Monday, 26 October 2026
TheStatesTimes

กฎหมายอินฟลูเอนเซอร์!! อิทธิพลออนไลน์ถูกใช้ทำลายชื่อเสียง ควรแยกวิจารณ์กับบิดเบือนข้อมูล ต่างชาติเลือกสมดุลปกป้องเสรีภาพ ไทยเน้นหลักฐานยืนยันเจตนาเสียหาย

กฎหมายควบคุมอินฟลูเอนเซอร์: เมื่ออิทธิพลบนโลกออนไลน์ถูกใช้เป็นอาวุธทำลายชื่อเสียง

การวิจารณ์เป็นสิทธิ แต่การสร้างข้อกล่าวหาเท็จเพื่อทำลายบุคคลควรมีความรับผิดชอบเพียงใด?

ในยุคที่อินฟลูเอนเซอร์สามารถสร้างกระแสสังคมได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง อิทธิพลบนโลกออนไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรีวิวสินค้าอีกต่อไป แต่ยังถูกนำมาใช้โจมตีบุคคลสาธารณะ นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ และผู้ที่มีความขัดแย้งกับผู้เผยแพร่เนื้อหา บางกรณีเป็นการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่บางกรณีอาจเป็นการนำข้อมูลบางส่วนมาตัดต่อ ขยายข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีหลักฐาน หรือเผยแพร่เรื่องที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดซ้ำ ๆ จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและอาชีพ

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราควรห้ามการวิจารณ์หรือไม่ แต่คือ เราจะจัดการกับการใช้สื่อออนไลน์เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและทำลายชื่อเสียงอย่างเป็นระบบ โดยไม่ทำให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือปิดปากผู้ตรวจสอบอำนาจได้อย่างไร?
ประเทศต่าง ๆ ใช้กฎหมายอย่างไร?

ประเทศไทย: มีกฎหมายหมิ่นประมาท แต่ยังต้องพิจารณาความเสียหายจากการโจมตีออนไลน์อย่างรอบด้าน

ประเทศไทยมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยการหมิ่นประมาท และมาตรา 328 สำหรับการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งอาจครอบคลุมการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ได้ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในบางลักษณะ แต่ไม่ใช่ว่าข้อความหมิ่นประมาททุกกรณีจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย ความท้าทายอยู่ที่การแยกแยะระหว่างการกล่าวหาที่เป็นเท็จ การแสดงความคิดเห็น และการเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจ หากใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างนี้ ผู้ที่ตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐอาจเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ที่จงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

สหรัฐอเมริกา: คุ้มครองการวิจารณ์บุคคลสาธารณะอย่างเข้มแข็ง
คำพิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดี New York Times Co. v. Sullivan ปี 1964 วางหลักสำคัญว่า ในคดีหมิ่นประมาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ว่าผู้เผยแพร่รู้ว่าข้อความเป็นเท็จ หรือเผยแพร่โดยไม่ใส่ใจอย่างร้ายแรงต่อความจริง หลักนี้เรียกว่า “Actual Malice” และมีการขยายความคุ้มครองไปยังบุคคลสาธารณะในบริบทที่เกี่ยวข้องตามแนวคำพิพากษา หลักดังกล่าวไม่ได้อนุญาตให้ใครกุเรื่องโจมตีผู้อื่นได้อย่างเสรี แต่ยอมรับว่าการตรวจสอบผู้มีอำนาจต้องมีพื้นที่สำหรับความผิดพลาดโดยสุจริต มิฉะนั้น ความกลัวการถูกฟ้องอาจทำให้สื่อและประชาชนไม่กล้าตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ

สิงคโปร์: มีกฎหมายเฉพาะสำหรับรับมือข้อมูลเท็จออนไลน์
สิงคโปร์ประกาศใช้ Protection from Online Falsehoods and Manipulation Act (POFMA) ในปี 2019 เพื่อจัดการกับข้อมูลเท็จออนไลน์ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย กลไกสำคัญรวมถึงคำสั่งให้แก้ไขหรือแสดงคำชี้แจงประกอบข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นเท็จ และมาตรการอื่นตามกรณี แนวทางนี้สะท้อนว่าการแก้ปัญหาข้อมูลเท็จไม่จำเป็นต้องพึ่งการลงโทษทางอาญาเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การให้อำนาจฝ่ายบริหารสั่งแก้ไขข้อมูลก็มีข้อกังวลเรื่องการใช้ดุลพินิจ โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับรัฐบาลและการเมือง จึงต้องพิจารณาควบคู่กับความเป็นอิสระของกระบวนการอุทธรณ์และการตรวจสอบคำสั่ง
.
สหราชอาณาจักร: จัดการข้อความเท็จที่มีเจตนาก่ออันตรายบางประเภท
Online Safety Act 2023 ของสหราชอาณาจักรกำหนดความผิดเกี่ยวกับการส่งข้อความเท็จในเงื่อนไขเฉพาะ เช่น ผู้ส่งรู้ว่าข้อมูลเป็นเท็จ มีเจตนาก่ออันตรายทางจิตใจหรือร่างกายที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแก่ผู้รับสารที่คาดหมายได้ และไม่มีเหตุอันสมควรตามกฎหมาย ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ทำให้การวิจารณ์ทางการเมืองหรือการกล่าวข้อความที่ไม่ถูกต้องทุกกรณีเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ

ประเทศไทยควรเพิ่มมาตรการอะไร?
ประเทศไทยอาจพัฒนากรอบกำกับดูแลผู้สร้างเนื้อหาที่มีอิทธิพล โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความผิดใหม่สำหรับการวิจารณ์ทุกประเภท แต่ควรพิจารณามาตรการสำคัญ 4 ประการ
1. แยกการวิจารณ์ออกจากการจงใจบิดเบือน โดยพิจารณาหลักฐาน ความรู้เกี่ยวกับความเท็จ เจตนา และบริบท ไม่ใช่ตัดสินจากความรุนแรงของถ้อยคำเพียงอย่างเดียว
2. เพิ่มช่องทางแก้ไขข้อกล่าวหาอย่างรวดเร็ว เช่น การเปิดเผยหลักฐาน การให้สิทธิชี้แจง และการเผยแพร่คำแก้ไขในช่องทางที่เข้าถึงผู้ชมกลุ่มเดียวกับเนื้อหาเดิม
3. รับมือการโจมตีที่ทำซ้ำหรือประสานงานกัน โดยตรวจสอบพฤติการณ์และหลักฐานว่ามีการสร้างหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างเป็นระบบหรือไม่ โดยไม่ถือว่าการมีความคิดเห็นตรงกันหรือการวิจารณ์พร้อมกันเป็นความผิดในตัวเอง
4. ป้องกันการใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ด้วยหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน การพิจารณาโดยศาลที่เป็นอิสระ และการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับความเสียหาย พร้อมกลไกป้องกันคดีที่มุ่งสร้างภาระให้ผู้ตรวจสอบโดยสุจริต

บทสรุป: กฎหมายต้องปกป้องทั้งชื่อเสียงและเสรีภาพ
อินฟลูเอนเซอร์ไม่ควรได้รับอภิสิทธิ์เหนือกฎหมายเพียงเพราะมีผู้ติดตามจำนวนมาก ขณะเดียวกัน บุคคลสาธารณะและนักการเมืองก็ไม่ควรใช้กฎหมายเป็นเกราะป้องกันตนเองจากคำถามที่มีเหตุผล บทเรียนจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าแต่ละประเทศเลือกสมดุลระหว่างการปกป้องชื่อเสียง การรับมือข้อมูลเท็จ และเสรีภาพในการแสดงออกแตกต่างกัน ประเทศไทยจึงควรพัฒนากลไกที่มุ่งจัดการกับ การหลอกลวง การใส่ร้ายที่เข้าองค์ประกอบความผิด และการบิดเบือนข้อมูลโดยมีหลักฐานรองรับว่าจงใจก่อความเสียหาย มากกว่าการให้อำนาจควบคุมเนื้อหาอย่างกว้างขวาง เพราะในสังคมประชาธิปไตย เราต้องมีทั้งสิทธิในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา : AYA

กฟผ.เดินหน้ายกระดับ SMR จับมือ IAEA สร้างองค์ความรู้พลังงานใหม่ เดินหน้าพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 9,000 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าเดินเครื่องปี 2580 เห็นโอกาสเทคโนโลยีสะอาด เสริมความมั่นคง-ลดคาร์บอนตามยุทธศาสตร์ชาติ

IAEA - กฟผ. เดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจ SMR เสริมความมั่นคงพลังงาน

IAEA ร่วมกับ กฟผ. จัดการประชุมวิชาการ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” สร้างความรู้ความเข้าใจ SMR แก่หน่วยงานด้านพลังงานไทย เตรียมความพร้อม โรงไฟฟ้า SMR 

วันนี้ (26 ตุลาคม 2569) นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิด งานประชุมวิชาการภายใต้โครงการ TC Project ในหัวข้อ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” โครงการความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างทบวงการพลังงาน ปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) และประเทศไทย โดยการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศ ในการเตรียมความพร้อมด้านโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. Ms.Anna Jaison ผู้แทนจาก IAEA และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันภาคพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นานาประเทศต่างมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ด้วยการประเมิน เทคโนโลยีพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบที่สามารถจัดหาไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ยั่งยืน และมีราคาที่เข้าถึงได้ สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยี SMR ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ในฐานะกระทรวงพลังงานที่มีหน้าที่ รับผิดชอบนโยบายพลังงานของประเทศ จึงมุ่งมั่นสร้างความมั่นใจว่า ประเทศไทยจะมีการพัฒนาองค์ความรู้ แก่องค์กรที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาขีดความสามารถอย่างเป็นระบบ ซึ่งจำเป็นต่อการประเมินทางเลือก ด้านพลังงานที่เหมาะสมทั้งหมด และนำไปสู่การตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุด ด้านความปลอดภัย ความมั่นคง ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นของสาธารณชน 

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวเสริมว่า ในช่วง การเปลี่ยนผ่านพลังงาน การสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ควบคู่กับการก้าวสู่อนาคต ทางพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ เทคโนโลยี SMR จึงได้รับการพิจารณา อย่างกว้างขวางทั่วโลก ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีศักยภาพและเสถียรภาพ สำหรับ กฟผ. การสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการทำความเข้าใจทั้งโอกาสและความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยี SMR มาใช้ในอนาคต การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้จากประสบการณ์ ของนานาประเทศ และช่วยยกระดับขีดความสามารถที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจในอนาคต

ทั้งนี้ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ได้กำหนดเป้าหมายพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าหมายเดินเครื่องโรงไฟฟ้า SMR โรงแรกภายในปี 2580 การประชุมครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA และผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ มาแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติสากล ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผน การดำเนินงาน การพัฒนากำลังคน การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเตรียมความพร้อม ได้อย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยตัดสินใจพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคต จะสามารถดำเนินการ ได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

“พันธมิตรเมกกะ” หวังเจรจา!! เจ้าหน้าที่สูงสุด 3 ชาติ บุกเตหะราน หารือหยุดสงครามตะวันออกกลาง เล็งลดความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้ง เน้นความร่วมมือป้องกันภัยและข่าวกรอง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 3 ชาติ "พันธมิตรเมกกะ" บุกถึงเตหะราน! หวังเจรจาหยุดสงครามตะวันออกกลางไม่ให้บานปลายไปกว่านี้!

26 ตุลาคม 2026
"อาลี บาเกรี คานี" รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านยืนยันว่า "ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน" ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มพันธมิตรเมกกะ (Mecca Pact) ส่งคณะผู้แทนระดับสูงเดินทางมายังกรุงเตหะราน เพื่อเจรจาด้านความมั่นคงในภูมิภาค ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องของกลุ่มฮูตีในเยเมน

การประชุมครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วม ได้แก่
เจ้าชายคาลิด บิน ซัลมาน รัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบีย
อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน
อิบราฮิม คาลิน ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองตุรกี

โดยจะหารือกับผู้แทนด้านความมั่นคงของอิหร่านโดยตรง
อาลี บาเกรี คานี รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เปิดเผยว่า แนวคิดการประชุมครั้งนี้ถูกเสนอโดยอาซิม มูนีร์ ระหว่างเดินทางเยือนกรุงเตหะรานก่อนหน้านี้

ขณะที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียระบุว่า การเจรจามีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้ง และสนับสนุนความพยายามทางการทูตของกาตาร์กับปากีสถาน

สำหรับ "พันธมิตรเมกกะ" (Mecca Pact) เป็นข้อตกลงป้องกันร่วมกันทางทหารระหว่าง 3 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ลงนามเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ที่พระราชวังอัลซาฟา เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย

ข้อตกลงนี้มีหลักการสำคัญว่า หากประเทศสมาชิกหนึ่งถูกโจมตีด้วยอาวุธ จะถือว่าเป็นการโจมตีประเทศสมาชิกทั้งสามประเทศ โดยสมาชิกตกลงร่วมมือกันด้านการป้องกันประเทศ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การฝึกทหาร และการสนับสนุนทางทหารเพื่อรับมือภัยคุกคาม

หลักการดังกล่าวคล้ายกับมาตรา 5 ของ NATO ที่กำหนดเรื่องการป้องกันร่วมกัน แม้พันธมิตรเมกกะจะเป็นข้อตกลงแยกต่างหาก และมีรายละเอียดการปฏิบัติที่แตกต่างกันก็ตาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122109040563508642&id=61595259264487&rdid=4AbVAWjUuuWFDLDV#

27 ตุลาคม 2447 รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด เหตุปลอมแปลงง่าย หันมาใช้เหรียญกลมแบนแทน ปฏิรูประบบเงินไทยสู่ความทันสมัย เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจสยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ออกประกาศลงวันที่ 27 ตุลาคม 2447 มีความสำคัญว่า ได้โปรดให้สั่งว่า เงินพดด้วงซึ่งได้จำหน่ายออกจากพระคลังฯ ใช้กันแพร่หลายอยู่ในพระราชอาณาจักรเวลานี้ มีลักษณะปลอมแปลงได้ง่าย สมควรให้เลิกใช้เงินพดด้วงเสีย โดยตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2447 เป็นต้นไป ให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด ยกเป็นเงินตราที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับ เงินพดด้วง ทางราชอาณาจักรสุโขทัย ล้านนา กรุงศรีอยุธยา ได้ผลิตคิดค้นเงินตราขึ้นใช้ในระบบเศรษฐกิจ พร้อมกันนั้นก็ยอมรับเงินตราของต่างชาติด้วย เงินตราที่ใช้ในอาณาจักรล้านนา ได้แก่ เงินไซซี เงินกำไล เงินเจียง เงินท้อก เงินดอกไม้ ส่วนราชอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาได้ผลิตเงินพดด้วง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนเองขึ้นใช้ และใช้เบี้ยหอยแทนเงินปลีกย่อย บางครั้งเบี้ยหอยขาดแคลนก็ได้ผลิตเบี้ยโลหะและประกับดินเผาขึ้นใช้ร่วมด้วย

ภายหลังราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาสลายลง กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ถือกำเนิดขึ้นตามลำดับ ก็ยังคงใช้เงินพดด้วงเช่นครั้งกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 4 การเปิดประเทศสยามสู่อารยประเทศ มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเงินตราให้เป็นสากล นำไปสู่การผลิตเงินตราในลักษณะเหรียญกลมแบนออกใช้เป็นครั้งแรก ต่อมารัชกาลที่ 5 จึงทรงประกาศยกเลิกการใช้เงินพดด้วง นับตั้งแต่นั้นเงินตราไทยจึงคงเป็นลักษณะเป็นเหรียญกลมแบนต่อเนื่องมาจนถึง ปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top