Monday, 12 October 2026
TheStatesTimes

'วราวุธ' ขอบคุณเจ้าหน้าที่เทศบาลสุพรรณฯ มอบข้าวสาร-ของบริจาคเกือบ 300 ชุด ชื่นชมเทศบาล-คนท้องถิ่นร่วมมือ น้ำเหนือเริ่มลด หวังสถานการณ์ดีขึ้น เตรียมเสริมคันเขื่อนป้องกันน้ำท่วม

“วราวุธ” พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ-ภาคเอกชน ขอบคุณ จนท.เทศบาลเมืองสุพรรณฯ ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย มอบข้าวสาร-เครื่องอุปโภคบริโภค

วันที่ 11 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งกลุ่มลุ่มน้ำท่าจีน พร้อมด้วยนายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายเอกพันธุ์ อินทร์ใจเอื้อ นายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี พล.ต.ต. อภิชิต สุรพินิจ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี และเครือโรงสีจากจังหวัดสุพรรณบุรี มอบข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคเกือบ 300 ชุด ให้เจ้าหน้าที่เทศบาลที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี

นายวราวุธ กล่าวว่า ขณะนี้น้ำจากทางตอนเหนือจะค่อยๆ เบาลง ปริมาณน้ำจะไม่หนักไปกว่านี้แล้ว และขณะนี้ฝนกำลังลงไปที่ภาคใต้ หวังเป็นอย่างยิ่งน้ำหน้าเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีจะค่อยๆ ลดลง ทั้งนี้ นายกฯมีการบ้านให้กับรัฐมนตรีทุกคนว่า พื้นที่ไหนที่น้ำท่วมอยากให้รัฐมนตรีไปช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกประชาชน ต้องขอบคุณทุกคนที่อยู่ในเขตเทศบาลที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือในการปกป้องพื้นที่จากน้ำท่วม โดยเฉพาะต้องขอบคุณนายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี และทีมงาน ซึ่งวิธีการกรอกกระสอบทราย การตั้งแนวกระสอบทรายของเทศบาล ได้รับการถ่ายทอดมาจากนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ซึ่งต่อมาตนได้ไปแนะนำเทคนิคดังกล่าวให้กับนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 81 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งภายหลังน้ำลดลง ตนได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ไปสำรวจเขื่อนกั้นน้ำทั้งหมดที่นายบรรหารทำเอาไว้ 15 ปีแล้วว่า ตรงไหนมีจุดอ่อน และมีน้ำผุดเข้ามา ที่สำคัญจะต้องเพิ่มคันเขื่อนกั้นน้ำขึ้นมาอีก 40-50 เซนติเมตร หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้งบประมาณมา เพราะถ้าเขื่อนแข็งแรงเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่จะเหนื่อยน้อยลงเท่านั้น

‘อาจารย์อุ๋ย’ จี้ ‘อนุทิน’ ตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม.!! ปมผังเมือง–น้ำท่วมซ้ำซาก ถึงเวลารัฐบาลตรวจสอบผู้ว่าฯ เน้นผังเมืองและพื้นที่รับน้ำ 'อนุทิน'ต้องใช้กฎหมายจริงจัง

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! ผังเมืองพัง น้ำท่วมซ้ำซาก! ถึงเวลา “อนุทิน” ใช้ดาบปลดผู้ว่าฯ กทม. ก่อนประชาชนต้องรับกรรมไม่รู้จบ!

11 ตุลาคม 2569 อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซ้ำซากไม่ควรจบแค่ด้วยคำว่า ”ฝนตกหนัก“ แล้วปล่อยให้ประชาชนก้มหน้ารับชะตากรรมทุกปี บ้านเรือนเสียหาย ร้านค้าขาดรายได้ ถนนกลายเป็นคลอง คนทำงานเดินทางลำบาก แต่ผู้บริหารเมืองต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดปัญหาจึงเกิดซ้ำ และได้แก้ไขต้นเหตุอย่างจริงจังแล้วหรือไม่

ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการวางผังเมือง การรักษาพื้นที่รับน้ำ และประสิทธิภาพของแผนป้องกันน้ำท่วม เพราะความผิดพลาดในการบริหารเมืองอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนับล้านคน

ผังเมืองผิดพลาด ใครต้องรับผิดชอบ?

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วนคือข้อกังวลเกี่ยวกับร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปี 2569 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รับน้ำและพื้นที่เปิดโล่งเมื่อเทียบกับผังเมืองฉบับปี 2556 หากมีการลดพื้นที่รับน้ำจริง รัฐบาลและกรุงเทพมหานครต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ลดลงเท่าใด เหตุผลคืออะไร และมีพื้นที่หรือมาตรการใดรองรับน้ำทดแทน

การพัฒนาเมืองต้องไม่ให้ผลประโยชน์จากการใช้ที่ดินอยู่เหนือความปลอดภัยของประชาชน หากการเปลี่ยนแปลงผังเมืองเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมโดยไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจย่อมต้องถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับความเสียหาย

ผังเมืองไม่ใช่เพียงเส้นสีบนแผนที่ แต่เป็นตัวกำหนดอนาคตของเมืองและความเสี่ยงที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญไปอีกหลายสิบปี

“อนุทิน” มีอำนาจตามกฎหมาย ปลดผู้ว่าฯ ได้

หลายคนอาจเข้าใจว่าผู้ว่าฯ กทม. มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ แต่ความจริงคือกฎหมายกำหนดกลไกไว้แล้ว

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 52 (8) ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมติคณะรัฐมนตรี สั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่งได้ เมื่อมีพฤติการณ์ตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการกระทำอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง หรือการปฏิบัติหน้าที่หรือละเลยหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานคร ราชการโดยส่วนรวม หรือสวัสดิภาพของประชาชน

นี่คืออำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่จริง ไม่ใช่เพียงข้อเรียกร้องทางการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและการวางผังเมืองอย่างเร่งด่วน หากพบว่าการปฏิบัติหน้าที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 52 (8) ก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้กลไกนี้ไร้ความหมาย เพียงเพราะผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดกับส่วนรวม

ต่างประเทศก็มีบทเรียนเรื่องสปิริตทางการเมือง

ในต่างประเทศ การแสดงความรับผิดชอบหลังเกิดวิกฤตร้ายแรงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การถูกปลดตามกฎหมาย แต่บางกรณีผู้บริหารตัดสินใจลาออกเองภายใต้แรงกดดันจากสังคม

ตัวอย่างเช่น คาร์ลอส มาซอน ผู้นำแคว้นบาเลนเซียของสเปน ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2025 หลังเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการรับมือกับมหาอุทกภัยในปี 2024 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 229 คน

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่และสังคมตั้งคำถามต่อการบริหาร ผู้ดำรงตำแหน่งย่อมต้องเผชิญแรงกดดันให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง แม้การลาออกไม่ได้หมายความว่ามีความผิดทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการยอมรับว่าความไว้วางใจของประชาชนมีความสำคัญกว่าการยึดติดกับตำแหน่ง

สำหรับกรุงเทพมหานคร หากมีหลักฐานว่าความบกพร่องในการบริหารหรือการวางผังเมืองก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง ผู้ว่าฯ ก็ควรพิจารณาความรับผิดชอบของตนเอง ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องพร้อมใช้กลไกตามกฎหมายเมื่อเข้าเงื่อนไข ไม่ใช่รอให้ประชาชนเรียกร้องจนหมดความอดทน

ตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เกราะกำบังความรับผิดชอบ และประชาชนไม่ควรต้องรับกรรมจากความผิดพลาดของผู้บริหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถึงเวลาแล้วที่นายอนุทินต้องแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนด้วยการตรวจสอบอย่างจริงจัง และพร้อมใช้กฎหมายเมื่อมีเหตุเข้าเงื่อนไข ผู้ว่าฯ ที่บริหารเมืองต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ส่วนรัฐบาลที่มีอำนาจกำกับดูแลต้องกล้าใช้อํานาจที่มีอยู่ เพื่อลงโทษผู้บริหารท้องถิ่นที่บกพร่องต่อหน้าที่ และป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดขึ้นซํ้าซากอีก

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/share/p/1C31i1oxBZ/?mibextid=wwXIfr

อว.จับมือ AIAT–OpenAI เปิดเวที Codex Hackathon Bangkok ดันคนรุ่นใหม่สร้างนวัตกรรม AI สุขภาพ 200 คนร่วมแข่งสร้างต้นแบบ AI กระตุ้นคนรุ่นใหม่เข้าใจลึกซึ้ง ผลักดันสู่สตาร์ทอัพระดับโลก

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัลแก่ทีมชนะเลิศในการประชันไอเดีย "AIAT × OpenAI Codex Hackathon Bangkok" เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และนักพัฒนากว่า 200 คน ร่วมสร้างสรรค์ต้นแบบนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการดูแลสุขภาพและสุขภาวะที่ดี (Wellness) หวังผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI ของภูมิภาค จัดโดย กระทรวง อว. ร่วมกับสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) และ OpenAI ผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร เข้าร่วม ณ ห้องประชุม To Be Number One เดอะไพน์ รีสอร์ท อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. และพันธมิตร มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ โดยมุ่งเน้นการดึงเครือข่ายระดับโลกอย่าง OpenAI เข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับขีดความสามารถของนักพัฒนาไทย การตามกระแสเทคโนโลยี AI เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่กระทรวง อว. อยากเห็นคือ การที่คนรุ่นใหม่มีความเข้าใจถึงรากฐานของเทคโนโลยีอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่เพียงแค่เรียนรู้การใช้งานสำเร็จรูป แต่ต้องรู้ลึกไปถึงโครงสร้างและเหตุผลเบื้องหลัง เพื่อให้คนไทยสามารถสร้างเทคโนโลยีของตนเอง และส่งออกไปแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

"เวทีแฮ็กกาธอนในวันนี้จึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ผมอยากย้ำว่าอย่ากลัวที่จะล้มเหลว เพราะความล้มเหลวคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ แต่เมื่อใดที่คุณทำสำเร็จเพียงครั้งเดียวโลกก็จะจดจำ สิ่งสำคัญคือหลังจบการแข่งขัน คุณต้องนำสิ่งที่ได้ไปสร้างสรรค์ผลงานให้เกิดขึ้นจริง และผลักดันตัวเองเข้าสู่ศูนย์บ่มเพาะ ที่กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุน โดยเฉพาะในด้านสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness) ซึ่งความรู้ที่ลึกซึ้งและแตกต่างนี้เอง คือศักยภาพสำคัญที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากเวทีโลกหรือซิลิคอนวัลเลย์ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นสตาร์ทอัพระดับโลกให้ได้ในที่สุด" รมว.อว. กล่าว

สำหรับผลการแข่งขันประชันไอเดียในเวที "AIAT × OpenAI Codex Hackathon Bangkok" มีทีมที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานต้นแบบนวัตกรรม AI ด้านสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness) ได้อย่าโดดเด่น ตอบโจทย์การใช้งานจริง และคว้ารางวัลไปครอง รวมทั้งสิ้น 5 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ: ทีม OpenAGI รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: ทีม Solace รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: ทีม หนูพร้อม และรางวัลชมเชย 2 รางวัล: ทีม NeWReaSoN และ ทีม บ้านบางแค ซึ่งทุกทีมที่ได้รับรางวัลจะได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากกระทรวง อว. เพื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะ และพัฒนาต่อยอดผลงานสู่การเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพที่สามารถใช้งานได้จริงในระดับประเทศและระดับสากลต่อไป

ที่มา : https://www.mhesi.go.th/index.php/news-and-announce-all/news-and-activities/124-news-yodchanan/12679-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%A7-%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81-openai-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0-aiat-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%AE%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E-%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.html

Recycle Station พีทีที สเตชั่น 6 สาขา!! เดินหน้ารับวัสดุใช้แล้วทุกเสาร์–อาทิตย์ ก้าวสู่ปีที่ 2 ขยายวัสดุรับ ต้อนรับพันธมิตร PRISM เสริมศักยภาพ รับน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วและพลาสติกยืด สะท้อนความร่วมมือผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน

โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" ฉลองก้าวสู่ปีที่ 2 เดินหน้าขยายการรับวัสดุรีไซเคิล พร้อมเปิดรับสมาชิกใหม่ PRISM

12 ตุลาคม 2569 – กรุงเทพมหานคร มูลนิธิมือวิเศษ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด และ GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว โดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมฉลองการก้าวสู่ปีที่ 2 ของโครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" พร้อมขอบคุณประชาชนทุกคนที่ร่วมคัดแยกและส่งต่อวัสดุใช้แล้วเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา และร่วมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โครงการเดินหน้าสู่ปีที่ 2 พร้อมต่อยอดความสำเร็จด้วยการต้อนรับพันธมิตรใหม่อย่าง PRISM หรือ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขยายประเภทวัสดุที่เปิดรับ เพื่อร่วมสร้างคุณค่าใหม่ให้ทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ไฮไลต์ความสำเร็จของโครงการ

• ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ประชาชนร่วมส่งต่อวัสดุใช้แล้วกว่า 170,000 กิโลกรัม ผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่นที่ร่วมโครงการ เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและสร้างมูลค่าใหม่ ลดปริมาณขยะฝังกลบ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

• ขยายการรับวัสดุใช้แล้วจาก 8 สู่ 10 ประเภท โดยเพิ่มการรับ น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และ พลาสติกยืด เช่น ฟิล์มห่อสินค้า ฟิล์มยืด และถุงพลาสติกสะอาด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น

• ต้อนรับพันธมิตรใหม่  PRISM หรือ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น  โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

• เดินหน้าสานต่อโครงการผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่น 6 สาขา ทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถนำวัสดุใช้แล้วเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ง่าย ใกล้บ้าน และต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา โครงการได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการนำวัสดุใช้แล้วมาส่งรวมกว่า 170,000 กิโลกรัม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 400,000 กิโลกรัม CO₂e  ต่อปี เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 30,000 ต้น ครอบคลุมวัสดุรีไซเคิลทั้ง 8 ประเภท ประกอบด้วย กระดาษรวมกว่า 80,000 กิโลกรัม กระดาษขาวดำกว่า 3,000 กิโลกรัม กล่อง UHT กว่า 3,000 กิโลกรัม กระป๋องอะลูมิเนียมกว่า 90,000 กิโลกรัม กระป๋องสังกะสีกว่า 1,000 กิโลกรัม ขวดแก้วกว่า 20,000 กิโลกรัม ขวดพลาสติกใสกว่า PET 20,000 กิโลกรัม และขวดพลาสติกขุ่น HDPE กว่า 1,000 กิโลกรัม สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลดปริมาณขยะฝังกลบ เพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ และร่วมสร้างเมืองที่สะอาดและยั่งยืน

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนที่ร่วมคัดแยกและส่งมอบวัสดุใช้แล้วอย่างต่อเนื่อง โดยวัสดุที่ได้รับผ่านโครงการจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อรีไซเคิลหรือสร้างมูลค่าเพิ่มกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

ก้าวสู่ปีที่ 2 โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" ได้ขยายการรับวัสดุใช้แล้วเพิ่มอีก 2 ประเภท ได้แก่ น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และ พลาสติกยืด เช่น ฟิล์มห่อสินค้า ฟิล์มยืด และถุงพลาสติกสะอาด ที่สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างเหมาะสม ช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมและตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ โครงการยังได้ต้อนรับ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (PRISM) เข้าร่วมเป็นพันธมิตรใหม่ เพื่อร่วมเสริมศักยภาพการบริหารจัดการวัสดุใช้แล้วและวัสดุรีไซเคิล ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการรวบรวม คัดแยก และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยยกระดับเครือข่ายการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จในปีแรก โครงการ ‘แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม’ พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 2 ด้วยการขยายประเภทวัสดุที่เปิดรับ การเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตร และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึง Recycle Station ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมลดปริมาณขยะฝังกลบ เพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมเศรษฐกิจหมุนเวียนและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 

โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" เปิดให้บริการผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่น ทั้งหมด 6 สาขา ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 08.30–17.30 น. ได้แก่ 1.) สาขาอเวนิว แจ้งวัฒนะ 2.) สาขารามอินทรา กม.3 (ขาเข้า) 3.) สาขามีนบุรี 4.) สาขาสรรพาวุธ-บางนา 5.) สาขาอุดมสุข 6.) สาขาสุขสวัสดิ์ (ขาออก)

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

• เฟซบุ๊ก GC YOUเทิร์น https://www.facebook.com/YOUTURNPLATFORM

• เฟซบุ๊ก PTT Station https://www.facebook.com/pttstationofficial

• เฟซบุ๊ก WasteBuy Delivery https://www.facebook.com/share/16XNVvhkTh/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top