาร์
-แต่ขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น Patriot PAC-3, THAAD หรือ SM-3 มีราคาหลายล้านดอลลาร์ต่อหนึ่งนัด
-ทำให้ฝ่ายโจมตีสามารถใช้ยุทธศาสตร์ "ยิงจำนวนมาก" เพื่อบังคับให้ฝ่ายป้องกันใช้กระสุนราคาแพง

2. การโจมตีแบบอิ่มตัว (Saturation Attack) ฝ่ายโจมตีปล่อยโดรน ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธวิถีโค้งพร้อมกันหลายสิบหรือหลายร้อยลูก เพื่อให้ระบบป้องกันต้องยิงสกัดเป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่รัสเซีย อิหร่าน และกลุ่มฮูตีใช้บ่อยขึ้น

3. การผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นใช้เวลานาน ขีปนาวุธอย่าง THAAD, SM-3 และ Patriot มีชิ้นส่วนซับซ้อน ใช้เวลาผลิตหลายเดือนถึงหลายปี และกำลังการผลิตไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันทีเมื่อเกิดสงคราม

4. สหรัฐฯ ต้องป้องกันหลายสมรภูมิพร้อมกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นใน
-ทะเลแดง (ป้องกันการโจมตีของฮูตี)
-การสนับสนุนการป้องกันอิสราเอลจากขีปนาวุธอิหร่าน
-การสนับสนุนยูเครน

ประเด็นเหล่านี้ทำให้คลังอาวุธถูกใช้อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่พร้อมกัน
5. หลักนิยมเดิมไม่รองรับสงครามที่ใช้โดรนจำนวนมาก
ระบบอย่าง Patriot และ THAAD ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดขีปนาวุธพิสัยไกลและเป้าหมายมูลค่าสูง ไม่ใช่การรับมือโดรนราคาถูกจำนวนมหาศาล ดังนั้น การใช้ขีปนาวุธราคาแพงยิงเป้าหมายราคาถูกจึงไม่คุ้มค่าในระยะยาว

ผลกระทบ คือ
-สหรัฐฯ ต้องจัดลำดับความสำคัญว่าจะป้องกันเป้าหมายใดก่อน หากจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นลดลงมาก
-กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เร่งเพิ่มกำลังการผลิต Patriot และ THAAD รวมทั้งพัฒนาอาวุธต้นทุนต่ำกว่า เช่น เลเซอร์ อาวุธพลังงานตรง และโดรนสกัดกั้น เพื่อรับมือภัยคุกคามจากโดรนและการโจมตีแบบอิ่มตัว

ดังนั้น สงครามอสมมาตร ได้เปลี่ยนสมการจาก "ใครมีอาวุธทันสมัยกว่า" ไปเป็น "ใครสามารถทำให้อีกฝ่ายใช้ทรัพยากรราคาแพงหมดก่อน" จึงกลายเป็น ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตรในปัจจุบัน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“อิสราเอล” เดือดปมเกณฑ์ทหารฮาเรดี!! ข้อยกเว้น 75 ปีถูกท้าทายด้วยคำถามความเป็นธรรม เมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม คำถามเรื่องฮาเรดีจึงไม่ใช่แค่ใครต้องเป็นทหาร แต่คือใครควรแบกรับภาระของชาติอย่างเป็นธรรม

ยิวออร์โธดอกซ์สุดเคร่ง (Haredi หรือ Ultra-Orthodox Jews)

ซึ่งเคยได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกเกณฑ์ให้เข้ากองทัพอิสราเอล

อิสราเอลเป็นประเทศที่มีระบบภาคบังคับตามกฎหมายในการเกณฑ์ทหาร โดยพลเมืองที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจะต้องเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) เมื่ออายุครบ 18 ปี เริ่มต้นเกณฑ์เมื่ออายุ 18 ปี (กระบวนการเตรียมตัวและตรวจเลือกเริ่มตั้งแต่ 16 ปีครึ่ง) ระยะเวลาประจำการรับราชการ พลเมืองชายต้องเข้าประจำการเป็นเวลาประมาณ 32 เดือน (2 ปี 8 เดือน) และพลเมืองหญิงต้องประจำการเป็นเวลาประมาณ 24 เดือน (2 ปี)

กลุ่มที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ได้แก่ พลเมืองชาวอิสราเอลกลุ่มชาวยิว (ทั้งชายและหญิง), ชาวดรูซ (เฉพาะชาย) และชาวเซอร์แคสเซีย (เฉพาะชาย) สำหรับกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นคือ ชาวอาหรับอิสราเอลส่วนใหญ่ (ยกเว้นชาวดรูซและเซอร์แคสเซีย) หญิงที่แต่งงานแล้ว หญิงตั้งครรภ์ หรือมีบุตร หญิงที่ยื่นเรื่องยกเว้นด้วยเหตุผลทางศาสนาอย่างถูกต้อง ชาวยิวกลุ่มอัลตราออร์โธดอกซ์ (Haredi) ซึ่งในอดีตมักได้รับข้อยกเว้นทางศาสนา ซึ่งกำลังเป็นประเด็นถกเถียงและข้อพิพาททางกฎหมายและการเมืองอย่างหนักในปัจจุบัน และกลุ่มผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพร่างกายหรือจิตใจที่ไม่ผ่านเกณฑ์

ศาสนายูดายอัลตราออร์โธดอกซ์ (Haredi) เป็นกลุ่มย่อยของศาสนายูดายออร์โธดอกซ์ที่มีลักษณะเด่นคือการตีความแหล่งที่มาทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ชาวยิวฮาเรดีถือว่าตนเองเป็นผู้พิทักษ์กฎหมายและประเพณีทางศาสนายิวที่แท้จริงที่สุด ซึ่งในความคิดของพวกเขาแล้วนั้น มีผลผูกพันและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หลายคนมองว่าการแสดงออกร่วมสมัยอื่นๆ ของศาสนายูดาย ทั้งหมด รวมถึงออร์โธดอกซ์สมัยใหม่ถือเป็น "การเบี่ยงเบนจากกฎของพระเจ้า" แม้ว่าขบวนการอื่นๆ ของศาสนายูดายจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ที่มาของการยกเว้น ในปี 1948 หลังการก่อตั้งรัฐอิสราเอล David Ben-Gurion นายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล ทำข้อตกลงกับผู้นำชุมชนฮาเรดี โดยยกเว้นการเกณฑ์ทหารให้แก่นักศึกษาศาสนา (Yeshiva Students) จำนวนประมาณ 400 คน เพื่อรักษาประเพณีการศึกษาคัมภีร์โทราห์ที่สูญเสียบุคลากรไปจำนวนมากจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) หลักการนี้เรียกว่า “Torato Umanuto (การศึกษาคัมภีร์โทราห์เป็นอาชีพของเขา)” เมื่อประชากรฮาเรดีเพิ่มขึ้น การยกเว้นครอบคลุมคนจำนวนมากขึ้นจนถูกมองว่าไม่เป็นธรรม ด้วยปัจจุบันมีชาวยิวฮาเรดีมีจำนวนราว 13% ของพลเมืองอิสราเอล ทำให้ชายชาวเฮราดีวัยเกณฑ์จำนวนหลายหมื่นคนที่ขอเลื่อนหรือได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์ทหาร ในปี 2024 ศาลฎีกาอิสราเอลได้ตัดสินให้ยุติฐานปฏิบัติทางกฎหมายในการยกเว้น จนกลายเป็นหนึ่งในประเด็นทางการเมืองและสังคมที่ถกเถียงกันมากที่สุดของอิสราเอลมานานกว่า 75 ปี

เหตุผลของชาวยิวฮาเรดีคือ การศึกษาคัมภีร์โทราห์เป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องประเทศในทางจิตวิญญาณ การเข้าเป็นทหารอาจทำให้วิถีชีวิตทางศาสนาเสียหาย เช่น

· การแยกชายหญิง

· การรักษากฎอาหารโคเชอร์อย่างเคร่งครัด

· การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมแบบฆราวาส

· หลายกลุ่มเชื่อว่าการอุทิศชีวิตให้ศาสนา มีความสำคัญเทียบเท่าหรือมากกว่าการรับราชการทหาร

ในขณะที่ชาวยิวอิสราเอลส่วนใหญ่ต้องเป็นรับการเกณฑ์ให้เป็นทหาร ทำให้เกิดคำถามเรื่อง "ความเป็นธรรมในการแบ่งภาระ" (Equal Burden) โดยเฉพาะในช่วงสงครามที่กองทัพต้องการกำลังพลเพิ่ม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2024 เมื่อศาลฎีกาอิสราเอลมีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ว่า

· ไม่มีฐานกฎหมายที่รองรับการยกเว้นแบบเดิมอีกต่อไป

· รัฐต้องเริ่มเกณฑ์ชายฮาเรดีเช่นเดียวกับประชาชนคนอื่น

หลังจากนั้น กองทัพอิสราเอล (IDF) เริ่มทยอยส่งหมายเรียกเกณฑ์ทหารแก่ชายฮาเรดี แม้ว่าการบังคับใช้จริงยังเผชิญแรงต่อต้านและอัตราการเข้ารับราชการยังต่ำมาก ประเด็นนี้ได้ส่งผลต่อการเมืองอิสราเอลอย่างมาก เพราะ

· พรรคการเมืองฮาเรดีมักเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีบทบาทสำคัญ

· หากรัฐบาลผลักดันการเกณฑ์ทหารอย่างเข้มงวด พรรคดังกล่าวอาจถอนตัวจากรัฐบาล จึงเกิดความเสี่ยงต่อการยุบรัฐบาลหรือการเลือกตั้งใหม่อยู่เป็นระยะ

ล่าสุดในปี 2026 ยังมีการประท้วงครั้งใหญ่ของชุมชนฮาเรดีต่อต้านการเกณฑ์ทหาร สะท้อนว่าประเด็นนี้ยังเป็นหนึ่งในความขัดแย้งสำคัญของสังคมอิสราเอล ปัจจุบัน แม้ว่า รัฐบาลอิสราเอลพยายามเกณฑ์ชายชาวฮาเรดีเข้าเป็นทหาร แต่ยังเผชิญแรงต้านทั้งทางศาสนา สังคม และการเมืองอย่างหนักโดยต่อเนื่อง และกลายเป็นความท้าทายในนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ของอิสราเอลในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคมนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

‘ทรัมป์’ กับเกมภูมิอากาศ!! เมื่อวิกฤตโลกถูกลากเข้าสู่สนามการเมือง รื้อกฎสิ่งแวดล้อม ดันเชื้อเพลิงฟอสซิล ชูชาตินิยมเศรษฐกิจ เหนืออนาคตพลังงานสะอาด คำถามใหญ่คือ สหรัฐฯ ถอยหลัง หรือกำลังส่งต่อผู้นำให้จีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ผู้ซึ่งนำวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ปัจจุบัน มีนักการเมืองส่วนหนึ่งที่นำเอาวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ซึ่งใช้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันวาระทางอุดมการณ์และเศรษฐกิจที่ชัดเจน ด้วยการรื้อ-ยกเลิกนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยมองว่า เป็นชัยชนะเหนือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ                                                                                                     

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐอเมริกาได้ถอยหลังอย่างมากในเรื่องการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ปรานาธิบดีทรัมป์ได้ดำเนินการยกเลิกนโยบายและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ ละทิ้งองค์กรระหว่างประเทศและสนธิสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศ ยุบเลิกงานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ และพยายามนำแนวปฏิบัติที่ทำลายล้างธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับมาใช้ใหม่ ตั้งแต่การขุดแร่ในทะเลลึก การตัดไม้ทำลายป่า ไปจนถึงการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล บริษัทหลายสิบแห่ง นับตั้งแต่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และบริษัทพลังงาน ไปจนถึงบริษัทลงทุน  สายการบิน ธนาคารขนาดใหญ่ และแม้แต่องค์กรการกุศล ต่างก็ถอยห่างจากคำมั่นสัญญาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลทรัมป์

ตัวอย่างของสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างเกี่ยวกับลำดับความ

สำคัญที่รัฐบาลทั่วโลกมอบให้แก่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สหภาพยุโรปเป็นอีกตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ถอยกลับจากแผนงานด้านสภาพภูมิอากาศของตน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแผนการที่ทะเยอทะยานที่สุดในโลกเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศในระดับโลก การประชุมด้านสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้มเหลวในการบรรลุผลสำเร็จที่สำคัญใดๆ ในขณะที่อิทธิพลของเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มมากขึ้นและทรงพลังยิ่งขึ้น การประชุม COP30 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จบลงโดยไม่มีการกล่าวถึงเชื้อเพลิงฟอสซิลเลย แม้จะมีแรงกดดันจากกว่า 80 ประเทศให้รวมแผนการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ในข้อตกลงฉบับสุดท้ายก็ตามผู้เข้าร่วมประชุม 1 ใน 25 คน (ประมาณ 1,600 คน) เป็นตัวแทนจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล

การมองการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นการต่อสู้ทางการเมือง

ประธานาธิบดีทรัมป์และคณะบริหารของเขาได้มองนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยมองว่า การยกเลิกกฎระเบียบเป็นชัยชนะเหนือวาระของพรรคเดโมแครต สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากภาษาที่ใช้ในการประกาศการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญ เช่น การยกเลิก "การค้นพบว่าก่อให้เกิดอันตราย" ในปี 2009 ซึ่งเป็นพื้นฐานทางกฎหมายสำหรับการควบคุมก๊าซเรือนกระจก คณะบริหารเรียกการกระทำนี้ว่าเป็นการยุติ "Green New Scam" ซึ่งเป็นคำที่ใช้เพื่อปฏิเสธนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคเดโมแครต กลยุทธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่กว้างขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นชัยชนะของ "อเมริกามาก่อน" ต่อข้อตกลงระหว่างประเทศที่ "สุดโต่ง" ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

การรื้อ-ยกเลิกนโยบายและองค์กร

รัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรื้อถอนบทบาทของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีจุดประสงค์ทั้งในทางการเมืองและในทางปฏิบัติ การดำเนินการที่สำคัญ ได้แก่:

-  การถอนตัวจากข้อตกลงระหว่างประเทศ: สหรัฐฯ ได้ถอนตัวอย่างเป็นทางการจากข้อตกลงปารีสเป็นครั้งที่สองในเดือนมกราคม 2026 กลายเป็นประเทศเดียวที่ทำเช่นนั้น รัฐบาลยังได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะถอนตัวจากสนธิสัญญาสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (UNFCCC) ด้วย

-  การยกเลิกการคุ้มครองสภาพภูมิอากาศภายในประเทศ: รัฐบาลได้ยกเลิกข้อสรุปเรื่องการคุกคาม และยกเลิกหรือระงับกฎระเบียบและนโยบายจำนวนมาก รวมถึงบทบัญญัติของกฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อ

-  การปิดกั้นวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ: มีการรณรงค์ที่บันทึกไว้เพื่อเซ็นเซอร์วิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมถึงการลบข้อมูลสภาพภูมิอากาศออกจากเว็บไซต์ของรัฐบาลกลาง การยกเลิกรายงานการประเมินสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ และการตัดงบประมาณของหน่วยงานวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ เช่น NOAA, EPA และ NASA เรื่องนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นประเด็นถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความจำเป็นทางการเมืองเพื่อทำลาย "รากฐานทางกฎหมาย" สำหรับกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศ

การผลักดันวาระสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

กลยุทธ์ทางการเมืองนี้เกี่ยวพันกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนในการส่งเสริมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งสรุปได้ในสโลแกน "ขุดเจาะเลยที่รัก" นโยบายของรัฐบาลรวมถึงการเพิ่มการผลิตน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินในประเทศ และการหยุดโครงการพลังงานสะอาด เช่น ฟาร์มกังหันลมในทะเล สิ่งนี้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของการบริจาคทางการเมืองและการสนับสนุนรัฐบาล การใช้ "เงินมืด" และผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อสนับสนุนเครือข่ายของกลุ่มคลังสมองที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดที่ต่อต้านการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบต่อเวทีโลกและภายในประเทศ ผลที่ตามมาของแนวทางนี้มีมากมาย:

-  ความเป็นผู้นำและความร่วมมือระดับโลก: การถอยห่างจากการทูตด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความเป็นผู้นำให้กับประเทศอื่นๆ เช่น จีนและสหภาพยุโรป และบั่นทอนความเชื่อมั่นในสถาบันระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญโต้แย้งว่าแม้สหรัฐฯ จะถอนตัว การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทั่วโลกน่าจะดำเนินต่อไป โดยได้รับแรงผลักดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและความเป็นผู้นำจากประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่อื่นๆ

-  ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและเชิงกลยุทธ์: นักวิเคราะห์บางคนมองว่าการถอยกลับนี้เป็นความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ การถอยห่างจากการพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาด สหรัฐฯ เสี่ยงที่จะสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับจีน ซึ่งกำลังขยายอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่อย่างรวดเร็ว นี่เป็นการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นมากกว่าความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจระยะยาวในตลาดโลก

สรุปแล้ว การกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่า เขาได้ใช้วิกฤตนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยการทำให้ประเด็นนโยบายสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ทำลายรากฐานทางสถาบันและวิทยาศาสตร์สำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมวาระเชื้อเพลิงฟอสซิลภายใต้ธงของชาตินิยมทางเศรษฐกิจ แม้ว่า การกระทำของเขาจะส่งผลกระทบอย่างมากทั้งในประเทศและทั่วโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การเคลื่อนไหวระหว่างประเทศในวงกว้างเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนนั้นมีความยืดหยุ่นและน่าจะดำเนินต่อไป

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ย้อนบทเรียน Millennium Challenge 2002 มหาอำนาจอาจมีเทคโนโลยีเหนือกว่า แต่แพ้ได้ หากศัตรูไม่ยอมเล่นตามเกมที่วางไว้ เกมซ้อมรบ 250 ล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯ เคย “แพ้” อิหร่านจำลอง

Millennium Challenge 2002 (ความท้าท้ายแห่งสหัสวรรษ 2002) แบบจำลองทางทหารมูลค่า 250ล้านเหรียญที่ผลออกมาว่า สหรัฐฯ พลาดท่าพ่ายแพ้ต่ออิหร่าน

การซ้อมรบ Millennium Challenge 2002 (MC02) เป็นการจำลองยุทธ์ด้วยคอมพิวเตอร์ครั้งใหญ่ที่สุดของกองทัพสหรัฐฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 ก.ค. - 15 ส.ค. ปี 2002 ด้วยงบประมาณสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ จุดประสงค์คือเพื่อทดสอบแนวคิด "สงครามเครือข่ายศูนย์กลาง" (Network-centric Warfare) ทั้งยังเป็นการทดสอบแสนยานุภาพและหลักนิยมของกองทัพสหรัฐฯ โดยฝ่ายน้ำเงิน (กองทัพสหรัฐฯ) ต้องต่อสู้กับฝ่ายแดง ซึ่งจำลองเป็นประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย ( อิหร่าน) บัญชาการโดยพลโท Paul Van Riper นายทหารนาวิกโยธินที่เกษียณแล้ว โดยความน่าสนใจในการซ้อมรบครั้งนี้มีรายละเอียดดังนี้

-ฝ่ายแดงใช้ยุทธวิธีแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare): พลโท Van Riper เลือกใช้ยุทธวิธีโบราณและเทคโนโลยีต่ำแทนระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ใช้มอเตอร์ไซค์ส่งสารเพื่อหลีกเลี่ยงการดักจับสัญญาณ และใช้สัญญาณไฟกระพริบแทนคลื่นวิทยุ

-ชัยชนะอันรวดเร็วของฝ่ายแดง: เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ส่งกองเรือขนาดมหึมาเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย ฝ่ายแดงได้ทำการโจมตีเชิงป้องกัน (Preemptive Strike) ด้วยการยิงฝูงขีปนาวุธล่วงหน้าเข้าใส่เรือรบสหรัฐฯ ทำให้อากาศยานและเรือรบจำลองของฝ่ายสหรัฐฯ จมลงสู่ก้นทะเลถึง 16 ลำ ซึ่งหากเป็นสถานการณ์จริงจะทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิตหลายพันนายภายในเวลาไม่กี่นาที

กลยุทธ์ที่พลโท Van Riper ใช้ในการรบแบบอสมมาตร: ด้วยเพราะ เขาตระหนักดีว่าหากเขาเล่นตามเกมในตำราทหารแบบดั้งเดิม กองทัพฝ่ายแดง (Red Force) ของเขาซึ่งมีเทคโนโลยีล้าหลังกว่า ย่อมไม่มีทางต้านทานระบบสอดแนมและการโจมตีที่แม่นยำของฝ่ายน้ำเงิน (Blue Force: สหรัฐฯ) ได้ ดังนั้น เขาจึงเลือกใช้ กลยุทธ์แบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) หรือการหยิบจุดแข็งที่เป็นความล้าหลัง และคาดเดาไม่ได้ของตนเอง มาโจมตีจุดอ่อนในความพึ่งพาเทคโนโลยีที่มากเกินไปของฝ่ายศัตรู โดยแบ่งออกเป็น 4 วิธีหลักดัง:

1. ต่อต้านระบบดักฟังด้วยระบบสื่อสารยุคเก่า (Low-Tech Communications) ในเมื่อฝ่ายน้ำเงินมีเทคโนโลยีระดับเทพที่สามารถดักจับคลื่นวิทยุ สัญญาณโทรศัพท์ดาวเทียม และการสื่อสารทางดิจิทัลได้ทุกรูปแบบเพื่อประเมินสถานการณ์ (ตามแนวคิด Information Dominance) พลโท Van Riper จึงสั่ง "ปิดวิทยุสื่อสารทั้งหมด" แล้วย้อนกลับไปใช้เทคนิคโบราณที่ไม่มีคลื่นหรือสัญญาณไฟฟ้าให้ดักจับได้:
· การส่งสารด้วยมอเตอร์ไซค์ (Motorcycle Messengers): ใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วขี่มอเตอร์ไซค์ส่งคำสั่งเป็นเอกสารกระดาษไปยังหน่วยรบแนวหน้าโดยตรง
· การใช้สัญญาณไฟและรหัสลับด้วยพิธีกรรมทางศาสนา: ใช้สัญญาณไฟสีประภาคาร (Light Signals) แบบสงครามโลกครั้งที่ 2 ในการสั่งการให้เครื่องบินรบขึ้นบิน และใช้ระบบกระจายเสียงจากหออะซานของมัสยิด (ส่งคำร้องเรียกทำพิธีสวด) เป็นโค้ดลับในการสั่งเคลื่อนกำลังพลพร้อมกันทั่วประเทศ

2. การซ่อนพรางกำลังรบในพลเรือน (Camouflage inside Civilian Traffic) แทนที่จะจอดเรือรบและตั้งฐานทัพทหารเด่นหราบนจอเรดาร์ พลโท Van Riper เลือกที่จะพรางตัวไปกับวิถีชีวิตปกติของประชาชนเพื่อทำให้ระบบแยกแยะเป้าหมายอัตโนมัติของฝ่ายน้ำเงินเป็นอัมพาต:
· การหาพิกัดเรือศัตรู: แทนที่จะเปิดเรดาร์ทหารสแกนหาเรือรบสหรัฐฯ (ซึ่งจะทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ รู้ตัวทันที) เขาใช้ เรือประมงท้องถิ่นและเรือสินค้าพลเรือน ที่ล่องเรือผ่านไปมาตามปกติ ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาแล้วรายงานพิกัดกองเรือสหรัฐฯ กลับมา
· การเคลื่อนกำลังพล: เขาซ่อนเรือเร็วโจมตีติดอาวุธและเครื่องบินรบขนาดเล็กไว้ปะปนกับเรือพาณิชย์และเครื่องบินพลเรือนในน่านน้ำและน่านฟ้าที่แออัด ทำให้ฝ่ายน้ำเงินไม่กล้าโจมตีก่อนเพราะแยกไม่ออกว่าลำไหนคือผู้บริสุทธิ์ ลำไหนคือทหาร

3. กลยุทธ์ฝูงผึ้งรุมต่อย (Swarm Tactics) จุดอ่อนของระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูงอย่างระบบ Aegis บนเรือรบสหรัฐฯ คือมันถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มีเทคโนโลยีสูงจำนวนหนึ่ง (เช่น เครื่องบินรบหรือขีปนาวุธทิ้งตัวไม่กี่ลูก) แต่ระบบจะประมวลผลไม่ทันหากเจอเป้าหมายขนาดเล็กจำนวนมหาศาลจู่โจมพร้อมกัน พลโท Van Riper จึงสั่งให้ เรือเร็วติดระเบิดฆ่าตัวตาย (Kamikaze Speedboats), เรือสปีดโบ๊ทพลเรือน และเครื่องบินใบพัดขนาดเล็ก นับร้อย ๆ ลำ บุกโจมตีเข้าใส่กองเรือสหรัฐฯ พร้อมกันจากทุกทิศทางในลักษณะ "ฝูงผึ้งจำนวนมาก" ควบคู่กับการระดมยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบจากชายฝั่ง ผลคือเรดาร์และระบบยิงสกัดของฝ่ายน้ำเงินทำงานหนักเกินขีดจำกัด (Overwhelmed) จนไม่สามารถสกัดกั้นได้หมดและถูกจมเรือไปถึง 19 ลำในเวลาแค่ 10 นาที

4. การชิงลงมือก่อนเพื่อตัดโอกาสก่อนที่ศัตรูจะตั้งตัวได้ (Preemptive Strike) ฝ่ายน้ำเงินคุ้นชินกับการส่งคำขาด (Ultimatum) เพื่อกดดันให้ข้าศึกยอมจำนนก่อน แล้วค่อย ๆ เปิดฉากโจมตีอย่างเป็นระบบตามขั้นตอน แต่พลโท Van Riper รู้ดีว่าหากปล่อยให้ฝ่ายน้ำเงินจัดตั้งแนวรบเสร็จสมบูรณ์ ฝ่ายเขาจะไม่มีโอกาสชนะเลย ทันทีที่ฝ่ายน้ำเงินส่งคำขาดและประกาศว่าเรือรบได้แล่นเข้าสู่ระยะน่านน้ำแล้ว เขาจึงชิงลงมือสั่งโจมตีเต็มอัตราศึกทันที โดยไม่รอให้ระยะเวลาในคำขาดหมดลง การตัดสินใจที่เฉียบขาดและนอกตำรานี้สร้างความตื่นตระหนกและทำลายวงจรการตัดสินใจ (OODA Loop) ของผู้บัญชาการฝ่ายสหรัฐฯ จนตั้งตัวไม่ติดนั่นเอง

การรีเซ็ตการฝึกซ้อม: เนื่องจากผลลัพธ์ที่ปรากฏว่า กองสหรัฐฯ พ่ายแพ้อย่างรวดเร็วและไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบเทคโนโลยี ผู้ควบคุมการฝึกจึงตัดสินใจสั่งหยุดเกม ย้อนเวลากลับไป และบังคับให้ฝ่ายแดงเปิดระบบป้องกันเพื่อให้เรือของสหรัฐฯ สามารถรบต่อและทดสอบยุทโธปกรณ์ได้ตามเป้าหมาย การตัดสินใจแทรกแซงดังกล่าวทำให้ พลโท Van Riper ประท้วงและลาออกจากการฝึก โดยวิจารณ์ว่า Millennium Challenge 2002 เป็นเพียงการซ้อมรบที่ถูกเขียนบทมาเพียงเพื่อให้เทคโนโลยีของกองทัพสหรัฐฯ ชนะเท่านั้น พลโท Van Riper กล่าวในภายหลังว่า หลังรีเซ็ต ฝ่ายแดง Red ถูกจำกัดปฏิบัติการหลายอย่าง เช่น การห้ามยิงก่อน ต้องเปิดเรดาร์ และต้องจัดวางกำลังตามที่ผู้ควบคุมกำหนด เหตุการณ์นี้กลายเป็นกรณีศึกษาด้านกลยุทธ์ที่โด่งดัง ซึ่งผู้คนบนฟอรัม War College Reddit มักมีความเห็นสอดคล้องกันว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปรับตัวต่อกลยุทธ์ที่คาดไม่ถึงของศัตรู

พลโท Paul Van Riper ปัจจุบันยังมีชีวิตในวัย 88 ปี เข้าร่วมกับกองกำลังนาวิกโยธินตั้งแต่อายุ 18 ปี ก่อนที่จะเลื่อนเป็นนายทหารสัญบัตรใน 7 ปีต่อมา เขาได้รับเหรียญ Silver Star สองครั้ง จากวีรกรรมในสงครามเวียดนาม เขาเป็นคณะทำงานของกองกำลังนาวิกโยธิน MARCENT/I ในระหว่างปฏิบัติการ Desert Shield และ Desert Storm (มกราคมถึงมีนาคม 1991) ก่อนเกษียณจากกองทัพ เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธินที่ 2 และกองบัญชาการพัฒนาการรบของนาวิกโยธิน ณ เมืองควอนติโก มลรัฐเวอร์จิเนีย และเหรียญเกียรติคุณการบริการดีเด่นของกองทัพเรือ () หลังการเกษียณอายุ เขาได้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการและคณะทำงานที่ปรึกษาของธุรกิจหลายแห่ง

แล้วทำไมจึงดูเหมือนว่าสหรัฐฯ ไม่ได้นำบทเรียนจากการซ้อมรบ Millennium Challenge 2002 ไปใช้ อันที่จริงแล้วมีหลายเหตุผล ได้แก่
1. เป้าหมายของการซ้อมรบไม่ใช่การแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะ Millennium Challenge 2002 ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบแนวคิดการรบใหม่ (Transformation) มากกว่าจะเป็นการแข่งว่าใครชนะ หากสถานการณ์จบเร็วเกินไป การทดสอบส่วนอื่นจะทำไม่ได้ จึงต้องมีการรีเซ็ตบางช่วงของเกม

2. เรื่อง "ฝ่ายแดงถูกบังคับให้แพ้" เป็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น โดย Pentagon ระบุว่า การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ทำเพื่อให้สามารถทดสอบระบบและแนวคิดที่เหลือของการฝึกได้ ไม่ใช่เพื่อปกป้องชื่อเสียงของฝ่ายน้ำเงินเพียงอย่างเดียว

3. หลายบทเรียนถูกนำไปใช้จริง แม้จะมีความเข้าใจว่าบทเรียนถูกละเลย แต่หลายประเด็นกลับถูกนำไปพัฒนา เช่น
- การรับมือฝูงเรือเร็ว (Swarm Attack)
- การป้องกันขีปนาวุธร่อน
- การข่าวกรองและการเฝ้าระวังที่ครอบคลุมมากขึ้น
- การเตรียมรับมือศัตรูที่ใช้วิธีการสื่อสารแบบไม่พึ่งเทคโนโลยีขั้นสูง
โดยในเวลาต่อมากองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ลงทุนอย่างมากในระบบป้องกันหลายชั้น ระบบอาวุธระยะประชิด และการฝึกรับมือการโจมตีแบบอิ่มตัว (saturation attacks) ซึ่งสะท้อนบทเรียนบางส่วนจากเหตุการณ์ดังกล่าว

4. แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเชิงสถาบันบางอย่าง นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า Millennium Challenge 2002 แสดงให้เห็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในองค์กรขนาดใหญ่ คือ
· ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีมากเกินไป
· การวางแผนโดยตั้งสมมติฐานว่าศัตรูจะทำตามแบบที่คาดไว้
· วามยากในการยอมรับผลการทดลองที่ขัดกับแนวคิดหลักขององค์กร
· ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับกองทัพสหรัฐฯ แต่พบได้ในกองทัพและองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก

หากมองจากเหตุการณ์ในปัจจุบัน กองทำสหรัฐฯ ไม่ได้เพิกเฉยต่อบทเรียนจาก Millennium Challenge 2002 ทั้งหมด แต่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า บทเรียนบางส่วนถูกลดทอนหรือถูกตีความในลักษณะที่เอื้อต่อแนวคิดเดิมขององค์กร ขณะเดียวกัน บทเรียนด้านยุทธวิธีและการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่จำนวนไม่น้อยก็ถูกนำไปพัฒนาต่อยอดจริง และฝ่ายการเมืองทั้งประธานาธิบดี Donald Trump และ Pete Hegseth รัฐมนตรีกระทรวงสงครามต่างไม่สนใจต่อข้อเสนอและคำแนะนำจากฝ่ายทหาร จะได้จากการปลด ปรับย้าย นายทหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจึงปรากฏผลออกมาเช่นที่ชาวโลกได้เห็นกันในทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ยุคนี้ 60 ยังไม่ใช่ชรา!! โลกกำลังนิยามใหม่ว่า “แก่จริง” อาจเริ่มที่ 80 เมื่อชีวิตยังเดินต่อได้อย่างมีพลัง อายุจริงอาจไม่สำคัญเท่าอายุสมรรถภาพ ผู้เชี่ยวชาญชี้บางคนวัย 80 ยังแข็งแรงกว่าวัย 60

ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว "วัยชรา" มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 60 หรือ 65 ปี ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องการเกษียณอายุหรือนโยบายต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น แนวคิดที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยช่วงอายุ 50 ถึง 80 ปีนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นช่วงขาลง แต่เป็นช่วงของการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยาวนานขึ้น โดยงานวิจัยและผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 80 ปี คือเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" แทนที่ 60 หรือ 65 ปีแบบดั้งเดิม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนจะชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางชีวภาพในช่วงอายุ 70 ปี และการจำแนกประเภทโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ
หลายคนจึงแบ่งวัยชราออกเป็นหลายช่วง เช่น:

- วัยสูงอายุตอนต้น: อายุประมาณ 65–74 ปี
- วัยสูงอายุตอนกลาง: ประมาณ 75–84 ปี
- วัยสูงอายุที่สุด: ประมาณ 85 ปีขึ้นไป

ด้วยมุมมองดังกล่าวทำให้คำกล่าวที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี จึงมีความสมเหตุสมผลทั้งในแง่สังคมและชีววิทยาสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญมักเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงอายุนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสูงวัยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอายุ 80 ปีอาจกระฉับกระเฉงและพึ่งพาตนเองได้มากกว่าคนอายุ 60 ปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงนิยมเน้นที่อายุตามสมรรถภาพทางกายมากกว่าอายุจริง โดยศาสตราจารย์ Ian Robertson นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาคลินิกชาวสก็อตและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Trinity College Dublin ประเทศ Ireland ระบุว่า ทางกายภาพและจิตวิทยา วัยชราสำหรับหลาย ๆ คน จะเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี

ในสมัยก่อน วัยเกษียณ (55-60 ปี) จะถือว่า “ชรา” แล้ว แต่ทัศนคติในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้คำจำกัดความของวัยชราถูกย้อนทบทวนในเวลาต่อมา เว็บไซต์ข่าว SWNS ของสหราชอาณาจักรได้เสนอรายงานจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก PayingTooMuch.com บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ คนทั่วไปคิดว่า ความชราภาพจะเกิดขึ้นช้ามาก แบบสำรวจผู้สูงอายุจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น อายุใดที่ถือว่าชรา และสัญญาณแห่งวัยซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดคืออะไร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า วัยชรายังไม่เริ่มจนกว่าจะอายุ 80 ซึ่งช้ากว่าการศึกษาก่อนหน้านี้มาก ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนกล่าวว่า วัยชรานั้นยิ่งห่างออกไปอีก โดย 20% ตอบว่า เริ่มที่ 90 มีเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าความชราภาพเริ่มต้นที่ก่อนอายุ 70 ปี เรื่องที่น่าสนใจเมื่อพบว่าจากการสำรวจในครั้งนี้ผู้ตอบบอกว่า หากพวกเขาถูกถามด้วยคำถามนี้เมื่อ 30 ปีก่อน ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นของวัยชราน่าจะอยู่ที่ 63 ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้คำจำกัดความของวัยชราเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีภายหลังการเกษียณ การรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ชรา" ได้เปลี่ยนไปตามนั้น เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ Active นานกว่านั้นมีผลกระทบมากที่สุดต่ออายุของวัยชราที่คิดกันใหม่ (80 ปี) แล้วผู้สูงอายุอยู่ในช่วงวัยใด? อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังเปิดเผยว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับอายุโดยทั่วไปน้อยกว่าที่เคย 82% ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขารู้สึกอ่อนกว่าอายุจริงโดยเฉลี่ย 11 ปี ในขณะที่ 93% เห็นด้วยกับสุภาษิตที่ว่า "เราอายุมากเท่าที่เรารู้สึกเท่านั้น"

ทำไมอายุ 80 ถึงกลายเป็นช่วงอายุของวัยชราแบบใหม่ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยชรานั้นเลือนหายไป ความยืดหยุ่นของสมอง:วิทยาศาสตร์ทางประสาทแสดงให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสามารถใช้งานสมองได้ยาวนานขึ้น การเปลี่ยนแปลงมุมมอง:ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมองว่าคนรุ่นก่อนมีความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และพบว่าคำว่า "อายุยืน" น่าดึงดูดใจมากกว่าคำว่า "แก่ชรา" โดยช่วงชีวิตใหม่คือ ช่วงอายุ 50-80 ปี กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น

มุมมองแบบดั้งเดิมกับมุมมองแบบสมัยใหม่ จากความเชื่อดั้งเดิมที่วัยชราเริ่มต้นที่อายุประมาณ 60 หรือ 65 ปี (อายุเกษียณตามปกติ) แต่ด้วยข้อพิจารณาทางชีววิทยาพบว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยน" เช่น การลดลงอย่างฉับพลันของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดหลังจากอายุ 70 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอย่างกะทันหัน ตามที่นิวไซเอนทิสต์กล่าวได้ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายปรากฏเมื่ออายุ 80 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/กระดูกลดลง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง เป็นเรื่องปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพเชิงรุก

การใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างมีความสุข ทัศนคติเชิงบวก:การคงไว้ซึ่งทัศนคติที่ดี ความรู้สึกขอบคุณ และการมองไปข้างหน้า ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น กิจกรรมคือกุญแจสำคัญ:การออกกำลังกาย การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตในวัยชราที่เปี่ยมไปด้วยพลังผู้สูงอายุสมัยใหม่กำลังทำหลายอย่างเพื่อยืนยันว่าคำพูดนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงการต่าง ๆ ได้เริ่มต้นขึ้นทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานอดิเรกมากขึ้น ตั้งแต่การเล่นเดนตรีไปจนถึงการออกเที่ยวนอกบ้าน

ผู้สูงอายุที่ตื่นตัว ไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ Washington Post ได้รายงานเกี่ยวกับโครงการให้ผู้สูงอายุในกรุงลอนดอนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม Parkour ซึ่งเป็นกีฬากายกรรมที่มักเกี่ยวข้องกับคนหนุ่มสาวที่ปีนกำแพง และกระโดดจากหลังคาหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ผู้สูงอายุโดยหน่วยงานของรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ฝึกกิจกรรมแบบสบาย ๆ มากขึ้น ซึ่งให้พวกเขาทำการแสดงท่าทางต่าง ๆ เช่น การทรงตัวบนหิ้ง และการหมุนบนม้านั่ง แบบฝึกหัดนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้พวกเขาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับประชากรที่คาดว่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และมีชีวิตที่มีประสิทธิผลมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“ญี่ปุ่น” ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด!! อาชญากรรมไม่กี่วินาที แต่แผลดิจิทัลอยู่ตลอดชีวิต CNN เปิดปมญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตแอบถ่ายใต้กระโปรง เด็กหญิงตกเป็นเหยื่อ–ผู้ก่อเหตุเริ่มตั้งแต่วัยเรียน

การแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง
กําลังกลายเป็นปัญหาอาชญากรรมสำคัญของเยาวชนในญี่ปุ่น

โตเกียว “อายากะ” อายุหกขวบเมื่อเธอถูกแอบถ่ายใต้กระโปรงครั้งแรก โดยครูสอนว่ายน้ำของเธอซึ่งเป็นชายที่พุ่งเป้าไปยังบรรดาเด็กหญิงมานานกว่าทศวรรษแล้ว เขาได้ถ่ายภาพและวิดีโอที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับอวัยวะเพศของเธอ จากนั้นเขาจะแชร์ภาพในกลุ่มกับคนรักเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งจะรู้สึกขอบคุณสําหรับเนื้อหา และที่พวกเขาเรียกผู้ถ่ายว่า "พระเจ้า"

ซูซูกิพ่อของอายากะ (ชื่อถูกเปลี่ยนเพื่อความเป็นส่วนตัว) เพิ่งรู้ว่า ลูกสาวของเขาตกเป็นเป้าหมายเมื่อตํารวจโทรมาเมื่อสองปีที่แล้ว ใบหน้าและชื่อของเธอปรากฏในภาพบางภาพ ทําให้เธอสามารถระบุตัวตนได้ง่าย "ภรรยาของผมและผมต่างสนับสนุนให้เธอเข้าร่วมโรงเรียนสอนว่ายน้ำ ตอนนั้นเราคิดว่า มันจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกสําหรับเธอ" "ผมรู้สึกละอายใจที่ทําให้ลูกสาวของผมต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ผมรู้สึกโกรธชายที่ก่ออาชญากรรม ผมไม่สามารถให้อภัยเขาได้"

“อายากะ” ไม่ได้เป็นเหยื่อเพียงรายเดียว แต่เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อนับไม่ถ้วนของอาชญากรรมการแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง และการแอบดูในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ระบาดในประเทศมานานแล้ว โปสเตอร์เตือนมักจะเรียงรายตามสถานีรถไฟและอาคารสาธารณะในญี่ปุ่น สมาร์ทโฟนทุกเครื่องที่จําหน่ายในประเทศจะต้องส่งเสียงชัตเตอร์เมื่อมีการถ่ายภาพและวิดีโอ ซึ่งเป็นมาตรการทางอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่อยับยั้งการถ่ายภาพแอบถ่ายในปี 2023 ญี่ปุ่นยังได้ออกกฎหมายทั่วประเทศต่อต้าน "การแอบดูภาพถ่าย" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศในวงกว้าง คดีดังกล่าวถูกดําเนินคดีภายใต้ข้อบัญญัติท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปทั่วประเทศ

แม้จะมีความพยายามหลายปีในการควบคุมอาชญากรรม แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดของญี่ปุ่น ตํารวจจับกุม 9,237 คนในข้อหาแอบดูทั่วประเทศในปี 2025 ซึ่งเป็นจํานวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นนั้นมาจากกฎหมายใหม่ซึ่งขยายขอบเขตของความผิด ความแพร่หลายของสมาร์ทโฟนยังทําให้อาชญากรรมง่ายขึ้นกว่าที่เคย

ญี่ปุ่นนำกฎหมายมาใช้ในปี 2023 ซึ่งการทําให้ "ภาพแอบถ่ายใต้กระโปรง" กลายเป็นอาชญากรรม โดยห้ามการกระทําเช่น การแอบถ่ายใต้กระโปรง แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายใหม่ แต่ก็การกระทำดังกล่าวยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดในประเทศนี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “คนกระทํา” แม้ว่าผู้กระทําความผิดจะเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีเด็กจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆข้อมูลของตํารวจแสดงให้เห็นว่าคดีแอบดูที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเกือบหกเท่าในปี 2024 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่บันทึกการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับข้อหาแอบดู ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายใหม่ที่ขยายขอบเขตของอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม รายงานจากสื่อต่างประเทศอย่างเช่น CNN ชี้ให้เห็นว่า ผู้กระทําความผิดอายุน้อยลงกว่าที่เคย

ตามข้อมูลของตํารวจญี่ปุ่นที่อ้างถึงข่าวของ CNN การแอบดูในหมู่ผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มสื่อกล่าวว่า ได้เห็นหลักฐานของเด็กมัธยมต้นหรือมัธยมต้นที่โฆษณาเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กในแอปพลิเคชั่นส่งข้อความเช่น Telegram และ Discord

"ฉันตกใจมากที่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในโรงเรียน" Sumire Nagamori ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเด็กบอกกับ CNN "ผู้กระทําความผิดสามารถเป็นเพื่อนร่วมชั้นได้ และภาพอาจปรากฏทางออนไลน์ได้ด้วย"

"เด็กเล็กสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลได้ก่อนที่จะได้รับการสอนจริยธรรมหรือการรู้เท่าทันดิจิทัล" Nagamori กล่าวต่อ "ก่อนที่พวกเขาจะสามารถแยกแยะความถูกผิดได้ พวกเขาก็มีเครื่องมือที่สามารถใช้ในการทําร้ายผู้อื่นได้อยู่แล้ว"

CNN ได้พูดคุยกับนักจิตอายุรเวทชาวญี่ปุ่นที่เห็นคนที่ถูกส่งมาจากศาลที่ถูกตัดสินว่า มีความผิดในข้อหาแอบดู เธอยืนยันว่า คนเหล่านั้นอายุน้อยลงเรื่อย ๆ "เมื่อฉันเปิดคลินิกนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ของฉันเป็นชายวัยกลางคน" Daisuke Nakamura บอกกับ CNN "ตอนนี้ฉันเห็นนักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัยมากขึ้น คนไข้ที่อายุน้อยที่สุดของฉันอายุ 13 หรือ 14 ปี และบางครั้งก็มีนักเรียนชั้นประถมเข้ามา"

เด็ก ๆ ในทศวรรษ 2020 ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเนื้อหาประเภทใดก็ตามที่พวกเขาจินตนาการได้อย่างไม่มีข้อจํากัด ซึ่งเป็นพัฒนาการที่น่ารําคาญ นําไปสู่ความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับพื้นที่ต่างๆ เช่น Manosphere และกระตุ้นให้รัฐบาลดําเนินการ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหราชอาณาจักรได้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี จากการมีบัญชีโซเชียลมีเดีย รวมถึง YouTube, TikTok และ Instagram

ในญี่ปุ่นสมาร์ทโฟนที่ขายในประเทศจะต้องส่งเสียงเมื่อถ่ายภาพเพื่อต่อสู้กับแอบถ่ายใต้กระโปรง เมื่อต้นเดือนนี้ การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดชั้นนําของญี่ปุ่น ห้ามถ่ายภาพทั้งหมด หลังจากที่ผู้เล่นแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาพแอบถ่าย และภาพที่ "ไม่เหมาะสม" ที่ถ่ายระหว่างการแข่งขัน

แนวโน้มนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากรอบกฎหมายของญี่ปุ่นมีปัญหาในการก้าวให้ทันกับความเป็นจริงของการล่วงละเมิดทางเพศทางดิจิทัล ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมักถูกดําเนินคดีภายใต้กฎหมายสื่อลามกอนาจารเด็กของญี่ปุ่น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่าช่องว่างยังคงอยู่ กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อมองเห็นอวัยวะเพศของเด็ก ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศบางรูปแบบอาจอยู่นอกขอบเขต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกกับ CNN ว่า ช่องโหว่เหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้กระทําความผิดได้รับโทษที่เบาลงอย่างมาก


ญี่ปุ่นยังเปิดตัวทะเบียนผู้กระทําความผิดทางเพศใหม่ที่อนุญาตให้นายจ้างในวิชาชีพที่ต้องเผชิญกับเด็ก เช่น โรงเรียน สามารถตรวจสอบว่า พนักงานที่จะรับเข้ามาเคยถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กหรือไม่ แต่ไม่เหมือนกับสหรัฐอเมริกาตรงที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลนี้ได้
.
เพื่อทําความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้คนหนุ่มสาวก่ออาชญากรรมเหล่านี้ CNN ใช้เวลาหลายเดือนในการค้นหาผู้กระทําความผิดก่อนหน้านี้ที่เต็มใจพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา “คิมูระ” (นามแฝง) ปัจจุบันอายุ 19 ปี เป็นคนหนึ่งที่ตกลงที่จะพูด ชายคนนี้บอกกับ CNN ว่า ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น เขาได้เริ่มถ่ายภาพผิดกฎหมายหลังจากเห็นภาพในวิดีโอลามกอนาจารทางออนไลน์ “ผมไม่สามารถหยุดตัวเองได้”

การแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นปัญหาในญี่ปุ่นมาระยะหนึ่งแล้ว ผู้ป่วยก็เพิ่มมากขึ้นด้วย คิมูระกล่าวว่า ความหลงใหลในการแอบถ้ายใต้กระโปรงของเขาเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 15 ปี โดยสื่อลามกแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่จัดฉาก หลังจากดูมาหลายเดือนเขาก็อยากลองด้วยตัวเอง เมื่ออายุ 17 ปี เขาบอกว่าเขาพุ่งเป้าไปที่เหยื่อรายแรกของเขา: เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งบันไดเลื่อนที่ชานชาลารถไฟ "หลังจากทําโดยไม่ถูกจับได้ และรู้สึกตื่นเต้นหลังจากนั้น ผมเลยอยากรู้สึกอีกครั้ง"

ในปีถัดมาเขากําหนดเป้าหมายเหยื่ออีกประมาณ 30 ราย เขาบอกว่าเขาหยุดเมื่อตํารวจพบว่า เขาบุกรุกบ้านส่วนตัวขณะพยายามขโมยกางเกงในของใครบางคนจากราวตากผ้า "ถ้าผมยังไม่ถูกจับได้ในตอนนั้น ผมอาจจะข่มขืนใครสักคนภายในหนึ่งหรือสองปีต่อมา" คิมูระได้ผ่านโครงการป้องกันอาชญากรรมภาคบังคับและการศึกษาใหม่ โดยกล่าวว่า เขาเสียใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เขาทํา "ผมรู้สึกเสียใจจริง ๆ... ตอนนี้ผมสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ผมรู้สึกว่า ต้องแน่ใจว่าผมจะไม่ลืมสิ่งที่ผมเคยทํา"

ครูสอนว่ายน้ำของอายากะถูกตัดสินจําคุกสี่ปี หลังจากถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานแอบถ่ายภาพเหยื่อเด็กหลายคน ซูซูกิ พ่อของอายากะกล่าวว่า ครูสอนว่ายน้ำของลูกสาวของเขาถ่ายรูปอนาจารของเธอที่สระว่ายน้ำ "ผู้คนบอกว่า ญี่ปุ่นปลอดภัยมาก แต่ตอนนี้ผมสงสัยว่า อาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในสถานที่ที่เราไม่เห็นไปกี่ครั้งแล้ว"

สําหรับผู้กระทําความผิดการแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที ซึ่งมักไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สําหรับเหยื่อนับไม่ถ้วนที่ถูกละเมิด มันทิ้งรอยแผลเป็นดิจิทัลอย่างเอาถาวรไว้ ซึ่งซูซูกิกลัวว่า จะหลอกหลอนอายากะไปนานหลายปี "ในขณะที่ผู้กระทําความผิดสามารถชดใช้โทษได้ แต่ลูกสาวของผมจะต้องอยู่กับวิดีโอเหล่านี้ไปตลอดชีวิต" "ผมเชื่อว่า เด็ก ๆ เป็นสมบัติล้ำค่าไม่เพียง แต่สําหรับประเทศนี้เท่านั้น แต่สําหรับทุกคน ดังนั้นผมจึงมองว่า มันเป็นงานของเราที่จะหาวิธีปกป้องพวกเขา" ซูซูกิบอกกับ CNN

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top