Tuesday, 20 October 2026
TheStatesTimes

รู้หรือไม่? ไทยเคยมีขันที!! ขันที ในอยุธยาเป็นคนต่างชาติ มีบทบาทเฉพาะฝ่ายในและราชสำนัก ไม่มีอำนาจเหมือนขันทีจีน สิ้นสลายสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

นักเทศขันทีไทย องครักษ์ผู้ดูแลฝ่ายในและองค์เหนือหัว ผู้ไม่มีอำนาจเหมือนขันทีจีน มีหนวด ตัวใหญ่ ไม่ใช่คนไทย และมีบทบาทสำคัญในยุคกรุงศรีอยุธยา

ราชสำนักไทยในอดีตมี "ขันที" ปรากฏ และปฏิบัติหน้าที่อยู่จริง ตามหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด ย้อนกลับไปสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ "ขันที" ไทยมีเอกลักษณ์ มีที่มาแตกต่างจากภาพที่เราคุ้นเคยจากซีรีส์จีนอยู่หลายประการ

หลักฐานตามกฎหมายโบราณ มีข้อมูลของขันทีปรากฏชัดเจนตามกฎหมาย และเอกสารสำคัญหลายฉบับ เช่น
กฎมณเฑียรบาล ตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กำหนดทำเนียบศักดินาขุนนางฝ่ายใน โดยระบุถึงตำแหน่งของกลุ่มคนที่เรียกว่า "นักเทศขันที"
กฎหมายตราสามดวง ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน ระบุตำแหน่งขุนนางในกรมขันที เช่น หลวงศรีมโนราช หลวงศรีสัจจา เป็นต้น ซึ่ง 2 ตำแหน่งนี้เป็นหัวหน้าดูแลเหล่านักเทศ และขันที

ขันทีในไทยเป็น "คนต่างชาติ" นักประวัติศาสตร์ระบุว่า ราชสำนักไทยไม่มีนโยบายตอนชายไทยเป็นขันที แต่ใช้การ “นำเข้า” จากต่างประเทศ โดยมักเป็นชาวเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า "นักเทศ" หรือ “แขกเทศ” ที่แปลว่าคนต่างภาษาหรือต่างเมือง

ตามบันทึกของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de la Loubère) ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้จำแนกกลุ่มขันทีในราชสำนักสยาม ซึ่งเขาเรียกว่า ยูนุค ออกเป็น 2 กลุ่มตามสีผิว ดังนี้

“กลุ่มยูนุคผิวขาว” เป็นกลุ่มขันที ที่เดินทางมาจากอาณาจักรใหญ่ ๆ ในแถบตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ซึ่งมีวัฒนธรรมการใช้ขันที และ "ฮาเร็ม" (ฝ่ายใน) ฝังรากลึกอยู่แล้ว ขันทีกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ควบคุมระเบียบงานขั้นสูง เป็นหัวหน้า หรือองครักษ์ใกล้ชิด ซึ่งมาจากเชื้อชาติหลัก ๆ คือ

ชาวเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) : เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงมากในราชสำนักอยุธยา เนื่องจากมีความสัมพันธ์ทางการค้า และการทูตที่แน่นแฟ้น โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณ เช่น ที่วัดไชยทิศ กรุงเทพฯ มีภาพขันทีแต่งกายด้วยชุดยาว และโพกศีรษะตามแบบชาวอิหร่านโบราณ

ชาวอาหรับ: มาจากดินแดนในคาบสมุทรอาหรับ เดินทางเข้ามาพร้อมกับเรือสินค้า และการเผยแผ่ศาสนา
ชาวอินเดีย (โมกุล): มาจากจักรวรรดิโมกุลทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นราชสำนักมุสลิมขนาดใหญ่ที่มีการฝึกฝนวิชาชีพขันทีโดยเฉพาะ

ชาวโต้ระกี่ (ตุรกี / ออตโตมาน): แม้จะมีหลักฐานระบุไว้ไม่มากนัก แต่จักรวรรดิออตโตมานในยุคนั้นคือศูนย์กลางขันทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการส่งออก และเชี่ยวชาญระบบขันที จึงมีบางส่วนเดินทางมายังอยุธยา

“กลุ่มยูนุคผิวดำ” ลาลูแบร์ระบุว่า มีขันทีผิวสีอยู่ด้วย ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็น "ชาวแอฟริกัน" (เช่น ชาวอะบิสสิเนีย หรือเอธิโอเปียในปัจจุบัน) คนกลุ่มนี้มักถูกจับตัวมาตั้งแต่เด็ก โดยพ่อค้าทาสชาวอาหรับ จากนั้นจะถูกตอนเพื่อนำมาขายเป็นแรงงาน

แล้ว "ขันทีชาวจีน" มีไหม? ในหมู่นักประวัติศาสตร์มีข้อสันนิษฐานแตกออกเป็น 2 ทาง คือ
ทางแรก: เชื่อว่า “มี” เพราะในยุคอยุธยาตอนต้น ซึ่งเป็นช่วงที่ติดต่อกับราชวงศ์หมิงของจีนอย่างใกล้ชิด อาจเคยมีการนำเข้าขันทีจีนมาเป็นกลุ่มแรก ๆ เพราะสันนิษฐานจากคำว่า “นักเทศ” กับ “ขันที” ที่มักถูกเขียนแยกกัน
ทางที่สอง: เชื่อว่า “ไม่มี” เพราะหลักฐานเอกสารเกือบทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ รวมถึงรายชื่อราชทินนามขุนนาง เช่น ขุนราชาข่าน ซึ่งคำว่า ข่าน เป็นตำแหน่งมุสลิม ชี้ไปทางเดียวกันว่า ขันทีที่ทำงานจริง ๆ และมีบทบาทเด่นชัดในไทยล้วนเป็น "ชาวมุสลิม" หรือ “แขกเทศ” แทบทั้งสิ้น

หน้าที่ของขันทีในไทย ขันทีในราชสำนักอยุธยาไม่มีอำนาจล้นฟ้าหรือยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเหมือนในจีน แต่มีหน้าที่เฉพาะทาง ในฐานะผู้ประสานงานระหว่าง "ฝ่ายหน้า" ซึ่งเป็นพื้นที่ของพระมหากษัตริย์ และขุนนางชายในการว่าราชการงานแผ่นดิน กับ "ฝ่ายใน" ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเฉพาะสตรี นางใน และพระมหากษัตริย์เท่านั้น ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ได้แก่
อารักขาความปลอดภัยในเขตพระราชฐานชั้นใน / อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งจากฝ่ายหน้าไปฝ่ายใน /
จัดเตรียมการร่วมขบวนเสด็จ ฯ ที่มีฝ่ายในติดตามออกไปข้างนอก / ติดตามองค์พระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จฯ เข้าไปยังฝ่ายใน และในสถานที่อื่น ๆ ตามพระราชประสงค์

ตำแหน่งสำคัญของนักเทศขันที
หลวงศรีมโนราชภักดีศรีเทพรักษา องครักษ์ ขันที และ หลวงเทพชำนาญภักดีศรีเทพรักษา องครักษ์ ขันที ทั้ง 2 ตำแหน่งนี้มีชื่อ และราชทินนามเทียบเท่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ขึ้นตรงกับเสนาบดีกรมวัง ถือศักดินา 1,000 ไร่ ซึ่งถือว่าสูงมากหากเทียบกับชั้น “หลวง” คือเทียบเท่ากับ “เจ้ากรม” ซึ่งเป็น “ออกพระ” เลยทีเดียว โดยมีหน้าที่เฉพาะคือเป็น "ราชองครักษ์ขันที" ถวายอารักขาพระมหากษัตริย์ และดูแลความปลอดภัยให้กับเหล่าสตรีฝ่ายใน หรือจะเรียกว่า “องครักษ์ฝ่ายใน” ก็ได้ มีหน้าที่ถวายอารักขาใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ในยามที่เสด็จฯ ร่วมกับฝ่ายใน เช่น การถวายอารักขาเมื่อเสด็จฯ ทางชลมารคไปโดยมีเรือพระที่นั่งของฝ่ายในร่วมเสด็จฯ ด้วย / ตรวจตราความเรียบร้อยไม่ให้ชายใดลอบเข้ามาในเขตหวงห้าม รวมถึงกำกับดูแลความประพฤติของนางกำนัลให้อยู่ในระเบียบวินัย / คุมสิ่งของสมโภชในกระบวนเสด็จฯ ซึ่ง "ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา" บันทึกว่ายามที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค (ทางบก) เพื่อไปสมโภชพระพุทธบาทสระบุรี ขุนนางขันทีระดับหัวหน้าจะมีหน้าที่คุมบัญชี และดูแลขบวนเกวียนขนสิ่งของเครื่องใช้ ดอกไม้เพลิง และสรรพาวุธต่าง ๆ ของทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน

ออกพระศรีมะโนราชภักดีศรีปลัยวัล เจ้ากรมนักเทศขันที ถือศักดินา 1,000 ไร่ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเจ้ากรมชั้นผู้ใหญ่ในวังหลวง เป็นผู้ดูแล "นักเทศขันที" ทั้งหมด โดยมีหน้าที่บริหาร ควบคุม ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเขตพระราชฐานชั้นใน รับส่งสารพระราชกระแสรับสั่ง ประสานงานเชื่อมต่อระหว่างฝ่ายหน้ากับฝ่ายใน ฝ่ายนักเทศดูแลการออกฝ่ายหน้า ฝ่ายขันทีดูแลฝ่ายใน ซึ่งงานของเขามีตัวอย่างเช่น การเข้าเฝ้าในพระราชพิธีสำคัญอย่างพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ดูแลการเข้าออกของฝ่ายในทั้งหมด ซึ่งตัวออกพระศรีฯ เองก็ห้ามออกไปนอกด่านขนอนโดยเด็ดขาด ออกพระศรีฯ มีผู้ใต้บังคับบัญชาในทำเนียบเช่น หลวงราชาชานภักดี ปลัดกรมมีศักดินา 500 ไร่ ปลัดจ่านุชิด ปลัดพิพิท ปลัดมระกฎ ซึ่งเป็นกลุ่มขันทีระดับปฏิบัติการ

จากตำแหน่งที่มีชื่อในข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าราชสำนักอยุธยามีการจัดระบบกลุ่มข้าราชบริพารที่เป็นขันทีอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และมีแบบแผนที่ชัดเจน

การแต่งกาย และอุปกรณ์ของนักเทศขันที
เนื่องจากนักเทศ ขันที เหล่านี้มักถูกตอนเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกบางส่วน เพื่อให้ยังคงมีฮอร์โมนเพศชายในการเป็น "องครักษ์" จึงไม่ได้มีลักษณะอ้อนแอ้น รูปร่างของพวกเขาจึงยังคงมีความแข็งแรงกำยำแบบบุรุษ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เช่น ที่วัดไชยทิศ กรุงเทพฯ และหอเขียน วังสวนผักกาด มีภาพที่สะท้อนการแต่งกายของขันทีไว้อย่างชัดเจนว่ามีการแต่งกาย "ตามเชื้อชาติและวัฒนธรรมอิสลาม/เปอร์เซีย" มีการใช้ผ้าโพกศีรษะ ตามแบบชาวมุสลิม นุ่งห่มและสวมเสื้อคลุมยาวแบบแขกเทศ เหน็บกริช ไว้ที่เอว ถือไม้เท้าเดินตามเสด็จฯ ที่เรียกว่า “ไม้หวด” โดยไม้เท้านี้มีไว้สำหรับตีหรือหวด เจ้านายฝ่ายในหรือนางกำนัลที่ประพฤติตนออกนอกลู่นอกทาง รวมถึงใช้ตีไล่พวกมหาดเล็กหนุ่มๆ ฝ่ายหน้า ที่แอบเข้ามาด้อมๆ มองๆ สาวๆ ฝ่ายใน บางครั้งต้องถือ "กระสุน" และ “ธนูยิงกระสุน” เพื่อใช้ยิงไล่พวกที่ประพฤติไม่เหมาะสมขณะเสด็จฯ ร่วมเดินแห่เพื่ออารักขา หรือทำหน้าที่ ตีกรับ/เป่าสังข์ ในการส่งสัญญาณห้ามคนเข้าใกล้ขบวนเสด็จฝ่ายใน

แล้วพวกนักเทศ ขันทีเขาอยู่กันอย่างไร ?
"ทิมนักเทศ" และ "ทิมขันที" คือโรงหรืออาคารพักอาศัย ที่ถูกแบ่งอย่างเป็นสัดส่วนของกลุ่มข้าราชบริพารชายที่ถูกตอนแล้วมาทำงานในพระราชฐานชั้นในของพระราชวังหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา คำว่า "ทิม" ในภาษาโบราณหมายถึง แถวห้องพัก อาคารยาว หรือโรงเรือนพักสำหรับเจ้าพนักงานในวัง ข้อมูลตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทิมกลุ่มนักเทศขันทีไว้ดังนี้
มีแยกทิมอย่างชัดเจน ในบันทึกระบุสิ่งก่อสร้างเพื่อพักอาศัยของข้าราชบริพารฝ่ายในว่า "...ทิมนักเทศ ทิมขันที ทิมโขลน..." สิ่งนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่นักประวัติศาสตร์ใช้ยืนยันว่า "นักเทศ" กับ "ขันที" เป็นคนละกลุ่ม และมีที่พักแยกจากกัน ไม่ใช่คำเรียกเหมารวมอย่างที่เข้าใจกันในยุคหลัง โดยสันนิษฐานว่า ทิมนักเทศ เป็นที่พักของยูนุคกลุ่มที่มาจากฝั่งตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ (มุสลิม/แขกเทศ) ซึ่งมักนั่งเฝ้าฝั่งขวาในพระราชพิธี ทิมขันที เป็นที่พักของยูนุคกลุ่มที่อาจจะได้รับอิทธิพลหรือมาจากฝั่งอื่น ๆ ซึ่งมักนั่งเฝ้าฝั่งซ้าย
ตั้งอยู่ตรงไหนของเขตหวงห้ามชั้นใน ? ทิมเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน แวดล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของสตรีฝ่ายใน เช่น พระตำหนักเรือนหลัง พนักงานสนมซ้ายขวา โรงสะดึง (สำหรับปักผ้า) โรงเทียน และทิมโขลน (ที่พักของตำรวจหญิง) การตั้งอยู่บริเวณนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนักเทศ และขันทีจำเป็นต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่อารักขา และเดินสารตลอด 24 ชั่วโมง
ระบบชนชั้นภายในทิม “ทิมนักเทศ" และ "ทิมขันที จะเป็นลักษณะห้องพักรวม (เรือนนอนรวม) สำหรับขันทีระดับปฏิบัติการทั่วไป ส่วนข้าหลวงขันทีชั้นผู้ใหญ่ที่มีบรรดาศักดิ์สูง และกุมอำนาจคุมกรม เช่น ออกพระศรีมะโนราชภักดี ฯ หรือ หลวงศรีมโนราช จะได้รับพระราชทานความสะดวกสบายที่มากกว่า โดยมีเรือนพักส่วนตัวแยกออกไปเป็นเอกเทศ ไม่ต้องนอนรวมในทิมกับคนอื่น ๆ

ระบบขันทีชายในราชสำนักไทยได้สูญสิ้นไปอย่างเป็นทางการในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยถูกยกเลิกลงอย่างเด็ดขาดในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา เข้าสู่ยุคกรุงธนบุรี ต่อเนื่องมาจนถึงการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 แม้ว่าจะมีการรวบรวมกฎหมายเก่ามาจัดทำเป็น "กฎหมายตราสามดวง" ซึ่งยังคงใส่ชื่อตำแหน่งอย่าง หลวงศรีมโนราชฯ หรือ หลวงศรีสัจจาฯ ไว้ตามธรรมเนียมอยุธยาเพื่อเป็นแบบแผน แต่ในความเป็นจริง รัชกาลที่ 1 ทรงสั่งยกเลิกขุนนางตำแหน่งนักเทศขันทีทั้งหมด และไม่มีการนำเข้านักเทศขันทีต่างชาติเข้ามาใช้งานในพระบรมมหาราชวังอีกต่อไป จึงถือเป็นจุดสิ้นสุดของ "ขันทีชาย" ในประวัติศาสตร์ไทยอย่างแท้จริง

ม็อบปากท้อง หรือม็อบปาหี่? ประท้วง IMF–World Bank กลางกรุงเทพฯ เสียงคนตัวเล็กสะท้อนบทบาทสังคม ข้อเรียกร้องสะท้อนปัญหาหนี้สิน สัญลักษณ์การชุมนุมดึงความสนใจ

ประท้วงงาน World Bank ในไทย : ม็อบปากท้อง หรือม็อบปาหี่? เมื่อเสียงของคนตัวเล็กปะทะอำนาจทุนโลก

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไม่เพียงเป็นเวทีหารือของรัฐมนตรีคลังและผู้กำหนดนโยบายระดับโลก แต่ยังเป็นจุดปะทะทางความคิดและพื้นที่เคลื่อนไหวของ “เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ” รวมถึง “สมัชชาคนจน” ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญของสังคมว่า การชุมนุมครั้งนี้คือเสียงสะท้อนจาก "ม็อบปากท้อง" ที่ได้รับผลกระทบจริง หรือเป็นเพียง "ม็อบปาหี่" เชิงสัญลักษณ์?

1. ม็อบปากท้องมีอยู่จริงหรือไม่?
ข้อเรียกร้อง 6 ข้อของสมัชชาคนจน (อาทิ การยกเลิกหนี้, การตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ, การยุติการอุดหนุนทุนใหญ่, การเก็บภาษีความมั่งคั่งแบบก้าวหน้า และธนาคารกลางโปร่งใส) สะท้อนปัญหาความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่มีข้อมูลรองรับ เช่น อัตราหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ที่อยู่ในระดับ 86–88% อย่างไรก็ตาม ต้องแยกแยะระหว่าง "การมีปัญหาจริง" กับ "การมีคำตอบที่ถูกต้องต่อปัญหานั้น" เนื่องจากหนี้ครัวเรือนไทยมีปัจจัยภายในโครงสร้างตลาดแรงงานและรายได้ การเหมาเขื่อนหรือโยนความรับผิดชอบทั้งหมดให้สถาบันการเงินโลกจึงต้องอาศัยหลักฐานที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าการกล่าวอ้างลอยๆ

2. ทำไม IMF และ World Bank จึงถูกต่อต้าน?
นโยบายรัดเข็มขัดและการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินโลกมักเผชิญข้อกังวลว่าทำให้รัฐต้องลดรายจ่ายหรือเพิ่มภาษี จนกลุ่มเปราะบางต้องแบกรับภาระหนัก โดยมีเสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคมทั่วโลก เช่น เครือข่าย Bretton Woods Project ในสหราชอาณาจักร ที่เคยเตือนเรื่องผลกระทบจากการปรับลดรายจ่ายอย่างเร่งด่วน ในทางกลับกัน ฝ่ายสนับสนุนมองว่าประเทศที่มีหนี้สูงไม่สามารถใช้จ่ายไร้ขีดจำกัดได้ ความขัดแย้งนี้จึงเป็นเรื่องของ "การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน vs. การคุ้มครองประชาชน" ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายนโยบายอย่างรอบด้าน

3. จุดที่ควรถามกลับ: กลยุทธ์การชุมนุมและผลลัพธ์
การประท้วงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดึงความสนใจจากสังคมเมื่อคนตัวเล็กไร้อำนาจต่อรอง แต่คำถามคือ ผู้ชุมนุมมีแผนเชื่อมโยงข้อเรียกร้องกับผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างไร? โดยเฉพาะเมื่อการประชุมมีเวที Civil Society Policy Forum เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่โดยตรง การเลือกใช้หรือไม่ใช้ช่องทางเจรจาควบคู่กันไป สมควรได้รับการอธิบายเพื่อให้สาธารณชนเห็นรูปธรรมของการขับเคลื่อน

4. วิเคราะห์ 6 ข้อเรียกร้อง: นโยบายหรือคำขวัญทางการเมือง?
การยกเลิกหนี้และการเปิดเผยข้อมูล มีเหตุผลรองรับเพื่อช่วยประเทศวิกฤตและสร้างความโปร่งใส แต่ต้องมีแบบจำลอง ขอบเขต และเงื่อนไขเจ้าหนี้ที่ชัดเจน การยุติการอุดหนุนทุนใหญ่และภาษีก้าวหน้าเป็นประเด็นความเป็นธรรมที่ต้องลงรายละเอียดเรื่องต้นทุนการคลัง การหลีกเลี่ยงภาษี และผลกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุนจริง ไม่ใช่แค่คำขวัญ ธนาคารกลางโปร่งใสและนโยบายศูนย์กลางประชาชน ต้องออกแบบโครงสร้างกำดูแลไม่ให้ทำลายความน่าเชื่อถือทางวิชาการ พร้อมตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน เช่น การลดความยากจนและมลพิษ เป็นต้น

5. ภาพการประท้วงในสายตาสื่อต่างประเทศ
สำนักข่าว Associated Press รายงานการชุมนุมของสมัชชาคนจนราว 500 คนในกรุงเทพฯ ที่ใช้สัญลักษณ์หน้ากากผู้นำโลกและหุ่นหมูสีชมพู พร้อมเหตุปะทะเล็กน้อยก่อนยุติการชุมนุม ภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ที่ดึงดูดสายตาเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าการประท้วงเป็นการจัดฉาก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรหลงเชื่อถ้อยคำสวยงามโดยปราศจากการตรวจสอบผลลัพธ์ เพราะทุกการชุมนุมมีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังเสมอ

กับคำถามที่ว่านี่คือ "ม็อบปากท้อง" หรือ "ม็อบปาหี่" ไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่ในแง่เนื้อหาและเจตจำนง นี่คือ "ม็อบปากท้อง" จากความเจ็บปวดจริงของปัญหาหนี้สินและความเหลื่อมล้ำ ในแง่รูปแบบและการนำเสนอมีองค์ประกอบของ "พิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์" เนื่องจากพลังการต่อรองระดับโลกมีจำกัด ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลและสถาบันการเงินโลกจะรับฟัง "สาร" ภายใต้เสียงสะท้อนเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และนี่คือทั้งหมดที่เอย่าอยากจะสะท้อนหลังจากได้เข้าสังเกตการณ์ในการประชุมครั้งนี้คะ

ที่มา : AYA

‘วราวุธ’ สั่งตรวจปมน้ำเสียโรงงานปราจีนบุรี!! ผลตรวจไม่พบรั่วไหล–สารเคมีเข้มข้น ผลวิเคราะห์น้ำเป็นปกติไม่ปนเปื้อน ยืนยันคุณภาพน้ำผิวดินอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน กำชับโรงงานปลอดภัยต่อชุมชน

“วราวุธ“ เผย สอจ.ปราจีน รายงานผล เคลียร์ชัด ปมน้ำเสีย รง. สยบข่าวลือโซเชียล ยืนยัน ผลตรวจน้ำผิวดินได้มาตรฐานปกติ

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก นายอภิรักษ์ อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลระบุจะมีน้ำที่มีสารปนเปื้อนจากท้ายนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี ลงสู่ทุ่งรวงทองหนองแขนนาง ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี ว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) พร้อมด้วยนายก อบต.นนทรี ปลัดอำเภอกบินทร์บุรี และผู้ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวแล้ว พบว่าบ่อบำบัดน้ำเสียรวมของโรงงานบริเวณดังกล่าว ไม่พบการรั่วไหลน้ำเสียออกนอกบริเวณโรงงาน พร้อมได้ตรวจสอบน้ำที่อยู่นอกบริเวณโรงงานพบว่ามีสีใสปกติ

ต่อมาสอจ.ปราจีนบุรี ได้เดินทางไปตรวจพื้นที่ร่วมกับรักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี อบต.วังดาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้เกี่ยวข้อง ณ บริเวณประตูระบายน้ำเพชรเอิม ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบว่าน้ำมีลักษณะใส ไม่พบลักษณะผิดปกติตามที่ปรากฏในกระแสข่าวบนสื่อโซเชียลแต่อย่างใด อีกทั้งการนิคมฯ บ่อทอง 33 ยังได้ดำเนินการตรวจวัดคุณภาพตัวอย่างน้ำบริเวณดังกล่าว ผลการตรวจพบว่า ค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ในเกณฑ์ปกติของน้ำตามธรรมชาติ มีปริมาณแร่ธาตุและสารละลายปะปนอยู่น้อย ไม่พบการปนเปื้อนของน้ำเค็มหรือสารเคมีเข้มข้น น้ำมีความขุ่นสูงจากตะกอนดินหรือสารแขวนลอยตามธรรมชาติ และยังมีปริมาณออกซิเจนเพียงพอที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ จึงสรุปได้ว่าผลการตรวจคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติตามมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดิน ทั้งนี้ สอจ.ปราจีนบุรี ได้กำชับให้โรงงานบำบัดน้ำเสียรวมในพื้นที่ดังกล่าวประกอบกิจการด้วยความระมัดระวังและจะกำกับดูแลตรวจสอบการประกอบกิจการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งจะดำเนินการลงพื้นที่เพื่อชี้แจงประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้เคียงได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงต่อไป

'วราวุธ' ลุยปราจีนฯ จี้โรงงานแก้ปมน้ำมันรั่ว!! ย้ำเยียวยาชาวบ้านทั้งความเสียหายและความรู้สึก กระทรวงอุตฯ ร่วมงานหน่วยงานต่างฝ่าย แนะทำ CSR เยียวยาความรู้สึกชุมชน สั่งวางแผนป้องกันระยะยาว

"วราวุธ" ลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ติดตามแก้ปัญหาคราบน้ำมันรั่วไหล ฝากโรงงานหาวิธีแก้ไขเผื่อในอนาคต กำชับ เยียวยาความเสียหาย แนะ ทำ CSR เยียวยาความรู้สึกชาวบ้าน สั่ง ก.อุตฯ อย่าทำงานคนเดียว ต้องร่วมกับทุกฝ่าย ไม่กลั่นแกล้งใคร

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรุน จุ้ยจำลอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหารั่วไหลคราบน้ำมันของโรงงาน โดยมีนายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 นายชยุต ภุมมะกาญจนะ สส.ปราจีนบุรี เขต 2 และนายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี เขต 3 นายกฤษฎิ์ เกษมพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ให้การต้อนรับ

โดยจุดแรกนายวราวุธ และคณะได้เดินทางไปยังบริษัท กรีน เอนไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เพื่อรับฟังบรรยายสรุปจากทางโรงงานและกรมโรงงานกระทรวงอุตสาหกรรม

นายวราวุธ กล่าวตอนหนึ่งว่า กรณีคราบน้ำมันจากนี้ต้องคิดให้ดีว่าจะหาวิธีแก้ไขและเยียวยาสถานการณ์อย่างไร และเมื่อถึงเวลาดำเนินการจริงๆ จะมีปัญหาอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหรือไม่ ต้องเตรียมการไว้ในอนาคต เพราะบางครั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เห็นในทันที บางครั้งจะค่อยๆ เห็นผลกระทบที่ตามมามากขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากให้มีมาตรการตรงนี้ด้วย และอยากฝากทางบริษัท เวลาตั้งโรงานอยู่แห่งไหนและมีชุมชนอยู่โดยรอบ หากท่านอยู่แล้วดีขึ้น ประชาชนได้ประโยชน์ มีการทำ Corporate Social Responsibility (CSR) ยามเกิดปัญหาชุมชนจะปกป้องท่าน เวลาทำงานกับประชาชนโดยรอบ หากเป็นเรื่องหนักก็จะกลายเป็นเบา มีความเข้าใจกันมากขึ้น เมื่อผ่านเหตุการณ์นี้ไปแล้ว จะมีการทำกิจกรรม CSR เพิ่มขึ้นได้อย่างไร แน่นอนว่าการเยียวยาความเสียหายต้องทำแน่นอน ซึ่งทางบริษัทจะต้องหาแนวทางเยียวยาต่อไป แต่ทำการ CSR จะเป็นเหมือนการเยียวยาทางความรู้สึก ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นมิตรกับโรงงานมากขึ้น

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า เรื่องความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญ ขอฝากให้ดูแลประชาชน เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด เมื่อเกิดแล้วจะร่วมแก้ปัญหากันอย่างไร คนที่เดือดร้อนต้องได้รับการแก้ไขปัญหา ในส่วนหน่วยราชการ ตนกำชับกระทรวงอุตสาหกรรมไปแล้ว เวลาทำงานอย่าทำคนเดียว ให้มีท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมทำงานด้วย อย่างเช่น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจว่าการตรวจสอบที่เกิดขึ้นมีการถ่วงดุลกัน ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน

นายวราวุธ ระบุว่า ส่วนที่บอกว่าไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ จากนี้จะเจอแบบนี้มากขึ้น อะไรที่ไม่เคยเป็นปัญหาจะเริ่มเป็นปัญหา อย่างกรณีนี้หากน้ำไม่ท่วมมันก็ไม่เจอ แต่จากนี้ไปใครจะรู้ว่าอาจจะเจอมากกว่านี้ ตนขอฝากผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ต่อไปจะต้องมีมาตรการป้องกันการรั่วไหลในกรณีฝนตกหนัก จะต้องทำคันรอบโรงงานหรือไม่ และจะต้องทำสูงขนาดไหนจึงจะเหมาะ

รายชื่อผู้ต้องหาคดี 122 ที่หนีไปประเทศฝรั่งเศส

รายชื่อผู้ต้องหาคดี 122 ที่หนีไปประเทศฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่บุคคลไทยหลายคนซึ่งมีรายงานเกี่ยวข้องกับคดีมาตรา 112 เดินทางไปพำนักหรือขอลี้ภัย รายชื่อที่รวบรวมได้ในเอกสารนี้มี 7 คน โดยอ้างอิงข่าวต่างช่วงเวลา จึงไม่ใช่บัญชีผู้มีหมายจับปัจจุบัน และยังไม่ได้ยืนยันสถานะคดีหรือการพำนักของทุกคน ณ วันที่จัดทำ

1.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

อดีตอาจารย์ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีรายงานหมายจับคดี ม.112 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส [1–2]

2.จรัล ดิษฐาอภิชัย

อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีรายงานคดี ม.112 และการลี้ภัย ต่อมาได้รับสัญชาติฝรั่งเศส และปรากฏชื่อเป็นตัวแทนผู้ลี้ภัยไทยในฝรั่งเศสในปี 2569 [1, 3–4]

3.อั้ม เนโกะ หรือ ศรัณย์ ฉุยฉาย

นักกิจกรรม มีรายงานว่าเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส [1]

4.นพพร ศุภพิพัฒน์

ผู้ก่อตั้งวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง มีรายงานข้อกล่าวหาหลายคดี รวมถึง ม.112 และไปพำนักในฝรั่งเศส [5]

5.นิธิวัต วรรณศิริ หรือ จอม ไฟเย็น

สมาชิกวงไฟเย็น มีรายงานเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 และลี้ภัยไปฝรั่งเศส [2, 6]

6.ไตรรงค์ สินสืบผล หรือ ขุนทอง ไฟเย็น

สมาชิกวงไฟเย็น มีรายงานเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 และลี้ภัยไปฝรั่งเศส [6)

7.รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล หรือ แยม ไฟเย็น

สมาชิกวงไฟเย็น มีรายงานเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 และลี้ภัยไปฝรั่งเศส [6]
..........................................................................................................

หมายเหตุ วัฒน์ วรรลยางกูร เป็นอีกบุคคลที่เคยมีรายงานคดี ม.112 และลี้ภัยในฝรั่งเศส แต่เสียชีวิตในเดือนมีนาคม 2565 จึงไม่ได้รวมในรายชื่อ 7 คนข้างต้น [8]

แหล่งอ้างอิง

[1] กรุงเทพธุรกิจ — เปิด 24 ผู้ลี้ภัย คดีมาตรา 112 ซ่อนตัวใน 10 ประเทศ
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/656601

[2] iLaw — เปิดเรื่องเล่าผู้ลี้ภัย ม.112 และผู้ถูกอุ้มหายในต่างแดน
https://www.ilaw.or.th/articles/9810

[3] กรุงเทพธุรกิจ — รู้จักกลุ่มผู้ลี้ภัย 112 ผู้ปั้นอีเวนท์จดหมายปรีดี
https://www.bangkokbiznews.com/politics/1107186

[4] ประชาไท — ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในฝรั่งเศส เขียนจดหมายถึงมาครง
https://prachatai.com/journal/2026/07/117912

[5] ไทยรัฐ — เปิดประวัติ นพพร ศุภพิพัฒน์ ผู้ก่อตั้งและอดีตผู้บริหารวินด์
https://www.thairath.co.th/.../financial_planning/2714449/

[6] สยามรัฐ — รวบสมาชิกวงไฟเย็น หนีคดีที่ลาว ข้อหา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพ์
https://siamrath.co.th/n/225187

[7] The National — Riots in France in pictures ภาพข่าวปี 2023
https://www.thenationalnews.com/.../riots-in-france-in.../

[8] Thai PBS — วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ถึงแก่กรรมที่ฝรั่งเศส
https://www.thaipbs.or.th/news/content/313842

ประวัติศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ Limoges Town Hall

ประวัติศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ Limoges Town Hall
***จากอดีตจนถึงเหตุวางเพลิงเดือนตุลาคม 2026
Limoges Town Hall หรือ Hôtel de Ville de Limoges เป็นศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ ในจังหวัด Haute-Vienne ประเทศฝรั่งเศส เปิดใช้เมื่อ 14 กรกฎาคม 1883 และมีอายุ 143 ปี ก่อนเกิดเหตุวางเพลิงเมื่อ 17 ตุลาคม 2026 อาคารส่วนประวัติศาสตร์เสียหายอย่างหนัก ขณะที่สำนักงานสมัยใหม่ด้านหลังรอดจากเพลิง [1][4]
จุดเริ่มต้นของศูนย์กลางการปกครอง
พื้นที่ตั้งศาลาว่าการตรงกับบริเวณฟอรัมสมัยโรมัน ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการเมืองของเมือง ต่อมาในยุคกลางมีคณะผู้บริหารท้องถิ่นที่เรียกว่า consuls โดยตั้งที่ทำการในถนนที่ปัจจุบันชื่อ rue du Consulat ตั้งแต่ปี 1487 จนถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส [1]
หลังการปฏิวัติ เมืองเลือกบริเวณจัตุรัส Saint-Gérald และอารามเดิมเป็นที่ทำการ ก่อนสร้างอาคารเทศบาลขนาดเรียบง่ายในปี 1811 เมื่อภารกิจของเทศบาลขยายตัว อาคารเดิมจึงคับแคบและไม่เพียงพอ [1][3]
การก่อสร้างอาคารที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง
ในปี 1875 Alfred Fournier ชาวเมืองผู้มั่งคั่งทิ้งมรดกให้เทศบาล เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดศาลาว่าการแห่งใหม่ Charles-Alfred Leclerc ชนะการประกวดแบบในปี 1877 เริ่มก่อสร้างในปี 1879 และเปิดอาคารเมื่อ 14 กรกฎาคม 1883 ซึ่งตรงกับวันชาติฝรั่งเศส [1][3]
Leclerc ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศาลาว่าการกรุงปารีส ผสมสถาปัตยกรรมปลายยุคเรอเนซองส์กับสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ใช้ฐานหินแกรนิต ผนังหินปูน หลังคาสูง และหอระฆังกลาง ภายในประดับภาพประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จึงเป็นทั้งที่ทำการเทศบาลและมรดกศิลปกรรม [2][3]
พัฒนาการและการอนุรักษ์
ปี 1893 มีการสร้างน้ำพุด้านหน้าอาคารจากหินแกรนิต สำริด และเซรามิก สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านเครื่องเคลือบของลิโมจส์ ต่อมาในทศวรรษ 1960 มีการต่อเติมสำนักงานด้านหลัง [3]
วันที่ 15 มกราคม 1975 ส่วนด้านหน้าและหลังคาของอาคารเดิม รวมถึงน้ำพุ ได้รับการขึ้นทะเบียนคุ้มครองเป็นโบราณสถาน โดยการคุ้มครองดังกล่าวไม่รวมส่วนต่อเติมด้านหลัง [3]
***เหตุวางเพลิงวันที่ 17 ตุลาคม 2026
ตามรายงาน AFP ซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ช่วงปลายวันหลังการประท้วงเรื่องค่าครองชีพ กลุ่มผู้ก่อเหตุเข้ามาบริเวณศาลาว่าการ ทุบกระจกและจุดไฟภายใน เพลิงลุกลามจนหลังคาและหอระฆังพังลงมา เหตุรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการชุมนุม ไม่ควรเหมารวมว่าผู้ชุมนุมทุกคนมีส่วนในการวางเพลิง [4]
***ความเสียหายและสถานะล่าสุด
รายงานวันที่ 18 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ภายในส่วนอาคารประวัติศาสตร์ถูกทำลายเกือบทั้งหมด รวมถึงพื้นที่งานทะเบียนราษฎร ผนังด้านหน้ายังตั้งอยู่ แต่หลังคาและหอระฆังพังลง ส่วนสำนักงานบริหารสมัยใหม่ด้านหลังได้รับการรักษาไว้ได้ จึงไม่ควรสรุปว่าอาคารทุกส่วนถูกเผาจนหมด [4]
รัฐบาลฝรั่งเศสรับปากช่วยสร้างศาลาว่าการขึ้นใหม่ ขณะที่อัยการเปิดสอบสวนฐานทำลายทรัพย์สินด้วยวิธีอันตรายโดยกระทำเป็นกลุ่ม ณ วันจัดทำเอกสาร ยังไม่ควรระบุผู้รับผิดชอบหรือแรงจูงใจเป็นข้อยุติ และแหล่งข่าวที่ใช้อ้างอิงยังไม่ให้ข้อสรุปเรื่องงบประมาณหรือกำหนดแล้วเสร็จของการบูรณะ [4]
คุณค่าของอาคารต่อชาวเมือง
ศาลาว่าการแห่งนี้เชื่อมประวัติศาสตร์การปกครองท้องถิ่นเข้ากับศิลปกรรมและอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบของลิโมจส์ อีกทั้งเป็นสถานที่ดำเนินงานราชการและพิธีสำคัญในชีวิตประชาชน ความเสียหายจึงกระทบทั้งการให้บริการสาธารณะและความทรงจำร่วมของเมือง [1][3][4]
แหล่งอ้างอิง
[1] Ville de Limoges — เอกสารประวัติ Laissez-vous conter l’hôtel de ville de Limoges
https://www.limoges.fr/.../Brochure%2520HDV%2520Basse...
[2] Destination Limoges — Hôtel de ville ข้อมูลสถาปัตยกรรมจากสำนักงานการท่องเที่ยว
https://www.destination-limoges.com/culture/hotel-de-ville/
[3] Ministère de la Culture — ทะเบียนมรดก Hôtel de ville et Fontaine เลขที่ PA00100361
https://pop.culture.gouv.fr/notice/merimee/PA00100361
[4] AFP เผยแพร่ผ่าน Boursorama — Limoges entre colère et désarroi après l’incendie de sa mairie วันที่ 18 ตุลาคม 2026
https://www.boursorama.com/.../limoges-entre-colere-et...
หมายเหตุ ใช้ปี 1875 สำหรับมรดกของ Fournier ตามเอกสารประวัติของเทศบาล เนื่องจากทะเบียนมรดกบางรายการระบุปี 1873 ต่างกัน ส่วนระดับความเสียหายและผลสอบสวนอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการสำรวจเพิ่มเติม
Limoges Town Hall

สวัสดิการรัฐ ของประเทศฝรั่งเศส

สวัสดิการรัฐ ของประเทศฝรั่งเศส เริ่มสร้างปัญหา เมื่อประชาชนที่เคยได้รับการดูแลจากรัฐบาลดี เริ่มเรียกร้องให้ดูแลเหมือนเดิม หรือมากขึ้น
แม้ในยามเศรษฐกิจยุโรปไม่ได้ดีเหมือนเดิม

สาเหตุการประท้วงในยุโรป

ความเกี่ยวข้องกับสงครามรัสเซียและยูเครน

***ข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ตามเวลาไทย

สงครามรัสเซีย–ยูเครนเกี่ยวข้องทางอ้อมผ่านราคาพลังงานและค่าครองชีพ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นสาเหตุหลักของการประท้วงทั้งหมด ข้อเรียกร้องในแต่ละประเทศมีทั้งปัญหาการศึกษา ที่อยู่อาศัย และบริการสาธารณะ [1–3]

สงครามส่งผลต่อค่าครองชีพอย่างไร

ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB อธิบายว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2565 ทำให้ยุโรปเผชิญวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซและไฟฟ้า ราคาพลังงานส่งผ่านสู่ต้นทุนธุรกิจและราคาสินค้า จึงเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้อธิบายกลไกทางเศรษฐกิจ ไม่ได้พิสูจน์แรงจูงใจของผู้ประท้วงแต่ละกลุ่มโดยตรง [1]

ECB ยังระบุว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในปี 2569 มีปัจจัยจากสงครามอิหร่านและตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วย จึงไม่ควรอธิบายแรงกดดันด้านพลังงานรอบล่าสุดด้วยสงครามยูเครนเพียงเรื่องเดียว [1, 4]

ข้อเรียกร้องที่มีรายงานในแต่ละประเทศ

1.ฝรั่งเศส

ค่าครองชีพ ปัญหาโรงเรียน และบริการสาธารณะ [2]

2.เบลเยียม

ค่าใช้จ่ายการศึกษาและการปฏิรูปมหาวิทยาลัย [2]

3.โปรตุเกส

ราคาที่อยู่อาศัย ค่าเช่า และรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย [2]

4.อิตาลี

ค่าครองชีพและการต่อต้านสงคราม โดย AP ไม่ได้ระบุว่าเป็นสงครามยูเครนโดยเฉพาะ [3]

***ข้อสรุปที่หลักฐานยังไม่รองรับ

***ยังไม่ควรสรุปว่า “รัฐบาลนำเงินไปช่วยยูเครน จึงไม่มีเงินดูแลประชาชน” เป็นสาเหตุร่วมของการประท้วงเหล่านี้ การประเมินข้อกล่าวนี้ต้องตรวจงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงรายจ่าย และข้อเรียกร้องของผู้จัดชุมนุมเป็นรายประเทศเพิ่มเติม

***การประเมินจากข้อมูลข้างต้นคือ สงครามเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุน ส่วนชนวนการประท้วงมีปัญหาปากท้อง การศึกษา ที่อยู่อาศัย และนโยบายภายในประเทศ โดยน้ำหนักของแต่ละปัจจัยแตกต่างกัน

แหล่งอ้างอิง

[1] ECB 3 มิ.ย. 2569 — A tale of two energy crises

[2] Folha อ้าง AFP และ Reuters 17 ต.ค. 2569 — ประท้วงในยุโรป

[3] AP 17 ต.ค. 2569 — การประท้วงค่าครองชีพในมิลาน

[4] ECB 6 พ.ค. 2569 — The new energy shock

สรุปการประท้วงในฝรั่งเศสและยุโรป

ข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ตามเวลาไทย

รายงานวันที่ 17 ตุลาคมระบุการประท้วงในฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี และโปรตุเกส รวม 4 ประเทศ หรืออีก 3 ประเทศนอกฝรั่งเศส โดยเป็นการชุมนุมแยกกัน ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าทั้งหมดลุกลามมาจากฝรั่งเศสโดยตรง [1]

ประเทศที่มีรายงานในช่วงเดียวกัน

1.ฝรั่งเศส - ปารีสและหลายเมือง

ประท้วงค่าครองชีพและปัญหาโรงเรียน มีเหตุรุนแรงแทรกในบางพื้นที่ [2]

2.เบลเยียม - บรัสเซลส์ ลีแยฌ

นักศึกษาคัดค้านค่าใช้จ่ายการศึกษาและการปฏิรูปมหาวิทยาลัย มีการปะทะและตำรวจใช้เครื่องฉีดน้ำ [2]

3.อิตาลี - มิลาน โบโลญญา

มีการเดินขบวนและเหตุปะทะ ผู้ก่อเหตุบางส่วนขว้างสิ่งของ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและเครื่องฉีดน้ำ [2]

4.โปรตุเกส - ลิสบอน

ประท้วงค่าที่อยู่อาศัย ค่าเช่า และค่าครองชีพ ผู้จัดระบุผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคน [2]

5.แอลเบเนีย

Folha รวบรวมแอลเบเนียไว้ด้วย จึงนับได้ 5 ประเทศรวมฝรั่งเศส หรืออีก 4 ประเทศนอกฝรั่งเศส [2] อย่างไรก็ตาม Le Monde รายงานว่าการประท้วงแอลเบเนียเริ่มตั้งแต่ 31 พฤษภาคม 2569 จากการคัดค้านโครงการในพื้นที่อนุรักษ์ ก่อนขยายสู่การต่อต้านรัฐบาลและคอร์รัปชัน จึงควรแยกจากเหตุฝรั่งเศสรอบนี้ [3]

ข้อสรุปคือ

“ประท้วงค่าครองชีพหลายประเทศยุโรป พบฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี และโปรตุเกส” และระบุแอลเบเนียแยกต่างหาก เพื่อไม่ทำให้เข้าใจว่ามีการประสานงานหรือเกิดการลุกลามจากฝรั่งเศสที่ยืนยันแล้ว

แหล่งข่าว

[1] Al Jazeera วันที่ 17 ต.ค. 2569 — การประท้วงแยกกันใน 4 ประเทศ

[2] Folha อ้าง AFP และ Reuters วันที่ 17 ต.ค. 2569 — รายประเทศ

[3] Le Monde วันที่ 17 ต.ค. 2569 — ที่มาการประท้วงแอลเบเนีย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top