Thursday, 13 August 2026
World

“คุมาโมโตะ” เร่งรับมือภัยพิบัติ!! แผ่นดินไหวใหญ่ถล่มคุมาโมโตะ ซ้ำรอยปี 2016 คร่า 34 ศพ กำแพงปราสาทพังถล่ม ซ้ำเติมปราสาทประวัติศาสตร์ที่ยังบูรณะไม่เสร็จ กระทบประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างหนัก

โตเกียว, 30 ก.ค. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) รัฐบาลจังหวัดคุมาโมโตะทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นเปิดเผยว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวรุนแรง ขนาด 7.1 ตามมาตราแมกนิจูด เพิ่มขึ้นเป็น 34 ราย

ขณะเดียวกัน เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวยังส่งผลให้กำแพงหินบางส่วนของปราสาทคุมาโมโตะ ซึ่งเป็นโบราณสถานชื่อดังของจังหวัดพังถล่มลงมา

ก่อนหน้านี้ จังหวัดคุมาโมโตะเคยเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงในปี 2016 ทำให้ปราสาทแห่งนี้ต้องเข้าสู่โครงการบูรณะครั้งใหญ่ที่ใช้เวลานานถึง 10 ปี แต่แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดได้ซ้ำเติมความเสียหายอย่างหนักต่อปราสาทซึ่งยังอยู่ระหว่างการบูรณะ

ที่มา : Xinhua

‘ฮง มยอง โบ’ ขอโทษอีกครั้ง!! บอลโลกจบ แต่เกาหลีใต้ยังไม่จบ หลังเกาหลีใต้ร่วงบอลโลก 2026 วิกฤตศรัทธาบอลเกาหลีลามถึงสภา KFA ถูกสอบปมแต่งตั้งกุนซือและบริหารทีมชาติ

ฮง มยอง โบ ขอโทษอีกครั้ง
หลังพาทีมชาติเกาหลีใต้ร่วงรอบแรกบอลโลก

แม้ฟุตบอลโลก 2026 จะได้บทสรุปไปแล้ว แต่ควันหลงและเหตุการณ์ต่างยังไม่จางหาย และความรู้สึกต่าง ๆ ยังคงตามหลอกหลอนวงการลูกหนังเกาหลีใต้

เมื่อ ฮง มยอง โบ อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติเกาหลีใต้ ออกมากล่าวคำขอโทษต่อประชาชนอย่างเป็นทางการ หลังไม่สามารถพาทัพโสมขาวผ่านพ้นรอบแบ่งกลุ่มได้ตามความคาดหวัง

กระแสวิจารณ์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงผลงานในสนามเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงการบริหารงานของ สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) จนคณะกรรมาธิการของรัฐสภาเกาหลีใต้เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ฮง มยอง โบ ซึ่งเดินทางเข้าร่วมการไต่สวน พร้อมกล่าวเปิดใจต่อหน้าสาธารณชนว่า
"ผมต้องขอโทษประชาชนทุกคน ที่ไม่สามารถพาทีมทำผลงานได้ตามที่ทุกคนคาดหวังเอาไว้"
การประชุมที่เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าไม่ได้มีเพียงอดีตกุนซือทีมชาติเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลสำคัญรวม 14 คนเข้าร่วมในฐานะพยาน รวมถึง ชอง มง กยู อดีตประธานสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ ซึ่งกำลังเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้ง ฮง มยอง โบ ขึ้นคุมทีมชาติ

เมื่อถูกตั้งคำถามถึงที่มาของการได้รับตำแหน่ง ฮง ยืนยันว่าเขาเชื่อมั่นว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง และไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติในกระบวนการคัดเลือกครั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม การไต่สวนกลับทวีความเข้มข้น เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านผลัดกันตั้งคำถามอย่างดุเดือด บางช่วงถึงขั้นมีคำถามเชิงกดดันว่า
"คุณคิดว่าประชาชนโง่อย่างนั้นหรือ?"

นอกจากประเด็นเรื่องการแต่งตั้งแล้ว ฮง ยังถูกซักถามเกี่ยวกับข้อสงสัยในการใช้บัตรเครดิตของสมาคมฟุตบอล เพื่อชำระค่าใช้จ่ายที่ร้านอาหารใกล้บ้านพัก

แม้เจ้าตัวจะนำหลักฐานการใช้บัตรเครดิตส่วนตัวมายืนยันต่อที่ประชุม แต่ข้อมูลบางส่วนกลับไม่สอดคล้องกับคำชี้แจงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้สมาชิกสภาหลายคนตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม และทำให้บรรยากาศการไต่สวนยิ่งตึงเครียด

เวลานี้ วงการฟุตบอลเกาหลีใต้ไม่ได้เผชิญเพียงความล้มเหลวในสนามแข่งขันเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับวิกฤตศรัทธาต่อการบริหารของสมาคมฟุตบอล

ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบอย่างละเอียดจากภาครัฐ โดยการไต่สวนยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป ท่ามกลางแรงกดดันจากแฟนบอลทั้งประเทศที่ต้องการคำตอบต่อความล้มเหลวครั้งประวัติศาสตร์ของทัพโสมขาว

ที่มา ; https://www.facebook.com/share/p/14mCg5SNUyH/

‘ทรัมป์’ ชูดีลสันติภาพกาซา!! Board of Peace บรรลุข้อตกลงกาซา ปลดอาวุธฮามาส–กลุ่มติดอาวุธในกาซา แลกอิสราเอลทยอยถอนทัพ เปิดทางกองกำลังนานาชาติดูแลความมั่นคง

ทรัมป์ประกาศ คณะเจรจาสันติภาพ (Board of Peace) ได้บรรลุ "ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์สำหรับการปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ของกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในฉนวนกาซา"

ตามคำประกาศของทรัมป์ การดำเนินการจะเป็นไปแบบ ทยอยเป็นระยะ โดยเมื่อกระบวนการปลดอาวุธเสร็จสิ้น กองทัพอิสราเอลจะทยอยถอนกำลังออกจากกาซา ขณะที่กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ (International Stabilization Force) จะเข้ามารับผิดชอบด้านความมั่นคงร่วมกับกองกำลังตำรวจปาเลสไตน์ชุดใหม่ เพื่อให้กาซาปลอดภัยทั้งต่อประชาชนในพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน

ทรัมป์ยังระบุว่า ในระยะต่อไป กาซาจะอยู่ภายใต้การบริหารของ รัฐบาลปาเลสไตน์ชุดใหม่ ที่จะทำงานร่วมกับคณะกรรมการสันติภาพกาซา พร้อมกล่าวขอบคุณ อียิปต์ กาตาร์ และตุรกี ที่มีบทบาทในการเป็นคนกลางเจรจา และย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้กาซาถูกใช้เป็นฐานโจมตีอิสราเอลอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1361166772838346/?rdid=JsOsA0ZHGvBSL1tL#

ผู้อพยพชาวแอฟริกันหลายพันคน ซึ่งรวมถึงชาวโมร็อกโก พากันข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่ เมืองเซวตา (Ceuta) ดินแดนปกครองตนเองของสเปน ซึ่งมีพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในดินแดนแอฟริกาเหนือ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังพิทักษ์ชายแดน ของสเปนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์

กลุ่มผู้อพยพจำนวนมากส่งเสียงโห่ร้องแสดงความดีใจหลังสามารถเข้าสู่ดินแดนของสเปนได้สำเร็จ

ช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้อพยพราว 1,500 คน เข้าสู่เซวตาในวันเดียว โดยหลายคนว่ายน้ำอ้อมแนวกั้นชายฝั่ง ขณะที่บางส่วนปีนรั้วชายแดน ส่งผลให้กองกำลัง Guardia Civil ต้องระดมกำลังรับมืออย่างเร่งด่วน และรัฐบาลท้องถิ่นของเซวตาเรียกร้องให้รัฐบาลกลางประกาศภาวะฉุกเฉิน รวมถึงส่งกองทัพเข้ามาสนับสนุนการรักษาความมั่นคงบริเวณชายแดน

"เซวตา" เป็นดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ มีพรมแดนติดกับโมร็อกโก และเป็นหนึ่งในสองจุดผ่านแดนทางบกระหว่างทวีปแอฟริกากับสหภาพยุโรป จึงเป็นเส้นทางสำคัญที่ผู้อพยพใช้ในการพยายามเข้าสู่ยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง

แม้เมือง เซวตา (Ceuta) จะเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของผู้อพยพที่พยายามเข้าสู่สหภาพยุโรป และมีความพยายามลักลอบข้ามพรมแดนเกิดขึ้นเป็นประจำ แต่เหตุการณ์ที่มีผู้อพยพหลายพันคนหลั่งไหลเข้าพร้อมกันในครั้งนี้ถือว่า ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่าเป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 และได้เรียกร้องให้รัฐบาลสเปนประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังศูนย์รองรับผู้อพยพมีผู้เข้าพักเกินขีดความสามารถอย่างหนัก และกำลังตำรวจไม่เพียงพอต่อการรับมือสถานการณ์

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2123323488563393&set=pcb.1360735539548136

“เวียดนาม” จ่อลดมหาวิทยาลัย!! ปรับลดมหาวิทยาลัยรัฐ 20% กำหนดเสร็จ 1 เม.ย. 70 โอนสถาบันข้ามสาขาให้กระทรวงดูแล ควบรวมหรือปรับโครงสร้างมหาวิทยาลัยในพื้นที่เดียวกัน

เวียดนามจ่อลดจำนวน 'มหาวิทยาลัยรัฐ' อย่างน้อย 20%

กรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (CPVCC) ชุดที่ 14 มีคำสั่งให้ปรับลดจำนวนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐลงอย่างน้อยร้อยละ 20 ภายในวันที่ 1 เม.ย. 2027 โดยปัจจุบันเวียดนามมีสถาบันอุดมศึกษารวม 291 แห่ง แบ่งเป็นสถาบันของรัฐ 228 แห่ง

มหาวิทยาลัยของรัฐที่เปิดการเรียนการสอนแบบสหสาขาวิชาและครอบคลุมหลายสาขา จะถูกโอนให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรม หรือรัฐบาลท้องถิ่น

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยของรัฐที่ตั้งอยู่ในจังหวัดหรือเมืองเดียวกันจะถูกควบรวมหรือปรับโครงสร้างเข้าด้วยกัน ส่วนสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว

ที่มา : Xinhua

จากสงครามเย็นถึงสงครามชิป!! ไทยกลางเกมมหาอำนาจ สหรัฐฯ–จีน ในฐานะมิตรประเทศ กับโจทย์การทูตสมดุลยุคใหม่ สหรัฐฯ คือพันธมิตรมั่นคง จีนคือคู่ค้าใหญ่ ไทยต้องเดินเกมไผ่ลู่ลมในโลกสองขั้ว

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.1)

ปัจจุบันทุกวันนี้ แม้ว่า สงครามเย็น (Cold War) ได้สิ้นสุด หยุดลงลงอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 1991 พร้อมกับการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต แต่โลกยังคงถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจหลัก คือ สหรัฐอเมริกา และ จีน

ขั้วที่ 1: สหรัฐอเมริกาเป็นตัวแทนของฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตย ระบบทุนนิยม และพันธมิตรตะวันตก (เช่น นาโต และชาติพันธมิตรในเอเชีย) เน้นการรักษาอิทธิพลทางทหาร กฎระเบียบโลกดั้งเดิม และพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

ขั้วที่ 2: จีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ ที่ก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ อย่างเต็มตัวมีการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น BRICS หรือความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระดับโลก

ความแตกต่างจากยุคสงครามเย็นในอดีต คือ การเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา (ค่ายเสรีนิยม) กับ สหภาพโซเวียต (ค่ายคอมมิวนิสต์) ซึ่งตัดขาดจากกันทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แต่ยุคปัจจุบัน กลับเป็นการแข่งขันกันระหว่าง สหรัฐฯ และจีน บนพื้นฐานที่ระบบเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานของโลกยังคงเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยกันอยู่ แต่มีความขัดแย้งเข้มข้นในด้านเทคโนโลยี, สงครามชิป, ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ไทยเป็นมิตรประเทศที่ดีกับทั้งสหรัฐและจีน เราดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบสมดุล และเป็นมิตรกับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

ความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาพันธมิตรที่ยาวนาน: ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการทูตยาวนานกว่า 190 ปี โดยไทยเป็นมิตรประเทศชาติแรกๆ ของสหรัฐฯ ในเอเชีย และสหรัฐฯ มองไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกายังคงเป็นพันธมิตรสนธิสัญญาด้านความมั่นคงที่สำคัญและยาวนานของไทย โดยมีการรักษาสายสัมพันธ์ผ่านการฝึกทางทหารร่วมกันเป็นประจำ เช่น การฝึกคอบราโกลด์ (Cobra Gold)

ความสัมพันธ์กับจีนความผูกพันทางประวัติศาสตร์: ไทยและจีนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนานกว่า 700 ปี มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติและวัฒนธรรมที่กลมกลืน ด้านเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งและเป็นแหล่งลงทุนสำคัญของไทย รวมถึงมีความร่วมมือด้านโครงสร้างและการท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์

ไทยพยายามรักษาสมดุล ด้วยวิธีการทางการทูตแบบไผ่ลู่ลม (Bamboo Diplomacy) โดยใช้กลยุทธ์นโยบายต่างประเทศของไทยที่เน้นความยืดหยุ่น การปรับตัวตามสถานการณ์ และการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาเอกราช ผลประโยชน์แห่งชาติ และความมั่นคงของประเทศ โดยไม่ยอมให้ตนเองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ

ลักษณะเด่นของการทูตแบบไผ่ลู่ลมเน้นความยืดหยุ่นสูง พร้อมปรับเปลี่ยนท่าทีและทิศทางตามกระแสการเมืองโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เปรียบเสมือนต้นไผ่ที่เอนเอียงตามแรงลมเพื่อไม่ให้หักโค่นหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง: รักษาความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจทุกฝ่ายพร้อมกัน เช่น ในปัจจุบัน คือ การรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยมุ่งเน้นผลประโยชน์แห่งชาติ:

ยึดความอยู่รอด ปากท้องของประชาชน และเสถียรภาพภายในประเทศเป็นตัวตั้ง มากกว่าการยึดมั่นในอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างตายตัว ตัวอย่างความสำเร็จในประวัติศาสตร์ ยุคล่าอาณานิคม (ศตวรรษที่ 19) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงใช้การทูตถ่วงดุลอำนาจระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส รวมถึงการผูกมิตรกับรัสเซีย ทำให้ไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตก

สงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยยอมลงนามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นภายใต้ภาวะจำยอม แต่ในขณะเดียวกันก็มีขบวนการเสรีไทยร่วมมือลับๆ กับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ไทยไม่ตกเป็นผู้แพ้สงคราม หลังจากญี่ปุ่นยอมจำนน

ยุคสงครามเย็น ไทยเริ่มจากการพึ่งพาสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปในทศวรรษ 1970 ไทยก็รีบปรับตัวโดยการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เพื่อคานอำนาจและสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

ความท้าทายในโลกยุคปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 นโยบายนี้กำลังเผชิญบททดสอบสำคัญจาก สงครามเย็นครั้งใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายต่างกดดันให้ไทยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง ทำให้ "การลู่ตามลม" ทำได้ยากขึ้นและจำเป็นต้องใช้ศิลปะทางการทูตที่ระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดความระแวงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้ว่า ไทยจะหลีกเลี่ยงการเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาโดยตลอด เพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยมุ่งเน้นการร่วมมือกับทั้งสองมหาอำนาจในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ไทยได้ใช้นโยบายการรักษาสมดุลและการบริหารความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ (Strategic Hedging) โดยไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นอิสระทางนโยบายต่างประเทศและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยมีการพัฒนาในภูมิภาคด้วยการทูตแบบยืดหยุ่นรอบด้าน (Multi-vector Diplomacy) ไทยพยายามร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงมหาอำนาจกลางอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นและอินเดีย เพื่อถ่วงดุลอำนาจและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ

ความท้าทายในมิติใหม่ ไทยต้องรับมือกับแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ ตลอดจนการบริหารจัดการความท้าทายระดับภูมิภาค เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และเศรษฐกิจในยุคแบ่งขั้ว อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับบริบททั้งที่เป็นอยู่ และอนาคตที่จะเป็นไปให้ได้

ลาววันนี้ไม่เหมือนเดิม!! ลาว–เวียดนาม แน่นแฟ้นขึ้นทุกมิติ เมื่อทุนการศึกษา การลงทุน และเครือข่ายรัฐต่อรัฐ พาเวียดนามเข้าใกล้กว่าไทย สะท้อนไทยต้องทบทวนบทบาทเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง

ลาวเปลี่ยนไปแล้ว....ไทยไม่ใช่พี่น้องลาวอีกต่อไป

หันกลับมาดูประเทศลาวที่เราคิดว่าเขาคือบ้านพี่เมืองน้องกับไทย​ แต่ความจริงวันนี้ลาวกับไทยห่างออกไปจนจะเรียกว่าเป็นแค่คนที่มีรั้วติดกันก็ไม่ผิดแค่นั้น​ ในขณะที่ความสัมพันธ์ของลาวกับเวียดนามกลับแน่นแฟ้นเป็นพิเศษ​ จนแทบจะบอกได้ว่าคนระดับเจ้าของกิจการหรือคนมีความรู้ในลาวพูดภาษาเวียดนามเป็นแทบทุกคน​ เกิดอะไรขึ้น...กับลาวในวันนี้​ และไทยเราคือตัวอะไร​วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ทุกคนได้ทราบกัน

หากย้อนกลับไปเมื่อสักสามสิบปีก่อน​ คนลาวส่วนใหญ่ทะลักเข้ามาไทยเพื่อขายแรงงานแต่เป็นที่น่าแปลกตรงที่​ 30​ ปีผ่านไป​ ไทยเราแทบไม่ได้สร้างอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้แก่ลาวเลย

ในขณะที่เวียดนามมีความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐอย่างแน่นแฟ้น​ รัฐบาลเวียดนามให้ทุนจำนวนมากแก่ชาวลาวรวมถึงค่าพักพิงเพื่อให้ไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา​ อีกทั้งเวียดนามมองว่าการฝึกอบรมบุคลากรลาวเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระยะยาว จึงมีโครงการรับนักศึกษาลาวในหลายสาขา เช่นแพทย์​ วิศวกรรม​ ครู​ การเกษตรและการบริหารภาครัฐ รวมถึงเวียดนามให้การสนับสนุนการศึกษาภาษาเวียดนามก่อนไปศึกษาต่ออีกด้วย​ และนี่เองเป็นการสร้างเครือข่ายของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในลาว​ ซึ่งทำให้ความาัมพันธ์ระหว่างลาวและเวียดนามดีขึ้นตามลำดับ

แล้วไทยละ​..... ประเทศไทยก็เป็นปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะนักศึกษาลาวที่เรียนด้วยทุนส่วนตัว เพราะ​ ภาษาใกล้เคียงกัน​วัฒนธรรมคล้ายกัน​ มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งมีชื่อเสียง​ และค่าใช้จ่ายไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก​ แต่ทุนที่ไทยให้แก่นักศึกษาลาวนั้น​ หากดูข้อมูลของ​ JICA ในปี​ 2022 จะเห็นว่า​ลาวส่งนักศึกษาไปเรัยนที่เวียดนาม​ 2,060 คน​ในขณะที่ส่งมาไทยแค่​ 143 คนเท่านั้นและปัจจุบันเท่าที่เอย่ามีข้อมูลพบว่ามีนักศึกษาลาวในเวียดนามนับหมื่นคนที่กำลังศึกษาอยู่และพร้อมจะออกมาเป็นกำลังผลักดันคว่มสัมพันธ์ระหว่าง​ 2​ ประเทศในอนาคต

กลับมาดูในมุมเศรษฐกิจบ้างแม้หากเราไปเวียงจันทร์จะพบแต่ธุรกิจคนไทยก็จริงแต่ในความจริงนั้นหากเปรียบเทียบการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนามในลาวถือว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงพบว่่มูลค่าการลงทุนสะสมในลาวของไทยอยู่ที่ประมาณ​ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐในขณะที่เวียดนามลงทุนอยู่ที่​ 6.2 พันล้านเหรียญสหรัฐจากข้อมูลอ้างอิงปี​ 2025​ โดยไทยมุ่งเน้นเรื่องการค้าชายแดน​ การขายสินค้าอุปโภคบริโภค​ ธนาคาร​ โรงพยาบาล​ การศึกษา​ การท่องเที่ยว​ ส่วนเวียดนามลงทุนด้านโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังลม​ เหมืองแร่​สวนยางพารา​ สวนกาแฟ​ ป่าไม้​โทรคมนาคมและธนาคาร​ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงกว่าไทยมาก

อนาคตไทยอาจจะไม่ใช่บ้านพี่เมืองน้องอีกต่อไปหากเรายังละเลย​ มองเพื่อนบ้านเป็นบุคคลชั้น​ 2 แบบนี้​ ลาววันนี้เปลี่ยนไปแล้วแต่พร้อมจะเดินหน้าด้วยยุทธศาสตร์พันธมิตรนำเศรษฐกิจและด้วยจำนวนที่คนลาวไปศึกษาที่เวียดนามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆสิ่งที่คนลาวได้กลับมาไม่ใช่แค่วิชาการแต่เป็นนิสัยและพฤติกรรมการทำงานที่ขยีฝันขันแข็งของคนเวียดนามที่พร้อมจะผลักดันประเทศให้เจริญขึ้น​ ส่วนไทยเรานั้นมีคนบอกว่าปัญหาของคนไทยคือเสรีเกินไป​ เสรีทั้งการกระทำและคำพูดจนไม่ยึดในระเบียบแต่นี่คือปัจจัยของเด็กรุ่นใหม่ที่จะพาชาติล้าหลังลงคลองในที่สุด​ เอย่าก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง​ เอาเป็นว่าขอยกคำพูดจากเด็กไทยรายหนึ่งที่บอกว่า​ เกลียดคอรัปชั่นมาก​ แต่ตัวเองก็เอาเปรียบคนอื่นและไม่รักษากฎ​ แล้วจะคาดหวังให้คนอื่นรักษากฎได้อย่างไร​ บ้านที่สะอาดคือบ้านที่เจ้าของหมั่นทำความสะอาดไม่ใช่บ้านที่รอให้คนอื่นมาทำความสะอาดนะคะ​ เอย่าก็ขอฝากไว้เพียงเท่านี้

ที่มา : AYA

ผมอยากทำข้อตกลงมากกว่า ผมไม่ได้อยากจะฆ่าคน!!

ผมอยากทำข้อตกลงมากกว่า ผมไม่ได้อยากจะฆ่าคน
ผู้คนต้องตาย คนจำนวนมากต้องตาย เราไม่ต้องการแบบนั้น

โดนัลด์ ทรัมป์
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พูดเกี่ยวกับอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1363674019254288/?rdid=z8PK9zBfmbxBXXmJ#

‘เซเลนสกี’ ส่งสัญญาณสงบศึก!! ยุติยิงโดรน-ขีปนาวุธทันที ห้ามทำลายโรงไฟฟ้า-เขื่อน ตรึงแนวรบตามปัจจุบัน ยูเครนเลิกหวังนาโต-หาพันธมิตรใหม่

มีไคโล โปโดลยัค (Mykhailo Podolyak) ที่ปรึกษาประจำสำนักงานประธานาธิบดีแห่งยูเครน เปิดเผยถึงข้อเสนอสำคัญจาก ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ที่ยื่นส่งตรงไปยัง วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เพื่อหาทางออกในสงคราม:

สรุป 3 ข้อเสนอหลักจากฝั่งยูเครน:

ยุติการใช้โดรน ขีปนาวุธ และเครื่องบินรบยิงถล่มใส่กัน
ห้ามยิงถล่มโรงไฟฟ้า เขื่อน และระบบส่งกำลังบำรุงทางพลังงานของทั้งสองฝ่าย

ตรึงแนวรบไว้ตามสถานการณ์จริงในปัจจุบัน (Current front line) โดยไม่มีการรุกคืบภาคพื้นดินเพิ่มเติม

ข้อเสนอของเซเลนสกีสะท้อนถึงแรงกดดันมหาศาลต่อระบบพลังงานและเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน หลังจากรัสเซียประเคนขีปนาวุธ Kalibr, Iskander และ Kinzhal อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ พลเอก วาเลรี ซาลุชนี (Valerii Zaluzhnyi) อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน กล่าวว่า ยูเครนควรเลิกคาดหวังการเป็นสมาชิกนาโต และหันไปมุ่งเน้นที่พันธมิตรด้านความมั่นคงใหม่ๆ แทน

“ทุกปีผมได้ฟังนิทานว่าเรากำลังจะเข้าร่วมนาโต น่าเสียดายที่เราจะไม่มีวันได้เข้าร่วม!”

ที่มา : https://www.facebook.com/100083240865663/posts/1029526156498737/?rdid=tRDDuhgFzvoBxAP2#

บทเรียนเวเนซุเอลา!! “โศกนาฏกรรมเวเนซุเอลา” น้ำมัน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ถูกสหรัฐฯ ริบไว้ 1.27 หมื่นล้าน เมื่อรายได้น้ำมันถูกคุมจากภายนอก สู่คำถามอธิปไตยเศรษฐกิจยุคใหม่

"โศกนาฏกรรมเวเนซุเอลา": เมื่อน้ำมัน 1.3 หมื่นล้านเหรียญ ถูกสหรัฐฯ ริบไว้ 1.27 หมื่นล้าน สู่โมเดลล่าอาณานิคมยุคใหม่

ความพลิกผันอันน่าพรั่นพรึงของเวเนซุเอลาในปี 2026 ไม่ใช่เพียงแค่วิกฤตการเมืองระดับตัวบุคคลอย่างการเปลี่ยนผ่านผู้นำ แต่คือ "#การสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างสมบูรณ์" ผ่านข้อตกลงพิทักษ์ทรัพย์สินน้ำมัน (Oil Custody Agreement) กับสหรัฐอเมริกา

1. กลไก "พิทักษ์ทรัพย์สิน": การยึดสายป่านทางเศรษฐกิจ
ภายหลังเหตุการณ์ต้นปี 2026 ที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงและสนับสนุนผู้นำรักษาการคนใหม่ เวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก ได้ถูกบีบให้เซ็นสัญญาพิทักษ์รายได้จากการขายน้ำมัน โดยกำหนดให้ รายได้ทั้งหมดจากการส่งออกน้ำมันต้องวิ่งตรงเข้าบัญชีของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

-ตัวเลขจริงที่น่าตกใจ: ในช่วงครึ่งปีแรก เวเนซุเอลาทำรายได้จากการส่งออกน้ำมันได้สูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สหรัฐฯ กลับอนุมัติโอนคืนให้รัฐบาลเวเนซุเอลาใช้ในประเทศเพียง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเพียง ~2.3%) โดยอ้างเหตุผลเรื่อง "มนุษยธรรม"

-ส่วนต่าง 12,700 ล้านดอลลาร์ไปไหน?: รายได้ส่วนใหญ่ตกเป็นของกลุ่มทุนน้ำมันอเมริกันอย่าง Chevron ที่เข้ามาควบคุมสัดส่วนการส่งออก รวมถึงการทำธุรกรรมที่ไม่โปร่งใสผ่าน "ผู้ซื้อปริศนา" ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวอย่างเปิดเผยว่า การควบคุมรายได้น้ำมันครั้งนี้ สร้างผลตอบแทนคุ้มค่าต่อปฏิบัติการทางหารของสหรัฐฯ สูงถึง 28 เท่า ซึ่งเป็นการยอมรับกลายๆ ถึงการเข้ายึดครองทรัพยากรเชิงพาณิชย์

2. สวัสดิการพังทลาย: ความทุกข์ยากที่ตกอยู่กับประชาชน
ในอดีต ยุคชาเวซและมาดูโร รัฐบาลใช้รายได้จาก "น้ำมัน" เป็นสายเลือดหลักในการค้ำจุนระบบสวัสดิการสังคม (การศึกษา พยาบาล อาหารแจกฟรี และไฟฟ้าราคาถูก) แต่เมื่อสายป่านการเงินถูกตัดขาด ระบบสวัสดิการทั้งหมดจึงดิ่งลงเหวทันที:

-วิกฤตสาธารณสุขและศึกษา: โรงพยาบาลขาดงบประมาณจนต้องหยุดทำการ ขาดยาพื้นฐาน โรงเรียนขาดแคลนอุปกรณ์และชุดนักเรียนจนอัตราการเข้าเรียนลดลงอย่างน่าใจหาย
-เงินเฟ้อพุ่งสูง-ค่าเงินไร้ความหมาย: รายงานเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2026 ระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำสุดในรอบ 5 ปี (เหลือเพียง 2.5%) ในตลาดมืด ค่าแรงขั้นต่ำของประชาชนมีมูลค่าเหลือเพียง 0.28 ดอลลาร์สหรัฐ (ไม่ถึง 10 บาทไทย) ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่จะซื้ออาหารประทังชีวิตเพียงวันเดียว

3. "ข้าหลวงใหญ่การทหาร": รัฐหุ่นเชิดและการสูญเสียอธิปไตย
นี่คือโมเดล "#ล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่" (Neo-Colonialism) ที่น่ากลัวยิ่งกว่าศึกอิรักปี 2003 เพราะสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องตั้งฐานทัพหรือส่งทหารเข้าไปยึดครองพื้นที่ถาวร แต่ใช้วิธี ควบคุมสายการเงินและควบคุมการเมืองผ่านระยะไกล (Remote Control):

-ไร้ซึ่งอำนาจการตัดสินใจ: รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (มาร์โก รูบิโอ) กลายเป็นผู้มีอำนาจแท้จริงในการอนุมัติตำแหน่งรัฐมนตรี โครงสร้างกลาโหม ไปจนถึงการตรวจร่างแถลงการณ์ทางการทูตและการสื่อสารออกสื่อของรัฐบาลรักษาการเวเนซุเอลา จนถูกเปรียบเปรยว่าเป็น "ข้าหลวงใหญ่แห่งเวเนซุเอลา"

-เส้นทางขนส่งน้ำมันถูกผูกขาด: เรือน้ำมันทั้งหมดของเวเนซุเอลาถูกบังคับให้มุ่งหน้าสู่คลังเก็บน้ำมันของสหรัฐฯ เท่านั้น ห้ามค้าขายกับประเทศอื่นอย่างอิสระ

กรณีของเวเนซุเอลาคือ บทเรียนและอุทาหรณ์ระดับโลก ที่ตอกย้ำว่า เมื่อใดก็ตามที่ประเทศหนึ่งยอมยก "สายป่านทางเศรษฐกิจและทรัพยากรหลัก" ไปให้อำนาจภายนอกถือครอง แม้จะมีธงชาติ มีประธานาธิบดี หรือมีทำเนียบรัฐบาลตั้งอยู่ แต่ในทางปฏิบัติ อธิปไตย อิสรภาพ และชะตากรรมของประชาชนในประเทศนั้น จะถูกยึดครองและตกเป็นเหยื่อของการแสวงหาผลประโยชน์อย่างสิ้นเชิง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1057907296746809&id=100075826461941&rdid=A4HlsqQGUt1VUoLX#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top