Wednesday, 9 September 2026
TheStatesTimes

อ.เชน “สั่งย้ายอุเทนถวาย ทันที”!! ปิดช่างกล ปทุมวัน 3 เดือน ห้ามจัดการเรียนทั้งสองสถาบัน จุฬา ย้ำ ใช้พื้นที่อุเทนถวายทำศูนย์เรียนรู้ไม่ทำศูนย์การค้า ลั่นห้ามใช้พื้นที่เดิมโดยเด็ดขาด

กรุงเทพฯ 9 ก.ย.-”ดร.เชน“ เอาจริง สั่งย้ายอุเทนถวาย ออกพื้นที่ ให้เวลา 3 เดือน ระหว่างนี้ห้ามจัดการเรียนการสอน ส่วนเทคโนปทุมวัน สั่งปิด 3 เดือน หากกลับมายังก่อเหตุ ให้หาสถานที่ใหม่เช่นกันด้านจุฬาฯ ย้ำ ไม่นำพื้นที่ไปใช้ในเชิงการค้า เตรียมสร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. กล่าวภายหลังการหารือมาตรการป้องกันเหตุทะเลาะวิวาท 2 สถาบัน ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดยมีพล.ต.ท. สยาม บุญสม ผบช.น. และ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะรับผิดชอบพื้นที่อุเทนถาย ผู้บริหารสถาบันเทคโนฯ ปทุมวัน มาร่วมหาทางออก พร้อมเชิญคณะครูจากทั้ง 2 สถาบันมาร่วมรับฟังด้วย

หลังการประชุม นายยศชนัน เปิดเผยว่า ในเขตปทุมวันเป็นเขตพื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการศึกษาของเยาวชน จึงจำเป็นต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยที่ประชุมกำหนด 4 มาตรการในการแก้ปัญหาศึก 2 สถาบันที่มีมาอย่างยาวนาน

1. สั่งปิดสถาบัน 3 เดือน จะไม่มีการจัดการเรียนการสอนทั้ง 2 สถาบัน จนพื้นที่ใหม่แล้วเสร็จ หากสถานที่ยังไม่พร้อมก็จะให้งดการเรียนไปเรื่อยเรื่อย
2. ฝั่งปทุมวัน ได้สั่งการให้ทางสถาบันจัดหาสถานที่ใหม่รองรับเช่นกัน
3. ฝั่งอุเทนถวาย สั่งให้อธิการบดี หาสถานที่ใหม่ให้แล้วเสร็จ ภายใน 3 เดือน หากสถานที่ใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ ให้จัดหาสถานที่รองรับการเรียนการสอน โดยไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่เดิมโดยเด็ดขาด
4. มอบหมายให้จุฬาฯ นำพื้นที่ของอุเทนถวาย กลับคืนมา โดยห้ามนำไปเป็นพื้นที่ทางการค้า แต่จะให้ใช้เป็นพื้นที่สำหรับนวัตกรรม และเป็นประโยชน์สำหรับคนไทย โดยตั้งกรรมการพัฒนาพื้นที่ขึ้นมา ดึงทุกสถาบันเข้ามามีส่วนร่วม และประชาชนสามารถใช้ได้ทุกคน.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/167740

อดีต ส.ส.แก้วตา ร่วมงานพรรคเพื่อไทย!! ดันสิทธิความปลอดภัยและศักดิ์ศรีในสถานศึกษา แลกเปลี่ยนแก้ปัญหาความรุนแรง เน้นกลไกคุ้มครองผู้เสียหาย สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

วันนี้มาร่วมแลกเปลี่ยนกับพรรคเพื่อไทยและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในประเด็น ความรุนแรงในสถานศึกษาและสถาบันอุดมศึกษา

มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่พื้นที่ที่นักศึกษา บุคลากร หรือผู้มีอำนาจน้อยกว่าต้องเผชิญกับการคุกคาม การล่วงละเมิดทางเพศ การใช้ความรุนแรง หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ

การแก้ปัญหาต้องไม่จบแค่การรับเรื่องร้องเรียน แต่ต้องมีกลไกคุ้มครองผู้เสียหายที่เป็นอิสระ โปร่งใส เข้าถึงได้ และทำให้ผู้ร้องเรียนมั่นใจว่าจะไม่ถูกตอบโต้หรือทำให้ต้องเผชิญความรุนแรงซ้ำอีก
ขอบคุณพรรคเพื่อไทยและกระทรวง อว. ที่เปิดพื้นที่ให้ประเด็นนี้ถูกพูดถึงอย่างจริงจัง เพราะ สิทธิในความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องมีอยู่ในทุกสถานศึกษา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1704686124994021&id=100063579491094&rdid=G4YiNOfqAkiwqt35#

พีทีที สเตชั่น คว้ารางวัล “Diamond”!! โครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง ตอกย้ำมาตรฐานน้ำมันชั้นนำ จากกรมธุรกิจพลังงาน สะท้อนความมุ่งมั่นบริการคุณภาพ

พีทีที สเตชั่น คว้ารางวัลระดับ “Diamond” โครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง (DOEB Fuel Management Award) จากกรมธุรกิจพลังงาน ตอกย้ำผู้นำคุณภาพน้ำมัน

นายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วย นายเอกชัย ตั้งเสงี่ยมวิสัย ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เป็นตัวแทนในการรับรางวัลระดับ “Diamond” จาก ดร. สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่
คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน ในโครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง (DOEB Fuel Management Award) กรมธุรกิจพลังงงาน

PTT Station ของ OR ผ่านเกณฑ์การประเมินจากกรมธุรกิจพลังงานทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านระบบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลงที่มีมาตรฐานการควบคุมคุณภาพน้ำมันตลอดห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งมีการทดสอบคุณภาพน้ำมัน ณ คลังน้ำมันและ มี Mobile Lab รถตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเคลื่อนที่ตรวจสอบสถานีทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ด้านความยั่งยืน มีการส่งเสริมการขนส่งน้ำมันทางท่อ ซึ่งเป็นรูปแบบการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้านเศรษฐศาสตร์ มีมาตรการส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้รับสิทธิประโยชน์ตลอดทั้งปี รวมถึงนวัตกรรมบริการเติมเอง Self-Serve ผ่านแอพพลิเคชั่น blueplus+ พร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมง โดย PTT Station ได้รับการประเมินและได้รับสัญลักษณ์ระดับ “ดีมาก” จำนวนกว่า 2,000 สถานี ซึ่งประชาชนสามารถสังเกตได้จาก สติ๊กเกอร์สีทองแดง “รับรองระบบการควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง” ณ สถานีที่ผ่านการรับรอง

โครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง (DOEB Fuel Management Award) ส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์ เพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำหน่ายในสถานีบริการ แสดงความยั่งยืนในการประกอบกิจการโดยการขนส่งน้ำมันทางท่อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีมาตรการหรือนวัตกรรมที่ผู้รับบริการได้รับประโยชน์จากการใช้บริการ ความสำเร็จของ OR ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานกำหนดและพร้อมให้ความร่วมมือกับกรมธุรกิจพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

ZEEKR ก้าวสู่ไลฟ์สไตล์โมเดิร์น เชื่อมประสบการณ์ผ่านศิลปะและเทคโนโลยี จัดกิจกรรม Exclusive กับ SARRAN ทดสอบสมรรถนะในภูมิประเทศจริง ขับเคลื่อน Community ผู้ใช้รถยุคใหม่

ZEEKR ก้าวสู่ Modern Lifestyle Brand
ชูกลยุทธ์ Brand Experience สร้างความผูกพันกับผู้บริโภค
ผ่านไลฟ์สไตล์เหนือระดับ

กรุงเทพฯ, 4 กันยายน 2569 – ZEEKR ประเทศไทย เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ของผู้เป็นเจ้าของรถ ZEEKR ทุกรุ่น ด้วยกลยุทธ์ Brand Experience ที่ผสาน สุขภาพ เทคโนโลยี ศิลปะ ครอบครัวและไลฟ์สไตล์ เข้าไว้ด้วยกัน มุ่งให้ความสำคัญในการสร้างช่วงเวลาสุดประทับใจให้แก่ผู้ใช้งาน พร้อมนำแบรนด์ก้าวข้ามจากการเป็น Premium EV Brand สู่ “Modern Lifestyle Brand” ที่เชื่อมโยงกับวิธีคิด รสนิยม และไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับได้อย่างลงตัว
Mother’s Day Exclusive Experience – ZEEKR x SARRAN
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านกิจกรรมหลากหลายที่ ZEEKR สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค เริ่มจากกิจกรรมสำคัญในเดือนสิงหาคมได้แก่ Mother’s Day Exclusive Experience – ZEEKR x SARRANโดยจับมือกับ SARRAN แบรนด์จิวเวลรีที่ขับเคลื่อนความงดงามของกุลสตรีและวิถีไทยผ่านงานออกแบบเครื่องประดับสุดอาร์ต สร้างโมเมนต์และประสบการณ์สุดประทับใจจากความสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูก ผ่านศิลปะ กลิ่น และวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย โดยได้รับเกียรติจาก คุณศรัณย์ อยู่คงดี ศิลปินและผู้ก่อตั้งแบรนด์ร่วมถ่ายทอดศาสตร์อบร่ำแบบไทย พร้อมสร้างสรรค์ Exclusive Scented Pin จิบชาดอกไม้ไทย และรับประทานอาหารกลางวันภายใต้คอนเซ็ปต์ Blooming Thai Garden ท่ามกลางบรรยากาศร่วมสมัยที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของบ้านสุริยาศัย สะท้อนมิติของแบรนด์ที่เชื่อมโยงความ Luxury กับ Craftsmanship ที่ทำให้เกิดช่วงเวลาที่ไม่มีวันลืมให้แก่ผู้เป็นเจ้าของรถ

ZEEKR On Ice
รวมถึงกิจกรรม ZEEKR ON ICE ที่สะท้อนแนวคิด "IMAGINE BEYOND" โดย ZEEKR นำรถหลากหลายรุ่นที่มีผู้คนทั่วโลกใช้งานอยู่บนถนนจริง ไปลงสนามท้าทายธรรมชาติบนลานน้ำแข็ง ที่ Southern Hemisphere Proving Grounds (SHPG) บริเวณเทือกเขาแอลป์บนเกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งมีพื้นผิวหิมะและน้ำแข็งตามธรรมชาติ โดยเชิญตัวแทนจากหลากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย บินลัดฟ้าไปทดสอบสมรรถนะและการควบคุมรถในสภาวะแรงยึดเกาะต่ำ เพื่อแสดงศักยภาพของรถทุกรุ่นของ ZEEKR สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการลงทุน พัฒนา และยกระดับเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องของแบรนด์

ZEEKR Morning RunMatcha Ritual Serenity
AI Morning Talk ZEEKR WINE TASTING
นอกจากนี้ ZEEKR ยังต่อยอดการสร้าง Community ผู้ใช้รถ ZEEKR ผ่าน ZEEKR Society | The Modern Living Gathering โดยจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เริ่มจาก ZEEKR Morning Run รวมนักวิ่งจาก ZEEKR RUN CLUB มาวิ่งรับแสงแรกของวัน พร้อมชาร์จพลังแบบเต็มร้อย, Matcha Ritual Serenity เอ็กซ์คลูซีฟเวิร์กชอป ชวนผู้หลงใหลในมัทฉะมาคราฟต์ความสุข ปลุกแพชชัน และเติมเต็มไปกับเทคนิคการชงมัทฉะแบบมือโปร,AI Morning Talk ที่มาแบบ Hands-on Workshop โดย คุณภูมิ เล่นแร่แปรพรอมพ์ ช่วยปลดล็อกสกิล AI ให้กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัว ยกระดับการทำงาน และสามารถเอาไปต่อยอดการใช้งานได้จริง ในช่วงเย็นกับกิจกรรม ZEEKR WINE TASTING ที่ยกระดับค่ำคืนธรรมดา ให้กลายเป็นความทรงจำสุดพิเศษที่เต็มอิ่มไปด้วยมิตรภาพใหม่ๆ ด้วยการชิมรสชาติไวน์ในแบบต่างๆพร้อมกับผู้เชี่ยวชาญในการอธิบายที่มาที่ไป และ เป็นตัวแปรการสร้างบทสนทนาและความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกผู้เข้าร่วมงาน

Rain Ready – Drive with Confidence
ขณะเดียวกัน ZEEKR ยังยกระดับ Ownership Experience ผ่านกิจกรรม “Rain Ready – Drive with Confidence” สำหรับเจ้าของ ZEEKR 7X และ ZEEKR 009 ถ่ายทอดความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้งานและดูแลรถในช่วงฤดูฝน เพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจตลอดการใช้งานจริง สะท้อน Brand Experience ที่ไม่ได้มีเพียงมิติของ Lifestyle แต่ครอบคลุมถึงการดูแลผู้เป็นเจ้าของรถอย่างต่อเนื่อง

ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้น เป็นส่วนสำคัญในการยกระดับบทบาทของ ZEEKR Community เพื่อสร้างความแตกต่างจาก Premium EV Brand สู่การเป็น Modern Lifestyle Brand ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ โดยสำหรับ ZEEKR คำว่า Luxury ไม่ได้หมายถึงวัสดุ ดีไซน์ หรือสมรรถนะ แต่รวมถึงคุณภาพของเวลา ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ ระหว่างรถ กับผู้ใช้ ขณะที่ Technology ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในรถยนต์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับชีวิตในทุกวัน นี่คือแนวทางที่ ZEEKR ต้องการสร้างความแตกต่างให้ผู้บริโภคในตลาด Premium EV ของประเทศไทย

ยานยนต์ไทยเปลี่ยนโครงสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเข้าสู่เปลี่ยนผ่านใหญ่ เทศไทยผลิตรถกระบะสูงสุดในอาเซียน ยอดขาย BEV เพิ่มเร็ว ส่วน ICE ลดลงเยอะ แรงกดดันกระทบ Supply Chain และเศรษฐกิจวงกว้าง

มุมมองอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ท่ามกลางความท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่าน

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ให้ความเห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ จากการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกันฐานการผลิตเดิม โดยเฉพาะรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถกระบะ กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงปัญหาของผู้ผลิตรถยนต์ แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศโดยตรง

โดยในอดีตอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยตลอด Supply Chain มีมูลค่ามากกว่า 10% ของ GDP ไทย มีผู้ประกอบการกว่า 2,500 บริษัท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสนับสนุน ไปจนถึงตัวแทนจำหน่าย ดังนั้น หากฐานการผลิตส่วนหนึ่งหายไป ผลกระทบย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่โรงงานประกอบรถ แต่ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจในวงกว้าง
.
ยอดขายรถยนต์ฟื้น แต่โครงสร้างที่กาลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันไปถึง Supply Chain
นายสุวัชร์ฯ กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 จะกลับมาขยายตัว โดยมียอดขาย 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาดจะพบว่า การเติบโตส่วนใหญ่มาจากรถยนต์ไฟฟ้า BEV ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่ยอดขายรถยนต์ ICE และรถกระบะยังหดตัว สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดยังไม่ได้กระจายมายังฐานการผลิตเดิมอย่างทั่วถึง

สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงยอดขายรวมว่าเพิ่มหรือลด แต่ต้องดูว่ารถประเภทใดกำลังเติบโต เพราะโครงสร้างตลาดรถยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนค่อนข้างเร็ว และการเปลี่ยนแปลงนี้มีผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและ Supply Chain ที่พึ่งพาฐานรถยนต์สันดาปเดิม

ในด้านการผลิต แม้ 7 เดือนแรกไทยผลิตรถยนต์รวม 834,595 คัน ลดลงเพียง 0.09% และดูเหมือนว่ายังทรงตัว แต่เมื่อแยกตามเทคโนโลยีพบความแตกต่างชัดเจน โดยการผลิตรถยนต์นั่ง ICE ลดลงกว่า 34% ขณะที่ BEV, PHEV และ HEV ยังขยายตัว โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว การผลิตรถยนต์นั่ง ICE ลดลงมากกว่า 60% จากปีก่อน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าฐานการผลิตกำลังปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
.
อีกตัวเลขที่ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญคือ อัตราการใช้กำลังการผลิต หรือ Capacity Utilization (CapU) เพราะสะท้อนว่าโรงงานสามารถใช้เครื่องจักรและกำลังการผลิตที่ลงทุนไว้ได้มากน้อยเพียงใด โดยช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 การผลิตรถยนต์ส่วนบุคคลมี CapU เฉลี่ยเพียง 40.65% จาก 44.92% ในปีก่อน หมายความว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่ถูกใช้งานไม่ถึงครึ่ง ขณะที่รถกระบะ 1 ตันมี CapU อยู่ที่ 56.54% ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม

หากโรงงานใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยจะสูงขึ้น และผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงโรงงานประกอบรถยนต์ แต่รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน โดยเฉพาะ SMEs ใน Tier 2 และ Tier 3 ที่มีความสามารถในการรับแรงกระแทกทางธุรกิจน้อยกว่า

สัญญาณดังกล่าวเริ่มเห็นในอุตสาหกรรมสนับสนุนหลายกลุ่มที่เชื่อมโยงกับยานยนต์ เช่น ยาง กระจก ชิ้นส่วนโลหะ ลวด สปริง และวัสดุภายในรถ โดยหลายกลุ่มมีอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงหรืออยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ตัวอย่างเช่น กลุ่มโซ่ สปริง สลักเกลียวและตะปูควงมี CapU เฉลี่ยประมาณ 52% และกลุ่มการฟอกและตกแต่งหนังฟอกอยู่เพียงประมาณ 44%

อย่างไรก็ตาม การอ่านตัวเลขเหล่านี้ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากอุตสาหกรรมอย่างเหล็ก กระจก ยาง หนัง และลวดไม่ได้ผลิตเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์เพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าการลดลงทั้งหมดเกิดจากตลาดรถยนต์ ICE แต่ตัวเลขเหล่านี้ถือเป็น สัญญาณเตือนสำคัญว่าอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับ Supply Chain ยานยนต์หลายส่วนยังมีกำลังการผลิตเหลืออยู่ในระดับสูง

“รถกระบะ” คือฐานการผลิตสำคัญที่เชื่อมโยง Supply Chain ยานยนต์ไทยทั้งระบบ
ประเด็นที่ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญอย่างมากคือสถานการณ์ของรถกระบะ เพราะสำหรับประเทศไทย รถกระบะไม่ได้เป็นเพียงสินค้าที่ขายในประเทศ แต่เป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเชื่อมโยงไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนและการจ้างงานจำนวนมาก

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ไทยผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันกว่า 5.2 แสนคัน หรือเกือบ 63% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่การส่งออกรถกระบะยังมีมากกว่า 3 แสนคัน แต่ลดลงประมาณ 9% จากปีก่อน สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากกำลังซื้อในประเทศ แต่เริ่มส่งผ่านมาจากตลาดส่งออกด้วย

สิ่งที่ต้องมองให้ลึกกว่ายอดขายรถ คือผลกระทบต่อ Supply Chain ภายในประเทศ เพราะรถกระบะที่ผลิตในไทยมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศในสัดส่วนสูง ตัวอย่างเช่นฐานการผลิตของอีซูซุ มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 90% ดังนั้นเมื่อการผลิตรถกระบะชะลอลง ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่โรงงานประกอบรถยนต์ แต่กระจายไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 1–3 และแรงงานที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการรักษาความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตรถกระบะของไทยให้ต่อเนื่อง เพราะรถหนึ่งคันที่ผลิตในประเทศไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะให้กับผู้ประกอบรถยนต์ แต่สร้างมูลค่าไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน SMEs การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกจำนวนมาก หากฐานการผลิตส่วนนี้อ่อนแอลง ผลกระทบจะเกิดขึ้นเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งระบบ

ความเสี่ยงต่อฐานการผลิตและความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ
อีกเรื่องที่ ส.อ.ท. จับตาอย่างใกล้ชิด คือ การแข่งขันดึงดูดฐานการผลิตยานยนต์ในอาเซียนที่เข้มข้นขึ้น ทั้งอินโดนีเซียและเวียดนามต่างเร่งสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงการลงทุนและการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ Hybrid และเทคโนโลยีใหม่

วันนี้เราอาจยังไม่ได้เห็นการย้ายโรงงานครั้งใหญ่จากไทยอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การตัดสินใจลงทุนในรถยนต์รุ่นใหม่หรือการเพิ่มกำลังการผลิต อาจถูกจัดสรรไปยังประเทศอื่นมากขึ้น ซึ่งหากเกิดขึ้นต่อเนื่อง คำสั่งซื้อของ Supplier ไทยก็อาจลดลง และส่งผลต่อ SMEs และการจ้างงานใน Supply Chain ก่อนที่จะเห็นภาพการย้ายฐานอย่างเป็นรูปธรรม

สัญญาณนี้สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดของ JETRO/JCC ที่พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นในไทยอยู่ที่ -6 ในครึ่งแรกปี 2569 และคาดว่าอยู่ที่ -7 ในครึ่งหลังปี สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังมีความกังวลจากทั้งการแข่งขันที่รุนแรง ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ที่น่าจับตาคือ บริษัทญี่ปุ่นที่มีแผนขยายธุรกิจในไทยในช่วง 1–2 ปีข้างหน้ามีสัดส่วนเพียง 38.7% เทียบกับอินโดนีเซีย 45.9% และเวียดนาม 56.9%

ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการป้องกันไม่ให้โรงงานย้ายออก แต่ต้องทำให้ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่นักลงทุนเลือกสำหรับ การลงทุนรอบใหม่ รถยนต์รุ่นใหม่ และเทคโนโลยีใหม่ เพราะหากไทยพลาดการลงทุนในรอบนี้ ผลกระทบจะไม่ได้เกิดเฉพาะกับค่ายรถยนต์ แต่จะกระจายไปถึง Supplier ไทย SMEs และการจ้างงานตลอดทั้ง Supply Chain

ส.อ.ท. หนุน ยานยนต์ รักษาฐานเดิม ต่อยอดเทคโนโลยีใหม่ ย้ำสมดุลการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม สนับสนุน SMEs เข้าสู่ Supply Chain ใหม่ ผสานนโยบายดึงดูดลงทุนช่วงเปลี่ยนผ่าน

ส.อ.ท. หนุนยานยนต์ไทย “รักษาฐานเดิม ต่อยอดฐานใหม่”

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของประเทศที่ใช้เวลาสะสมองค์ความรู้และพัฒนาระบบนิเวศมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ประกอบการ SMEs บุคลากร และเครือข่าย Supply Chain ที่มีความเชื่อมโยงทั้งในและต่างประเทศ

การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่เทคโนโลยีใหม่ จึงจำเป็นต้องดำเนินไปบนพื้นฐานของการสร้างสมดุลระหว่าง การรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม และการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่มีอยู่ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

โจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่การเลือกระหว่างเทคโนโลยีเดิมกับเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านให้เกิดความสมดุล โดยนำฐานอุตสาหกรรมที่ไทยมีอยู่มาต่อยอดกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ใหม่ได้มากที่สุด

ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะต่อไป ควรมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. รักษาความสามารถของฐานการผลิตเดิม พร้อมบริหารการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างสมดุล โดยประเทศไทยควรรักษาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะการผลิตรถกระบะ ที่มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local content) สูงถึง 80-90% ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน และ Supply Chain ภายในประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเติบโตของเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม

2. เร่งยกระดับผู้ประกอบการไทยและ SMEs เข้าสู่ Supply Chain ยานยนต์แห่งอนาคต โดยสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และตลาด พร้อมส่งเสริมการลงทุนด้านเครื่องจักร ระบบ Automation และดิจิทัล การวิจัยและพัฒนา การยกระดับมาตรฐาน ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill–Reskill) รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่กับผู้ประกอบการไทย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ อันนำไปสู่การยกระดับ SMEs ให้เข้าสู่ Supply Chain ยานยนต์แห่งอนาคตได้อย่างเข้มแข็ง

3. สร้างสมดุลด้านนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนและเพิ่มมูลค่าในประเทศ การกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนและโครงสร้างภาษี ควรคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของฐานอุตสาหกรรมเดิม พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนใหม่ให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ผ่านการสร้าง Supply Chain ภายในประเทศ การใช้ Local Content การสร้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย

ประธาน ส.อ.ท. กล่าวทิ้งท้ายว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีรากฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในระดับสากล ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมควรเป็นการใช้ประโยชน์จากฐานเดิม พร้อมเสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตที่หลากหลาย ทั้ง BEV, Hybrid และเทคโนโลยียานยนต์รูปแบบใหม่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการรักษาฐานการผลิตเดิม การรองรับการลงทุนใหม่ และการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

10 กันยายน 2463 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ อภิเษก สมรส กับ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 'สมเด็จพระบรมราชชนนี' เตรียมพยาบาล มีพระโอรส-ธิดารวม 3 พระองค์

พันเอก (พิเศษ) จอมพลเรือ นายแพทย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระนามเดิม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช (1 มกราคม พ.ศ. 2435 - 24 กันยายน พ.ศ. 2472) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นสมเด็จพระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระบรมราชอัยกาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ระหว่างที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาได้พระราชทานทุนให้แก่นักเรียนแพทย์ ไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาจำนวน 2 ทุน ซึ่งทางโรงเรียนแพทย์ได้คัดเลือกออกมา ปรากฏว่าได้นักเรียนพยาบาลมา 2 คน คือ สังวาลย์ ตะละภัฏ (ต่อมาคือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) และอุบล ปาลกะวงษ์ ณ อยุธยา (ต่อมาคือ อุบล ลิปิธรรมศรีพยัตต์) สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงดูแลเอาใจใส่นักเรียนทั้ง 2 ของพระองค์อย่างดี ทั้งทรงแนะนำวิธีการดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีของต่างประเทศ

และในขณะที่กำลังทรงศึกษาวิชาแพทย์ปีที่ 1 นั้นเอง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงพบและพอพระทัยกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ด้วยมีพระศิริโฉมงดงาม พระอุปนิสัย และพระคุณสมบัติอื่นๆ ดังนั้นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์จึงทรงมีลายพระหัตถ์กราบบังคมทูลสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชมารดา ขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับ นางสาวสังวาลย์

เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 ได้มีพิธีอภิเษกสมรสที่วังสระปทุม และหลังจากได้อภิเษกสมรสแล้ว ทั้ง 2 พระองค์ได้ตามเสด็จด้วยกันไปประพาสเมืองต่างๆ ในทวีปยุโรป และ สหรัฐอเมริกา เพื่อทรงไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันเอ็มไอที เมืองบอสตัน ส่วนสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงเรียนหลักสูตรเตรียมพยาบาลที่วิทยาลัยซิมมอนส์ เมืองบอสตัน ก่อนจะประสูติพระโอรสและพระธิดารวม 3 พระองค์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top