Saturday, 24 October 2026
TheStatesTimes

‘เอกนิติ’ เปิดประตูรับทุนฮ่องกง!! หารือฮ่องกงดึงโอกาสธุรกิจ เจาะศักยภาพไทยในเอเปค เดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือ หวังผลักดันยอดลงทุนเพิ่ม

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวันกับนาย Bernard Chan ประธานสภาธุรกิจฮ่องกง-ไทย (Chairman, Hong Kong–Thailand Business Council) และผู้นำภาคธุรกิจฮ่องกง ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 33 (The 33rd APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม Grand Hyatt เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้นำเสนอศักยภาพและโอกาสการลงทุนในประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคธุรกิจฮ่องกงสู่ไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/100069288816651/posts/1441110211541926/?rdid=2VFY0hqku59PmgsX#

ปตท. จัดประกวดศิลปกรรม!! เทศกาลศิลป์ครบรอบ 48 ปี รวมผลงาน 1,974 ชิ้นทั่วประเทศ มอบรางวัลกว่า 1.2 ล้านบาท สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

48 ปี ปตท. ต่อยอดพลังสร้างสรรค์ จุดประกายอนาคต ผ่านเวทีศิลปกรรม ปตท.

วานนี้ (21 ตุลาคม 2569) - ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดศิลปกรรม ปตท. ประจำปี 2569 รวม 48 รางวัล มูลค่ากว่า 1,200,000 บาท เนื่องในโอกาสครบรอบ 48 ปี ปตท. เพื่อส่งเสริมศักยภาพศิลปินไทยและเปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ โดยในปีนี้ได้รับความสนใจจากศิลปินทั่วประเทศ ส่งผลงานเข้าประกวดรวม 1,974 ผลงาน แบ่งเป็นผลงานทัศนศิลป์ 1,539 ผลงาน และศิลปะดิจิทัล 435 ผลงาน ผ่านการพิจารณาคัดเลือกและตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะจากหลากหลายแขนง จำนวน 15 ท่าน สะท้อนถึงพลังความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของศิลปินไทย

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ ปตท. มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ และเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” ซึ่งการเสริมสร้างสังคมไทยให้แข็งแรงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถและโอกาส โดย ปตท. เชื่อมั่นว่าศิลปะมีบทบาทสำคัญในการสร้างคุณค่าให้กับสังคม และต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้แก่ประเทศได้ จึงจัดให้มีการประกวดศิลปกรรม ปตท. อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2529 โดยหัวข้อการประกวดแต่ละปีนั้นสะท้อนบริบทของสังคมในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีผลงานส่งเข้าประกวดรวมกว่า 49,000 ผลงาน

สำหรับปี 2569 ในวาระครอบรอบ 48 ปี ปตท. จึงจัดให้มีการประกวด 2 รายการ ได้แก่ PTT Art Awards 2026 การประกวดผลงานประเภททัศนศิลป์ ภายใต้หัวข้อ “พลังชีวิต พลังอนาคต” จำนวน 32 รางวัล และ PTT Digital Arts 2026 การประกวดผลงานประเภทศิลปะดิจิทัล ภายใต้หัวข้อ“ส่งพลัง สร้างอนาคต” จำนวน 16 รางวัล รวมจำนวน 48 รางวัล มูลค่ากว่า 1,200,000 บาท พร้อมรางวัล CEO Awards และ Popular Vote ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการโหวตรางวัลขวัญใจมหาชน บนช่องทาง Facebook: We Love PTT ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจและร่วมโหวตมากกว่า 6,000 โหวต รวมทั้งยังผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยนำผลงานศิลปะร่วมแสดงกว่า 170 ผลงาน จัดแสดงตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา พร้อมเปิดจำหน่ายผลงาน เพื่อสร้างรายได้และโอกาสในวงการศิลปะให้แก่ศิลปินไทย ตลอดจนนำผลงานไปต่อยอดเป็นของที่ระลึก และประยุกต์ศิลปะดิจิทัลเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน

นอกจากนี้ ปตท. ยังเปิด “PTT Art Awards Exhibition 2026” นิทรรศการแสดงผลงานรางวัลศิลปกรรม ปตท. ประจำปี 2569 เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมและให้กำลังใจผลงานของศิลปินโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่ PTT ART GALLERY ณ บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ ตลอดเดือนตุลาคม 2569

อว. เตรียมจัดสรรทุน Thailand Scholarships ปี 2570 สนับสนุนชาวต่างชาติ 3 กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงนักศึกษาอาเซียนและบุคลากรลาว ยกระดับการศึกษานานาชาติในไทย เตรียมประกาศรายละเอียดและสมัครเร็วๆ นี้

อว. เตรียมจัดสรรทุน Thailand Scholarships ปี 2570 เปิด 3 กลุ่มเป้าหมาย รับนักศึกษาต่างชาติ–บุคลากรลาวและกัมพูชา

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เตรียมเดินหน้าโครงการ Thailand Scholarships ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สนับสนุนทุนการศึกษาแก่ชาวต่างชาติ 3 กลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุมทั้งนักศึกษาจากประเทศสมาชิกอาเซียน นักศึกษาต่างชาติทุกสัญชาติ และบุคลากรจาก สปป.ลาว และกัมพูชา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศ ยกระดับความเป็นสากลของระบบอุดมศึกษาไทย และเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทย
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายความร่วมมือกับต่างประเทศด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาไทยมีบทบาทในเวทีการศึกษาระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้เข้าถึงหลักสูตรการศึกษาและการฝึกอบรมในประเทศไทย
สำหรับทุนการศึกษาภายใต้โครงการ Thailand Scholarships ปีงบประมาณ 2570 แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ทุนสำหรับนักศึกษาจากประเทศสมาชิกอาเซียน
มุ่งสนับสนุนนักศึกษาที่มีสัญชาติของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในสถาบันอุดมศึกษาไทย โดยเน้นหลักสูตรนานาชาติหรือหลักสูตรที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียน

กลุ่มที่ 2 ทุนสำหรับนักศึกษาต่างชาติทุกสัญชาติ
เปิดกว้างสำหรับชาวต่างชาติโดยไม่จำกัดสัญชาติ ครอบคลุมการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และทุนแลกเปลี่ยนระยะสั้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้เรียนจากทั่วโลกเข้ามาศึกษา แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในสถาบันอุดมศึกษาของไทย พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการศึกษานานาชาติ

กลุ่มที่ 3 ทุนสำหรับบุคลากรจาก สปป.ลาว และกัมพูชา
มุ่งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยบุคลากรจาก สปป.ลาว มีโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรม ขณะที่บุคลากรจากกัมพูชาครอบคลุมการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ตลอดจนหลักสูตรฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนระยะสั้น

การเตรียมดำเนินโครงการ Thailand Scholarships ปีงบประมาณ 2570 สะท้อนทิศทางของ อว. ในการใช้ทุนการศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ พัฒนากำลังคน และขยายเครือข่ายทางวิชาการ โดยมุ่งให้นักศึกษาต่างชาติและบุคลากรจากประเทศเป้าหมายได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะผ่านระบบอุดมศึกษาของไทย
ทั้งนี้ ผู้สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดทุน คุณสมบัติผู้สมัคร สาขาวิชา สถาบันที่เข้าร่วม และกำหนดการรับสมัครจากกระทรวง อว. เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนก่อนดำเนินการสมัคร ที่เว็บไซต์ https://www.mhesi.go.th/

ที่มา : https://study-d.com/thailand-scholarships/?fbclid=IwdGRjcAVFInVjbGNrBUUiYmV4dG4DYWVtAjExAHBkb2YFc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEedVlE_kA9jFU3h5KTVHC0jyJPFGxmdkGU0YdF5A_M9bgd45ujqZJ4uNQlpo0_aem_HWjqxltZhiugR4KLbyLuHg#google_vignette

'รัดเกล้า' หนุนกฎหมายแรงงาน–ค้ามนุษย์!! ชู 4 ช่องโหว่ค้ามนุษย์ เร่งรัดคดีแต่คุ้มครองเหยื่อ เสนอกลไกส่งต่อพยานหลักฐาน เปลี่ยนรัฐสู่ป้องกันเชิงรุก

“รัดเกล้า” หนุนร่างกฎหมายศาลแรงงาน–ค้ามนุษย์ จี้อุด 4 ช่องโหว่ ย้ำ “คดีต้องจบเร็ว แต่เหยื่อต้องไม่เสียสิทธิ”

21 ตุลาคม 2569 – รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยเห็นว่าการเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมจะช่วยลดภาระของลูกจ้างและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอให้อุด 4 ช่องโหว่สำคัญ เพื่อไม่ให้ความรวดเร็วกลายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกเอาเปรียบซ้ำ

นางรัดเกล้าระบุว่า การทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีอำนาจต่อรองและขาดทรัพยากรในการต่อสู้คดี แต่สภาต้องไม่มองเพียงความเร็วในการพิจารณาคดี เพราะ “การทำให้คดีจบเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะได้รับความยุติธรรมมากขึ้นเสมอไป” จึงฝากข้อเสนอ 4 ประเด็นให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ

1. ป้องกันนายจ้างใช้เงินกดดันลูกจ้างให้ถอนฟ้อง
ลูกจ้างและนายจ้างมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ขาดรายได้ระหว่างดำเนินคดีและยังต้องรับผิดชอบครอบครัว อาจจำยอมรับเงินชดเชยเพียงบางส่วนเพื่อแลกกับการถอนเรื่องร้องเรียน นางรัดเกล้าจึงเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการแยกการเรียกร้องเงินชดเชยออกจากการพิจารณาความผิดทางอาญา พร้อมคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างถูกกดดันจนต้องสละสิทธิของตนเอง

2. มีกลไกส่งต่อคดีค้ามนุษย์โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ผู้เสียหายอาจเริ่มจากการร้องเรียนปัญหาแรงงานทั่วไป ก่อนพบข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ เช่น การยึดหนังสือเดินทาง การกักขัง หรือการบังคับใช้แรงงาน เมื่อร่างกฎหมายกำหนดให้ศาลแรงงานไม่รับคดีที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา จึงจำเป็นต้องมีกลไกส่งต่อคดี (Power of Transfer) ที่ชัดเจน สามารถส่งต่อข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานไปยังศาลที่มีอำนาจได้โดยไม่สร้างภาระให้ผู้เสียหายต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด รวมถึงต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิด้านอายุความอย่างเหมาะสม

3. อย่าปล่อยให้คนผิดติดคุก แต่เหยื่อกลับบ้านมือเปล่า
นางรัดเกล้าย้ำว่า ความยุติธรรมต้องครอบคลุมทั้งการนำผู้กระทำผิดมารับโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม เพราะในบางกรณี เมื่อจำเลยรับสารภาพ คดีอาญาอาจสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายของผู้เสียหายยังรวบรวมไม่ครบถ้วน จึงควรกำหนดแนวทางให้สิทธิในการเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างจ่าย ค่าสินไหมทดแทน และการเยียวยาความเสียหาย สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สูญหายไปเพียงเพราะคดีอาญาจบลงแล้ว

4. เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ จากรอให้เกิดเหตุเป็นป้องกันเชิงรุก
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่จำนวนกฎหมายหรือศาลเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐอย่างไร้รอยต่อ นางรัดเกล้าจึงเสนอให้ศาล อัยการ ตำรวจ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำแนวทางหรือข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน เพื่อให้การส่งต่อข้อมูลและการช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัดระหว่างหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น ตรวจสอบประกาศรับสมัครงานที่น่าสงสัยบนอินเทอร์เน็ต และแจ้งเตือนประชาชนก่อนตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ไม่ใช่เพียงรอให้ประชาชนประสบปัญหาแล้วจึงเข้าช่วยเหลือ

นางรัดเกล้ายืนยันว่า เห็นชอบและรับหลักการร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ โดยมองว่าการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต้องมุ่งอุดช่องโหว่ให้ครบถ้วน เพื่อให้กฎหมายเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

“การทำงานในชั้นกรรมาธิการต้องมองไกลกว่าตัวหนังสือ ช่วยกันอุดช่องโหว่สำคัญ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น โดยไม่ทิ้งผู้เสียหายไว้ข้างหลัง เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คดีจบเร็ว แต่ต้องทำให้คนที่ถูกเอาเปรียบได้รับความเป็นธรรม และมีโอกาสลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://youtu.be/mmeY2FrJTN8?si=UMhk8jik6rY3BYhA

แรงงาน ขับเคลื่อนมาตรฐานกองถ่าย!! กระทรวงแรงงานหารือร่วมวงการบันเทิง วางเกณฑ์ "Turn Around" 10 ชั่วโมงพักผ่อน ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ปฏิบัติงานกองถ่าย ผลักดันแนวทางปลอดภัยและสวัสดิภาพแรงงาน

ก.แรงงาน จับมือคนบันเทิง ถกมาตรฐานกองถ่ายปลอดภัย เล็งตกลงเวลาพัก “Turn Around” 10 ชม. ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเบื้องหลัง

กรุงเทพฯ, 21 ต.ค. 2569 — กระทรวงแรงงาน เดินหน้าขับเคลื่อนสวัสดิภาพคนทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิง โดยนายจุลพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดโต๊ะประชุมหารือร่วมกับสมาคมวิชาชีพ ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ และละคร เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานในกองถ่ายที่ลดผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และชีวิตของคนทำงาน ณ กระทรวงแรงงาน

การหารือครั้งนี้มีประเด็นสำคัญว่าด้วยชั่วโมงการทำงานและการพักผ่อน โดยที่ประชุมได้หยิบยกข้อเสนอเรื่อง “เวลาพักระหว่างรอบการทำงาน” (Turn Around) อย่างน้อย 10 ชั่วโมง ซึ่งผลการพูดคุยพบว่าผู้เข้าร่วมประชุมเกินกว่าครึ่งเห็นพ้องกับแนวทางดังกล่าว โดยในเบื้องต้นแต่ละสมาคมวิชาชีพจะนำมตินี้ไปรณรงค์และผลักดันให้เกิดการปรับใช้จริงภายในเครือข่าย ขณะที่ประเด็นเรื่อง “การจำกัดเพดานชั่วโมงการทำงานต่อวัน” นั้น ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันต่อไป เนื่องจากลักษณะงานกองถ่ายมีมิติความยืดหยุ่นที่ซับซ้อน

การประชุมดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากตัวแทนภาคอุตสาหกรรมบันเทิงและภาควิชาการกว่า 30 รายชื่อ ครอบคลุมทุกภาคส่วนทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง และผู้ผลิต อาทิ:

กลุ่มผู้กำกับและนักแสดง: นายชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล และ น.ส.มิณราญาพร สำนองคำ (สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย), นายณัฏฐ์ กิจจริต และ นายธนายุทธ ฐากูรอรรถยา (สมาคมนักแสดงฯ)

กลุ่มบุคลากรสายวิชาชีพเฉพาะทาง: ตัวแทนจากสมาคมผู้กำกับภาพ นำโดย นายธีระวัฒน์ รุจินธรรม และนายกิตติพัฒน์ จินะทอง, สมาคมวิชาชีพนักเขียนบทไทย (นายเกรียงไกร วชิรธรรมพร, นายจักรภัทร ทรงพลนภจร), สมาคมนักลำดับภาพไทย (นายมานุสส วรสิงห์, นายสุชาติ แสงชู), สมาคมนักสร้างเสียงฯ, สมาคมนักจัดหาสถานที่ฯ และตัวแทนฝ่ายศิลปกรรม

กลุ่มผู้ผลิต ค่ายภาพยนตร์ และสตูดิโอ: ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล (ไบสัน ไอเดีย), นายวิรัตน์ เฮงคงดี (คาร์แมนไลน์ สตูดิโอ), ตัวแทนจาก ทรู ซีเจ ครีเอชั่นส์, จังก้า สตูดิโอ, ลิฟวิ่ง ฟิล์ม, สตูดิโอคำม่วน, GMM TV, True Visions NOW รวมถึงผู้แทนจากกลุ่มธุรกิจอุปกรณ์และสตูดิโออย่าง GearHead, ที-เรค (ประเทศไทย) และ TACGA

ภาควิชาการ: ดร.อภิเชฐ กำภู ณ อยุธยา และ ผศ. ดร.ภัคคพร พิมสาร จากวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีความตั้งใจจริงในการผลักดันให้เกิดมาตรฐานการทำงานที่เป็นธรรมและปลอดภัยในอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง โดยหลังจากนี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะทั้งหมดไปวางกรอบทางกฎหมายและจัดทำแนวทางมาตรฐานการทำงาน (Standard Guidelines) สำหรับกองถ่ายภาพยนตร์และละครเพื่อบังคับใช้ในระยะต่อไป

สภานายิกาสภากาชาดไทย 133 ปี กับ 4 พระองค์ในตำแหน่ง ล่าสุด 'พระราชินีสุทิดา' รับหน้าที่ สานต่อภารกิจมนุษยธรรมสำคัญ องค์กรสภากาชาดไทยเติบโตไม่หยุด

133 ปี 4 พระองค์! “พระราชินีสุทิดา” ทรงรับตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย สืบต่อภารกิจจากสมเด็จพระราชินีในอดีต

ตำแหน่งหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 133 ปี และตลอดเวลาที่ผ่านมา มีพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในทรงดำรงตำแหน่งนี้เพียง 4 พระองค์เท่านั้น
ล่าสุด **สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี** ทรงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง **“สภานายิกาสภากาชาดไทย”** อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ภายหลังตำแหน่งนี้ว่างลงนับตั้งแต่การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตำแหน่งนี้ไม่ได้เพิ่งมีขึ้นในยุคปัจจุบัน หากมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2436 สภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม ซึ่งต่อมากลายเป็นสภากาชาดไทย ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความพยายามช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บในช่วงความขัดแย้งระหว่างสยามกับฝรั่งเศส

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในวันนั้น องค์กรแห่งนี้ค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในองค์กรด้านมนุษยธรรมที่สำคัญของประเทศไทย
และเมื่อย้อนดูรายพระนามผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาตลอดประวัติศาสตร์ จะพบว่ามีทั้งหมด 4 พระองค์

**พระองค์ที่ 1 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ (พ.ศ. 2436–2462)**
ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาพระองค์แรกตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสภาอุณาโลมแดงในสมัยรัชกาลที่ 5
ในยุคที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบสาธารณสุขและหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างกว้างขวางเหมือนปัจจุบัน การก่อตั้งองค์กรเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจึงถือเป็นก้าวสำคัญ

**พระองค์ที่ 2 สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (พ.ศ. 2463–2498)**
เดิมทรงเป็นสภาชนนีตั้งแต่ยุคก่อตั้ง ก่อนทรงรับตำแหน่งสภานายิกาสืบต่อจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
ตลอดหลายทศวรรษนั้น สภากาชาดสยามได้พัฒนาบทบาทด้านการแพทย์และการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นสภากาชาดไทยในปี 2482

**พระองค์ที่ 3 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (พ.ศ. 2499–2568)**
ทรงได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2499 และทรงดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 69 ปี
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ทรงสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ การบริการโลหิต การบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย และการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน
สำหรับคนไทยหลายรุ่น พระราชกรณียกิจด้านสภากาชาดไทยจึงเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญที่เชื่อมโยงกับพระองค์มาอย่างยาวนาน

**พระองค์ที่ 4 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี (พ.ศ. 2569–ปัจจุบัน)**
ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นสภานายิกาสภากาชาดไทย มีผลตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 นับเป็นการเริ่มต้นอีกช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ขององค์กรที่มีอายุกว่า 133 ปี

ปัจจุบัน สภากาชาดไทยไม่ได้ทำงานเพียงการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเหมือนในยุคแรกเริ่มเท่านั้น
แต่ยังมีภารกิจสำคัญทั้งการรักษาพยาบาล การจัดหาและบริการโลหิต การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน

เบื้องหลังงานเหล่านี้มีทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครจำนวนมากที่ทำงานอยู่ทั่วประเทศ
นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ 133 ปีของสภากาชาดไทยมีความหมายมากกว่าเพียงรายพระนามผู้ดำรงตำแหน่ง

เพราะจากวันที่องค์กรเริ่มต้นขึ้นเพื่อช่วยเหลือทหารบาดเจ็บ มาจนถึงวันที่มีหน่วยรับบริจาคโลหิต โรงพยาบาล และทีมบรรเทาทุกข์ที่ช่วยเหลือประชาชนในยามเดือดร้อน ภารกิจด้านมนุษยธรรมยังคงดำเนินต่อไป

จากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สู่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา ระยะเวลากว่า 133 ปีผ่านไปแล้ว
และเรื่องราวบทต่อไปของสภากาชาดไทย ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในปี 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/61551349085935/posts/122272206980044969/?rdid=KCUESQQgRzp4lecV#

DNA จากรุ่นสู่รุ่น เปิดเส้นทาง “พลอย เบนซ์ทองหล่อ” กับวิชาธุรกิจนอกตำรา “ใช้ใจแลกใจ” สานต่อบริการด้วยหลัก “ซื่อสัตย์-ใส่ใจ” ยึดคำมั่น “ไม่ใช่แค่เหมือนเดิม แต่ต้องดีกว่าเดิม”

ถ้าพูดถึงชื่อ “เบนซ์ทองหล่อ” เชื่อว่าในแวดวงคนรักรถหรูคงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่หลายคนอาจจะเคยสงสัยอยู่ในใจว่า เอ๊ะ... ในเมื่อโชว์รูมและศูนย์บริการตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ย่าน ‘รามอินทรา’ แล้วทำไมถึงยังใช้ชื่อ ‘เบนซ์ทองหล่อ’ อยู่? 

“พลอย” พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ ได้ให้คำนิยาม “เบนซ์ทองหล่อ” ไว้ว่า “ความเป็นเบนซ์ทองหล่อ ไม่ใช่แค่ชื่อหรือสถานที่ขายรถ แต่คือ DNA คือตัวตนที่สะท้อนการดูแลลูกค้าแบบคนในครอบครัว ดังนั้นไม่ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน เอกลักษณ์นี้ก็จะยังคงอยู่”

ตำนานที่เริ่มต้นจาก ‘พลาสติกติดเทป’ สู่ชื่อที่ไม่มีวันเปลี่ยน

ย้อนกลับไปในยุคบุกเบิก โชว์รูมแห่งแรกไม่ได้หรูหราโอ่อ่าอย่างทุกวันนี้ คุณพ่อวสันต์ (ผู้ก่อตั้ง) เริ่มต้นจากการขายรถผ่านทางโทรศัพท์บนตึกที่ไม่มีรถจอดโชว์สักคัน จนกระทั่งขยับขยายมาเปิดหน้าร้านแห่งแรกที่ ‘ซอยทองหล่อ’ ด้วยความที่ทุนสร้างยังมีไม่มาก หน้าต่างโชว์รูมในวันนั้นจึงทำจากพลาสติกติดเทปใสธรรมดา ๆ แต่นั่นกลับเป็นจุดกำเนิดของชื่อ “เบนซ์ทองหล่อ” ที่โด่งดังไปทั่วประเทศ

เวลาล่วงเลยผ่านไป กิจการเติบโตขึ้นจนต้องขยายพื้นที่ และตัดสินใจรวบรวมศูนย์บริการมาไว้ที่ ‘รามอินทรา’ แบบครบวงจร แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพลอยตัดสินใจเด็ดขาดคือ “เราจะไม่ทิ้งชื่อเบนซ์ทองหล่อ” เพราะชื่อนี้ก้าวข้ามคำว่าโลเคชันไปแล้ว แต่คือสัญลักษณ์ของความเชื่อใจ และการต้อนรับที่อบอุ่นแบบฉบับเบนซ์ทองหล่อนั่นเอง

จากเด็กหญิงที่วิ่งเล่นในออฟฟิศ สู่เก้าอี้ CEO

คุณพลอยไม่ได้เพิ่งก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้เมื่อวานซืน แต่เธอคือสายเลือดหนึ่งเดียวที่คลุกคลีกับกลิ่นเบาะหนังและเสียงเครื่องยนต์มาตั้งแต่จำความได้ ภาพวัยเด็กของเธอคือเด็กผู้หญิงที่เลิกเรียนปุ๊บ ก็มาวิ่งเล่นในออฟฟิศเพื่อรอคุณพ่อกลับบ้านทุกเย็น

เธอเติบโตมาพร้อมกับภาพจำในยุครุ่งเรืองที่คุณพ่อสร้างสรรค์ไอเดียระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการนำรถเบนซ์ไปให้ผู้นำระดับโลกใช้ในงานประชุมผู้นำนานาชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวรถ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี “รถยืด” (Limousine) เข้ามาทำในไทยจนได้มีโอกาสถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมไปถึงการฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งที่คุณพ่อพลิกวิกฤตเปิด ‘ตลาดนัดคนเคยรวย’ จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก วันนี้ในฐานะ CEO เธอรับไม้ต่อในการบริหารแบบเต็มตัว พร้อมกับประสบการณ์ที่หล่อหลอมเธอมาทั้งชีวิต

“วิชาธุรกิจจากคุณพ่อ ไม่มีคู่มือข้อ 1 2 3 แต่คือการซึมซับผ่านการลงมือทำ การกัดฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจหล่อหลอมให้เรามีความอดทนและพร้อมรับมือกับทุกปัญหาโดยไม่รู้ตัว” พลอยกาญจน์กล่าว

วิชา ‘ใจแลกใจ’ นอกตำราของคุณพ่อวสันต์

สิ่งที่ได้รับถ่ายทอดจากคุณพ่อไม่ใช่ทฤษฎีธุรกิจที่สวยหรู แต่คือการเรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตและการทำงานเคียงข้างท่านมาตลอด เธอซึมซับความอดทนจากการมองเห็นคุณพ่อแก้ปัญหาในทุกวิกฤต

และมรดกทางความคิดชิ้นสำคัญที่สุดที่คุณพ่อถ่ายทอดให้คือปรัชญา “ใจแลกใจ” คุณพ่อมักสอนเสมอว่า หากอยากได้ใจลูกค้า เราต้องเป็นฝ่ายให้ใจเขาก่อน ความซื่อสัตย์และการรักษาชื่อเสียงไม่ให้มีประวัติด่างพร้อย คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเบนซ์ทองหล่อด้วย “ความสบายใจ” เสมอ

สไตล์ ‘พลอย เบนซ์ทองหล่อ’ รักษาแก่นแท้ แต่ติดปีกให้ทันสมัย

ในวันที่อุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนโฉมหน้า ทั้งจากนโยบายของบริษัทแม่ และจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่เข้ามามีผลต่อความต้องการของลูกค้า นี่คือจุดที่ทำให้เธอ “คิดเพื่อปรับ” สไตล์การบริหารยุคใหม่เข้ามาผสานกับ DNA เดิม

วันนี้ การต่อสู้กันที่ “ราคา” ไม่ใช่หัวใจสำคัญอีกต่อไป หากแต่เป็น “การบริการ” ที่จะได้ใจลูกค้า เธอจึงปรับเข็มทิศให้ทีมงานเปลี่ยนทักษะจากการเป็น “นักขาย” มาเป็น “ผู้ดูแลลูกค้า” ที่ยังคงรักษาเสน่ห์ความอบอุ่นแบบคุณพ่อไว้เต็มเปี่ยม แต่เสริมทัพด้วยความรวดเร็วในการแก้ปัญหา (Take Action) กล้าตัดสินใจ และเปิดรับฟังลูกค้าอย่างเต็มที่ นอกจากนี้เธอยังเดินหน้าสื่อสารแบรนด์ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อพาความคลาสสิกของเบนซ์ทองหล่อไปทำความรู้จักกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงก็สามารถนำทัพธุรกิจรถยนต์ฝ่าพายุการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่งและสง่างาม

“ลูกค้าเพียง 1 คน คือกระบอกเสียงที่ทรงพลังที่สุด ฐานลูกค้ากว่าหมื่นรายคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล ที่เราพร้อมจะตอบแทนด้วยความใส่ใจที่ดียิ่งกว่าเดิม” นี่คือสิ่งที่พลอยกาญจน์ตระหนักและเห็นความสำคัญอย่างยิ่ง

คำขอบคุณจากหัวใจ ถึงลูกค้าที่เติบโตมาด้วยกัน

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ฐานลูกค้ากว่า 10,000 ราย คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดถึงความเชื่อมั่นที่ทุกคนมีให้เบนซ์ทองหล่อ-รามอินทรา ลูกค้าหลายครอบครัวอุดหนุนกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ส่งต่อความไว้วางใจมาจนถึงรุ่นลูกหลาน

วันนี้ ภายใต้การบริหารของซีอีโอหญิงที่ชื่อ พลอย เบนซ์ทองหล่อ เธอขอใช้พื้นที่นี้ส่งต่อคำขอบคุณจากใจจริงถึงลูกค้ากว่าหมื่นรายที่มอบความไว้วางใจให้ครอบครัวเบนซ์ทองหล่อเสมอมา คำมั่นสัญญาจากผู้บริหารหญิงคนนี้คือ ไม่ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะหมุนเปลี่ยนไปไวแค่ไหน เธอพร้อมจะนำ DNA การบริการที่ฝังรากลึก มาผสานกับวิสัยทัศน์การบริหารยุคใหม่ ดังนั้น “เบนซ์ทองหล่อ” ในเวอร์ชันของเธอจะไม่หยุดอยู่แค่การรักษามาตรฐานเดิม แต่จะต้อง “ดีขึ้นกว่าเดิม” เพื่อสร้างตำนานบทใหม่ และตอบแทนทุกความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีให้ตลอดไป

พิพิธภัณฑ์ เพาะหอยทากใกล้สูญพันธุ์!! เปิดโครงการเร่งด่วนช่วยหอยทากขน ร่วมมือสวนสัตว์ทารองกาสร้างประชากร พบภัยคุกคามจากมดและสัตว์ฟันแทะ เพิ่มตัวอย่างหอยทากเฉพาะถิ่นบนเกาะนอร์ฟอล์ก

ซิดนีย์, 21 ต.ค. (ซินหัว) -- พิพิธภัณฑ์ออสเตรเลียระบุว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ในออสเตรเลียได้เปิดตัวโครงการเพาะพันธุ์หอยทากขนเกาะนอร์ฟอล์ก (Norfolk Island hairy snail) เป็นการเร่งด่วน เพื่อช่วยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ให้รอดพ้นจากการสูญพันธุ์ โดยหอยทากขนาดจิ๋วชนิดนี้มีขนเส้นเล็กๆ ปกคลุมเปลือกหอย และจะมีขนาดใกล้เคียงกับเล็บนิ้วก้อยตอนโตเต็มวัย

เมื่อเดือนสิงหาคม 2026 คณะวิจัยซึ่งนำโดยพิพิธภัณฑ์ออสเตรเลีย ร่วมมือกับองค์การอนุรักษ์ทารองกาแห่งออสเตรเลีย เก็บรวบรวมหอยทากขนเกาะนอร์ฟอล์ก 30 ตัวและส่งไปยังสวนสัตว์ทารองกา ซิดนีย์ เพื่อจัดเตรียมกลุ่มประชากรสำหรับการเพาะพันธุ์ ก่อนจะนำกลับไปปล่อยบนเกาะนอร์ฟอล์กเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรในธรรมชาติต่อไป

ผลการติดตามช่วงเดือนสิงหาคม 2025 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026 พบว่าประชากรหอยทากขนเกาะนอร์ฟอล์กที่มีชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง และพบซากเปลือกหอยทากที่ตายแล้วเพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ถึงอัตราการตายที่สูงขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าประชากรหอยทากกำลังเผชิญภัยคุกคามหลายประการ เช่น มด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการตกเป็นเหยื่อของสัตว์ฟันแทะและไก่ป่า

ทั้งนี้ เกาะนอร์ฟอล์กเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชนิดพันธุ์หอยทากหลากหลายมากที่สุดของโลก โดยเป็นถิ่นที่อยู่ของหอยทากสายพันธุ์เฉพาะถิ่นราว 60 ชนิด ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ฯ ระบุว่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์หอยทากสันแก้วแคมป์เบลล์ (Campbell's keeled glass-snail) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง ก่อนปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ

ที่มา : Xinhua

ผมชื่อ"คิม" ไม่ใช่ชื่อ "กิมจิ"!! โวยสตาร์บัคส์สนามบินฮ่องกง ส่อ! เจตนาเหยียด หนุ่มเกาหลีใต้ พนักงานชี้แจงบอกเป็นความผิดพลาด สตาร์บัคส์ฮ่องกงขอโทษอย่างเป็นทางการ

ฮ่องกง เกาหลีใต้ | สนามบินนานาชาติฮ่องกง
หนุ่มเกาหลีใต้ไม่พอใจ สั่งกาแฟแจ้งนามสกุล “คิม” แต่พนักงานสตาร์บัคส์กลับพิมพ์ชื่อบนแก้วว่า “กิมจิ” จนเกิดข้อสงสัยว่าเป็นการล้อเลียนเชื้อชาติ

วันที่ 21 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวเกาหลีใต้ รายงานว่า ชายชาวเกาหลีใต้รายหนึ่งพร้อมภรรยาเดินทางไปซื้อเครื่องดื่มที่ร้านสตาร์บัคส์ภายในสนามบินนานาชาติฮ่องกง เมื่อคืนวันที่ 11 ตุลาคม เวลาประมาณ 21.38 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ชายรายดังกล่าวแจ้งนามสกุล “คิม” (Kim) ให้พนักงานใช้ระบุคำสั่งซื้อ แต่หลังรับเครื่องดื่มไปประมาณ 1 ชั่วโมง กลับพบว่าบนแก้วพิมพ์ชื่อว่า “มิสเตอร์กิมจิ” (Mr. Kimchi) แทน ทำให้รู้สึกไม่พอใจและตั้งคำถามว่าเป็นการจงใจล้อเลียนชาวเกาหลีใต้หรือไม่

ชายรายนี้เล่าว่า ระหว่างรับเครื่องดื่มสังเกตเห็นพนักงาน 2 คนมองหน้าจอและหัวเราะกัน แต่ไม่ได้เอะใจในตอนแรก กระทั่งพบข้อความบนแก้วจึงกลับไปสอบถามพนักงาน

พนักงานชี้แจงว่าเป็นความผิดพลาดในการกรอกชื่อ ขณะที่ผู้จัดการร้านอธิบายว่า พนักงานพิมพ์คำว่า “คิม” ก่อนเผลอเลือกคำว่า “กิมจิ” บนหน้าจอโดยไม่ตั้งใจ พร้อมยอมรับว่าการระบุชื่อดังกล่าวไม่สุภาพ
ลูกค้าชาวเกาหลีใต้ไม่เชื่อคำอธิบายทั้งหมด และตั้งข้อสงสัยว่าการเปลี่ยนจากชื่อ “คิม” เป็น “กิมจิ” อาจไม่ใช่ความผิดพลาดธรรมดา พร้อมเรียกร้องให้ร้านรับผิดชอบและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

ภายหลังสตาร์บัคส์ฮ่องกงออกมาขอโทษลูกค้ารายดังกล่าว โดยยืนยันว่าบริษัทไม่ยอมรับการเลือกปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่ไม่สุภาพ และจะเพิ่มความเข้มงวดในการฝึกอบรมพนักงาน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในอนาคต

ขอบคุณ : The Korea Herald (เกาหลีใต้) วันที่ 21 ตุลาคม 2569

ที่มา : https://www.koreaherald.com/article/10909962

ความช่วยเหลือของฝรั่งเศสต่อยูเครน สรุปยอดเงินบาทและสัดส่วนต่อ GDP จากข้อมูลในอินโฟกราฟิก

ฝรั่งเศสช่วยยูเครนรวมส่วนแบ่งผ่านสหภาพยุโรปเฉลี่ยประมาณ 6,000 ล้านยูโรต่อปี หรือ 228,000 ล้านบาท เทียบเท่าราว 0.20% ของ GDP ฝรั่งเศสปี 2025 ตัวเลขนี้รวมความช่วยเหลือหลายรูปแบบ จึงไม่ใช่เงินสดที่โอนให้ยูเครนทั้งหมด

ยอดสะสมเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ถึงมิถุนายน 2026

ช่องทาง ล้านยูโร ล้านบาท

ช่วยโดยตรง 7,900 300,200

ส่วนแบ่งผ่านยุโรป 18,300 695,400

รวม 26,200 995,600

รายจ่ายโดยตรงของกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส

เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือรวม และใช้ฐานการนับต่างจากยอดสะสมข้างต้น

ปี ล้านยูโร ล้านบาท

2022 114 4,332

2023 397 15,086

2024 547 20,786

2025 588 22,344

รวมค่าซื้อทดแทนอาวุธที่เกิดขึ้นจริง ค่าขนส่ง บำรุงรักษา การฝึก และเงินสมทบสุทธิในกองทุน European Peace Facility หรือ FEP ไม่รวมความช่วยเหลือพลเรือนทั้งหมด และไม่เท่ากับมูลค่าอาวุธ

ทั้งหมดที่ส่งให้

วิธีคำนวณและข้อจำกัด

ใช้อัตราสมมติ 1 ยูโร = 38 บาท เพื่อเปรียบเทียบ ไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยนย้อนหลังรายปี: 6,000 ล้านยูโร × 38 = 228,000 ล้านบาทต่อปี

สัดส่วน GDP คำนวณจาก 6,000 ÷ 2,991,100 × 100 ≈ 0.20% โดยใช้ GDP ราคาปัจจุบันปี 2025 เป็นฐาน ไม่ใช่สัดส่วนจริงของทุกปี ค่าเฉลี่ยต่อปีเป็นค่าประมาณ และปี 2026 ยังไม่มีรายจ่ายครบปี

แหล่งข้อมูล

Le Monde  กันยายน 2026  ยอดสะสมและค่าเฉลี่ยจากข้อมูล Kiel

Kiel Institute  Ukraine Support Tracker

วุฒิสภาฝรั่งเศส  รายจ่ายโดยตรงของกระทรวงกลาโหม

INSEE  บัญชีประชาชาติฝรั่งเศสปี 2025


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top