Tuesday, 20 October 2026
TheStatesTimes

จีนเร่งเครื่องเศรษฐกิจยุค AI !! 18 มาตรการเน้นค้าและบริการ ดันปัญญาประดิษฐ์–หุ่นยนต์อัจฉริยะ พลิกโฉมการค้า ค้าปลีก และบริการ กระตุ้นกำลังซื้อทั่วประเทศ

จีนออกมาตรการกระตุ้นใช้ 'AI-เทคโนโลยีขั้นสูง' ในภาคการค้า

ปักกิ่ง, 19 ต.ค. (ซินหัว) -- กลุ่มหน่วยงานรัฐบาลของจีน รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกแนวปฏิบัติใหม่เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ในภาคการค้า ซึ่งกำหนด 18 มาตรการเกี่ยวกับการบริโภคสินค้าและการบริการ การกระจายทางการค้า การประยุกต์ใช้ธุรกิจเชิงนวัตกรรม และการสนับสนุนเชิงนโยบาย

แนวปฏิบัตินี้เรียกร้องการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เข้ากับการพัฒนา ออกแบบ ผลิต และทำการตลาดผลิตภัณฑ์ ขยายอุปทานอุปกรณ์และหุ่นยนต์อัจฉริยะ และส่งเสริมการผลิตที่ยืดหยุ่นและการปรับแต่งตามความต้องการเฉพาะที่อาศัยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมสนับสนุนการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาคการบริการดูแลสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุแบบอัจฉริยะ การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของธุรกิจจัดเลี้ยง และการนำร่องประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาควัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

นอกจากนั้นแนวปฏิบัตินี้ครอบคลุมการส่งเสริมคลังสินค้าอัจฉริยะ อุปกรณ์โลจิสติกส์อัจฉริยะ และการจัดส่งแบบไร้คนขับ ควบคู่กับการยกระดับทางดิจิทัลในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก พร้อมเรียกร้องการพัฒนาเอไอ เอเจนต์ (AI agent) เชิงพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือการซื้อสินค้า การดำเนินธุรกิจ และโลจิสติกส์ ขยายการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ และสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าเสมือนจริง รวมถึงสนับสนุนมาตรฐานเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และการจัดหาเงินทุน

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน กระทรวงฯ และหน่วยงานรัฐบาลอีก 7 แห่งได้ออกแนวปฏิบัติที่มี 17 มาตรการส่งเสริม "ปัญญาประดิษฐ์+การบริโภค" ซึ่งให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ การบริการที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และสถานการณ์การบริโภครูปแบบใหม่ๆ

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) ระบุว่ายอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคของจีน ช่วงเดือนมกราคม-กันยายนของปี 2026 อยู่ที่ 37 ล้านล้านหยวน (ราว 186 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบปีต่อปี ส่วนยอดค้าปลีกการบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ซึ่งแซงหน้าการเติบโตร้อยละ 1 ของยอดค้าปลีกสินค้า

ที่มา : Xinhua

จากห้องแล็บไซบีเรีย สู่ประเด็นความมั่นคงโลก!! นักวิชาการไทยวิเคราะห์ปมกาฬโรครัสเซีย เจ้าหน้าที่หญิงดับในไซบีเรีย เกิดเหตุในห้องวิจัยกาฬโรค กังวลแพร่ระบาดโรคลุกลาม ตอกย้ำมาตรฐานชีวปลอดภัยต่ำ

“สถานการณ์กาฬโรคในรัสเซีย: ท่าทีรัฐบาลต่อความเสี่ยงการแพร่ระบาดและมาตรการความมั่นคงด้านสาธารณสุข”

สถานการณ์กาฬโรคในสหพันธรัฐรัสเซียได้รับความสนใจจากนานาชาติ หลังมีรายงานการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่หญิงวัย 28 ปี ประจำสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคในเมืองอีร์คุตสค์ (Irkutsk) เขตไซบีเรีย โดยมีข้อสงสัยว่าอาจสัมผัสเชื้อแบคทีเรียอันตรายจากอุบัติเหตุภายในห้องปฏิบัติการ เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของกาฬโรคปอด (Pneumonic Plague) รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพของห้องปฏิบัติการในรัสเซีย โดยลำดับเหตุการณ์สำคัญมีดังนี้

- 2 ตุลาคม 2026: มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่หญิงประจำสถาบันวิจัยในอีร์คุตสค์เสียชีวิตจากภาวะปอดอักเสบรุนแรง โดยสื่อบางแห่งตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการสัมผัสเชื้อกาฬโรคจากห้องปฏิบัติการ
- 6 ตุลาคม 2026: ทางการรัสเซียระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตเป็นโรคปอดอักเสบที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุแน่ชัด ไม่ใช่กาฬโรคตามข้อมูลที่เปิดเผย
- มีผู้ถูกกักกันเพื่อเฝ้าระวังประมาณ 200 คน และมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเกือบ 5,000 ครั้ง โดยไม่พบผู้ติดเชื้อกาฬโรค ทางการระบุว่าประมาณร้อยละ 90 ของผู้ถูกกักกันได้รับอนุญาตให้ออกจากการเฝ้าระวังแล้ว
- 6 ตุลาคม 2026: สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัสเซียแจ้งองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าไม่พบผู้ป่วยกาฬโรคที่ได้รับการยืนยันในเมืองอีร์คุตสค์ และผู้สัมผัสใกล้ชิดที่ได้รับการตรวจไม่พบเชื้อก่อโรคอันตราย อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามเกี่ยวกับผลตรวจยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รายดังกล่าว
- 6 ตุลาคม 2026: Euronews รายงานว่า ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) กำลังติดตามสถานการณ์และประสานงานกับ WHO โดยยังไม่มีรายงานยืนยันการแพร่เชื้อต่อเนื่องจากคนสู่คน
- 12–14 ตุลาคม 2026: สื่อและนักวิชาการตะวันตกเผยแพร่ข้อกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความโปร่งใสของรัสเซียในการเปิดเผยข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ และความปลอดภัยของสถานที่วิจัยเชื้อโรคอันตราย
- 16 ตุลาคม 2026: สื่อ Bloknot Rostov เผยแพร่คำชี้แจงจากสำนักงานบริการกลางด้านการกำกับดูแลการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและสวัสดิภาพมนุษย์ของรัสเซีย (Rospotrebnadzor) ประจำแคว้นรอสตอฟ โดยยืนยันว่าไม่มีการระบาดของกาฬโรคในพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำว่าโรคดังกล่าวสามารถรักษาได้หากได้รับยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจนถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเกิดการแพร่ระบาดของกาฬโรคในรัสเซีย หรือว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทดลองอาวุธชีวภาพของรัสเซียตามที่ตะวันตกกล่าวอ้าง
ในขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขรัสเซียมีท่าทีมุ่งลดความกังวลของประชาชน โดยชี้แจงว่าไม่พบหลักฐานยืนยันการแพร่ระบาดของกาฬโรค และให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังผู้สัมผัส การตรวจสอบความเสี่ยง และการป้องกันโรคตามมาตรการสาธารณสุข ขณะเดียวกัน Rospotrebnadzor ยืนยันว่ากาฬโรคเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียอันตรายที่พบได้ในแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ แต่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ โดยประชาชนทั่วไปไม่ควรตื่นตระหนก หากไม่มีประวัติสัมผัสสัตว์ติดเชื้อหรือเดินทางเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ในอีร์คุตสค์ยังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติ โดยเฉพาะรายละเอียดของผลตรวจทางห้องปฏิบัติการและมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ ท่าทีของรัสเซียจึงสะท้อนความพยายามควบคุมความกังวลด้านสาธารณสุข ขณะที่ยังเผชิญแรงกดดันให้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมระหว่างประเทศ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กาฬโรคเกิดจากแบคทีเรีย Yersinia pestis และมีระยะฟักตัวโดยทั่วไปประมาณ 1–7 วัน โดยสามารถรักษาได้หากตรวจพบและให้ยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็ว

สำหรับสถานการณ์ในรัสเซีย ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือผลการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตในแคว้นอีร์คุตสค์ การยืนยันผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการประเมินว่ามีผู้สัมผัสเชื้อหรือผู้ป่วยรายอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ การประเมินความเสี่ยงในระดับประเทศจึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขรัสเซียและองค์กรด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเพิ่มเติม ไม่ควรนำเหตุการณ์ที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบไปสรุปว่าเกิดการระบาดทั่วประเทศ

ประวัติสถาบันต่อต้านกาฬโรคของรัสเซีย
รัสเซียมีประวัติการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางเพื่อรับมือโรคกาฬโรคมายาวนานกว่า 120 ปี โดยเริ่มวางระบบอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1897 ในสมัยจักรวรรดิรัสเซีย เนื่องจากโรคกาฬโรคเป็นภัยคุกคามต่อประชาชนและการค้าระหว่างภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ ในช่วงแรก รัฐบาลรัสเซียจัดตั้งห้องปฏิบัติการและหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรค เพื่อศึกษาการแพร่เชื้อ พัฒนาวัคซีนและซีรัมรักษาโรค ตลอดจนจัดส่งคณะผู้เชี่ยวชาญไปสอบสวนและควบคุมการระบาด ต่อมาในปี ค.ศ. 1901 ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการต่อต้านกาฬโรคที่เมืองอัสตราคาน (Astrakhan) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการขยายเครือข่ายหน่วยงานควบคุมโรคในพื้นที่ทางตอนใต้ของจักรวรรดิรัสเซีย

สถาบันที่เกี่ยวข้องกับข่าวการเสียชีวิตต้องสงสัยในเดือนตุลาคม 2026 คือ สถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคแห่งอีร์คุตสค์สำหรับไซบีเรียและตะวันออกไกล «Иркутский научно-исследовательский противочумный институт Сибири и Дальнего Востока»สถาบันแห่งนี้มีจุดกำเนิดจากห้องปฏิบัติการต่อต้านกาฬโรคที่จัดตั้งขึ้นในเมืองอีร์คุตสค์เมื่อปี ค.ศ. 1923 พื่อรับมือสถานการณ์กาฬโรคในพื้นที่ทรานส์ไบคาเลีย ซึ่งมีแหล่งรังโรคตามธรรมชาติและตั้งอยู่ใกล้เขตแดนมองโกเลียและจีน ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1934 สหภาพโซเวียตได้จัดตั้งสถาบันต่อต้านกาฬโรคอีร์คุตสค์อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานงานและปฏิบัติการควบคุมโรคในไซบีเรียและตะวันออกไกล

ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการคนแรกคือ ศาสตราจารย์อเล็กเซย์ มิคาอิโลวิช สโกรอดูมอฟ (Alexei Mikhailovich Skorodumov) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาและจุลชีววิทยา ในวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1934 สถาบันได้ออกคำสั่งจัดตั้งบุคลากรเริ่มต้นเพียง 7 คน ก่อนขยายงานวิจัยและเครือข่ายควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังการก่อตั้ง สถาบันอีร์คุตสค์ได้รับมอบหมายให้เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายต่อต้านกาฬโรคครอบคลุมไซบีเรียและตะวันออกไกล โดยประสานงานกับสถานีควบคุมโรคในเมืองชิตา (Chita) คาบารอฟสค์ (Khabarovsk) และพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ ภารกิจสำคัญประกอบด้วยการศึกษาการแพร่ระบาดของกาฬโรคในสัตว์ การเฝ้าระวังแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ การตรวจวิเคราะห์เชื้อ และการพัฒนามาตรการป้องกันโรค ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1939 สถาบันได้ย้ายเข้าสู่อาคารที่ก่อสร้างขึ้นบนถนนที่ปัจจุบันเรียกว่า Trilisser หมายเลข 38 ในเมืองอีร์คุตสค์ และขยายบุคลากรด้านจุลชีววิทยา ระบาดวิทยา สัตววิทยา และกีฏวิทยา ต่อมาบทบาทของสถาบันขยายจากโรคกาฬโรคไปสู่โรคติดเชื้ออันตรายอื่น ๆ ได้แก่ อหิวาตกโรค โรคทูลารีเมีย โรคแอนแทรกซ์ และโรคติดเชื้อที่มีสัตว์หรือแมลงเป็นพาหะ ในภาพรวม ระบบต่อต้านกาฬโรคของสหภาพโซเวียตได้ขยายจากหน่วยงานจำนวนประมาณหนึ่งโหลในสมัยจักรวรรดิรัสเซีย ไปเป็นเครือข่ายมากกว่า 100 แห่งในยุคโซเวียต โดยมีทั้งสถาบันวิจัย สถานีควบคุมโรค และหน่วยปฏิบัติการภาคสนาม

ประเด็นสำคัญในประวัติศาสตร์คือ ระบบต่อต้านกาฬโรคของสหภาพโซเวียตไม่ได้มีเฉพาะภารกิจสาธารณสุขเท่านั้น แต่บางส่วนยังมีความเกี่ยวข้องกับโครงการป้องกันและการวิจัยด้านสงครามชีวภาพ
งานวิจัยของ Raymond A. Zilinskas ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Critical Reviews in Microbiology ปี 2006 ระบุว่า

- ทศวรรษ 1960: ระบบต่อต้านกาฬโรคของโซเวียตเริ่มมีบทบาทในโครงการป้องกันภัยจากอาวุธชีวภาพภายใต้รหัส Project 5
- กลางทศวรรษ 1970: หน่วยงานบางส่วนได้รับมอบหมายให้สนับสนุนภารกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาวุธชีวภาพเชิงรุกภายใต้รหัส Ferment
ระบบต่อต้านกาฬโรคจึงมีลักษณะการใช้งานสองด้าน (Dual-use) โดยองค์ความรู้และเทคโนโลยีบางประเภทสามารถใช้ทั้งเพื่อการป้องกันโรคและสนับสนุนกิจกรรมทางทหารได้ อย่างไรก็ตาม ต้องแยกข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือยืนยันว่า สถาบันอีร์คุตสค์แห่งนี้เป็นสถานที่พัฒนาอาวุธชีวภาพโดยตรง

หลังสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ. 1991 รัสเซียยังคงรักษาเครือข่ายสถาบันต่อต้านกาฬโรคไว้ เพื่อสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข การเฝ้าระวังโรค และการรับมือภัยคุกคามทางชีวภาพ ระบบดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อกาฬโรค แอนแทรกซ์ และโรคติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์สถาบันต่อต้านกาฬโรคในรัสเซียปัจจุบันอยู่ในเครือข่ายการกำกับดูแลของ Rospotrebnadzor ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการคุ้มครองสุขภาพและการเฝ้าระวังโรคของรัฐบาลกลางรัสเซีย ในมิติความมั่นคง สถาบันเหล่านี้มีความสำคัญต่อการตรวจพบการระบาดอย่างรวดเร็ว การพัฒนาขีดความสามารถทางห้องปฏิบัติการ และการเตรียมความพร้อมต่อเหตุการณ์ทางชีวภาพทั้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือจากอุบัติเหตุ

ประเด็นอาวุธชีวภาพและข้อกล่าวหาจากชาติตะวันตก
เหตุการณ์ในอีร์คุตสค์ทำให้ประเด็นเกี่ยวกับโครงการวิจัยเชื้อโรคอันตรายของรัสเซียกลับมาได้รับความสนใจ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาและสื่อชาติตะวันตก ซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสและความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับเชื้อโรคร้ายแรง โดยมีเหตุการณ์สำคัญดังนี้

วันที่ 12 ตุลาคม 2026 บทวิเคราะห์ใน The Guardian ตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่วิจัยในรัสเซีย โดยระบุถึงความเป็นไปได้หลายประการ ตั้งแต่อุบัติเหตุภายในห้องปฏิบัติการไปจนถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับโครงการวิจัยทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมิได้เสนอหลักฐานยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาวุธชีวภาพ

วันที่ 13 ตุลาคม 2569 จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เผยแพร่บทความใน The Washington Post เรียกร้องให้สหรัฐฯ ทบทวนความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามจากอาวุธชีวภาพ โดยเชื่อมโยงความกังวลครั้งนี้กับประวัติศาสตร์โครงการอาวุธชีวภาพของสหภาพโซเวียตและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกิจกรรมทางชีวภาพของรัสเซียในปัจจุบัน ทั้งนี้ เป็นข้อเสนอของอดีตเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ มิใช่การประกาศข้อกล่าวหาใหม่อย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ

ข้อกังวลดังกล่าวมีพื้นฐานส่วนหนึ่งจากรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประจำปี 2024 ซึ่งประเมินว่ารัสเซียยังคงมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาวุธชีวภาพเชิงรุกที่สืบทอดจากสหภาพโซเวียต และยังปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามพันธกรณีอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ (Biological Weapons Convention: BWC) อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักฐานว่าเหตุการณ์เสียชีวิตในอีร์คุตสค์เกี่ยวข้องกับอาวุธชีวภาพ

ในอีกด้านหนึ่ง รัสเซียเองเคยกล่าวหาสหรัฐอเมริกาและยูเครนว่าดำเนินโครงการอาวุธชีวภาพในห้องปฏิบัติการของยูเครน โดยนำข้อกล่าวหาเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในปี 2565 อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติระบุว่าไม่รับทราบหลักฐานเกี่ยวกับโครงการอาวุธชีวภาพในยูเครน และข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากการตรวจสอบอิสระ จึงต้องแยกประเด็นให้ชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาของรัสเซียต่อสหรัฐฯ และยูเครนเป็นข้อพิพาททางความมั่นคงที่มีมาก่อนหน้านี้ ขณะที่กรณีอีร์คุตสค์ในเดือนตุลาคม 2026 เป็นเหตุการณ์ต้องสงสัยด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นการโจมตีด้วยอาวุธชีวภาพโดยชาติตะวันตก หรือเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาวุธชีวภาพของรัสเซีย

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของรัสเซียในสองมิติสำคัญ ได้แก่ การรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบควบคุมโรคภายในประเทศ และการรับมือกับข้อกังวลของชาติตะวันตกเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงการวิจัยทางชีวภาพ
ในมิติแรก หน่วยงานสาธารณสุขรัสเซียพยายามแสดงให้เห็นว่าระบบเฝ้าระวังและควบคุมโรคยังสามารถดำเนินการได้ โดยยืนยันว่าไม่มีผู้ป่วยกาฬโรคที่ได้รับการยืนยันในอีร์คุตสค์ และไม่พบการระบาดในแคว้นรอสตอฟ

ในมิติที่สอง ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกทำให้ประเด็นความปลอดภัยทางชีวภาพมีความเชื่อมโยงกับการแข่งขันด้านความมั่นคงและการข่าวระหว่างประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายต่างเคยตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกิจกรรมด้านอาวุธชีวภาพของอีกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะผลตรวจเชื้อ สาเหตุการเสียชีวิต และความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะช่วยแยกความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่เกิดขึ้นจริงออกจากข้อกล่าวหาทางภูมิรัฐศาสตร์

สรุป กรณีการเสียชีวิตต้องสงสัยในสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคของรัสเซียเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 นำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางชีวภาพและความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล แม้ทางการรัสเซียแจ้ง WHO เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมว่าไม่พบผู้ป่วยกาฬโรคที่ได้รับการยืนยัน แต่ชาติตะวันตกยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว สถานการณ์นี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าประเด็นโรคระบาด เพราะสะท้อนความไม่ไว้วางใจระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกในด้านความมั่นคงทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากการใช้อาวุธชีวภาพของฝ่ายใด สำหรับประเทศไทย ควรติดตามทั้งข้อมูลด้านระบาดวิทยาจาก WHO และพัฒนาการด้านอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ เพื่อประกอบการประเมินภัยคุกคามทางชีวภาพ การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานด้านสาธารณสุขและความมั่นคง ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ต้อนรับฮีโร่ลูกหลานเมืองช้าง!! ชาวสุรินทร์จัดขบวนแห่ช้าง 9 เชือก สุดยิ่งใหญ่ ต้อนรับ ‘บิว ภูริพล–เบล จิราพัชร’ กลับบ้านเกิด หลังคว้า 5 เหรียญจากเอเชียนเกมส์ 2026 ร่วมยินดีเกียรติยศชาวจังหวัดสุรินทร์

“บิว” ภูริพล – “เบล” จิราพัชร  กลับบ้านเกิด ชาวสุรินทร์จัดขบวนแห่ช้าง 9 เชือก ต้อนรับฮีโร่เอเชียนเกมส์ 2026

(19 ต.ค. 69) ณ จังหวัดสุรินทร์ ชาวจังหวัดสุรินทร์ ต้อนรับและแสดงความยินดีแก่ “บิว” ส.ต.ต. ภูริพล บุญสอน และ “เบล” จิราพัชร ขานอ่อนตา นักกรีฑาทีมชาติไทยชาวจังหวัดสุรินทร์ หลังสร้างผลงานยอดเยี่ยมคว้าเหรียญเงิน จากการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “Aichi–Nagoya 2026” ณ ประเทศญี่ปุ่น

สำหรับผลงานของ บิว” ภูริพล คว้า 2 เหรียญทอง  จากการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร (ทำลายสถิติเอเชียนเกมส์) และวิ่ง 200 เมตร (ทำลายสถิติเอเชียนเกมส์ และเป็นเจ้าของสถิติเอเชีย) และคว้า 1 เหรียญเงิน  วิ่งผลัด 4x100 เมตร (ผสม) ส่วน “เบล” จิราพัชร คว้า 2 เหรียญเงิน  จากการแข่งขันวิ่ง 4x100 เมตร (หญิง) และวิ่งผลัด 4x100 เมตร (ผสม)  รวมผลงานของนักกีฬาทั้งสองคน คว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันได้รวม 5 เหรียญ ประกอบด้วย 2 เหรียญทอง และ 3 เหรียญเงิน

ไฮไลต์ของการต้อนรับครั้งนี้ คือการจัดขบวนแห่ช้างจำนวน 9 เชือก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของนักกีฬาทั้งสองคน โดยให้นักกีฬาขึ้นนั่งบนหลังช้างร่วมขบวนอย่างสง่างาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีและความภาคภูมิใจของชาวสุรินทร์และแฟนกีฬาที่พร้อมใจกันออกมาต้อนรับตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ที่ว่าการอำเภอเมืองสุรินทร์ มุ่งหน้าสู่สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ท่ามกลางเสียงเชียร์และรอยยิ้มแห่งความประทับใจ เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของสองนักกรีฑาทีมชาติไทยบนเวทีเอเชีย

ขอบคุณภาพจาก เพจ ดูโฮม สุรินทร์ หลงสุรินทร์ และ Kamol Kamolboon

ที่มา : https://www.facebook.com/100070472648851/posts/1155646536794424/?rdid=Y5vMzkHw7MjfauYl#

อะไรก็รัสเซีย! แม้แต่จลาจลยุโรป?! จลาจลฝรั่งเศส-อิตาลี ถูกโยงรัสเซีย ชาวเน็ตล้อเลียนประธานาธิบดี ปูติน นักการเมืองเอสโตเนียเปิดประเด็นสงครามเงา แต่ไม่แสดงหลักฐานเชื่อมโยงเหตุการณ์โดยตรง

อะไรก็รัสเซีย! จลาจลฝรั่งเศส ปล้นสะดมอิตาลี ก็ยังโยงไปหารัสเซียได้! งานนี้ชาวเน็ตไม่ปล่อยผ่าน แห่คอมเมนต์ประชดกันสนุกสนาน!

มาร์โก มิห์เคลสัน (Marko Mihkelson) ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของรัฐสภาเอสโตเนีย โพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2026 แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุจลาจลและการปล้นสะดมในฝรั่งเศสและอิตาลี ว่าเกี่ยวข้องกับรัสเซียแน่ๆ โดยระบุว่า

“รัสเซียมีผลประโยชน์อย่างชัดเจนที่จะเห็นการปล้นสะดมและความวุ่นวายบนท้องถนนในฝรั่งเศสและอิตาลี นี่เป็นส่วนหนึ่งของสงครามเงาหลายมิติที่รัสเซียทำกับชาติตะวันตก”

หลังโพสต์ถูกแชร์ออกไป ทำให้ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งเข้ามาคอมเมนต์เสียดสี โดยเฉพาะการพยายามโยงเหตุการณ์ความวุ่นวายในยุโรปเข้ากับรัสเซีย

บางคนถึงกับนำภาพล้อเลียนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่ปรากฏตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้ก่อจลาจลในฝรั่งเศสมาโพสต์ พร้อมข้อความว่า

“จริงด้วย! ปูตินมาปรากฏตัวด้วยตัวเองเพื่อปลุกระดมฝูงชนเลย!”

อีกคนโพสต์ภาพกลุ่มผู้ประท้วงพร้อมตอบสั้นๆ ว่า “เห็นชัดๆ ว่าเป็นคนรัสเซีย!”

ขณะที่อีกคนโพสต์ภาพล้อเลียนชายหญิงกำลังแจกอาหารอยู่ใกล้หอไอเฟล พร้อมข้อความว่า “นี่ไงหลักฐาน!”

ส่วนอีกความคิดเห็นประชดว่า “อ๋อ ใช่สิ ต้องเป็นรัสเซียแน่นอน เพราะนโยบายเปิดพรมแดนมา 30 ปี การอพยพเข้าเมืองที่ไม่มีการควบคุม และนักการเมืองที่ทำลายความมั่นคงภายในประเทศ ไม่เกี่ยวอะไรเลยสักนิด พอผู้นำยุโรปทำลายความปลอดภัยของประเทศตัวเองจนพัง ก็รีบหยิบข้ออ้างเรื่องสงครามเงาจากต่างชาติมาใช้ทันที เพื่อจะได้ไม่ต้องหันมามองตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม มิห์เคลสันไม่ได้แสดงหลักฐานในโพสต์ดังกล่าวว่ารัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุจลาจลและการปล้นสะดม ส่วนภาพที่ชาวเน็ตนำมาโพสต์ตอบโต้เป็นภาพล้อเลียน ไม่ใช่หลักฐานของเหตุการณ์จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1433050685649954/?rdid=IHMvBPM80R1LpvgH#

‘วราวุธ’ ชี้ เหมืองโพแทชไทย!! ลดนำเข้าปุ๋ย 1.4 หมื่นล้าน พร้อมส่งออกเพิ่ม 3 หมื่นล้าน ชุมชนและเกษตรกรได้ประโยชน์ เน้นความมั่นคงวัตถุดิบเกษตร

“วราวุธ” ชี้ เหมืองโพแทชไทย ลดนำเข้าปุ๋ย 1.4 หมื่นล้าน/ปี ปูทางส่งออก 3 หมื่นล้าน ชู ชุมชน-เกษตรกรได้ประโยชน์ เพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบเกษตร

วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การพัฒนาแหล่งแร่โพแทชในประเทศไทยเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรแร่ภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีแหล่งแร่โพแทชขนาดใหญ่ กระจายอยู่ในแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร

ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าราว 65,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นปุ๋ยโพแทชประมาณ 1 ล้านตัน มูลค่า 14,000 ล้านบาทต่อปี การพัฒนาเหมืองและโรงงานผลิตปุ๋ยโพแทชในประเทศจึงมีโอกาสช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และเสริมความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิตของเกษตรกรไทย

ประโยชน์ที่ประชาชนมีโอกาสได้รับโดยตรง คือการเพิ่มทางเลือกด้านปุ๋ยและลดแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตทางการเกษตร เนื่องจากโพแทสเซียมเป็นหนึ่งในธาตุอาหารหลักของพืช การมีแหล่งวัตถุดิบและกำลังผลิตภายในประเทศจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงปุ๋ยโพแทช เช่น ปุ๋ยสูตร 0-0-60

ขณะเดียวกัน การสร้างประโยชน์จากเหมืองโพแทชต้องเดินควบคู่กับการควบคุมผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยมีมาตรการกำจัดหางแร่และเศษดิน จะผสมกับนำ้เกลือเข้มข้นและอัดกลับลงไปในเหมืองใต้ดิน ที่กำหนดให้เริ่มดำเนินการในปีที่ 5 ของการทำเหมือง และต้องถมกลับให้หมดเมื่อสิ้นสุดโครงการ ควบคู่กับการป้องกันการรั่วซึมของน้ำเกลือ ป้องกันผลกระทบต่อดิน แหล่งน้ำ และชุมชนในพื้นที่ตลอดจนการคุ้มครองสุขภาพชุมชน สำหรับโครงการอุดรธานีมีการกำหนดมาตรการ เช่น ระบบหมุนเวียนน้ำ การป้องกันการรั่วซึม และการประกันความเสียหายจากการทำเหมืองไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

”ในด้านเศรษฐกิจ หากโครงการต่างๆ สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ประเทศไทยจะมีกำลังผลิตโพแทชรวมประมาณ 3.2 ล้านตันต่อปี เมื่อหักความต้องการใช้ภายในประเทศตามประมาณการ จะเหลือผลผลิตส่วนเกินราว 2.2 ล้านตันสำหรับส่งออก คาดว่าจะสร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มโอกาสให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกโพแทชและปุ๋ยเคมีในภูมิภาคอาเซียน“

สำหรับความคืบหน้าของ 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการบริษัท ไทยคาลิ จำกัด จ.นครราชสีมา ซึ่งวางแผนผลิต 100,000 ตันต่อปี ปัจจุบันเจาะอุโมงค์ระบายอากาศถึงชั้นแร่ที่ระดับความลึก 280 เมตร และคาดว่าจะเริ่มผลิตปุ๋ยโพแทชได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

ส่วนโครงการบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด จ.อุดรธานี ตั้งเป้าผลิต 2 ล้านตันต่อปี อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ภายในปี 2573

โครงการบริษัท เหมืองแร่โปแตซอาเซียนชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) จ.ชัยภูมิ ตั้งเป้าผลิต 1.1 ล้านตันต่อปี ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 31,422 ล้านบาท แต่ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษแก่รัฐประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินคดีในศาลปกครองกลาง

นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากผลประโยชน์ระดับประเทศ การทำเหมืองยังมีโอกาสสร้างงานในท้องถิ่นตั้งแต่การสำรวจ การก่อสร้างอุโมงค์ ไปจนถึงการผลิตระยะยาว พร้อมจัดตั้งกองทุนตามเงื่อนไขประทานบัตรเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุขในพื้นที่ รวมถึงการจ่ายค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

อีกด้านหนึ่ง โพแทชยังเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น สบู่ สารซักฟอก ยา และเซรามิก ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ แทนการพึ่งพาการส่งออกแร่เพียงอย่างเดียว

เพราะโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการนำทรัพยากรใต้ดินขึ้นมาสร้างมูลค่า แต่ต้องทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่งถึงเกษตรกร แรงงาน และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการบังคับใช้มาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทรัพยากรแร่ที่มีอยู่กลายเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว

ร่อแร่อีกธนาคาร- ลูกค้าถอนเงินไม่ได้!! ลูกค้า APD Bank กัมพูชารวมตัวทวงเงิน หลังธนาคารจ่อปิด 3 สาขา บางรายรอนาน 6 เดือน ไร้ความชัดเจนคืนเงินฝาก ไม่มีประกันเงินฝากคุ้มครองในกัมพูชา

ลูกค้า APD Bank รวมตัวทวงเงินฝาก หลังธนาคารประกาศเตรียมปิด 3 สาขา บางรายมีเงินฝากกว่า 16 ล้านบาท แต่ถอนเงินไม่ได้มานาน 6 เดือน

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว CamboJA News ของกัมพูชารายงานว่า ลูกค้าธนาคาร Asia-Pacific Development Bank (APD Bank) ประมาณ 40 คน รวมตัวที่สำนักงานใหญ่ในกรุงพนมเปญ เพื่อเรียกร้องให้ธนาคารชี้แจงปัญหาถอนเงินไม่ได้ ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือนมีนาคม

ธนาคารประกาศเตรียมปิด 3 สาขา ได้แก่ นโรดม เหมาเจ๋อตง และโอลิมเปีย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ทำให้ลูกค้ากังวลว่าจะได้รับเงินฝากคืนหรือไม่

หญิงวัยกว่า 40 ปีรายหนึ่งเปิดเผยว่า มีเงินฝากประมาณ 400,000 ดอลลาร์ หรือราว 16 ล้านบาท แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ตามปกติมานาน 6 เดือน โดยช่วงแรกธนาคารจำกัดการถอนวันละ 500 ดอลลาร์ ก่อนระงับการถอนและโอนเงิน ปัจจุบันแอปธนาคารยังเปิดดูยอดเงินได้ แต่ไม่สามารถทำธุรกรรมได้

เธอเล่าว่า นำเงินมาฝากเพราะธนาคารเสนออัตราดอกเบี้ยสูงถึง 7% ต่อปี โดยตั้งใจเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของลูก แต่กลับไม่สามารถนำเงินออกมาใช้ได้

ลูกค้าชายอีกรายมีเงินฝากประมาณ 500,000 ดอลลาร์ หรือราว 20 ล้านบาท กล่าวว่า ธนาคารเคยเสนอแผนทยอยคืนเงิน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน

ตามคำบอกเล่าของลูกค้า ธนาคารเสนอแผนคืนเงินฝากต่ำกว่า 500,000 ดอลลาร์ โดยจ่าย 15% ในงวดแรก อีก 15% ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี และส่วนที่เหลือ 70% ภายใน 2 ปี

ส่วนผู้ฝากเงินมากกว่า 500,000 ดอลลาร์ มีข้อเสนอให้รับห้องชุดคอนโดมิเนียม 1 ยูนิต พร้อมเงินสด 20% และทยอยคืนอีก 60% ภายใน 2 ปี อย่างไรก็ตาม ลูกค้าระบุว่ายังไม่ได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับแผนดังกล่าว

รายงานประจำปี 2567 ระบุว่า APD Bank มีเงินฝากรวมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 40,000 ล้านบาท ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องให้ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาเปิดเผยสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของธนาคาร

ทั้งนี้ กัมพูชายังไม่มีระบบประกันเงินฝากระดับชาติสำหรับคุ้มครองผู้ฝากเงินหากธนาคารล้มเหลว ส่วนการประกาศปิด 3 สาขา ยังไม่ได้หมายความว่า APD Bank ปิดกิจการทั้งหมด

ที่มา : https://khmer.cambojanews.com/apd-bank-customers-demand-answers-as-three-branches-set-to-close/

ทีมชาติไทยสอนน้องชายแดนใต้!! กิจกรรมวอลเลย์บอลรวมน้องกว่า 1,000 คน ย้ำสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะ จากทีมชาติไทยสู่เด็กชายแดนใต้ ครั้งที่ 2 จัดที่ปัตตานี

ทีมชาติไทยสอนน้องชายแดนใต้ กว่าพันคนร่วมกิจกรรม “EST Volleyball Clinic เกิดมาซ่า กล้าเป็นตัวเอง” ในการแข่งขันวอลเลย์บอลยุวชน-เยาวชนชิงชนะเลิศ จังหวัดชายแดนใต้ “ไทยเบฟ DOMESTIC POWER เพื่อเยาวชนชายแดนใต้ " ครั้งที่ 2

(19 ต.ค.) นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “EST Volleyball Clinic เกิดมาซ่า กล้าเป็นตัวเอง” หรือกิจกรรม ”วอลเลย์บอลพี่สอนน้อง” มีพี่ๆนักกีฬาทีมชาติไทย มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจมายมาก อาทิ “ปลาวาฬ” ปิยะนุช แป้นน้อย, “เพียว” อัจฉราพร คงยศ, “นุกนิก” ณัฏฐนิชา ใจแสน, “ทิพย์” แก้วกัลยา กมุลทะลา, “เอย” กัลยรัตน์ คำวงษ์, “โบว์” กัญญารัตน์ ขุนเมือง, “ออมทรัพย์” ปพัชญา พลทำ, "สอง" วิภาวี ศรีทอง, “ดอม” ชัยวัฒน์ ถุงคำ, “นุ” อนุชิต ภักดีแก้ว, รวมถึงอดีตทีมชาติไทยและทีมผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย”กิ๊ฟ” วิลาวัลย์ อภิญญาพงษ์ และ “ออน” อรอุมา สิทธิรักษ์, รวมถึงเจ้าหน้าที่ทีมชาติไทย มาถ่ายทอดทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล และการสร้างความแข็งแกร่งสำหรับการเล่นกีฬาวอลเลย์บอล

ปีนี้มีนักกีฬาและอาจารย์ผู้ฝึกสอนกีฬาโรงเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมกิจกรรมกว่าหนึ่งพันคน จาก 52 โรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และ จังหวัดนราธิวาส โดยมีคุณณัฐธิกานต์ ลิมปนสุมาลย์ ผู้จัดการโครงการกีฬาวอลเลย์บอลบริษัททศภาค จำกัด, คุณพิณพร สุขกะสังข์ ผู้จัดการฝ่ายขาย ภาค 8 บริษัทเสริมสุข จำกัด(มหาชน) และ ผู้ช่วยศาสตร์จารย์ ดร.ภาวรินทร์ รักบำรุง ผู้แทนมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขต ปัตตานี ร่วมงาน

กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งในการแข่งขันวอลเลย์บอลยุวชน-เยาวชนชิงชนะเลิศ จังหวัดชายแดนใต้ “ไทยเบฟ DOMESTIC POWER เพื่อเยาวชนชายแดนใต้ " ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 9 - 21 ตุลาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยมีวัตถุประสงค์ให้เยาวชนนักกีฬาได้ทักษะพื้นฐานการเล่นกีฬาวอลเลย์บอลเพื่อไปต่อยอดความสามารถของตัวเองและเป็นแรงบันดาลใจเพื่อผลักดันสู่ความสำเร็จด้านกีฬาวอลเลย์บอล เช่นเดียวกับครูผู้ฝึกสอนที่จะได้นำองค์ความรู้ด้านเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายไปถ่ายทอดแก่นักกีฬาของตนต่อไป

โดยนายสมพร ใช้บางยาง กล่าวว่า ที่ผ่านมามีนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทยที่มาจากเยาวชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่ยังไม่มีนักกีฬาทีมชาติมาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทางสมาคมฯจึงหวังว่ากิจกรรมและการแข่งขันรายการนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทยที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ในอนาคต

ขณะที่ “ปลาวาฬ” ปิยะนุช แป้นน้อย ลิเบอโรทีมชาติไทย ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชกล่าวว่า ดีใจที่เห็นเยาวชนในชายแดนใต้ให้ความสนใจและรักการเล่นกีฬาวอลเลย์บอล โดยส่วนตัวทึ่งกับทักษะวอลเลย์บอลของน้องๆแต่ละคนที่ค่อนข้างดีกว่าที่คาด และมั่นใจว่าหากน้องๆตั้งใจมั่นฝึกฝน จะสามารถเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลที่เก่งได้อยากที่ฝัน

สำหรับการแข่งขันวอลเลย์บอลยุวชน-เยาวชนชิงชนะเลิศ จังหวัดชายแดนใต้ “ไทยเบฟ DOMESTIC POWER เพื่อเยาวชนชายแดนใต้ " ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดแข่งขันทั้งหมด 4 รุ่นชาย-หญิง ได้แก่รุ่น 12 ปี, 14 ปี, 16ปี และ 18 ปี เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว โดยในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 จะเป็นการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ

ลิ้งค์ถ่ายทอดสด Youtube TVA Channel
https://www.youtube.com/@tvachannel6629


ที่มา : https://www.facebook.com/100066823098344/posts/1461452306092192/?rdid=MFd2rYWKFbbYrHH5#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top