Wednesday, 1 July 2026
ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“ญี่ปุ่น” ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด!! อาชญากรรมไม่กี่วินาที แต่แผลดิจิทัลอยู่ตลอดชีวิต CNN เปิดปมญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตแอบถ่ายใต้กระโปรง เด็กหญิงตกเป็นเหยื่อ–ผู้ก่อเหตุเริ่มตั้งแต่วัยเรียน

การแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง
กําลังกลายเป็นปัญหาอาชญากรรมสำคัญของเยาวชนในญี่ปุ่น

โตเกียว “อายากะ” อายุหกขวบเมื่อเธอถูกแอบถ่ายใต้กระโปรงครั้งแรก โดยครูสอนว่ายน้ำของเธอซึ่งเป็นชายที่พุ่งเป้าไปยังบรรดาเด็กหญิงมานานกว่าทศวรรษแล้ว เขาได้ถ่ายภาพและวิดีโอที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับอวัยวะเพศของเธอ จากนั้นเขาจะแชร์ภาพในกลุ่มกับคนรักเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งจะรู้สึกขอบคุณสําหรับเนื้อหา และที่พวกเขาเรียกผู้ถ่ายว่า "พระเจ้า"

ซูซูกิพ่อของอายากะ (ชื่อถูกเปลี่ยนเพื่อความเป็นส่วนตัว) เพิ่งรู้ว่า ลูกสาวของเขาตกเป็นเป้าหมายเมื่อตํารวจโทรมาเมื่อสองปีที่แล้ว ใบหน้าและชื่อของเธอปรากฏในภาพบางภาพ ทําให้เธอสามารถระบุตัวตนได้ง่าย "ภรรยาของผมและผมต่างสนับสนุนให้เธอเข้าร่วมโรงเรียนสอนว่ายน้ำ ตอนนั้นเราคิดว่า มันจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกสําหรับเธอ" "ผมรู้สึกละอายใจที่ทําให้ลูกสาวของผมต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ผมรู้สึกโกรธชายที่ก่ออาชญากรรม ผมไม่สามารถให้อภัยเขาได้"

“อายากะ” ไม่ได้เป็นเหยื่อเพียงรายเดียว แต่เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อนับไม่ถ้วนของอาชญากรรมการแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง และการแอบดูในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ระบาดในประเทศมานานแล้ว โปสเตอร์เตือนมักจะเรียงรายตามสถานีรถไฟและอาคารสาธารณะในญี่ปุ่น สมาร์ทโฟนทุกเครื่องที่จําหน่ายในประเทศจะต้องส่งเสียงชัตเตอร์เมื่อมีการถ่ายภาพและวิดีโอ ซึ่งเป็นมาตรการทางอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่อยับยั้งการถ่ายภาพแอบถ่ายในปี 2023 ญี่ปุ่นยังได้ออกกฎหมายทั่วประเทศต่อต้าน "การแอบดูภาพถ่าย" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศในวงกว้าง คดีดังกล่าวถูกดําเนินคดีภายใต้ข้อบัญญัติท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปทั่วประเทศ

แม้จะมีความพยายามหลายปีในการควบคุมอาชญากรรม แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดของญี่ปุ่น ตํารวจจับกุม 9,237 คนในข้อหาแอบดูทั่วประเทศในปี 2025 ซึ่งเป็นจํานวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นนั้นมาจากกฎหมายใหม่ซึ่งขยายขอบเขตของความผิด ความแพร่หลายของสมาร์ทโฟนยังทําให้อาชญากรรมง่ายขึ้นกว่าที่เคย

ญี่ปุ่นนำกฎหมายมาใช้ในปี 2023 ซึ่งการทําให้ "ภาพแอบถ่ายใต้กระโปรง" กลายเป็นอาชญากรรม โดยห้ามการกระทําเช่น การแอบถ่ายใต้กระโปรง แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายใหม่ แต่ก็การกระทำดังกล่าวยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดในประเทศนี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “คนกระทํา” แม้ว่าผู้กระทําความผิดจะเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีเด็กจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆข้อมูลของตํารวจแสดงให้เห็นว่าคดีแอบดูที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเกือบหกเท่าในปี 2024 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่บันทึกการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับข้อหาแอบดู ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายใหม่ที่ขยายขอบเขตของอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม รายงานจากสื่อต่างประเทศอย่างเช่น CNN ชี้ให้เห็นว่า ผู้กระทําความผิดอายุน้อยลงกว่าที่เคย

ตามข้อมูลของตํารวจญี่ปุ่นที่อ้างถึงข่าวของ CNN การแอบดูในหมู่ผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มสื่อกล่าวว่า ได้เห็นหลักฐานของเด็กมัธยมต้นหรือมัธยมต้นที่โฆษณาเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กในแอปพลิเคชั่นส่งข้อความเช่น Telegram และ Discord

"ฉันตกใจมากที่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในโรงเรียน" Sumire Nagamori ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเด็กบอกกับ CNN "ผู้กระทําความผิดสามารถเป็นเพื่อนร่วมชั้นได้ และภาพอาจปรากฏทางออนไลน์ได้ด้วย"

"เด็กเล็กสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลได้ก่อนที่จะได้รับการสอนจริยธรรมหรือการรู้เท่าทันดิจิทัล" Nagamori กล่าวต่อ "ก่อนที่พวกเขาจะสามารถแยกแยะความถูกผิดได้ พวกเขาก็มีเครื่องมือที่สามารถใช้ในการทําร้ายผู้อื่นได้อยู่แล้ว"

CNN ได้พูดคุยกับนักจิตอายุรเวทชาวญี่ปุ่นที่เห็นคนที่ถูกส่งมาจากศาลที่ถูกตัดสินว่า มีความผิดในข้อหาแอบดู เธอยืนยันว่า คนเหล่านั้นอายุน้อยลงเรื่อย ๆ "เมื่อฉันเปิดคลินิกนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ของฉันเป็นชายวัยกลางคน" Daisuke Nakamura บอกกับ CNN "ตอนนี้ฉันเห็นนักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัยมากขึ้น คนไข้ที่อายุน้อยที่สุดของฉันอายุ 13 หรือ 14 ปี และบางครั้งก็มีนักเรียนชั้นประถมเข้ามา"

เด็ก ๆ ในทศวรรษ 2020 ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเนื้อหาประเภทใดก็ตามที่พวกเขาจินตนาการได้อย่างไม่มีข้อจํากัด ซึ่งเป็นพัฒนาการที่น่ารําคาญ นําไปสู่ความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับพื้นที่ต่างๆ เช่น Manosphere และกระตุ้นให้รัฐบาลดําเนินการ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหราชอาณาจักรได้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี จากการมีบัญชีโซเชียลมีเดีย รวมถึง YouTube, TikTok และ Instagram

ในญี่ปุ่นสมาร์ทโฟนที่ขายในประเทศจะต้องส่งเสียงเมื่อถ่ายภาพเพื่อต่อสู้กับแอบถ่ายใต้กระโปรง เมื่อต้นเดือนนี้ การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดชั้นนําของญี่ปุ่น ห้ามถ่ายภาพทั้งหมด หลังจากที่ผู้เล่นแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาพแอบถ่าย และภาพที่ "ไม่เหมาะสม" ที่ถ่ายระหว่างการแข่งขัน

แนวโน้มนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากรอบกฎหมายของญี่ปุ่นมีปัญหาในการก้าวให้ทันกับความเป็นจริงของการล่วงละเมิดทางเพศทางดิจิทัล ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมักถูกดําเนินคดีภายใต้กฎหมายสื่อลามกอนาจารเด็กของญี่ปุ่น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่าช่องว่างยังคงอยู่ กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อมองเห็นอวัยวะเพศของเด็ก ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศบางรูปแบบอาจอยู่นอกขอบเขต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกกับ CNN ว่า ช่องโหว่เหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้กระทําความผิดได้รับโทษที่เบาลงอย่างมาก


ญี่ปุ่นยังเปิดตัวทะเบียนผู้กระทําความผิดทางเพศใหม่ที่อนุญาตให้นายจ้างในวิชาชีพที่ต้องเผชิญกับเด็ก เช่น โรงเรียน สามารถตรวจสอบว่า พนักงานที่จะรับเข้ามาเคยถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กหรือไม่ แต่ไม่เหมือนกับสหรัฐอเมริกาตรงที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลนี้ได้
.
เพื่อทําความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้คนหนุ่มสาวก่ออาชญากรรมเหล่านี้ CNN ใช้เวลาหลายเดือนในการค้นหาผู้กระทําความผิดก่อนหน้านี้ที่เต็มใจพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา “คิมูระ” (นามแฝง) ปัจจุบันอายุ 19 ปี เป็นคนหนึ่งที่ตกลงที่จะพูด ชายคนนี้บอกกับ CNN ว่า ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น เขาได้เริ่มถ่ายภาพผิดกฎหมายหลังจากเห็นภาพในวิดีโอลามกอนาจารทางออนไลน์ “ผมไม่สามารถหยุดตัวเองได้”

การแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นปัญหาในญี่ปุ่นมาระยะหนึ่งแล้ว ผู้ป่วยก็เพิ่มมากขึ้นด้วย คิมูระกล่าวว่า ความหลงใหลในการแอบถ้ายใต้กระโปรงของเขาเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 15 ปี โดยสื่อลามกแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่จัดฉาก หลังจากดูมาหลายเดือนเขาก็อยากลองด้วยตัวเอง เมื่ออายุ 17 ปี เขาบอกว่าเขาพุ่งเป้าไปที่เหยื่อรายแรกของเขา: เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งบันไดเลื่อนที่ชานชาลารถไฟ "หลังจากทําโดยไม่ถูกจับได้ และรู้สึกตื่นเต้นหลังจากนั้น ผมเลยอยากรู้สึกอีกครั้ง"

ในปีถัดมาเขากําหนดเป้าหมายเหยื่ออีกประมาณ 30 ราย เขาบอกว่าเขาหยุดเมื่อตํารวจพบว่า เขาบุกรุกบ้านส่วนตัวขณะพยายามขโมยกางเกงในของใครบางคนจากราวตากผ้า "ถ้าผมยังไม่ถูกจับได้ในตอนนั้น ผมอาจจะข่มขืนใครสักคนภายในหนึ่งหรือสองปีต่อมา" คิมูระได้ผ่านโครงการป้องกันอาชญากรรมภาคบังคับและการศึกษาใหม่ โดยกล่าวว่า เขาเสียใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เขาทํา "ผมรู้สึกเสียใจจริง ๆ... ตอนนี้ผมสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ผมรู้สึกว่า ต้องแน่ใจว่าผมจะไม่ลืมสิ่งที่ผมเคยทํา"

ครูสอนว่ายน้ำของอายากะถูกตัดสินจําคุกสี่ปี หลังจากถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานแอบถ่ายภาพเหยื่อเด็กหลายคน ซูซูกิ พ่อของอายากะกล่าวว่า ครูสอนว่ายน้ำของลูกสาวของเขาถ่ายรูปอนาจารของเธอที่สระว่ายน้ำ "ผู้คนบอกว่า ญี่ปุ่นปลอดภัยมาก แต่ตอนนี้ผมสงสัยว่า อาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในสถานที่ที่เราไม่เห็นไปกี่ครั้งแล้ว"

สําหรับผู้กระทําความผิดการแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที ซึ่งมักไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สําหรับเหยื่อนับไม่ถ้วนที่ถูกละเมิด มันทิ้งรอยแผลเป็นดิจิทัลอย่างเอาถาวรไว้ ซึ่งซูซูกิกลัวว่า จะหลอกหลอนอายากะไปนานหลายปี "ในขณะที่ผู้กระทําความผิดสามารถชดใช้โทษได้ แต่ลูกสาวของผมจะต้องอยู่กับวิดีโอเหล่านี้ไปตลอดชีวิต" "ผมเชื่อว่า เด็ก ๆ เป็นสมบัติล้ำค่าไม่เพียง แต่สําหรับประเทศนี้เท่านั้น แต่สําหรับทุกคน ดังนั้นผมจึงมองว่า มันเป็นงานของเราที่จะหาวิธีปกป้องพวกเขา" ซูซูกิบอกกับ CNN

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

อินโดนีเซีย ติดพายุเศรษฐกิจรอบด้าน!! อินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันรอบด้านปี 2026 หลังรูเปียห์ดิ่งแรงสุดรอบหลายปี จุดกังวลลามความเชื่อมั่นอาเซียน สะท้อนวิกฤตศรัทธาต่อเศรษฐกิจใหญ่สุดอาเซียน

เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับภาวะ "Perfect Storm"
หรือ “พายุวิกฤตเศรษฐกิจรอบด้าน”

วิกฤตเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นที่กระทบต่อทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน และเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ จนนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินต่างจับตามองว่าอาจส่งผลกระทบลูกโซ่มายังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค (คิดเป็นเกือบ 40% ของ GDP อาเซียน)

ปัจจัยหลักและสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้อดีตดาวรุ่งทางเศรษฐกิจรายนี้ตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง มีรายละเอียดดังนี้:

1. วิกฤตค่าเงินรูเปียห์ที่ดิ่งเหวครั้งรุนแรงที่สุด
· ดิ่งทุบสถิติ: ค่าเงินรูเปียห์ (Rupiah) อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องมากกว่า 7% ทะลุระดับ 16,600 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ส่งผลให้เป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชีย
· มาตรการฉุกเฉิน: ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia: BI) ถึงกับต้องประกาศ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนอกรอบการประชุมปกติ เพื่อแทรกแซงและพยุงค่าเงินอย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งแรงกดดันจากตลาดได้ทั้งหมด

2. วิกฤตศรัทธา "ทุนนอกไหลออก" ทุบตลาดหุ้น-พันธบัตร
· ตลาดหุ้นแย่ที่สุดในโลก: นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายและถอนเงินออกจากสินทรัพย์อินโดนีเซียอย่างขนานใหญ่ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (JCI) ดิ่งลงแล้วกว่า 30% กลายเป็นดัชนีตลาดหุ้นที่ทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในโลกในเวลานี้
· ตลาดพันธบัตรถูกเทขาย: บอนด์ยิลด์พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากราคาพันธบัตรถูกเทขายอย่างหนัก สะท้อนความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาวที่มีต่อเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาล

3. ปัญหาภาระทางการคลัง และ "นโยบายประชานิยมทำพิษ"
· การขาดดุลสะสม: โครงสร้างงบประมาณของอินโดนีเซียมีรายจ่ายโตเร็วกว่ารายได้ รัฐบาลขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปี โดยขยับจากประมาณ 9.4 แสนล้านบาทในปี 2565 ขึ้นมาทะลุ 1.07 ล้านล้านบาท
· แรงกดดันจากนโยบายใหม่: ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต มีความกังวลอย่างสูงเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายประชานิยม (เช่น โครงการแจกอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศ) และแผนการขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปสู่ระดับ 50% ของ GDP ภายใน 5 ปี ทำให้ตลาดกังวลว่าวินัยทางการคลังจะพังทลายลง

4. ปัจจัยภายนอกและโครงสร้างภายในประเทศ
· ผลกระทบจากตะวันออกกลาง: ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Oil Importer) วิกฤตความขัดแย้งและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้รากฐานต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศ
· ชนชั้นกลางหดตัวอย่างรุนแรง: ข้อมูลเชิงโครงสร้างชี้ว่า จำนวนประชากรกลุ่มชนชั้นกลางของอินโดนีเซียลดลงจาก 57.3 ล้านคนในปี 2562 เหลือเพียง 47.9 ล้านคน ขยับลงไปเป็นกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างและผู้มีรายได้น้อย ท่ามกลางปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น ซึ่งบั่นทอนกำลังซื้อภายในประเทศและการเติบโตของ GDP ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงเรื่อย ๆ

"อินโดนีเซียปี 2026 จะเกิดวิกฤตแบบปี 1997 หรือไม่" คำตอบคือ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ถึงระดับวิกฤตแบบปี 1997–1998 คำตอบโดยสรุปจากนักเศรษฐศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์คือ "ไม่น่าจะรุนแรงหรือล้มละลายในลักษณะเดิม" เนื่องจากฐานรากทางเศรษฐกิจและระบบป้องกันตนเองในปัจจุบันแข็งแกร่งกว่าอดีตมาก อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับ "วิกฤตความเชื่อมั่น (Crisis of Confidence) และความผันผวนระยะสั้น" ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดไม่น้อย

เหตุผลที่ "ยังไม่ใช่ปี 1997" ปี 1997 อินโดนีเซียมีจุดอ่อนหลายอย่างพร้อมกัน ได้แก่
· หนี้ต่างประเทศภาคเอกชนจำนวนมาก
· ธนาคารอ่อนแอ
· เงินสำรองระหว่างประเทศต่ำ
· ระบบอัตราแลกเปลี่ยนไม่ยืดหยุ่น
· การกำกับดูแลทางการเงินอ่อนแอ

ความเสี่ยงที่แท้จริง สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายกับตุรกีช่วงปี 2018–2022 และอาร์เจนตินาหลายช่วงเวลา
รวมทั้งอินโดนีเซียปี 2013 (Taper Tantrum) มากกว่าที่จะเหมือนปี 1997 กล่าวคือ "วิกฤตความเชื่อมั่นและค่าเงิน" มีโอกาสเกิดได้ แต่ "ระบบการเงินล่มสลายทั้งประเทศ" ยังมีโอกาสต่ำกว่าอย่างมาก วิกฤตของอินโดนีเซียในปี 2026 จึงไม่ใช่ "วิกฤตเชิงโครงสร้างที่ไร้ทางสู้" แบบปี 1997 แต่เป็น "วิกฤตจากปัจจัยระยะสั้นและความเชื่อมั่นของตลาด (Acute Shock)" ตราบใดที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียยังสามารถควบคุมเสถียรภาพของค่าเงินผ่านกลไกอัตราดอกเบี้ย และรัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้จ่ายงบประมาณนโยบายประชานิยมจะไม่ทำลายวินัยทางการคลัง เศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2026 ก็จะยังคงเติบโตได้ในระดับประมาณ 5.0% - 5.2% และผ่านพ้นช่วงความผันผวนนี้ไปได้

ปัจจุบัน อินโดนีเซียมีฐานะมหภาคแข็งแรงกว่าอดีตมาก หนี้สาธารณะอยู่ในระดับประมาณ 40% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศเกิดใหม่ ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนสูงกว่าในอดีต IMF ยังประเมินว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียมีความยืดหยุ่น และคาดว่า GDP ปี 2026 จะยังเติบโตใกล้ 5% แม้ความเสี่ยงภายนอกเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อประเทศไทยและอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียเป็น "ยักษ์ใหญ่" ของอาเซียน วิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงสร้างแรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนต่างชาติต่อภูมิภาคอาเซียนในภาพรวม (Contagion Risk)

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินและให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยยังคงห่างไกลจากวิกฤตค่าเงินในลักษณะเดียวกับอินโดนีเซีย เนื่องจากไทยมีบริบทและโครงสร้างที่ต่างกัน โดยเฉพาะ "เงินสำรองระหว่างประเทศ" ของไทยที่ยังอยู่ในระดับสูงมากและทำหน้าที่เป็นกันชนที่แข็งแกร่ง ต่างจากอินโดนีเซียที่มีระดับเงินสำรองต่ำกว่าและมีความเสี่ยงสะสมทางการคลังมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

‘สีจิ้นผิง’ เยือนเปียงยาง!! จากสงครามที่ถูกลืมสู่เกมมหาอำนาจ จีนขยับคุมสมดุลคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง ตอกย้ำจีนถือไพ่เกาหลีเหนือ ท่ามกลางสงครามเกาหลีที่ยังไม่จบ 73 ปี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เยือนเกาหลีเหนือ
รู้หรือไม่ว่า สงครามเกาหลียังไม่สงบ แต่อยู่ในสถานะหยุดยิงชั่วคราวมา 73 ปีแล้ว

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนือในวันที่ 8 มิถุนายน 2026 ด้วยเหตุผลเชิงกลยุทธ์หลายประการที่มีความทับซ้อนกันมากกว่าหนึ่งประเด็น การเยือนเปียงยางอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน เป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบเจ็ดปี โดยมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นอย่างมาก

แม้ว่าปักกิ่งและเปียงยางจะระบุอย่างเป็นทางการว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการเฉลิมฉลอง "มิตรภาพที่แข็งแกร่งและไม่มีวันแตกสลาย" โดย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มองว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญมากพอที่จะเดินทางด้วยตนเอง ด้วยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ลดการเดินทางไปต่างประเทศลงอย่างมาก โดยเฉลี่ยแล้วเดินทางไปเพียงประมาณ 6 ครั้งต่อปี ระหว่างปี 2022 ถึง 2025 การที่เขาเป็นฝ่ายเดินทางไปเปียงยาง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่จีนให้กับการเยือนครั้งนี้ โดยมีแรงจูงใจที่สำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเดินทางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดังนี้:
1. เป็นการยืนยันอิทธิพลของจีนเหนือเกาหลีเหนืออีกครั้ง เหตุผลที่สำคัญที่สุดดูเหมือนจะเป็นความกังวลของปักกิ่งที่ว่า คิม จองอุน ได้ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และสหพันธรัฐรัสเซียมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือทางทหารของเกาหลีเหนือกับรัสเซียขยายตัว ทำให้เปียงยางมีแหล่งสนับสนุนทางเศรษฐกิจและทางทหารทางเลือก การเยือนของสี จิ้นผิงส่งสัญญาณว่า จีนต้องการคงสถานะเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ
2. เป็นการเสริมสร้างพันธมิตรเก่าแก่ดั้งเดิม การเยือนครั้งนี้ตรงกับวันครบรอบ 65 ปีของสนธิสัญญาไมตรี ความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างจีนและเกาหลีเหนือปี 1961 ซึ่งยังคงเป็นสนธิสัญญาป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการเพียงฉบับเดียวของจีน รัฐบาลทั้งสองประเทศต่างอธิบายการเดินทางครั้งนี้ว่า เป็นการยืนยันพันธมิตรทางประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศอีกครั้ง ในสงครามเกาหลี จีนส่งทหารจำนวนมหาศาลเข้าร่วมรบกับกองกำลังสหประชาชาติเพื่อช่วยเกาหลีเหนือ โดยทหารจีนเสียชีวิตตามตัวเลขของรัฐบาลจีนเกือบ 200,000 นาย แต่เลขของฝ่ายตะวันตกอยู่ที่ 4-600,000 นาย บาดเจ็บอีกหลายล้านนาย
3. เป็นการจัดการความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค จีนต้องการเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี ปักกิ่งกังวลว่า โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่กำลังขยายตัวของเกาหลีเหนืออาจกระตุ้นให้สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นตอบโต้ทางทหารที่รุนแรงขึ้น การรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเปียงยางทำให้จีนรักษาช่องทางอิทธิพลในช่วงวิกฤตไว้ได้
4. เพื่อต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ประธานาธิบดีสี เน้นย้ำถึงความร่วมมือในการต่อต้านสิ่งที่แถลงการณ์ของจีนและเกาหลีเหนืออธิบายว่าเป็น "การครอบงำ" และแรงกดดันจากภายนอก จีนมองว่า เกาหลีเหนือเป็นกันชนทางยุทธศาสตร์ระหว่างตนเองกับกองกำลังทหารของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น การเดินทางของประธานาธิบดีสี เกิดขึ้นหลังจากมีการเจรจาทางการทูตระดับสูงในปักกิ่ง ซึ่งเขาได้ต้อนรับทั้งประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่มอำนาจต่อรองทางภูมิศาสตร์การเมือง การปรากฏตัวในเปียงยาง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต้องการแสดงให้วอชิงตันเห็นว่า จีนเป็นผู้ถือไพ่ตายสำคัญที่สุดในด้านความมั่นคงของเอเชียตะวันออก อันเป็นการส่งสัญญาณว่า การแก้ไขปัญหาทางการทูตอย่างยั่งยืนเกี่ยวกับคาบสมุทรเกาหลีหรือโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาคจะต้องผ่านปักกิ่งโดยตรง
5. เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของจีนในการทูตระดับโลก การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากมีการประชุมระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และรัสเซีย การรักษาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับเปียงยางทำให้ปักกิ่งมีอิทธิพลเพิ่มเติมในการหารือเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค การคว่ำบาตร ประเด็นนิวเคลียร์ และการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนในวงกว้าง

การเยือนของสี จิ้นผิง มีจุดประสงค์หลักเพื่อทำให้มั่นใจว่า เกาหลีเหนือยังคงอยู่ในอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ของจีน และไม่ห่างเหินไปทางรัสเซียมากเกินไป พร้อมทั้งเสริมสร้างบทบาทของจีนในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดย ท่านผู้อ่านจำนวนมากอาจไม่ทราบว่า สถานะปัจจุบันของสงครามเกาหลี (1950–1953) ยังไม่สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ด้วยสถานะปัจจุบัน ในทางเทคนิคแล้วสงครามยังคงดำเนินอยู่ แต่ยุติลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1953 การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเกาหลี ผู้ลงนามได้แก่ กองบัญชาการสหประชาชาติ (นำโดยสหรัฐอเมริกา) กองทัพประชาชนเกาหลีเหนือ และกองกำลังอาสาสมัครประชาชนจีน แต่ผู้ไม่ลงนามคือ ประธานาธิบดีซิงมัน รี แห่งเกาหลีใต้ (ในขณะนั้น) ซึ่งปฏิเสธที่จะลงนาม เนื่องจากเขาคัดค้านการแบ่งแยกคาบสมุทร ทำให้การหยุดยิงถูกออกแบบมาเพื่อ "รับประกันการยุติการสู้รบอย่างสมบูรณ์" จนกว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ เนื่องจากไม่เคยมีการทำสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่า เกาหลีทั้งสองยังคงอยู่ในสถานะสงครามภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อตกลงหยุดยิงได้จัดตั้งเขตปลอดทหารเกาหลี (DMZ) ซึ่งเป็นเขตกันชนกว้างประมาณ 4 กิโลเมตร ทอดยาวประมาณ 250 กิโลเมตรข้ามคาบสมุทรใกล้เส้นขนานที่ 38 แยก เกาหลีเหนือ และ เกาหลีใต้ ออกจากกัน ยังคงเป็นหนึ่งในพรมแดนที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาที่สุดในโลก โดยสถานการณ์ปัจจุบันในคาบสมุทรเกาหลี:
· เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ถูกแบ่งแยกอย่างเป็นทางการและมีรัฐบาล กองทัพ และเศรษฐกิจแยกจากกัน
· สหรัฐฯ คงกำลังทหารประมาณ 28,500 นายในเกาหลีใต้ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน เกาหลีเหนือได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ โดยทำการทดสอบหลายครั้งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
· มีการเจรจาทางการทูตเป็นระยะ (รวมถึงการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และคิมในปี 2018-2019) แต่ยังไม่มีข้อตกลงที่ยั่งยืน โดยเกาหลีเหนือทำการทดสอบขีปนาวุธเป็นประจำและได้เพิ่มระดับการข่มขู่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
· ปัจจุบัน ความตึงเครียดยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเกาหลีเหนือได้กระชับความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย (รวมถึงมีรายงานว่าจัดหาลูกกระสุนปืนใหญ่และกำลังพลสำหรับสงครามในยูเครน) และเกาหลีใต้ตอบโต้ด้วยการพิจารณาใหม่เกี่ยวกับท่าทีด้านความมั่นคงของตนเอง

สำหรับสหรัฐอเมริกา สงครามนี้มักถูกเรียกว่า "สงครามที่ถูกลืม" แต่สถานะที่ยังไม่ยุติของสงครามนี้ยังคงส่งผลต่อภูมิศาสตร์การเมืองในเอเชียตะวันออกมาจนถึงทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

สหรัฐฯ ปิดยุค “ขึ้นรถฟรี” ในเอเชีย!! Shangri-La Dialogue 2026 สะเทือนอินโด-แปซิฟิก Pete Hegseth ประกาศยุคใหม่ความมั่นคงเอเชีย สหรัฐฯ กดดันพันธมิตรเพิ่มงบทหารสกัดจีน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจและแรงกดดันเลือกข้าง

ประเด็นร้อนจากเวทีความมั่นคง “IISS Shangri-La Dialogue 2026” ที่สิงคโปร์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลในสมัยที่สองของประธานาธิบดี Donald Trump โดย Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ ได้ส่งสารอย่างตรงไปตรงมาถึงชาติพันธมิตรในเอเชียแปซิฟิก

ด้วยการเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เพื่อรับมือกับอิทธิพลและการขยายกำลังทางทหารของจีน โดยกล่าวในการประชุมดังกล่าวว่า ภัยคุกคามจากจีนมีความ “จริงจังและอาจใกล้เข้ามา” โดยเฉพาะในประเด็นของ “ไต้หวัน” และ “ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” สาระสำคัญและนัยยะเบื้องหลังการกดดันให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมในครั้งนี้ สามารถสรุปได้เป็น 4 ประเด็นหลักจากคำปราศรัยของ Hegseth ได้แก่

.

1.  ขณะนี้ หมดยุค "ขึ้นรถฟรี" (End of the Free Ride) ของชาติพันธมิตรสหรัฐฯ แล้ว Hegseth ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมแบกรับค่าใช้จ่ายในการปกป้องชาติ สหรัฐฯ คาดหวังให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณกลาโหมขึ้นเป็น 3.5-5% ของ GDP (ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิมของหลายประเทศ) สหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ปกป้อง (Protectorate)” มาเป็น “หุ้นส่วนที่รับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility)” โดย Hegseth ได้กล่าวชื่นชม “เกาหลีใต้” และ “ญี่ปุ่น” ที่ได้เริ่มขยับตัวเพิ่มงบประมาณในลักษณะนี้ไปแล้ว เขายังได้ระบุว่า จีนกำลังเร่งพัฒนาศักยภาพทางทหาร และพยายามเปลี่ยนดุลอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

2.  ย้ำว่าสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทในภูมิภาค และไม่ปล่อยให้จีนครอบงำความมั่นคงในเอเชีย

3.  สนับสนุนให้พันธมิตรมีความพึ่งพาตนเองทางทหารมากขึ้น และแบ่งเบาภาระจากสหรัฐฯ

4.  การสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลและการสะสมกำลังรบของจีน แม้ Hegseth จะเปิดเผยว่า ความ

สัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-จีนในปัจจุบันนั้น “ดีขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ ยังคงมองจีนเป็นคู่แข่งหลัก (หลังจากการ Summit ระหว่างประธานาธิบดี Trump และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แล้วก็ตาม) โดยสหรัฐฯ ได้ชี้ว่า ภูมิภาคนี้กำลังมีความ “ตื่นตระหนกที่สมเหตุสมผล” ต่อการสะสมกำลังทางทหารครั้งประวัติศาสตร์ของจีน การกดดันให้พันธมิตรเพิ่มงบฯ จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ดุลอำนาจที่มั่นคง (Stable Equilibrium)” เพื่อไม่ให้มีมหาอำนาจรายใดรายหนึ่ง (ซึ่งหมายถึงจีน) เข้ามาครอบงำหรือควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ในพื้นที่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้

5.  การปรับท่าทีต่อประเด็น “ไต้หวัน” สิ่งที่นักวิเคราะห์ในเวที “IISS Shangri-La Dialogue 2026” ตั้งข้อสังเกตมากที่สุดคือ สุนทรพจน์ของ Hegseth ในครั้งนี้ ไม่มีการกล่าวถึง “ไต้หวัน” โดยตรง ซึ่งต่างจากปีก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ท่าทีที่ดูอ่อนลงนี้สอดคล้องกับแนวทางของทรัมป์ที่เคยมองว่าประเด็นไต้หวันและยอดขายอาวุธอาจเป็น “เบี้ยในการต่อรอง” (Negotiating Chip) กับจีน

อย่างไรก็ตาม  Hegsethระบุว่าการตัดสินใจเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี Trump โดยตรง แต่ก็ได้ย้ำว่า สหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นในความมั่นคงของแนวปิดล้อมเกาะชั้นที่หนึ่ง (First Island Chain)

6.  ยุทธศาสตร์พึ่งพาอินเดียและพันธมิตรแบบกลุ่มย่อย นอกจากความพยายามผลักดันโครงการโดรนใต้น้ำร่วมกับกลุ่ม AUKUS (สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย) แล้ว  Hegseth ยังได้ยกย่อง “อินเดีย” ว่าเป็น “สมอหลักที่สำคัญ (Critical Anchor)” ในการรักษาสมดุลอำนาจในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังกระจายภาระทางทหารให้เครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ให้รับไปบริหารจัดการกันเองให้มากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง หลายประเทศในเอเชียยังคงพยายามรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายสำคัญของภูมิภาค ซึ่งคำปราศรัยของ Hegseth สะท้อนแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการให้พันธมิตรรับผิดชอบด้านความมั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

บทสรุปสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก: สุนทรพจน์ของ Hegseth ได้สร้างความอึดอัดใจให้แก่กลุ่มประเทศอาเซียนไม่น้อย เพราะการบีบให้เลือกข้าง และกดดันให้เพิ่มงบประมาณทางการทหารท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว เป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีของสหรัฐฯ ที่เน้นเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการทำลายล้าง (Lethality) และการครองความได้เปรียบ ยิ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าภูมิภาคนี้อาจกลายเป็นพื้นที่เผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์ที่เปราะบางมากยิ่งขึ้น

“IISS Shangri-La Dialogue” (การประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงเอเชีย) คือเวทีการประชุมระดับรัฐมนตรีกลาโหม ผู้นำทางทหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ โรงแรม Shangri-La ประเทศสิงคโปร์ เพื่อหารือและหาแนวทางรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกการประชุมนี้ดำเนินการโดย International Institute for Strategic Studies (IISS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองด้านการต่างประเทศและความมั่นคงชั้นนำ โดยมีลักษณะที่โดดเด่นและเป้าหมายการทำงานดังนี้:

·  ผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูง: เป็นการรวมตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้กำหนดนโยบายจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อเมริกาเหนือ ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ

·  การทูตและการเจรจา (Defense Diplomacy): เปิดโอกาสให้เกิดการประชุมเต็มคณะ (Plenary Sessions) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระดับนโยบาย และยังเป็นพื้นที่สำคัญในการจัดประชุมทวิภาคี (Bilateral Meetings) แบบปิดนอกรอบเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดหรือสร้างพันธมิตร

·  การเป็นเวทีพบปะนอกรอบ: มีความสำคัญมากในการเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากประเทศมหาอำนาจ (เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน) ได้พูดคุยเจรจาเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดความขัดแย้งทางทหาร

·  การหารือในประเด็นเฉพาะ: นอกจากวาระหลักแล้ว ยังมีการแบ่งกลุ่มย่อย (Breakout Sessions) เพื่อถกเถียงปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น ความมั่นคงทางไซเบอร์ เทคโนโลยีทางการทหาร และข้อพิพาททางทะเล ฯลฯ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

NATO เติมปีกให้ยูเครน!! ยูเครนยกระดับกำลังรบทางอากาศ รับเครื่องบินจากยุโรปหลายแบบ เปิดรายชื่อชาติส่ง F-16–Mirage–MiG-29 หนุนศึกทางอากาศกับรัสเซีย

สมาชิก NATO ชาติใดบ้างที่มอบ (บริจาค) เครื่องบินขับไล่ให้กับยูเครน

หลายประเทศสมาชิก NATO ได้ส่งหรือให้คํามั่นสัญญาเครื่องบินรบไปยังยูเครนเพื่อทำสงครามกับรัสเซีย

เดนมาร์ก และ เนเธอร์แลนด์ เป็นสองประเทศแรกที่ส่งมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 ให้กับยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครนประกาศว่าได้รับฝูงบิน F-16 ชุดใหม่จากเนเธอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ให้คํามั่นว่าจะส่ง F-16s จำนวน 24 ลำระหว่างปี 2024–2025 เดนมาร์ก นอกจากมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 แล้ว ยังช่วยฝึกนักบินยูเครนอีกด้วย นอกจากนั้น นอร์เวย์และเบลเยี่ยมให้คํามั่นว่าจะมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 ให้กับยูเครน พร้อมการสนับสนุน

ฝรั่งเศส ส่งมอบเครื่องบินขับไล่มิราจ 2000-5 อย่างเป็นทางการชุดแรกให้กับยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดย Lecornu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส ยืนยันการฝึกนักบินยูเครนนานหลายเดือน โดยฝรั่งเศสได้ช่วยเหลือยูเครนในการปกป้องน่านฟ้าของตน

โปแลนด์ เป็นสมาชิก NATO ชาติแรกที่จัดหาเครื่องบินรบให้กับยูเครน โดยได้มอบเครื่องบินขับไล่ MiG-29 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 ต่อมา สโลวาเกีย ได้ร่วมกับโปแลนด์ส่งมอบฝูงบินรบ MiG-29 ยุคโซเวียตอีก 13 ลําไปให้ยูเครน

สวีเดน ประกาศว่าจะมอบเครื่องบินขับไล่แบบ Gripen รุ่น C/D จำนวน 16 ลำให้กับยูเครน และได้ลงนามในจดหมายแสดงเจตจํานงในปี 2025 ซึ่งอาจเป็นพื้นฐานสําหรับข้อตกลงในอนาคตที่ครอบคลุมการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบ Gripen ราว 100 ถึง 150 ลํา แม้ว่าจะมีคำเตือนถึงการส่งมอบเครื่องบินรบ Gripen E/F รุ่นใหม่ซึ่งกว่าจะได้รับ น่าจะใช้เวลาอีกหลายปี

โดยประเทศที่ส่งเครื่องบินขับไล่ให้กับยูเครนแล้วได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก (F-16) ฝรั่งเศส (มิราจ 2000) โปแลนด์ และสโลวาเกีย (MiG-29s) ส่วนสหรัฐฯ เพียงแต่อนุมัติและสนับสนุนในการถ่ายโอน F-16 การฝึกนักบิน และจัดหาระบบอาวุธ แต่ไม่ได้มอบเครื่องบินรบของตนเองให้กับยูเครนโดยตรงแม้แต่ลำเดียว

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

กับดักธูซิดิดิส!! คำเตือน ‘สีจิ้นผิง’ ถึง ‘ทรัมป์’ เมื่อจีนผงาด–สหรัฐฯ หวาดระแวง เสี่ยงชนวนสงครามมหาอำนาจ ต้องระวังเกมแข่งขันมหาอำนาจ

กับดักธูซิดิดิส (The Thucydides Trap)

ระหว่างการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของเมื่อประธานาธิบดี Donald Trump ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวถึง "กับดักธูซิดิดิส" อันเป็นกรอบแนวคิดที่โด่งดังที่สุดกรอบหนึ่งในภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดและแข่งขันกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

“ดักธูซิดิดิส” เป็นแนวคิดที่ ศ.ดร. Graham Tillett Allison Jr. (the Douglas Dillon Professor of Government at the John F. Kennedy School of Government at Harvard University) นักรัฐศาสตร์ (อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่ากรกรทรางกลาโหมด้านนโยบายและแผนในสมัยประธานาธิบดี Bill Clinton) ได้บัญญัติขึ้น โดยอ้างอิงจากบันทึกของ Thucydides นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณ ผู้เขียนเกี่ยวกับสงครามเพโลปอนเนเซียน (ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อธิบายถึงความตึงเครียดอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อมหาอำนาจที่กำลังเติบโตที่อาจจะเข้ามาแทนที่มหาอำนาจเดิมที่มีอยู่แล้ว แนวคิดนี้คือ ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างมักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง บางครั้งถึงกลายเป็นสงคราม ศ. Allison ทำให้คำนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างในหนังสือของเขาชื่อ Destined for War ซึ่งเขาได้ศึกษาตัวอย่างทางประวัติศาสตร์และโต้แย้งว่าการแข่งขันที่คล้ายคลึงกันหลายครั้งและจบลงด้วยสงคราม

Thucydides กล่าวไว้ว่า: “การผงาดขึ้นของนครรัฐเอเธนส์ และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในนครรัฐสปาร์ตาทำให้สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ข้อคิดนี้เป็นรากฐานของ “กับดัก” ของมหาอำนาจที่กำลังเติบโตก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การทหาร หรือการเมือง แล้วมหาอำนาจที่เดิมมีอยู่แล้วรู้สึกถูกคุกคามจาก

ความกลัว ความไม่ไว้วางใจ และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น แม้แต่ความขัดแย้งเล็ก ๆ ก็สามารถบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ได้ ไม่ใช่ว่า สงครามจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ความเสี่ยงจะสูงขึ้นมาก

แนวคิดหลัก Thucydides เขียนว่า สงครามระหว่างเอเธนส์และสปาร์ตาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากความรุ่งเรืองของเอเธนส์และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในสปาร์ตา ศ. Allison ได้ขยายแนวคิดนี้ไปสู่ทฤษฎีเชิงโครงสร้าง: เมื่ออำนาจที่กำลังเติบโตคุกคามที่จะเข้ามาแทนที่อำนาจที่ปกครองอยู่ ผลลัพธ์มักจะเป็นสงคราม ซึ่งแทบจะคาดเดาได้

รูปแบบทางประวัติศาสตร์ งานวิจัยของ ศ. Allison ได้ศึกษาตรวสอบกรณีลักษณะนี้ ซึ่งอำนาจที่กำลังเติบโตได้ท้าทายอำนาจเดิมที่มีอยู่ในช่วง 2,500 ปีที่ผ่านมา ใน 12 กรณีจาก 16 กรณีนั้น ผลลัพธ์คือ สงคราม อาทิ สงครามโลกครั้งที่ 1 (เยอรมนี vs. สหราชอาณาจักร) สงครามนโปเลียน (ฝรั่งเศส vs. สหราชอาณาจักร) ยกเว้น 4 กรณี ที่สามารถหลีกเลี่ยงสงครามได้ (ผ่านทางการทูต การปรับตัว หรือการยับยั้งชั่งใจ) เช่น สงครามเย็น (สหรัฐอเมริกา vs. สหภาพโซเวียต) การผงาดขึ้นมาของสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทนที่อังกฤษในต้นศตวรรษที่ 20 โดยอาศัยความเป็นผู้นำทางการเมืองที่ยอดเยี่ยม และเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย

การประยุกต์ใช้ในยุคปัจจุบัน แนวคิดนี้มักถูกนำไปใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในปัจจุบัน:

- จีนเป็นมหาอำนาจที่กำลังผงาด ทั้งทางเศรษฐกิจ การทหาร และเทคโนโลยี

- สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจเดิมที่อยู่มาหลายทศววรรษแล้ว และกำลังถูกท้าทาย

ความกลัว การคำนวณผิดพลาด และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศของทั้งสองฝ่าย สะท้อนให้เห็นถึงเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ Thucydides ได้ระบุไว้ โดยจุดแตกหักคือ

-การครอบงำทางการค้า ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี (AI, ชิป) และข้อพิพาททางดินแดนในทะเลจีนใต้หรือไต้หวัน

-อันตรายอาจเกิดจาก ความขัดแย้งโดยบังเอิญ เช่น การปะทะกันทางทะเล หรือการปะทะกันในพื้นที่ ซึ่งอาจบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ เพราะทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าไม่สามารถ "ถอย" ได้โดยไม่สูญเสียสถานะในเวทีโลก

สามารถหลีกเลี่ยงกับดักนี้ได้หรือไม่?

Thucydides เองก็ไม่ได้ให้ความหมายว่า สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทางคณิตศาสตร์ แต่หมายความว่า ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดสงคราม โดยการหลีกเลี่ยงกับดักนี้ต้องอาศัย:

-การทูตเชิงลึก: ความเข้าใจ "เส้นแดง" ของฝ่ายตรงข้าม

-ผลประโยชน์ร่วมกัน: ความร่วมมือในประเด็นระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือการป้องกันโรคระบาด

-กลไกการควบคุมเชิงสถาบัน: การใช้องค์กรระหว่างประเทศเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนที่จะถึงจุดเดือด

"เมื่ออำนาจที่กำลังเติบโตคุกคามที่จะเข้ามาแทนที่อำนาจที่ปกครองอยู่ ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจะทำให้การปะทะกันอย่างรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น" Graham Tillett Allison Jr.

ทำไมถึงเป็น "กับดัก" ด้วยอันตรายไม่ได้อยู่ที่การรุกรานด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้ต้องการสงคราม แต่พลวัตเชิงโครงสร้าง (การแข่งขันด้านอาวุธ แรงกดดันจากชาตินิยม การพัวพันกับพันธมิตร เหตุการณ์ในทะเลหรือในดินแดนพิพาท) สามารถดึงพวกเขาเข้าสู่ความขัดแย้งได้อยู่ดี มันเป็นกับดักก็เพราะมันให้ความรู้สึกว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ “กับดักธูซิดิดิส” จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวผู้นำหรือเหตุการณ์โดยเฉพาะเจาะจง แต่เกี่ยวกับแรงกดดันเชิงโครงสร้างในทางการเมืองระดับโลก ซึ่งเน้นให้เห็นว่า ความกลัวและการคำนวณผิดพลาด ไม่ใช่แค่ความก้าวร้าวเท่านั้น ที่สามารถผลักดันให้เกิดความขัดแย้งได้

นักวิชาการบางคนโต้แย้งว่า ทฤษฎีนี้กำหนดชะตามากเกินไปและให้ความสำคัญกับการทูตและสถาบันน้อยเกินไป การเลือกกรณีศึกษาถูกตั้งข้อสงสัยว่า ไม่ใช่ทั้ง 16 กรณีจะเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบที่แท้จริง นักวิชาการหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า อาวุธนิวเคลียร์ได้เปลี่ยนแปลงการคำนวณขั้นพื้นฐานไปแล้วเมื่อเทียบกับยุคกรีกโบราณ

อย่างไรก็ตาม “กับดักธูซิดิดิส” ยังคงเป็นหนึ่งในกรอบความคิดที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสำหรับการคิดเกี่ยวกับการแข่งขันของมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

ญี่ปุ่นจ่อคืนเงามหาอำนาจทหาร? จากมาตรา 9 สู่กองทัพยุคใหม่ พรรค LDP ค่อย ๆ ขยับญี่ปุ่นเข้าใกล้มหาอำนาจทางทหาร เปิดมรดก LDP จากคิชิ–อาเบะ–ทากาอิจิ สายอำนาจอนุรักษนิยมที่ผลักญี่ปุ่นสู่รัฐมั่นคงเข้มข้น

"ญี่ปุ่น มหาอำนาจทางทหาร" มรดกบาปของพรรค LDP

หลังจากความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การยึดครองของกองทัพสัมพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ภายใต้พลเอก Douglas MacArthur ได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่ในปี 1947 โดยมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นเป็นการจำกัดอำนาจทางทหาร อันเนื่องมาจากผลโดยตรงจากบทบาทของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ 3 ประการคือ:

1.  ปฏิเสธสงครามโดยสิ้นเชิง หลังจากความเสียหายรุนแรงในสงคราม เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนใหม่ว่า

“ญี่ปุ่นจะไม่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาระหว่างประเทศ” มาตรา 9 จึงระบุชัดว่า ญี่ปุ่นได้ขอ “สละสิทธิในการทำสงคราม”

2.  ป้องกันการฟื้นตัวของลัทธิทหารนิยม ก่อนปี 1945 ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพอย่างมาก ซึ่ง

นำไปสู่การขยายอำนาจและการทำสงคราม มาตรา 9 จึงถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดบทบาทของกองทัพ ไม่ให้กลับมามีอำนาจทางการเมืองหรือขยายกำลังทางทหารเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต

3.  อิทธิพลจากการยึดครองของสหรัฐฯ หลังสงคราม ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้การยึดครองของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แนวคิด “รัฐสันติ” (Pacifism) จึงถูกบรรจุเข้าไปในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี 1955 จากการรวมตัวของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม 2 พรรคใหญ่ คือ พรรค Liberal กับ พรรค Japan Democratic นับตั้งแต่ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบันในปี 1947 จนถึงปัจจุบันปี 2026 พรรค LDP ได้เป็นรัฐบาลครองอำนาจนานกว่า 65 ปี จากทั้งหมด 79 ปี นโยบายพรรค LDP สนับสนุนให้ JSDF ให้แข็งแกร่งยิ่งขี้น โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 เป้าหมายสูงสุดของสมาชิกสายเหยี่ยวในพรรค LDP คือการแก้ไข

มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อรับรองสถานะของกองกำลังป้องกันตนเอง (JSDF) ให้เป็นกองทัพที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และลดข้อจำกัดในการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถตอบโต้ภัยคุกคามในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเพิ่มงบประมาณกลาโหม ภายใต้การนำของรัฐบาลจากพรรค LDP ญี่ปุ่นได้ประกาศแผนการเพิ่ม

งบประมาณด้านกลาโหมขึ้นเป็น 2% ของ GDP ภายในปี 2027 (เป็นไปตามมาตรฐาน NATO) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ จากเดิมที่เคยจำกัดไว้ที่ประมาณ 1% มาโดยตลอด จัดทำยุทธศาสตร์ "Free and Open Indo-Pacific" ซึ่งพรรค LDP พยายามผลักดันให้ญี่ปุ่นกลายเป็น "ผู้เล่นหลัก" ในการรักษา/จัดระเบียบโลก ด้วยการสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ และกลุ่ม QUAD (สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, อินเดีย) เพื่อคานอำนาจกับการขยายอิทธิพลของจีน และการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

อุปสรรคและความท้าทาย แม้ว่า พรรค LDP จะมีความต้องการดังกล่าว แต่ยังมีปัจจัยถ่วงดุลที่

สำคัญ ได้แก่:

- กระแสสังคม: ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงยึดมั่นในลัทธิสันตินิยม (Pacifism) และกังวลว่าการกลับมา

เป็นมหาอำนาจทางทหารอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

- พรรคร่วมรัฐบาล: พรรค Komeito ซึ่งเป็นพันธมิตรของ LDP มักจะมีท่าทีที่ระมัดระวังและคอยเบรก

นโยบายทางการทหารที่ดูรุนแรงเกินไป

- เศรษฐกิจ: ภาระหนี้สาธารณะที่สูงและสังคมผู้สูงอายุ ทำให้เกิดคำถามว่าญี่ปุ่นจะสามารถแบกรับ

งบประมาณทหารในระยะยาวได้อย่างไร

ดังนั้น พรรค LDP ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ "อาวุธยุทโธปกรณ์" หากแต่ยังต้องการเปลี่ยนสถานะจากประเทศที่พึ่งพาความคุ้มครองจากผู้อื่น มาเป็นประเทศที่มีอำนาจในการป้องปรามและสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยกำลังของตนเองมากขึ้น

“ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางทหาร” ถือเป็นสุดยอดแห่งความมุ่งหมายและความปรารถนาของพรรค LDP พรรค LDP กับมหาอำนาจทางทหาร ความสัมพันธ์ระหว่างพรรค LDP กับ “มหาอำนาจทางทหาร” ต้องเข้าใจด้วยว่า แม้ญี่ปุ่นเองไม่ใช่มหาอำนาจทางทหารแบบดั้งเดิม แต่พรรค LDP เป็นผู้กำหนดให้ญี่ปุ่นมีบทบาทด้านความมั่นคง “มากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย ตามมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งญี่ปุ่นต้องพึ่งพามหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา

รูปแบบในการสืบทอดแนวคิด "ญี่ปุ่น มหาอำนาจทางทหาร" ซึ่งเป็นมรดกบาปจากรุ่นสู่รุ่นของพรรค LDP เริ่มจาก “โนบุสุเกะ คิชิ” ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าพรรค LDP คนที่ 3 เขาเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงในยุคจักรวรรดิญี่ปุ่น และเคยมีบทบาทในรัฐบาลช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาถูกจับในฐานะผู้ต้องสงสัยอาชญากรรมสงคราม (แต่ไม่ได้ถูกตัดสินลงโทษ) ต่อมาเขากลับเข้าสู่การเมืองและเป็นนายกรัฐมนตรี (1957–1960) และผลักดันแนวคิดสำคัญ เช่น การฟื้นความมั่นคงและรัฐชาติหลังสงคราม และสนับสนุนสนธิสัญญาความมั่นคงสหรัฐ–ญี่ปุ่น จากจุดนี้เองที่ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “สายอนุรักษนิยมจัด” และมีภาพเชื่อมกับลัทธิทหาร

การสืบทอดแนวคิดดังกล่าว ในเชิงการเมือง ค่อนข้างเด่นชัดในยุคที่ “ชินโซ อาเบะ” เป็นหัวหน้าพรรค LDP และเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โดยอาเบะเป็นหลานตาของ “คิชิ” แนวคิดหลักของอาเบะได้แก่:

-การเพิ่มบทบาทกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces)

- การผลักดัน “รัฐญี่ปุ่นที่เข้มแข็ง” มากขึ้น

- การแก้ไขหรือปรับการตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 9

ต่อเนื่องมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน โดย “ซานาเอะ ทากาอิจิ” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักการเมืองอนุรักษนิยมที่มีแนวคิดชาตินิยมเชิงรัฐ (State Conservatism) ที่สอดคล้องไปในทางเดียวกับแนวคิดของอาเบะมาก ทั้งยังเคยได้รับการสนับสนุนจากอาเบะ และขึ้นชื่อว่าเป็น "สายเหยี่ยว"  ที่มีจุดยืนแข็งกร้าวในเรื่องของความมั่นคงและประวัติศาสตร์สงคราม โดยเธอสนับสนุน:

- การเสริมสร้างกองทัพ: เธอสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและเสริมสร้างขีดความสามารถ

เพิ่มศักยภาพให้กับกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF)

-การแก้ไข มาตรา 9 (Article 9) ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น เพื่อรับรองสถานะของกองกำลัง

ป้องกันตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาค

- การมุ่งเน้นความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และกลุ่ม Quad อย่างใกล้ชิด ขณะที่มีท่าที

ระมัดระวังเป็นพิเศษต่อการขยายอิทธิพลของจีนและสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี

กล่าวโดยสรุปคือ การสืบทอดของ “คิชิ–อาเบะ–ทากาอิจิ” คือ “เครือข่ายอนุรักษนิยม และชาตินิยมภายในพรรค LDP ที่สืบทอดกันทางอุดมการณ์และสายอำนาจทางการเมือง” แม้จะไม่ใช่ลัทธิทหารอย่างชัดเจน โดยพรรค LDP ค่อย ๆ ขยายบทบาททางทหาร แม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม แต่พรรค LDP ก็ “ขยับเพดาน” มาเรื่อย ๆ ในยุค ชินโซ อาเบะเป็นนายกรัฐมนตรี มีการตีความกฎหมายใหม่ยินยอมให้ใช้ “สิทธิ์ในการป้องกันตนเองร่วม” (Collective Self-Defense) โดยสามารถส่งกองกำลัง JSDF ไปสนับสนุนพันธมิตรได้มากขึ้น พรรค LDP เพิ่มงบประมาณกลาโหม จนทำให้ญี่ปุ่นขยับ “เข้าใกล้ความเป็นมหาอำนาจทางทหารมากขึ้น” โดยไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญตรง ๆ

แม้ว่า ญี่ปุ่นในวันนี้จะไม่ใช่มหาอำนาจทางทหารแบบเต็มตัว แต่ภายใต้พรรค LDP ญี่ปุ่นได้กลายเป็นมหาอำนาจทางทหาร ใน “เชิงเทคโนโลยี” ทุกวันนี้พรรค LDP เพิ่มความพยายามในการผลักดันด้านความมั่นคงให้มากขึ้น จาก การเติบโตของจีนทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหาร ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ และความไม่แน่นอนของสหรัฐในด้านบทบาททางทหาร ซึ่งทำให้พรรค LDP เห็นว่า ญี่ปุ่น “ต้องพึ่งตัวเองด้านความมั่นคงให้มากขึ้น” แม้ พรรค LDP จะไม่ได้ทำให้ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางทหารโดยตรง แต่ใช้ความเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯ เป็นหลัก และค่อย ๆ ขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเอง ด้วยการผลักดันให้มี “ศักยภาพทางทหารสูงขึ้น” โดยไม่ละเมิดกรอบกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเรียกได้ว่า ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังจะกลายเป็น “มหาอำนาจทางทหารแบบจำกัด (Constrained Military Power)” ไปแล้ว

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

‘อามิช’ วิถีชีวิตเรียบง่ายกลางอเมริกา จากยุโรปสู่อเมริกา เปิดโลกชุมชนอามิช ผู้เลือกใช้รถม้าแทนรถยนต์ และศรัทธาแทนความเร่งรีบ ศรัทธาแน่นแฟ้น ท่ามกลางโลกทุนนิยม


อามิช...อเมริกันชนที่มีจิตวิญญาณพอเพียง

ย้อนอดีตไปเมื่อศตวรรษที่ 15 ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์ มีชนชาวคริสเตียนกลุ่มหนึ่งแยกตัวออกจากกลุ่มชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกบังคับให้เลือกนับถือคริสต์ศาสนาในการ "เป็น"หรือ "ไม่เป็น" คาทอลิก

ดังนั้นจึงเกิดชนชาวคริสเตียนกลุ่มใหม่ซึ่งแยกตัวออกมา และเรียกตนเองว่า "Anabaptists" ในช่วงเวลานั้นกลุ่มนี้ถูกต่อต้าน และรุกรานอย่างหนักหน่วงรุนแรงจากกลุ่มผู้นับถือคาทอลิก บ้างถูกเผาทั้งเป็น หรือจับมาทรมาน จึงทำให้อนาแบปติสต์หาทางหนีไปสู่ดินแดนอื่นเพื่ออิสรภาพตามความเชื่อของตน และแตกออกเป็นสามกลุ่ม คือ Amish, Mennonites และ Hutterites

ทั้งสามกลุ่มเดินทางมาสู่โลกใหม่ หรืออเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 16 โดย Amish (อามิช) ไปตั้งรกรากเป็นชุมชนใหญ่อยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยเฉพาะเมือง Lancaster ซึ่งที่นั่นคือ ชุมชนอามิชที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ชุมชนชาวอามิชอาศัยอยู่ใน 5 รัฐทางเหนือของสหรัฐอเมริกา และส่วนหนึ่งในประเทศแคนนาดา ประมาณว่า มีประชากรกว่า 350,000 คนในสหรัฐฯ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และยังคงใช้รถม้าเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง ทั้งยังเคร่งศาสนา ตลอดจนจารีตประเพณีแบบดั้งเดิม ในชุมชนอามิช สิ่งที่ปรากฏจะไม่ต่างจากภาพของชุมชนเมื่อราวร้อยปีที่แล้ว นั่นคือ ความเงียบสงบบนถนนสายเล็ก ๆ ที่สองข้างทางเพาะปลูกพืช และทำการปศุสัตว์ในแบบดั้งเดิม เช่นเดียวกับการแต่งกายของชาวอามิชที่ยังขับขี่รถม้าไปตามทางบนถนน

ชาวอามิชประกอบด้วยคนสองกลุ่ม คือ คนกลุ่มเก่า (Old Order) และคนกลุ่มใหม่ (New Order) โดยคนกลุ่มเก่าจะเป็นกลุ่มที่ปฏิเสธการใช้ไฟฟ้า ยังคงใช้ชีวิตเหมือนกับวิถีชีวิตดั้งเดิมทุกอย่าง และใช้รถม้าเป็นพาหนะเพียงเท่านั้น ขณะที่คนกลุ่มใหม่ แม้จะมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแล้ว แต่ก็ยังไม่มีเทคโนโลยี อย่างเช่น โทรทัศน์ หรืออินเทอร์เน็ต พวกเขาใช้ไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่างภายในบ้าน ใช้เตาแก๊สในการหุงหาอาหาร และบางบ้านก็จะมีรถยนต์ขับ แต่ยานพาหนะสำคัญก็ยังคงเป็นรถม้าอยู่ดี ชาวอามิชยึดมั่นอยู่กับการขับเคลื่อนขนส่งด้วยรถม้า แต่ก็อนุญาตให้ใช้บริการพาหนะสัญจรของรัฐ หรือ ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยคนอื่น (ที่ไม่ใช่ชาวอามิช) ได้ โดยยอมรับในเทคโนโลยี่ได้ ตราบใดที่ยังไม่คุกคามต่อคุณค่าทางศาสนาและศีลธรรม แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ชาวอามิชจะไปซื้อรถแทร็คเตอร์ หรือเครื่องจักรทุ่นแรงอื่นมาใช้ในงานฟาร์มของพวกเขา

แต่…สามารถยอมรับในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ แต่ให้เป็นไปอย่างช้า ๆ และให้มั่นใจว่า สิ่งนี้จะไม่มากรัดกร่อน หรือเป็นภัยต่อเรื่องความเชื่อและขนบธรรมเนียมชีวิตครอบครัวแบบชาวอามิช รักษาขนบธรรมเนียมในเรื่องการสวมเสื้อผ้าแบบเรียบง่ายและเคร่งครัด ซึ่งเน้นย้ำการแยกตัวออกมาจากสังคมทั่วไป

สิ่งที่ได้เห็นมาตลอดทั้งชีวิตของคนหนึ่ง ๆ เป็นเสมือนการศึกษาแบบต่อเนื่อง ชาวอามิชจำกัดการศึกษาอยู่ที่เกรด 8 หรือ ประมาณ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของไทย ด้วยความเคร่งครัดในคำสอนของคัมภีร์ไบเบิลที่ห้ามสร้างรูปจำลองเหมือนมนุษย์ ทำให้พวกเขาไม่นิยมถ่ายรูปกันเอง และไม่ชอบให้คนภายนอกมาถ่ายรูปของพวกเขาด้วย แต่ชาวอามิชหลายคนที่เป็นคนหัวสมัยใหม่หน่อยก็ไม่ได้ยึดกฎข้อนี้มากนัก บางคนก็ยืดหยุ่นให้ถ่ายรูปได้ แต่อาจถ่ายในระยะไกล หรือหากจะถ่ายโคลสอัพก็ต้องขออนุญาตเสียก่อน

หลายคนอาจจะมองว่า ชาวอามิชเป็นกลุ่มที่ต้านกระแสของโลก แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ ยังคงเลือกที่จะเดินไปในรูปแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องจ้ำอ้าวไปตามโลกที่กำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งชาวอามิชเองก็มีความสุขที่อยู่ในวิถีชีวิตแบบนี้ เพราะพวกเขามองว่า สิ่งเหล่านี้มันทำให้พวกเขารู้ว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น และมั่นใจในตัวเอง หากมองไปรอบ ๆ ชุมชนอามิชจะเห็นภาพของเด็ก ๆ ชาวอามิชทั้งตัวเล็กตัวน้อยช่วยพ่อแม่ทำเกษตรกรรม จึงเป็นภาพแห่งความผูกพันของครอบครัวที่เหนียวแน่น และอาจจะมากกว่าหลาย ๆ ครอบครัวในสังคมทุนนิยมที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีเวลาให้แก่กัน

ขอเสริมด้วยเรื่องราวความสำเร็จของ "แอน ไบเลอร์" ผู้ก่อตั้งร้านขนม "อานตี้ แอนส์ (Auntie Anne’s)" ผู้ซึ่งมีพื้นเพจากชาวอามิช จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ Auntie Anne’s จะว่าไปเป็นเรื่องของโชคชะตาและความไม่ตั้งใจ เมื่อแอนซึ่งเติบโตในชุมชนอามิช เมืองแก็ป รัฐเพลซิลเวเนีย เริ่มต้นชีวิตคู่กับ โจนาส ไบเลอร์

โศกนาฏกรรมในชีวิตมาเยือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันทำให้เธอสูญเสียลูกสาววัยเกือบ 2 ขวบ แอนจมปลักอยู่กับความโศกเศร้านานกว่า 12 ปี จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า และชีวิตคู่เกือบพังทลาย สุดท้ายเธอตัดสินใจทำเร่องบางอย่าง นั่นคือ การเช่าแผงในตลาดชุมชนเพื่อขายอาหาร จุดประสงค์หลักเพื่อหารายได้มาสนับสนุนโจนาสผู้สามีในการก่อตั้ง Family Resource and Counseling Center (FRCC) อันเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาครอบครัว

แอนซึ่งมีความรู้ไม่มากนัก อาศัยที่เคยเป็นลูกจ้างร้านอาหารในตลาดมาก่อน ได้ใช้วิธีครูพักลักจำเรียนรู้วิธีการทำเพรทเซลโบราณเนื้อเหนียวนุ่มในปี 1988 เธอควักทุน 6,000 ดอลลาร์ฯ เปิดแผงขายพิซซ่า มันฝรั่งทอด และเพรทเซล สัปดาห์แรกได้รับเสียงวิจารณ์จากลูกค้าว่า เพรทเซลรสชาติแย่มาก เธอท้อใจเกือบจะเปลี่ยนไปขายอย่างอื่น แต่ โจนาสผู้เป็นสามีได้ช่วยหาสูตรและปรับรสชาติจนลงตัว หลังจากนั้น เพรทเซลสูตรใหม่ก็กลายเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในร้าน จนเรียกได้ว่า อร่อยจนลูกค้าต้องบอกกันปากต่อปาก จนสุดท้ายแอนเลิกขายพิซซ่าแล้วหันมาขายเพรทเซลอย่างเดียว โดยนวดแป้งสด ๆ ให้ลูกค้าเห็นและอบไปขายไป

แอนไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ เปิดแผงขายขนมได้ปีเดียวก็สามารถขยายไป 8 สาขา รวมถึงการเปิดร้านในศูนย์การค้าเป็นครั้งแรก 2 ปีต่อมา ธุรกิจของแอนขยายไปยังรัฐอื่น รวม 9 รัฐ และเธอเริ่มใช้กลยุทธ์เข้าไปแฝงตามสนามบิน และสถานีรถไฟ ก่อนรุกไปยังตลาดต่างประเทศที่อินโดนีเซียเป็นจุดแรก ช่วงแรกของการขายเฟรนไชส์ แอนและโจนาสประสบปัญหาอันเนื่องมาจากการทำสัญญาหละหลวมทำให้ผู้ซื้อเฟรนไชส์ไม่จ่ายค่าลิขสิทธ์แถมยังหนีไปพร้อมสูตรขนม แอนและโจนาสจึงได้ปรับเปลี่ยนให้สัญญารัดกุมขึ้น และจ้างทนายความดูแลเรื่องนี้

ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นยุครุ่งเรืองของ Auntie Anne’s เพราะได้รับการติดต่อจากผู้ประกอบการทั่วทุกมุมโลกที่สนใจซื้นเฟรนไชส์ เฉพาะปี 1992 ปีเดียว Auntie Anne’s ขยายเพิ่มอีก 50 สาขารวดผ่านเฟรนไชส์ ปัจจุบัน Auntie Anne’s มีสาขากว่า 2.000 แห่งทั่วโลก (ในสหรัฐฯ 49 รัฐ ราว 1,300 สาขาและ 25 ประเทศทั่วโลก กว่า 600 สาขา) โดยประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีสาขามากที่สุด

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

UNESCO เปิดยุคใหม่!! รู้จัก “Khaled El-Enany” ผู้สืบภารกิจมรดกโลกและสันติภาพ จากอียิปต์ นั่งผอ.ใหญ่คนที่ 12 ด้วยคะแนนท่วมท้น นักวิชาการอียิปต์สู่เวทีโลก

รู้จัก...ศาสตราจารย์ Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่องค์การ UNESCO

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2025 ที่ประชุมใหญ่ขององค์การ UNESCO ณ เมือง Samarkand เมืองมรดกโลกของประเทศ Uzbekistan ได้เลือก ศาสตราจารย์ Khaled El-Enany จากอียิปต์ให้เป็นผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การ โดยได้รับคะแนนเสียง 172 เสียง จากทั้งหมด 174 เสียง ผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2025 ต่อจาก Audrey Azoulay ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2017

ศาสตราจารย์ Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ชาวอียิปต์ เกิดในปี 1971 เป็นนักอียิปต์วิทยาและศาสตราจารย์ด้านอียิปต์วิทยาของมหาวิทยาลัย Helwan (อียิปต์) ซึ่งเขาได้ทำการสอนมานานกว่า 30 ปี เขาเคยดำรงตำแหน่งรองคณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้แบบเปิด และหัวหน้าแผนกมัคคุเทศก์ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านอียิปต์วิทยาจากมหาวิทยาลัย Paul-Valéry Montpellier 3 (ฝรั่งเศส) ซึ่งเขาเคยเป็นศาสตราจารย์รับเชิญหลายครั้ง

เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์อารยธรรมอียิปต์แห่งชาติ (2014-2016) และพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร (2015-2016) ตั้งแต่ปี 2016 ถึง 2022 เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโบราณวัตถุ และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์

ศ. El-Enany เป็นสมาชิกของสมาคมวิชาการระดับนานาชาติหลายแห่ง เดือนพฤศจิกายน 2024 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตพิเศษด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยองค์การการท่องเที่ยวโลก และเมื่อไม่นานมานี้ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อุปถัมภ์กองทุนมรดกโลกแห่งแอฟริกา เขาได้รับรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติหลายรางวัล เขาสามรถพูดได้ 3 ภาษาคือ อาหรับ ฝรั่งเศส และอังกฤษ

ศ. El-Enany เป็นผู้อำนวยการใหญ่คนที่ 12 ขององค์การ UNESCO เขาเป็นผู้อำนวยการใหญ่คนแรกจากประเทศอาหรับ และคนที่สองจากทวีปแอฟริกาที่ดำรงตำแหน่งนี้ ต่อจาก Amadou Mahtar Mbow (1974-1987) จากเซเนกัล นายเอล-เอนานี จะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 15 พฤศจิกายน เป็นระยะเวลา 4 ปี

สำนักงาน UNESCO ในประเทศไทย ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของ สำนักงานยูเนสโก ส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ (UNESCO Bangkok) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานด้านการศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และข้อมูลข่าวสารในระดับเอเชียและแปซิฟิก โดยสำนักงานฯ ตั้งอยูที่ อาคารหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เลขที่ 920 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ

ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 8 แห่ง แบ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 5 แห่ง และมรดกทางธรรมชาติ 3 แห่ง ดังนี้:

มรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage):

- นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2534): อดีตราชธานีที่มีความรุ่งเรืองและมีโบราณสถานอันทรงคุณค่า

- เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร (ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2534): แหล่งกำเนิดของศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์

- แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง (จ.อุดรธานี) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2535): แหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

- เมืองโบราณศรีเทพ (จ.เพชรบูรณ์) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2566): เมืองโบราณสมัยวัฒนธรรมทวารวดีที่มีผังเมืองซ้อนกันสองชั้น

- ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมา (จ.อุดรธานี) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2567): แหล่งมรดกโลกล่าสุด โดดเด่นด้วยการใช้หินทรายธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นศาสนสถานตามความเชื่อท้องถิ่น

มรดกทางธรรมชาติ (Natural Heritage):

- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง (ครอบคลุม จ.อุทัยธานี, ตาก และกาญจนบุรี) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2534): แหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของเอเชีย

- กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ (ครอบคลุม 6 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2548): แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด

- กลุ่มป่าแก่งกระจาน (ครอบคลุม จ.ราชบุรี, เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2564): ผืนป่าที่มีความหลากหลายทางพรรณไม้และเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญ

นอกจากสถานที่แล้ว ไทยยังมีวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (IntangibleW Cultural Heritage) ของมนุษยชาติอีก 4 รายการ ได้แก่:

โขน (ปี พ.ศ. 2561)

นวดไทย (ปี พ.ศ. 2562)

โนรา (ปี พ.ศ. 2564)

สงกรานต์ในประเทศไทย (ปี พ.ศ. 2566)

โดย “เชียงใหม่” เป็นเมืองล่าสุดของประเทศไทย ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนสุดท้ายของการเสนอชื่อเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยใช้ชื่อว่า "เชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา" (Chiang Mai, the Capital of Lanna):

ความคืบหน้าล่าสุด: เมื่อเดือนมกราคม 2569 คณะรัฐมนตรีไทยได้มีมติเห็นชอบการจัดส่งเอกสารฉบับสมบูรณ์ (Nomination Dossier) ต่อศูนย์มรดกโลก ณ กรุงปารีส เรียบร้อยแล้ว

พื้นที่ที่นำเสนอ: ครอบคลุมเขตเมืองเก่าเชียงใหม่, วัดสำคัญ (เช่น วัดพระสิงห์, วัดเจดีย์หลวง, วัดเชียงมั่น), และพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

ขั้นตอนต่อไป: อยู่ในระหว่างการรอผู้เชี่ยวชาญจาก ICOMOS (องค์กรที่ปรึกษาของ UNESCO) ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จริง ซึ่งคาดว่าจะมีการตัดสินผลอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้

ซึ่ง “เชียงใหม่” ได้รับสถานะ "เมืองสร้างสรรค์" (UNESCO Creative Cities Network)

แม้จะยังไม่ได้เป็นมรดกโลกอย่างเต็มตัว แต่เชียงใหม่ได้รับสถานะสำคัญจาก UNESCO มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 คือ:

เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art): เนื่องจากความโดดเด่นของงานช่างสิบหมู่ งานไม้ งานเงิน งานเครื่องปั้นดินเผา และวิถีชีวิตชุมชนที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

เมืองหัตถศิลป์โลก (World Craft City): นอกจาก UNESCO แล้ว สภาหัตถศิลป์โลกยังยกย่องให้เชียงใหม่เป็นเมืองหัตถศิลป์ที่สำคัญระดับสากลอีกด้วย

เกี่ยวกับองค์การ UNESCO

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) มีรัฐสมาชิก 194 ประเทศ มีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงโดยเป็นผู้นำความร่วมมือพหุภาคีด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การสื่อสาร และสารสนเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ปารีส มีสำนักงานใน 54 ประเทศ และมีพนักงานกว่า 2,300 คน  UNESCO ดูแลมรดกโลก เขตสงวนชีวมณฑล และอุทยานธรณีโลกกว่า 2,000 แห่ง เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ เมืองแห่งการเรียนรู้ เมืองที่ครอบคลุม และเมืองที่ยั่งยืน และโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันฝึกอบรม และสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องกว่า 13,000 แห่ง โดยมีเครือข่ายคณะกรรมการแห่งชาติ 200 แห่งทั่วโลก

“เนื่องจากสงครามเริ่มต้นในจิตใจของมนุษย์ ดังนั้นการสร้างปราการเพื่อสันติภาพจึงต้องเริ่มต้นในจิตใจของมนุษย์เช่นกัน” ธรรมนูญของ UNESCO ปี 1945

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

เปิดหน้าประวัติศาสตร์มืด อีกด้านของแดนอาทิตย์อุทัย ‘จักรวรรดิญี่ปุ่น’ ไม่ได้มีแค่ความรุ่งเรือง แต่เต็มไปด้วยเงามืดแห่งสงคราม บาดแผลสงครามที่เอเชียไม่เคยลืม

ความเหี้ย(ม)โหดของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น...ประวัติศาสตร์แดนอาทิตย์อุทัยที่ถูกซ่อนไว้

แม้ว่า ความสุภาพ อ่อนน้อม ถ่อมตน ของคนญี่ปุ่นคือ "ความสวยงามที่มีระเบียบ" ซึ่งเป็นสิ่งที่โดดเด่นและสร้างความประทับใจ เช่น การโค้งคำนับ การใช้ภาษาที่สุภาพ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย และการไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม ชาวโลกอาจจะลืมเลือนไปแล้วว่า ญี่ปุ่นที่สังคมและผู้คนมีสุภาพ ความอ่อนน้อมและถ่อมตนอย่างมากมาย ครั้งหนึ่งเคยเป็นชาติจักรวรรดิ เป็นนักล่าอาณานิคมผู้โหดเหี้ยมที่สุดแห่งทวีปเอเชีย เป็นรัฐทหารที่เรียกกันว่า “จักรวรรดิญี่ปุ่น (Empire of Japan)”

จักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น นับตั้งแต่การปฏิรูปเมจิ (Meiji Restoration) เมื่อวันที่ 3 มกราคม 1868 ซึ่งยุติการปกครองของโชกุน และฟื้นฟูอำนาจให้จักรพรรดิ การฟื้นฟูนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างทางการเมืองและสังคมของญี่ปุ่น และครอบคลุมทั้งช่วงปลายยุคเอโดะ (บากูมัตสึ) และต้นยุคเมจิ ในช่วงเวลานั้นญี่ปุ่นได้พัฒนาอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และการศึกษาอย่างรวดเร็วและรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้) จนกระทั่งรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 1947 (รวม 79 ปี)

ความโหดร้ายของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1930 และ 1940 โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามอื่น ๆ ก่อนหน้านั้น ได้รับการบันทึกไว้อย่างกว้างขวางและยังคงเป็นหนึ่งในแง่มุมที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์การทหารสมัยใหม่ เพราะมิใช่เพียงแค่การประพฤติมิชอบอย่างทารุณและโหดร้ายที่เกิดขึ้นเพียงประปราย แต่ในหลายกรณี การใช้ความรุนแรงอย่างทารุณโหดร้ายต่อพลเรือนและเชลยศึกชนิดที่ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถยอมรับได้นั้นเป็นการกระทำจนกลายเป็นปกติวิสัยของทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น และบ่อยครั้งได้รับการยอมรับเป็นวัฒนธรรม หรือแม้แต่ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำทางทหาร

การกระทำของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น (IJA) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงเป็นบทที่สร้างบาดแผลลึกซึ่งไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างครบถ้วนในตำราเรียนภายในประเทศ ความแตกต่างระหว่างบันทึกทางประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศและการศึกษาของญี่ปุ่นมักถูกเรียกว่า "สงครามประวัติศาสตร์" ในเอเชียตะวันออก บทที่ "เงียบงัน" ในขณะที่นักประวัติศาสตร์ทั่วโลกหลายคนบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ในทางประวัติศาสตร์แล้ว เหตุการณ์เหล่านี้มักถูกลดทอนหรือละเว้นในหลักสูตรการศึกษาของญี่ปุ่นในปัจจุบันหลายฉบับ

ลำดับเหตุการณ์ที่แสดงถึงความทารุณของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2:

1.  การก่อตั้งก่อตั้งหน่วยวิจัยอาวุธชีวภาพลับ (หน่วย 731) ในปี 1931 โดย ดร.ชิโร อิชิอิ ขึ้นใน

เขตปิงฟาง เมืองฮาร์บิน และตั้งแต่ปี 1935 จนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม มีการขยายเครือข่ายหน่วยวิจัยอาวุธชีวภาพไปทั่วภูมิภาคเอเชีย

2.  การสังหารหมู่หนานจิง (Nanjing Massacre) เป็นเหตุการณ์ที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นสังหารหมู่

ข่มขืน ปล้นสะดม และเผาทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนพลเรือนรวมถึงเชลยศึกชาวจีน หลังจากสามารถยึดนครหนานจิง (เมืองหลวงของจีนขณะนั้น) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1937 จนกระทั่งมกราคม 1938 ในช่วงสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 เหตุการณ์ยาวนานราว 6-8 สัปดาห์นี้ มีผู้เสียชีวิตราว 300,000 คน มีหญิงชาวจีนราว 20,000-80,000 คน ตั้งแต่วัยทารกจนถึงผู้สูงอายุถูกข่มขืน มีการประหารชีวิตเชลยทหารจีนที่ยอมจำนนและพลเรือนชาย และมีการเผาทำลายบ้านเมืองราวหนึ่งในสาม

3.  ระหว่างปี 1937-1938 ญี่ปุ่นเข้ายึดเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เทียนสิน และเมืองสำคัญทางชายฝั่งอย่าง

รวดเร็ว ยังคงมีการสังหารหมู่และข่มขืนประชาชนพลเรือนชาวจีนระหว่างการเดินทัพของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง มีการใช้แก๊สพิษและอาวุธชีวภาพโจมตีพลเรือน แม้ญี่ปุ่นจะลงนามในอนุสัญญาห้ามแล้วก็ตาม

4.  สงครามในแปซิฟิก ระหว่างปี 1941-1945 ธันวาคม 1941 ญี่ปุ่นขยายสงครามสู่เอเชียตะวันออก

เฉียงใต้ โจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ฮาวาย และประกาศสงครามกับสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร พร้อมกันนั้นบุกไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง ภายใน 6 เดือน กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองพื้นที่ 3.8 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากร 150 ล้านคนอยู่ภายใต้การยึดครอง

- การเดินขบวนมรณะบาตาอัน (Bataan Death March) หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และ

ฟิลิปปินส์ยอมจำนนที่คาบสมุทรบาตาอัน โดยเชลยศึกกว่า 75,000 คนถูกบังคับเดินเท้าระยะทาง 100 กิโลเมตร โดยไม่มีน้ำและอาหาร มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 5,000-10,000 คน

- การทารุณเชลยศึกอย่างเป็นระบบ ระหว่างปี 1942-1945 อัตราการเสียชีวิตของเชลย อยู่ที่ร้อย

ละ 27.1 สำหรับเชลยจากชาติเอเชีย มีเชลยชาวจีนเพียง 56 คนจากหลายหมื่นคนที่รอดชีวิตจนถึงสิ้นสุดสงคราม

- เชลยศึกทั้งหมดที่จับได้ในทะเล ทหารเรืออังกฤษเสียชีวิต 12,500 นาย และออสเตรเลียอีก 7,500

นายจากการสังหารหมู่

- การปกครองที่โหดร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่า พลเอกคิมูระ ฮิโรชิ หรือ "เพชฌฆาตแห่ง

พม่า" สังหารชาวบ้านและเชลยอย่างโหดร้าย ระหว่างปี 1943-1945 และการบังคับใช้แรงงานเพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะ (ไทย-พม่า) มีผู้เสียชีวิตกว่า 100,000 คน ด้วยนโยบาย 3 อย่าง: เผาทำลาย ฆ่าทำลาย และปล้นสะดม ในพื้นที่ยึดครองของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น

5.  อาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่สำคัญ ได้แก่:

- นางบำเรอทางเพศ (Comfort Women) มีผู้หญิงและเด็กสาวจากเกาหลี จีน ฟิลิปปินส์

อินโดนีเซีย ถูกบังคับเป็น "นางบำเรอ" ให้กับทหารญี่ปุ่น ประมาณว่า มีเหยื่อระหว่าง 50,000-200,000 คน

- นโยบายทำลายล้าง: การกวาดล้างหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การ

ทำลายล้างทางวัฒนธรรมและทรัพย์สิน และการปล้นสะดมทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ

ความเหี้ยมโหดของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น “เฉพาะในส่วนของไทย” เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1941 ญี่ปุ่นได้รุกรานประเทศไทยพร้อมกันหลายจุดทางชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่สมุทรปราการไปจนถึงปัตตานี ในขณะนั้นรัฐบาลไทยกำลังเจรจากับญี่ปุ่น ทำให้คำสั่งหยุดยิงยังส่งไปไม่ถึงหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ ทหาร ตำรวจ และยุวชนทหารจึงต้องทำการป้องกันประเทศตามหน้าที่ แม้ว่า ภาพรวมอาจไม่ได้เหมือนการ “บุกยึดแบบทำลายล้างเต็มรูปแบบ” เหมือนในหลาย ๆ ประเทศ แต่ก็มีเหตุการณ์รุนแรงและความโหดร้ายเกิดขึ้นไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงแรก และในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงแค่การปะทะกันทางทหารระยะสั้น ๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการยึดครองซึ่งกินเวลานานกว่า 3 ปี ซึ่งเต็มไปด้วยความโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนชาวไทยอย่างร้ายแรง แม้ว่า รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ตัดสินใจทำสนธิสัญญาทางทหารกับญี่ปุ่นในเวลาต่อมา แต่ทหารญี่ปุ่นได้ก่อเหตุร้ายแรงหลายประการ สรุปได้ดังนี้

1.  การสู้รบอย่างโหดรู้ในช่วงการยกพลขึ้นบก (8 ธันวาคม 2484) กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกหลายจุด

เช่น ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา ทหารญี่ปุ่นปะทะกับทหารและตำรวจไทย เช่นที่ กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีการสู้รบหนักจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พลเรือนบางส่วนก็ได้รับผลกระทบจากการยิงปะทะและความโกลาหล แม้การสู้รบจะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในหลายพื้นที่ก็เกิดการปะทะอย่างรุนแรง

- ทหารและตำรวจไทยได้ต่อสู้ต้านทานอย่างเต็มที่และเต็มกำลัง  ตามเอกสารของรัฐบาล

สหรัฐฯ ระบุว่า ณ จุดสำคัญ ๆ เช่น สงขลา ตำรวจได้ต่อสู้ขัดขวางการยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วง จนเกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย

- การสูญเสียของผู้กล้าที่ปัตตานี ขุนอิงคยุทธบริรักษ์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 42 ของไทย

ถูกสังหาร ในขณะที่นำกำลังพลต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นอย่างกล้าหาญ

- การต่อต้านที่กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์ กำลังพลของกองทัพอากาศไทยสามารถต่อต้านการ

ล้อมของทหารญี่ปุ่นได้อย่างทรหด จนกระทั่งได้รับคำสั่งให้หยุดยิงในเวลาเที่ยงวันของวันที่ 9 ธันวาคม

- วีรกรรมที่สะพานท่านางสังข์ ชุมพร เมื่อกองทัพญี่ปุ่นพยายามเคลื่อนกำลังเข้าสู่ตัวเมือง

ชุมพร ยุวชน ทหารจากโรงเรียนศรียาภัย (นำโดย ร้อยเอก ถวิล นิยมเสน ผู้บังคับหมวด และเสียชีวิตในที่รบ พร้อมด้วยยุวชนทหารอีกจำนวนหนึ่ง) ซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมอายุประมาณ 15-18 ปี ได้รวมกำลังกับทหารประจำการและตำรวจ เผชิญหน้ากับกองทัพญี่ปุ่นที่มีกำลังพลและอาวุธเหนือกว่ามาก กำลังยุวชนทหารใช้ปืนเล็กยาวยิงต่อสู้อย่างสุดกำลังท่ามกลางฝนที่ตกหนัก และสามารถต้านทานการรุกคืบของญี่ปุ่นไว้ได้นานหลายชั่วโมง จนกระทั่งมีคำสั่งหยุดยิงจากส่วนกลางมาถึง

2.  การใช้อำนาจบังคับและการยึดทรัพยากร หลังจากรัฐบาลไทยยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่าน ญี่ปุ่นก็ได้ใช้

อำนาจควบคุมพื้นที่บางส่วน มีการยึดเสบียง อาหาร และทรัพย์สินจากชาวบ้าน บางพื้นที่ทหารญี่ปุ่นใช้อำนาจข่มขู่หรือทำร้ายประชาชน ,uการปล้นทรัพย์สินและการดูหมิ่นสถาบันฯ นอกเหนือจากความรุนแรงต่อชีวิตและร่างกายแล้ว การยึดครองยังสร้างความอัปยศอดสูด้วยการเข้ายึดครองสถานที่สำคัญ ๆ ของชาติ ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน วัด หรือบ้านเรือนราษฎร อาคารและสถานที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นที่ตั้ง เช่น สนามกีฬาแห่งชาติ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ใช้เป็นค่ายทหาร), โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย (โรงเรียนหญิงล้วนของอเมริกัน) รวมถึงบ้านพักส่วนตัวของชาวต่างชาติและชาวไทย แม้กระทั่งพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน ก็เกือบถูกทหารญี่ปุ่นเข้ายึดครอง

3.  การสร้าง "ทางรถไฟสายมรณะ" (1942-1943) เป็นอาชญากรรมสงครามที่โหดร้ายที่สุดของญี่ปุ่นใน

ภูมิภาคนี้ โดยแรงงานชาวไทยจำนวนมากถูกเกณฑ์แรงงาน หรือถูกหลอกลวงให้ไปทำงานก่อสร้างทางรถไฟยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างไทยกับพม่า โดยต้องทำงานหนักท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ขาดแคลนทั้งอาหารยารักษาโรค และการลงโทษรุนแรง มีหลักฐานทางวิชาการที่ระบุว่า แรงงานพลเรือนชาวเอเชีย (ซึ่งรวมถึงชาวไทย พม่า มาเลย์ และชวา) เสียชีวิตระหว่าง 75,000 ถึง 250,000 คน โดยทุก ๆ 1 กิโลเมตรของรางรถไฟ จะมีหยาดเหงื่อและชีวิตของแรงงานเหล่านี้เป็นเดิมพัน

4.  การข่มขืนและการบังคับเป็น "นางบำเรอ" (ตลอดช่วงการยึดครอง) เมื่อกองทัพญี่ปุ่นตั้งหลักปักฐาน

ได้ อาชญากรรมทางเพศก็เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจน

- มีรายงานการข่มขืนทั้งต่อแรงงานหญิงและเด็กหญิงชาวไทยบริเวณแนวเส้นทางรถไฟสาย

มรณะ พื้นที่ใกล้เคียงกับค่ายทหารญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง มีผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าว่า ได้เห็นเด็กสาววัยรุ่นถูกทารุณกรรมทางเพศจนเสียชีวิต

- ระบบ "นางบำเรอ" นอกเหนือจากเหยื่อจากชาติอื่น ๆ แล้ว กองทัพญี่ปุ่นยังได้จัดตั้งระบบ

นางบำเรอในประเทศไทยด้วย โดยมีรายงานว่า มีหญิงไทยถูกเกณฑ์จากกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ ไปยังค่ายทหารญี่ปุ่นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อถูกข่มขืนเป็นประจำทุกคืน มีหลักฐานด้วยว่า มีชายไทยบางคนทำหน้าที่เป็นแมวมองหาหญิงสวาวให้กับกองทัพญี่ปุ่น

5.  การกดขี่ทางเศรษฐกิจและเสรีภาพ บรรยากาศหวาดกลัว ประชาชนคนไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของ

ทหารญี่ปุ่น มีข่าวการทำร้าย ข่มขืน และการลงโทษโดยพลการในหลายพื้นที่ (แม้ไม่ได้เกิดทั่วประเทศ แต่ก็มีบันทึกไว้) มีการบังคับซื้อเสบียงอาหารในราคาถูก หรือยึดไปเฉย ๆ จนเกิดสภาวะข้าวยากหมากแพง และขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนมาก ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ โดยญี่ปุ่นพิมพ์ธนบัตรเพื่อใช้เองในประเทศไทย อีกทั้ง สารวัตรทหารญี่ปุ่น (เคมเปไต) มีอำนาจในการจับกุมและสอบสวนคนไทยที่ต้องสงสัยว่า เป็นจารชน หรือให้ความช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมักมีการซ้อมทรมานระหว่างการสอบสวนเพื่อเค้นความลับ

แม้ว่า รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. จะเลือกเป็น "พันธมิตร" เพื่อรักษาอำนาจรัฐเอาไว้ แต่ประชาชนชาวไทยกลับต้องเผชิญกับความทารุณโหดร้ายจากการยึดครองทางทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ได้แตกต่างจากชาติอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย ทั้งนี้ยังไม่รวมความสียหายอันมากมายมหาศาลจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร (สหรัฐฯ และอังกฤษ) ที่ทิ้งระเบิดในประเทศไทย ซึ่งทำลายทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และชีวิตประชาชนคนไทยอีกหลายพันคน

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นยอมรับว่า ได้ก่อ "ความเสียหายและความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวง" และในปี 2002 ศาลญี่ปุ่นตัดสินยอมรับว่า กองทัพญี่ปุ่นใช้สงครามเชื้อโรคและสังหารพลเรือนจีนหลายพันคน แต่คนญี่ปุ่นส่วนหนึ่งน รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ปฏิเสธหรือลดความสำคัญของ

เหตุการณ์ โดย นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหลายคนได้เยี่ยมสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในการรับใช้ญี่ปุ่น ตั้งแต่สงครามโบชินในปี 1868-1869 ไปจนถึงสงครามจีน-ญี่ปุ่นสองครั้ง ในปี 1894-1895 และ 1937-1945 ตามลำดับ โดยมีอัฐิของอาชญากรสงครามญี่ปุ่นระดับ A อยู่ด้วย ยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งกับประเทศคู่ขัดแย้งจนทุกวันนี้ อีกทั้ง หนังสือเรียนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกล่าวถึงอาชญากรรมสงครามเพียงเล็กน้อย หลักสูตรการเรียนการสอนของญี่ปุ่น แม้จะครอบคลุมเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ มักจะเน้นไปที่ความทุกข์ทรมานของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ .oขณะที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มรดกของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่ “เรื่องราวที่ไม่เคยถูกเล่าขาน” เลย มันถูกจดจำอย่างลึกซึ้ง ถูกสอน และมักยังคงมีความอ่อนไหวทางอารมณ์และการเมืองอยู่จนทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงค


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top