Thursday, 15 October 2026
TheStatesTimes

มจธ. ลุยพัฒนาโคนมไทย!! ใช้ Data เชื่อมพันธมิตรโลก พลิกฟาร์มโคนมเป็นห้องเรียน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่นสานต่ออาชีพพระราชทาน

“มจธ. ดึงพลัง Data & Tech บูรณาการพันธมิตรระดับโลก พลิกฟาร์มโคนมไทยเป็นห้องเรียน ลดต้นทุนพร้อมมุ่งสร้างรายได้ยั่งยืน ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น”

กว่า 60 ปีที่ผ่านมา ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เปลี่ยนการเลี้ยงโคนมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย ให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรและเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมวางรากฐานระบบสหกรณ์จนเติบโตเป็นอุตสาหกรรมโคนมไทย และนำมาสู่การถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งการโคนมไทย” หลังเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเดนมาร์กใน พ.ศ. 2503 และทอดพระเนตรกิจการฟาร์มโคนม ได้เกิดความร่วมมือกับรัฐบาลและองค์การเกษตรกรรมของเดนมาร์กในการจัดตั้งฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์ก ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 โดยรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์กทรงร่วมเป็นประธานในพิธี

แต่วันนี้ “การเลี้ยงโคนม” กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมลดจาก 22,507 ราย ในปี 2566 เหลือ 15,683 ราย ในปี 2568 หรือลดลงราว 30% ขณะที่จำนวนโคนมลดจาก 774,461 ตัว เหลือ 560,551 ตัว และกว่า 96% ของฟาร์มทั่วประเทศเป็นฟาร์มรายย่อยและรายเล็ก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตน้ำนม แต่คือ จะทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่รอด และอาชีพพระราชทานยังมีคนสานต่อในอนาคต

ศ. ดร.เชาวลิต ลิ้มมณีวิจิตร รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และหัวหน้าโครงการ ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของโคนมไทยว่า ประเทศไทยมีความต้องการบริโภคน้ำนมประมาณ 2 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียงประมาณ 1 ล้านตัน แม้ความต้องการจะสูงกว่าผลผลิต แต่เกษตรกรกลับยังประสบปัญหารายได้ “ในเมื่อผลิตได้น้อย แต่ความต้องการเยอะ ทำไมเกษตรกรยังจน นี่เป็นคำถามที่ทำให้เราต้องกลับไปดูว่า ปัญหาจริงๆ อยู่ตรงไหน” ศ. ดร.เชาวลิต กล่าว

ช่องว่างระหว่างความต้องการบริโภคกับกำลังการผลิตนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจของเกษตรกร แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของประเทศ เมื่อผลิตน้ำนมดิบในประเทศได้ไม่พอ ไทยจึงต้องพึ่งพานมผงและผลิตภัณฑ์นมนำเข้า ซึ่งมีความเสี่ยงจากราคาตลาดโลกที่ผันผวน การเปิดเสรีทางการค้า และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ น้ำนมยังเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และสารอาหารสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กไทย โดยเฉพาะผ่านโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนที่ใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ หากจำนวนเกษตรกรและแม่โคยังลดลงต่อไป ประเทศไทยจะพึ่งพาตนเองด้านอาหารและโภชนาการได้ยากขึ้นในระยะยาว

จากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนปัญหา สถานการณ์จริงที่เกษตรกรกำลังเผชิญ และถอดบทเรียนจากพื้นที่จริง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาสำคัญคือต้นทุนหลายด้านที่สะสมจนกัดกินรายได้เกษตรกร ทั้งผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยของประเทศที่ประมาณ 13.5 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ขณะที่บางพื้นที่อย่างฟาร์มโคนมหนองโพมีผลผลิตอยู่ที่เพียง 9.78 กิโลกรัม ต้นทุนอาหารสูง แม่โคผสมติดยาก และอากาศร้อนที่กระทบต่อผลผลิต ศ. ดร.เชาวลิต ยกตัวอย่างว่า หากฟาร์มมีแม่โค 20 ตัว แต่ให้นมเพียง 10 ตัว เกษตรกรยังต้องแบกรับค่าเลี้ยงดูอีก 10 ตัวที่ไม่สร้างรายได้ ปัญหาเหล่านี้จึงไม่อาจแก้ด้วยการบอกให้เกษตรกร “เลี้ยงวัวให้ดีขึ้น” แต่ต้องรู้ว่าควรแก้จุดไหนจึงจะลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ได้จริง นำมาสู่แนวคิด “โรงเรียนโคนม” (Dairy School) ที่ใช้องค์ความรู้ ข้อมูล การเชื่อมโยงเครือข่าย และเทคโนโลยีแก้ปัญหาให้ตรงกับสภาพจริงของแต่ละฟาร์ม

รศ. ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ที่ปรึกษา มจธ. มองว่า ปัญหาโคนมไทยมีความซับซ้อน ตั้งแต่การเลี้ยง อาหารสัตว์ การสืบพันธุ์ ไปจนถึงเทคโนโลยีและการตลาด จึงไม่อาจแก้ได้ด้วยมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง “โรงเรียนโคนม” จึงไม่ใช่การสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการ “เปลี่ยนฟาร์มให้เป็นห้องเรียน เปลี่ยนปัญหาจริงให้เป็นโจทย์” โดยให้เกษตรกร สหกรณ์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และมหาวิทยาลัยร่วมกันหาทางออก

“มจธ. ไม่ได้มีคณะเกษตรศาสตร์หรือสัตวแพทยศาสตร์ แต่เรามีจุดแข็งด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี ข้อมูล และการบริหารจัดการ จึงนำความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาเชื่อมกับองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเครื่องมือที่เกษตรกรนำไปใช้แก้ปัญหา ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ในฟาร์มได้จริง” รศ. ดร.ศักรินทร์ กล่าว

หนึ่งในจุดเด่นของโครงการคือการนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์ โดยทีม มจธ. พบว่า ข้อมูลทั้งปริมาณและคุณภาพน้ำนม สุขภาพโค และการสืบพันธุ์ ยังจัดเก็บกระจัดกระจายและไม่ได้ถูกนำมาใช้ช่วยเกษตรกรตัดสินใจอย่างเต็มที่ จึงพัฒนาระบบ Automated Data Pipeline และ Dashboard เพื่อรวบรวมและแสดงข้อมูลให้เข้าใจง่าย ช่วยให้เกษตรกรมองเห็นปัญหาและวางแผนปรับปรุงฟาร์มได้ตรงจุด

“ข้อมูลมีอยู่แล้ว แต่เกษตรกรไม่เคยได้เห็น Data เหล่านั้นในรูปแบบที่ใช้ตัดสินใจได้ เราจึงพยายามเปลี่ยนจาก Data ให้เป็น Information ให้เขาเห็นว่าฟาร์มตัวเองอยู่ตรงไหน แล้วค่อยตั้งเป้าว่าจะขยับไปตรงไหน” ศ. ดร.เชาวลิต กล่าว

โครงการยังเริ่มเห็นผลจากการนำองค์ความรู้ไปใช้ในฟาร์มจริง เช่น สำราญฟาร์ม จ.เพชรบุรี ที่ปรับสูตรอาหารโคโดยใช้วัตถุดิบในพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำนมเพิ่มจาก 510 เป็น 700 กิโลกรัมต่อวัน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2568 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 37% แม้จำนวนแม่โครีดนมลดจาก 54 เหลือ 52 ตัว ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่า การแก้ปัญหาให้ตรงจุดสามารถเพิ่มผลผลิตและสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนโค อีกทั้งการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่นยังช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และทำให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารมั่นคงขึ้นตั้งแต่ระดับฟาร์ม

อีกปัญหาที่โครงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคือ การสืบพันธุ์ของแม่โค โดยใช้ชุดตรวจ Early P-Check ตรวจการตั้งท้องจากน้ำนมได้ตั้งแต่ 45 วันหลังผสมเทียม ซึ่งผลการอบรมพบว่าผู้เข้าร่วมตรวจวิเคราะห์ได้ถูกต้อง 95% เมื่อเทียบกับการอัลตราซาวด์ ควบคู่กับการนำความรู้ด้านอาหาร การลดความเครียดจากอากาศร้อน และการจัดการโรงเรือนมาปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละฟาร์ม

เพื่อให้แนวทางเหล่านี้ตอบโจทย์เกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ปลายเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทีม มจธ. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงโคนมระดับโลกจาก University of Wisconsin–Madison ลงพื้นที่ฟาร์มโคนมในจังหวัดสุโขทัย เชียงใหม่ และสกลนคร เพื่อศึกษาปัญหาและสภาพการเลี้ยงโคนมที่แตกต่างกัน ก่อนนำองค์ความรู้ระดับโลกมาปรับให้เข้ากับบริบทของไทย แทนการใช้เทคโนโลยีหรือแนวทางเดียวกันกับทุกฟาร์ม

การดำเนินงานของ “โรงเรียนโคนม” มุ่งเปลี่ยนผ่านจากความเท่าเทียมเชิงรูปแบบ (Equality) ที่สนับสนุนทุกฟาร์มในเกณฑ์เดียวกัน ไปสู่ความเป็นธรรมตามความจำเป็นจริง (Equity) โดยใช้ข้อมูลรายฟาร์มเป็นฐานในการประเมิน เพื่อจัดสรรองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการติดตามดูแลให้ตรงจุดตามปัญหาจริง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่แต่ยังเข้าถึงทรัพยากรได้จำกัด แนวทางนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเปิดโอกาสให้เกษตรกรทุกกลุ่มเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อีกโจทย์สำคัญคือ “ใครจะเป็นคนเลี้ยงโคนมรุ่นต่อไป” เมื่อเกษตรกรจำนวนมากมีอายุ 50–60 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการสานต่องานที่หนักและแทบไม่มีวันหยุด ศ. ดร.เชาวลิต มองว่า การนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยบริหารฟาร์มอาจเปลี่ยนภาพการเลี้ยงโคนมให้เป็น “ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่” ที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น

โครงการจึงวางแผนขยายผลผ่านเจ้าหน้าที่ส่งเสริม 72 คน สู่เกษตรกร 840 ฟาร์ม ตั้งเป้าลดต้นทุน 12% เพิ่มผลผลิตเป็น 13.5 – 15 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน และคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 684 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเป้าหมายที่ต้องพิสูจน์จากการขยายผลจริงว่าจะช่วยให้เกษตรกรอยู่ได้และมีคนรุ่นใหม่กลับมาสานต่ออาชีพมากขึ้นเพียงใด

รศ. ดร.ศักรินทร์ กล่าวว่า การช่วยให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมได้อย่างมั่นคง ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งมหาวิทยาลัย สหกรณ์ ภาครัฐ แหล่งทุน และเกษตรกร เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของ “โรงเรียนโคนม” โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสานต่ออาชีพพระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยช่วยให้เกษตรกรปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง และทำให้อาชีพเลี้ยงโคนมมีรายได้มั่นคง เปลี่ยนภาพลักษณ์การทำฟาร์มโคนมให้กลายเป็น “ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้คนรุ่นใหม่อยากกลับมาสานต่ออาชีพที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้ยังคงอยู่คู่เกษตรกรไทยต่อไป และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน

รัฐบาล เตือนห้ามบินโดรน!! วันที่ 16 ต.ค. ห้ามบินโดรน ในพื้นที่ VT R1 กรุงเทพฯ ตามประกาศสำนักงานการบิน เพื่อความปลอดภัยประชุม IMF - World Bank

รัฐบาลย้ำเตือนวันที่ 16 ต.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 00.01-23.59 น. ห้ามบินโดรนในพื้นที่ VT R1 Bangkok City และพื้นที่เกี่ยวข้อง ตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนเพื่อสนับสนุนการรักษาความ ปลอดภัยให้การประชุม IMF - World Bank Annual Meeting 2026 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ที่มา : https://www.facebook.com/watch/?v=1619801722798373&rdid=ysmSHJjQzfrlzD2W

SABINA เปิดคอลเลคชั่น!! ชูคาแรคเตอร์ระดับโลก ส่งชุด "ซินามอโรล" ต้อนรับเทศกาล เติมสีสันโฟกัสความสบาย ขยายฐานลูกค้ากลยุทธ์คอลแลบ

‘SABINA’ เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ “ซินามอโรล” สร้างสีสันช่วงเทศกาล
ถ่ายทอดคาแรคเตอร์ระดับโลกสู่แฟชั่นไอเทม ภายใต้ธีม ‘ปาร์ตี้ลับ’
ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์คอลแลบคาแรคเตอร์ สร้างความหลากหลาย-ขยายฐานลูกค้าใหม่

กรุงเทพฯ 12 ตุลาคม 2569 : SABINA เปิดแนวรุกทำตลาดไตรมาสสุดท้ายของปี ด้วยการผนึกความร่วมมือกับ Sanrio เจ้าของคาแรคเตอร์ที่ได้รับความนิยมระดับโลก เปิดตัวชุดชั้นในคอลเลคชั่นใหม่ “Cinnamoroll” (ซินามอโรล) เผยจุดเด่นของสินค้า ที่เน้นสีสัน จินตนาการ และความสดใสของคาแรคเตอร์ ผสานกับการสวมใส่สบายภายใต้มาตรฐาน SABINA พร้อมเดินหน้าดึงความพิเศษในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองสื่อสารผ่านธีม “ปาร์ตี้ลับ” เพื่อสร้างโมเม้นท์ดีๆ ให้ลูกค้า มั่นใจได้รับกระแสตอบรับดีเหมือนที่ผ่านมา ตอกย้ำความสำเร็จของ SABINA ในการคอลแลบคาแรคเตอร์ดัง ที่สร้างความหลากหลายให้สินค้า และสร้างโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่

นางสาวพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดชั้นในภายใต้แบรนด์ “ซาบีน่า” เปิดเผยว่า SABINA เดินหน้าสร้างสีสันให้ตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการขาย ด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ “Cinnamoroll” (ซินามอโรล) อีกหนึ่งความร่วมมือระหว่าง SABINA กับ Sanrio เจ้าของคาแรคเตอร์ระดับโลก โดยคอลเลคชั่นนี้สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “Cinnamon’s Secret House Party” โดยสื่อสารผ่านปาร์ตี้ลับของเดอะแก๊งที่หลงรัก “ซินามอโรล” เพื่อต้อนรับเทศกาลเฉลิมฉลองและแชร์ช่วงเวลาดี ๆ ไปด้วยกัน

SABINA วางคอนเซปต์คอลเลคชั่น “ซินามอโรล” ที่สื่อสารถึงความสดใส ความน่ารักและกลิ่นอายของปาร์ตี้ ตั้งแต่การแต่งตัว การถ่ายรูป ไปจนถึงการใช้เวลาร่วมกับเพื่อนๆ ถ่ายทอดความรู้สึกให้เหมือนกับการก้าวเข้าไปอยู่ในโลกของ “ซินามอโรล” ที่เต็มไปด้วยสีสัน จินตนาการ และความพิเศษในทุกช่วงเวลา ซึ่งมั่นใจว่า จะได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆ “ซินามอโรล” โดยเฉพาะการถ่ายทอดเอกลักษณ์ของคาแรคเตอร์สู่แฟชั่นไอเทมที่ผสานทั้งดีไซน์และความสบาย เพื่อเติมความสนุกให้กับไลฟ์สไตล์ลูกค้า ขณะที่การเปิดตัวคอลเลคชั่นนี้ในช่วงใกล้กับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ จะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาดีๆ ให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น

สำหรับไอเท็มภายในคอลเลคชั่นนี้ จะประกอบด้วย ชุดชั้นในเซ็ตพิเศษที่ออกแบบ เพื่อถ่ายทอดความน่ารักละมุนของ “ซินามอโรล” ผ่านดีไซน์ สีสัน และรายละเอียดบนสินค้า โดยคงไว้ซึ่งความสบายและฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ให้ทุกลุคสนุกขึ้นและพร้อมเข้ากับบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองในช่วงปลายปี โดยวางจำหน่ายในราคา 390 – 990 บาท

“ที่ผ่านมา SABINA ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ยอดขายและการกระตุ้นกำลังซื้อจากการทำตลาดด้วยกลยุทธ์คอลแลบกับคาแรคเตอร์ระดับโลกที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น ขณะเดียวกัน เรายังพบว่า การผลิตและส่งมอบสินค้าคุณภาพด้วยคอลเลคชั่นพิเศษที่คอลแลบกับคาแรคเตอร์ต่างๆ นั้น ยังเป็นการเติมเต็มความสุขให้กับลูกค้า และยังทำให้ SABINA สามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น ด้วยทางเลือกของสินค้าที่หลากหลายขึ้น ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ทั้งในกลุ่มชุดชั้นในและกลุ่มที่ไม่ใช่ชุดชั้นใน” นางสาวพิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาดกล่าว

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์คอลเลคชั่น “Cinnamoroll” พร้อมให้ช้อปได้แล้ว ผ่านช่องทางออนไลน์ www.sabina.co.th, Line@ : @SabinaThailand, Facebook : SabinaThailand,Tiktok : Sabina_Thailand และ Instagram : Sabinathailand


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top