Friday, 12 April 2024
PM25

'สุริยะ' สั่งกรมโรงงานฯ เดินหน้าตรวจโรงงานเชิงรุก ช่วยรับมือ PM 2.5 ย้ำ!! ไม่ปรับปรุง สั่งปิดทันที

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมรับมือในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) มอบนโยบายดำเนินการต่อเนื่องตาม 3 มาตรการ คือ 1. มาตรการเร่งด่วน เข้มงวด กรณีตรวจพบโรงงานปล่อยเกินมาตรฐาน ให้ออกคำสั่งปรับปรุงแก้ไขทันที 2. มาตรการระยะกลาง พัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยมลพิษทางอากาศระยะไกล (Pollution Online Monitoring System: POMS) และ 3. มาตรการระยะยาว ทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรมให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยมอบหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เป็นหน่วยงานหลักในการผลักดันนโยบายสู่การดำเนินการอย่างบูรณาการ และให้เน้นตรวจเชิงรุกด้านฝุ่นละอองโรงงานที่มีกระบวนการเผาไหม้ โรงงานที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง โรงงานที่มีการใช้หม้อน้ำ โรงงานหลอมเหล็กหรือโลหะ โรงงานผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ และโรงงานผลิตแอสฟัลติก ที่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 896 โรงงาน แบ่งเป็นโรงงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 260 โรงงาน โรงงานในเขตปริมณฑล (สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม และนนทบุรี) จำนวน 636 โรงงาน หากพบการกระทำผิด จะให้สั่งปรับปรุงแก้ไขหรือหยุดประกอบกิจการทันที

‘นพดล’ จี้ รัฐบาล-กทม. เร่งจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ลั่น! ดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดทันที หาก พท.เป็นรัฐบาล

(3 ก.พ. 66) 'นายนพดล ปัทมะ' รองประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย เสนอ 5 ทางออก แก้ฝุ่น PM 2.5 จะต้องหมดไป ย้ำ รัฐบาลต้องจริงจังกับปัญหา สิทธิ์หายใจในอากาศสะอาดเป็นสิทธิมนุษยชน

“ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่เลือกคนรวย คนจน เด็กอนุบาล หรือผู้สูงอายุ เราจะไม่ปล่อยให้แก้ปัญหาแบบนี้อีกต่อไป พรรคเพื่อไทยมา PM2.5 ต้องหมดไป ต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและโดยแก้เริ่มจากได้การมีรัฐบาลใหม่ที่เอาจริงเรื่องนี้" 

นพดล ปัทมะ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ปัญหาค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพมหานครติดอันดับโลกขณะนี้ และอยู่ในระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพจากสภาพอากาศปิด ขณะที่ในหลายจังหวัดประสบปัญหาจากการเผาป่า เผาไร่ ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาเป็นแบบไฟไหม้ฟางและปลายเหตุมาตลอด พรรคเพื่อไทยเห็นว่าเรื่องนี้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งระยะสั้น กลาง และระยะยาว หากได้เป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหาโดย 

1.) เข้มงวดห้ามเผาป่า เผาไร่เช่น อ้อย ข้าวโพด และของเหลือจากผลิตผลทางการเกษตรอย่างเคร่งครัด พร้อมกับดำเนินนโยบายปลูกป่าเศรษฐกิจขนานใหญ่ ได้ทั้งการแก้ปัญหาโลกร้อนและซับฝุ่น PM2.5

ปตท. ร่วมแก้วิกฤตฝุ่น PM 2.5 หนุนพนักงาน Work from Home

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.66 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.)  กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่นิ่งและปิด ทำให้ฝุ่นละอองสะสมตัวมากขึ้น และส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานของคนไทย เราตระหนักถึงปัญหาจึงมีนโยบายให้พนักงานที่ปฏิบัติงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร, ปทุมธานี, นครราชสีมา, พระนครศรีอยุธยา, ระยอง, ราชบุรี และขอนแก่น ปฏิบัติงานในที่พัก (Work from Home) ระหว่างวันที่ 3 – 5 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อร่วมลดผลกระทบที่เกิดจากการสัญจร

ทั้งนี้ ปตท. ยึดมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชม และสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ซึ่งเร็วกว่าที่ประเทศกำหนด ด้วยกลยุทธ์เชิงรุก 'ปรับ เปลี่ยน ปลูก' ปรับกระบวนการผลิต ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการให้ได้สูงสุด เปลี่ยนสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยมุ่งธุรกิจพลังงานสะอาด อาทิ พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ปลูกป่าเพิ่ม 2 ล้านไร่ โดย ปตท. เป็นแกนหลักในการปลูก 1 ล้านไร่ ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) และกลุ่ม ปตท. อีก 1 ล้านไร่ เพื่อเพิ่มปริมาณการดูดซับก๊าซเรือนกระจกจากชั้นบรรยากาศด้วยวิธีทางธรรมชาติ

กองทัพเรือ เร่งติดตั้งเครื่องบำบัดอากาศ ที่มีมลพิษและฝุ่นละออง PM 2.5

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ มอบหมายให้ พลเรือตรี สมศักดิ์ คงโชติ ผู้อำนวยการอู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ดำเนินการติดตั้งเครื่องบำบัดอากาศที่มีมลพิษและฝุ่นละออง PM 2.5 โดยนำเครื่องบำบัดอากาศขนาด 2 ลบ.ม./วินาที ติดตั้งให้กับโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ณ ห้องประชุมยลนที โดยมี ว่าที่ ร้อยตรี เฉลิมรัฐ ติ่งอ่วม ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ให้การต้อนรับ

และในการนี้ ได้บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า กฟน. เขตธนบุรี ดำเนินการติดตั้งเครื่องบำบัดฝุ่นละออง ในพื้นที่ชุมชนอีก จำนวน 3 จุด คือ บริเวณท่าน้ำวังหลัง, บริเวณแยกพรานนก และบริเวณแยกบางขุนนนท์

10 ข้อต้องรู้ เมื่อคนไทย วนกลับมาเจอ PM 2.5 ทุกปี

ทำอย่างไรได้ เมื่อชีวิตที่ใช้ ต้องอยู่ท่ามกลางฝุ่น PM 2.5 เสี่ยงอันตรายทุก1 ปี...
ปี 2566 ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาพอากาศที่นิ่งและปิด ซึ่งฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศทั้งเขตเมืองและชนบท กรมอนามัย สธ. แจ้งว่า ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระบบต่าง ๆ เช่น ระบบตา ผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และระบบหัวใจและ หลอดเลือด หากร่างกายได้รับสัมผัส PM2.5 เข้าไป จะก่อให้เกิดอาการต่างๆ โดยความรุนแรงของอาการมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อย เช่น แสบตา คันตา น้ำตาไหล คัดจมูก มีน้ำมูก แสบจมูก แสบคอ ไอแห้งๆ คันตามร่างกาย มีผื่น อาการ ระดับปานกลาง เช่น ตาแดง มองภาพไม่ชัด เลือดกำเดาไหล เสียงแหบ ไอมีเสมหะ หัวใจเต้นเร็ว และอาการระดับรุนแรง เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด เหนื่อยง่าย หากมีอาการรุนแรง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

มีสิ่งใดบ้างที่เราทำได้ในการป้องกันและดูแลสุขภาพเชิงรุกในเบื้องต้นให้กับตนเองและคนใกล้ชิด
1.) อัปเดตข่าวสาร-ในโลกยุคสื่อสารรวดเร็ว เราควรมีแอปพลิเคชันสำหรับมอนิเตอร์สภาพอากาศและมลพิษร้ายแรงบนโทรศัพท์มือถือ หรือเช็คข่าวสารทางสื่อที่มีความน่าเชื่อถือเป็นประจำ
2.) สวมหน้ากากให้เป็นปกติ-แม้ว่าหลายคนจะมีความคลายกังวลกับไวรัสโคโรน่าลงบ้างแล้ว แต่หน้ากากอนามัยมาตรฐานไม่เพียงช่วยให้คุณลดความเสี่ยงต่อเชื่อโรคทางอากาศต่างๆ แต่ยังกรองฝุ่นให้คุณมากถึง 40-60 % แม้ว่าจะอึดอัดอยู่บ้าง แต่ช่วยให้คุณปลอดภัยขึ้นมากจริงๆ
3.) จิบน้ำบ่อยๆ-ฝุ่นระดับนาโน ที่เล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมนับยี่สิบเท่านั้น พร้อมจะวิ่งผ่านระบบหายใจ ดวงตา และเนื้อเยื่ออ่อนไหวต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ ย่อมทำให้คุณรู้สึกระคายเคืองผิว และทางเดินระบบหายใจ คอแห้ง และหายใจไม่สะดวก การจิบน้ำอาจไม่ใช่การรักษา หรือป้องกัน แต่อย่างน้อยทำให้คอ และระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารไม่ฝืดเคือง ติดขัดมากเกินไปนัก
4.) กินอาหารให้หลากหลาย-ร่างกายต้องการสารอาหารพื้นฐานเพื่อผลิตพลังงานให้เพียงพอต่อการใช้งาน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้โรคและรักษาสภาพระบบต่างๆ ของร่างกายให้ยังเป็นไปอย่างปกติที่สุด นั่นหมายความว่า การกินให้หลากหลาย คลอบคลุม จะทำให้คุณรับสิ่งที่ไปจัดการ ต่อสู้ พยุง หรือ ไม่แย่เกินไปนักหากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา
5.) ปิดบ้านให้มิดชิด-แม้ว่าจะทราบดีจากข้อก่อนหน้าว่า ฝุ่น PM 2.5 ที่ทำอันตรายต่อเรานั้นเล็กมาก แน่นอนว่ามันทะลุทะลวงลอดผ่านไปทุกกำแพง หน้าต่าง ประตูบ้าน แต่ปิดให้สนิท ย่อมดีกว่าเปิดกว้างรับลมที่มาพร้อมมลภาวะดังกล่าว และสะสมอย่างต่อเนื่องต่อไป
6.) อยู่ในอาคารบ้านเรือนเป็นหลัก-หากไม่จำเป็นในช่วงฤดูที่อากาศนิ่งสงบ และการหมุนเวียนของสภาพอากาศต่ำ ดีที่สุดคือเลี่ยงการออกจากบ้าน หรือหากต้องเดินทางไปทำงาน ไปเรียน ไปทำธุระก็ให้เข้าสู่อาคารบ้านเรือนให้เร็วที่สุด และเลี่ยงการออกมาในที่กลางแจ้ง ลด หรืองดทุกกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงนั้นๆ
7.) ทำความสะอาดจุดสะสมฝุ่น-เป็นโอกาสที่ดีที่จะล้างเครื่องปรับอากาศ พัดลม ชั้นหนังสือ ที่เก็บของ หรือจุดสะสมฝุ่น เพื่อไม่ให้เก็บกักฝุ่นมากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว
8.) เตรียมยาให้พร้อม-ผู้ที่มีความเสี่ยง อาทิ เด็ก คนชรา คนที่มีปัญหาด้านสุขภาพทั้งระบบทางเดินหายใจ ปอด หัวใจ ฯลฯ ควรพกยา หรือมีไว้ใกล้ตัวที่สุด พร้อมเมื่อต้องใช้ยามฉุกเฉิน
9.) เสริมภูมิคุ้มกัน-นอกจากการออกกำลังกายให้แข็งแรงเป็นประจำ ให้พอเหมาะกับวัยและสภาพร่างกายแล้ว การเสริมด้วยวิตามิน หรือสารอาหารสำคัญต่างๆ ที่ร่างกายจำเป็นต้องนำไปช่วยเสริมประสิทธิภาพ ในการจัดการระบบภายใน จำต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนเสมอ
10.) งดกิจกรรมเพิ่ม PM 2.5 – การเผาไหม้ต่างๆ ทำได้ขอให้งด และหากคุณใช้รถใช้ถนนน้อยลง ใช้ขนส่งสาธารณะบ้าง หรือติดรถทางเดียวกันไปทำงาน รวมถึงอาหารปิ้ง ย่าง และการเผา ก็มีส่วนช่วยหยุดการเพิ่มมลพิษที่ว่าได้ เริ่มจากตัวเราเอง

ตอกกลับเจ็บแสบ!! ‘นิติพล’ โต้ ‘วราวุธ’ หลังโดนแขวะนโยบายฝุ่นจับต้องไม่ได้ สวน!! อยู่ในตำแหน่งมา 4 ปี ปัญหา PM 2.5 ก็ยังเหมือนเดิม

(9 มี.ค. 66) นายนิติพล ผิวเหมาะ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาตอบโต้ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหา PM 2.5 ว่า แนวทางของตนเป็นแค่นโยบายฝุ่นจับต้องไม่ได้ เพราะต้องแบ่งการแก้ปัญหาระยะออกเป็นระยะสั้น กลาง ยาว และดำเนินการอยู่นั้น ตนคงต้องบอกว่า แม้แต่นโยบายระยะสั้น ท่านอยู่ในตำแหน่งมา 4 ปีแล้วก็ยังไม่เห็น เห็นมีแต่นโยบายระยะเกรงใจนายทุนมาตลอด หากเทียบกับเด็กเพิ่งเกิดตอนท่านเข้ามารับตำแหน่ง ตอนนี้เขาอายุ 4 ขวบ ท่านควรไปขอโทษเด็กดีกว่า ที่ต้องเกิดมาสูดควันพิษแบบนี้ทุกปี

‘บิ๊กป้อม’ นั่งหัวโต๊ะ ร่วมประชุมด้านสิ่งแวดล้อม 10 โครงการ จี้!! ทุกหน่วย เร่งแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ปกป้องสุขภาพ ปชช.

(15 มี.ค. 66) พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 ณ ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

คณะกรรมการฯ ได้รับทราบ รายงานผลการประชุม สมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วย พื้นที่ชุมน้ำสมัยที่ 14 จัดขึ้นภายใต้ หัวข้อ ‘Wetlands Action for People and Nature’ โดยมีพิธีมอบรางวัล Wetland City Accreditation ซึ่งประเทศไทยได้รับมอบรางวัล การรับรอง อำเภอศรีสงคราม จีงหวัดนครพนม ให้เป็นเมืองแห่งพื้นที่ชุมน้ำภายใต้อนุสัญญาว่าด้วย พื้นที่ชุมน้ำ

จากนั้น ที่ประชุมได้เห็นชอบ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) 10 โครงการสำคัญ เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่
1.) โครงการประตูระบายน้ำกรงปินัง จ.ยะลา ของกรมชลประทาน
2.) โครงการบ้านเคหะกตัญญู คลองหลวง 2 จ.ปทุมธานี ของการเคหะแห่งชาติ
3.) โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองน่าน ของกรมทางหลวง

4.) โครงการทางเลี่ยงเมืองสกลนคร (ด้านทิศตะวันออก) ของกรมทางหลวง
5.) โครงการทางหลวงหมายเลข 103 อ.ร้องกวาง-อ.งาว ของกรมทางหลวง.
6.) โครงการทางขนานสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ของกรมทางหลวง
7.) แผนงานขยายเขตไฟฟ้าให้หมู่บ้านในโครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความมั่นคง พื้นที่ชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ปาย และอ.บางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน (กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

‘กรมควบคุมมลพิษ’ เผย ค่าฝุ่นเกินกว่ามาตรฐาน 21 จังหวัด หนักสุด!! ‘แม่สาย’ วัดได้ 590 มคก. ส่งผลต่อสุขภาพต่อเนื่อง

(27 มี.ค. 66) กรมควบคุมมลพิษรายงานภาพรวมค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กทั่วประเทศ เกินค่ามาตรฐาน 21 จังหวัด โดยภาคเหนือเผชิญค่า PM2.5 พุ่งสูงชนิดสาหัส 28 พื้นที่ หนักสุดที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย เชียงรายวัดได้ 590 มคก. รองลงมาเป็นภาคอีสานสูงสุดที่อ.บึงกาฬ จ.บึงกาฬ วัดได้ 277 มคก. เตือนภาคเหนือตอนบนเฝ้าระวังต่อเนื่องระหว่าง 27 มีค.-2 เมย. โดยเฉพาะจว.ติดประเทศเพื่อนบ้าน สธ.ห่วง PM2.5 เชียงรายสูงกว่ามาตรฐานอนามัยโลก 32 เท่า

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2566 ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศพื้นที่ทั่วประเทศประจำวันว่า คุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพดีมากถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนหรือPM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง พบค่าฝุ่นระหว่าง 10-590 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ภาพรวมปริมาณ PM2.5 ในประเทศพบเกินค่ามาตรฐานใน 21จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.น่าน จ.แม่ฮ่องสอน จ.พะเยา จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.แพร่ จ.อุตรดิตถ์ จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก จ.ตาก จ.กำแพงเพชร จ.พิจิตร จ.เพชรบูรณ์ จ.บึงกาฬ จ.หนองคาย จ.เลย จ.นครพนม จ.มุกดาหารและจ.อุบลราชธานี

สำหรับภาคเหนือ พบเกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 50-590 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐาน 28 พื้นที่ สูงสุดที่ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย 590 มคก./ลบ.ม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐาน 6 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 33-277มคก./ลบ.ม.สูงสุดที่ ต.บึงกาฬ อ.บึงกาฬ จ.บึงกาฬ 277 มคก./ลบ.ม.ส่วนภาคกลางและตะวันตก ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 18-59 มคก./ลบ.ม.ภาคตะวันออก ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 10-30มคก./ลบ.ม.ภาคใต้ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 13-21 มคก./ลบ.ม.

ขณะที่กรุงเทพฯและปริมณฑล โดยสถานีตรวจวัดของ คพ.ร่วมกับกทม.ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 16-76 มคก./ลบ.ม.อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั่วไปควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวเองถ้าจำเป็น

นอกจากนี้ กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ รายงานผลการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่กทม.และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม-2 เมษายน ดังนี้ วันที่ 27 มีนาคมเป็นต้นไปสถานการณ์ในพื้นที่กทม.และปริมณฑลมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากสภาพอากาศเปิดมากขึ้น เพดานการลอยตัวอากาศที่สูงขึ้น ประกอบกับลมทางใต้ที่กำลังแรงช่วยพัดฝุ่นออกจากพื้นที่ ส่วนพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีแนวโน้มควรเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านระหว่างวันที่ 27 มีนาคม-2 เมษายน

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงาน สภาพอากาศทั่วไปในพื้นที่ จ.เชียงราย โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา และด้าน อ.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่สาย อ.เชียงแสน อ.แม่จัน มีฝุ่นละอองหนามากเป็นประวัติการณ์ โดยมีลักษณะเหมือนหมอกในฤดูฝน แต่เป็นฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งกรมควบคุมมลพิษรายงานผลการตรวจวัดค่าฝุ่นใน ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย ติดกับจ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา มีปริมาณ PM 2.5 สูงถึง 459 มคก./ลบ.ม. และค่า PM 10 และอื่นๆ พบดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index) มีสูงถึง 569 AQI เช่นเดียวกับด้านอ.เชียงของ ติดกับแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว พบค่า PM 2.5 สูงถึง 219 มคก./ลบ.ม. และเขต อ.เมืองเชียงราย วัดค่าได้ 211 มคก./ลบ.ม.ถือว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพติดต่อกันมาหลายวัน

อย่างไรก็ตาม การตรวจวัดคุณภาพอากาศจากเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าภาคสนามแต่ละพื้นที่พบค่า PM 2.5 ที่มากกว่านั้นอีกมาก โดยค่าเฉลี่ยของปริมาณฝุ่นตั้งแต่พื้นที่ชั้นในของศูนย์ไฟป่าเชียงราย-144 ไปถึงชาวแดน ทั้งที่ภูชี้ฟ้า อ.เทิง อ.เชียงของ ดอยแม่สลอง อ.แม่จัน อ.แม่ฟ้าหลวงอ.แม่สาย จนไปถึงป่าไม้ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา พบค่า PM 2.5 บางจุดสูงถึง 500-900 มคก./ลบ.ม. มีอัตราเฉลี่ยจากศูนย์ดับไฟป่าประมาณ 27 แห่งตลอดแนวชายแดนพบค่าเฉลี่ย PM 2.5 อยู่ระหว่าง 200-900 มคก./ลบ.ม.

ขณะที่การเผาป่าในประเทศเพื่อนบ้านยังมีต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่ของไทยต้องเฝ้าระวังตลอดแนวไม่ให้ลุกลามเข้ามาฝั่งไทย แต่ผลกระทบที่ไทยได้รับคือ เกิดฝุ่นปลิวไปทั่วบริเวณ ขณะที่พื้นที่ในประเทศมีไฟป่าลุกไหม้ขึ้นหลายจุด โดยเฉพาะบนดอยปุยและอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก อ.เมืองเชียงราย โดยคืนวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดไฟไหม้อย่างหนักบนดอยหมู่บ้านแม่สาด ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย โดยลุกไหม้เต็มขุนเขาใกล้หมู่บ้าน ทำให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าและชาวบ้านเข้าสกัดไฟไม่ให้ลามเข้าที่อยู่อาศัยตลอดทั้งคืน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ออกประกาศห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดเป็นเวลา 90 วัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 15 เมษายน โดยแจ้งให้หน่วยงานภาคส่วนได้เข้มงวดและหากพบการฝ่าฝืนต้องดำเนินคดี ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีลักลอบเผาในเขตพื้นที่ป่า โทษจำคุก 1 ปี-30 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-3,000,000 บาท

เปิดข้อสั่งการ 'นายกฯ' พิชิต PM 2.5 ทั่วไทย เดินหน้าทำทันที เคลียร์เป็นข้อๆ ไม่พูดมาก

(28 มี.ค.66) ผู้สื่อข่าวรายงานผลสรุปข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มีรายละเอียดดังนี้

(จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำปาง)

>> ข้อสั่งการ

1.ให้ มท. (จังหวัดเชียงใหม่) ร่วมกับ ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าอย่างต่อเนื่อง โดยการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนตามแนวทางประชารัฐ

>> ผลการดำเนินงาน

มท. ร่วมกับ สนง.ทส.จ.เชียงใหม่ ดำเนินการ อาทิ สร้างความยั่งยืนด้วยศาสตร์ พระราชาผ่านโครงการแม่แจ่มโมเดลและดอยหลวงเชียงดาวโมเดล ประชุมถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า/ประชุมร่วมกับกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดที่พักผ่อน Safety Zone นำจิตอาสาภัยพิบัติร่วมกับกิจกรรมแก้ไขปัญหาหมอกควันป่า ประชาสัมพันธ์ผ่านรูปแบบ Online, On Air, On Groud และใช้ระบบสั่งการแบบ Single Command

1) ทส. บูรณาการความร่วมมือกับ จ.เชียงใหม่ เพื่อกำหนดมาตรการ เพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยมีมาตรการ ดังนี้

1.1) มาตรการป้องกันการลุกลามของไฟ และการป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ร่วมกับทหาร ตำรวจ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร อปท. และผู้นำชุมชนในแต่ละพื้นที่ เข้าไปกำกับการปฏิบัติงานระดับพื้นที่ อย่างใกล้ชิด เน้นทำความเข้าใจกับหมู่บ้านโดยรอบ และสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังพื้นที่ ทั้งนี้ หากพบเหตุไฟไหม้ป่า สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน (Hottine) เฝ้าระวังไฟป่าของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายเลข 1362

1.2) จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกัน ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายทหารเป็นผู้ปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยสามารถสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ และให้เน้นความสำคัญตั้งแต่ระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน โดยกำนัน และ ผู้ใหญ่บ้านต้องเป็นกลไกสำคัญในการเข้าถึงประชาชน และผลักดันการดำเนินงานให้ประสบผลสำเร็จ รวมถึงให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด หากพบการกระทำความผิดจะถูกลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา รวมถึงเสนอข่าวให้สังคมได้รับรู้ เพื่อป้องปรามผู้ที่จะกระทำความผิดรายอื่นๆ

1.3) จัดตั้งทีมด้านสาธารณสุขและจิตอาสา ร่วมกันเข้าไปดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ป่วย ผู้สูงวัย เด็ก ผู้พิการ ในระดับชุมชนอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ รวมทั้ง ประชาสัมพันธ์ให้ภาคเอกชนและจิตอาสามีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน และประชาสัมพันธ์ขั้นตอนในการดูแลสุขภาพให้ประชาชนเข้าใจง่าย

2.) จ.ลำปาง ดำเนินการ ดังนี้

2.1) ผวจ.ลำปาง ลงพื้นที่อำเภอแจ้ห่ม เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2562 เพื่อพบปะ/เยี่ยมเยียน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่อบต. วิเชตนคร พร้อมทั้งหารือเกี่ยวกับการป้องกันปัญหาหมอกควันไฟป่า และการบริหารจัดการขยะตามโครงการ "ลำปาง สะอาด ปราศจากโฟม"

2.2) เข้าร่วมประชุมการตรวจเยี่ยมติดตามสถานการณ์การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือและพิธีมอบโฉนดที่ดิน "คืนความสุขให้ประชาชนลดความเหลื่อมล้ำของสังคม" โดย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. และ รมว.กห.

2.3) ประสานความร่วมมือกับนายอำเภอ ผู้นำท้องที่และท้องถิ่นเพื่อพบปะ พูดคุยกับประชาชน เกี่ยวกับผลกระทบจากไฟป่าหมอกควันและขอความร่วมมือ ในการป้องกันแก้ไขปัญหา รวมทั้งการลดการใช้สารเคมีในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม การท่องเที่ยว การพัฒนาเส้นทางคมนาคมและแหล่งน้ำ

2.4) จัดประชุมนายอำเภอและหัวหน้าส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจในสังกัด มท. ประจำเดือน โดยเน้นหนักการติดตาม เร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบาย มท. แผนพัฒนาจังหวัด/อำเภอ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ติดตามสถานการณ์/มาตการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน โดยให้ความสำคัญ ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอต่าง ๆ ตลอดจนออกตรวจพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์การแก้ไขปัญหาไฟป่าในเขตพื้นที่ อ.เมืองลำปาง และรอยต่อระหว่างอำเภอ

>> ข้อสั่งการ

2.การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : สทอภ. ร่วมกับ กษ. ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน

อาทิ การตรวจหาความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ด้วยข้อมูลดาวเทียม TERRAVAQUA ระบบ MODIS พื้นที่ภาคเหนือตอนบน และการพัฒนาระบบสถานีตรวจวัดและรายงานคุณภาพฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5 และ 10 ไมครอน (PM10) ผ่านระบบแอปพลิเคชันแผนที่ออนไลน์ ทั้งนี้ ให้นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

>> ผลการดำเนินงาน

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยือวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : สทอภ. ดำเนินการใช้ระบบ MODIS เพื่อตรวจหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) 10 ไมครอน (PM10) จุดความร้อน ไฟป่า และพื้นที่หมอกควัน ทั้งนี้ ได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวผ่าน http:/firie.gistda.or.th

/download.html สทอภ.ดำเนินการดังนี้

1) การจัดให้มีระบบเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์หมอกควันและไฟป่า โดยได้พัฒนาระบบเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ประมวลผล ผลิตแผนที่ค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และรายงานกรวิเคราะห์สถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศ (NUSAIS) โดยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ http://gistdaportal.gistda.or.th/pmoc/nusais/

2) การจัดให้มีช่องทางประสานและรายงานสถานการ์ไฟป่า หมอกควัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยได้จัดตั้งกลุ่มไลน์ ได้แก่ กลุ่มไลน์-HAZE ไฟป่า 62 กลุ่มไลน์-PMOC กลุ่มไลน์-ศอญ. กลุ่มไลน์-ปกปภ.ช. แก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน รวมถึงช่องทางโทรสารเพื่อส่งข้อมูลถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 9 จังหวัด

ภาคเหนือตอนบน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบูรณาการการทำงาน การรายงานและการเข้าถึงข้อมูลในทุกภาคส่วน

3) การใช้ดาวเทียมสนับสนุนการปฏิบัติการ เพื่อแก้ไขสถานการณ์หมอกควันไฟป่าและค่าฝุ่นละออง

ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ปรับเพิ่มระบบสัญญาณดาวเทียมของสทอภ. ระบบ VRS ให้สามารถประมวลผลและเผยแพร่ข้อมูลให้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4) การสนับสนุนทีมเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจประจำ ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แก้ไขไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ เพื่อเพิ่มการดำเนินการในมาตรการให้มากยิ่งขึ้น อาทิ การสนับสนุนการนำเทคโนโลยี

จากดาวเทียมเพื่อชี้เป้า ตรวจสอบ และเข้าดับไฟเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย ในทางที่ดีให้ได้ภายใน 7 วัน

5) การควบคุมการเผาในพื้นที่ 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน แม้ภายหลังวันที่ 30 เม.ย. 2562 เข้าสู่การสิ้นสุดช่วงประกาศห้ามเผาในพื้นที่ 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน แต่ยังคงอยู่ในช่วงบริหารจัดการเชื้อเพลิงและเศษวัสดุจากการเกษตรหลังช่วงห้ามเผา โดย สทอภ. ได้ติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันรายจังหวัดและจัดส่งข้อมูลสรุปภาพรวม สถานการณ์รายจังหวัดอย่างต่อเนื่องจนสิ้นสุดฤดูกาลไฟป่า (31 พ.ค. 2562)

>> ข้อสั่งการ

3.การสร้างการรับรู้วิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ให้ ทส. ร่วมกับ สธ. กษ. พน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องวิธีการป้องกันฝุ่นละอองฯ และเร่งดำเนินการลดปริมาณฝุ่นละอองฯ อาทิ การพ่นละอองน้ำ การทำฝนหลวง รวมทั้ง การรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เช่น การลดการเผาป่า การเผาพืชผลทางการเกษตร การใช้น้ำมันดีเซล B20 เป็นต้น

>> ผลการดำเนินงาน

ทส. ดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร/ปริมณฑล และพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ มาตรการระยะเร่งด่วน อาทิ การส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 ในรถโดยสารดีเซล ขยายพื้นผิวการจราจร งดเว้นกิจกรรมที่ส่งผลทำให้เกิดฝุ่นละออง มาตรการระยะกลาง

อาทิ พัฒนาโครงข่ายการบริการบริการขนส่งสาธารณะให้เชื่อมโยงทุกระบบพัฒนาระบบฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อพื้นที่สีเขียว มาตรระยะยาว อาทิ กำหนดมาตรฐานระบายอากาศเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมให้เทียบเท่า EU และ USA

>> ข้อสั่งการ

4.การบรรเทาและแก้ไขปัญหาปริมาณฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ให้ กษ. (กรมชลประทาน) ร่วมกับหน่วยงานมี่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาปริมาณฝุ่นละออง เกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่

>> ผลการดำเนินงาน

กรมชลประทาน ร่วมกับ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง อาทิ ดส่งรถบรรทุกน้ำ 3 คัน นำไปล้างทำความสะอาดฝุ่นละอองบนพื้นผิวถนนบริเวณเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ต่อเนื่องจนถึงถนนประชาธิปก โดยทางกทม. จะแจ้งมายังกรมชลประทานว่า แต่ละคืนจะให้ไปล้างทำความสะอาดถนนสายใด ในเขตไหนบ้าง ทั้งนี้เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองที่เกิดจากการจราจรที่คับคั่งในแต่ละวัน นอกจากนี้ได้เตรียมความพร้อมหน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว หน่วยพร้อมปฏิบัติการอยู่ได้แก่ หน่วยฝนหลวงจังหวัดระยอง จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หวังผลลดมลพิษได้ทั้งในพื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมถึงจังหวัดราชบุรี นครปฐม สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และ นครสวรรค์ซึ่งมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

(กรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงธนใต้ : เขตบางแค และเขตบางขุนเทียน)

>> ข้อสั่งการ

1.การเข้าถึงบริการภาครัฐผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

-ให้ ดศ. ร่วมกับ มท. กษ.กปส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ช่องทางการเข้าถึงบริการภาครัฐผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ เช่น ระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก

ออนไลน์ (Agri-Map Online) ระบบปฏิบัติการเฝ้าระวังและเตือนล่วงหน้า น้ำหลาก-ดินถล่ม (Early Warning System) ระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศ (Air4Thai) เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนสามารถทราบข้อมูลข่าวสารและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างทันต่อสถานการณ์

>> ผลการดำเนินงาน

1) กษ. ได้ดำเนินการจัดทำ "คู่มือระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri-Map Online) ซึ่งเป็นเครื่องมือแสดงผลข้อมูลเชิงภูมิสารสนเทศพร้อมระบบแนะนำผลการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตด้วยพืชทดแทน ในรูปแบบเว็บแผนที่แบบออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานสามารถได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง กษ. วท. (โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) ร่วมพัฒนาระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์สามารถเข้าใช้งาน

ได้ที่ http://agri-map-online.moac.go.th/

1) ทส. ดำเนินการ ดังนี้

2.1) กรมทรัพยากรน้ำ ได้ดำเนินการจัดทำ "ระบบปฏิบัติการเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้าน้ำหลาก-ดินถล่ม (Early Warining System " เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์สามารถเข้าใช้งานได้ที่ http://ews.dwr.go.th/ews/mainreport.php

2.2) กรมควบคุมมลพิษ ได้จัดทำระบบรายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย (Air4thai) ประกอบด้วย ข้อมูลแผนที่คุณภาพอากาศ ข้อมูลอุตตุนิยมวิทยา (ทิศทางลมในภูมิภาคอาเซียน ความกดอากาศ) ข้อมูลย้อนหลังรายชั่วโมง ข้อมูลสภาพฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพ/ปริมณฑล และสถานการณ์

หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ รวมทั้งข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศ เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ผ่านระบบเครื่อข่ายอินเตอร์สามารถเข้าใช้งานได้ที่ http://air4thai.pcd.go.th/webV2/index.php

(สรุปข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการมอบนโยบายแก่กษตรกรแห่งชาติ)

1.การแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก

- ให้สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้าใจและร่วมมือกับเกษตรกรในการแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เช่น การลดการเผาในที่โล่ง และการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชชนิดอื่นแทนการปลูกข้าวโพด เป็นต้น

(จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี)

>> ข้อสั่งการ

1.ข้อเสนอ ด้านการเกษตร การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต้นแบบระบบการตัดอ้อยสดและบรรทุกอ้อยเข้าโรงงาน

- ให้ อก. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กก. ทส. พณ. ศธ. อว. เป็นต้น ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต้นแบบระบบการตัดอ้อยสดและบรรทุกอ้อยเข้าโรงงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยกำหนดรายละเอียดแผนการดำเนินงานและรูปแบบการบริหารจัดการแบบบูรณาการ เพื่อลดต้นทุน ลดมลพิษ ลดปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ อนึ่ง จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากการบรรทุกอ้อยเกินขนาดที่กฎหมายกำหนดจะทำให้ถนนเสียหายและส่งผลกระทบเกิดเป็นวงจรปัญหาต่อเนื่อง

>> ผลการดำเนินงาน

อก. รายงานผลการดำเนินการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต้นแบบระบบการตัดอ้อยสดและบรรทุกอ้อยเข้าโรงงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแนวทางในการเก็บเกี่ยวอ้อยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เกษตรกรชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ลดความเดือดร้อนของชุมชน ลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5

(จังหวัดชัยภูมิ)

>> ข้อสั่งการ

1.การลดฝุ่นและมลพิษ PM2.5 จากการเผาอ้อย

- ให้ กษ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูแลและแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมลพิษ PM2.5 ซึ่งเป็นอันตรายต่อเด็ก ผู้ป่วย และผู้สูงอายุ

>> ผลการดำเนินงาน

อก.รายงานผลการดำเนินงานโดยได้กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ ดังนี้

1) มาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2562

1.1) มาตรการทางกฎหมาย ออกระเบียบให้โรงงานน้ำตาลลดการรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบในแต่ละปี และจะทำให้อ้อยไฟไหม้หมดไปภายใน 3 ปี

1.2) มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ขยายโครงการส่งเสริมสินเชื่อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร ปี 2562 - 2564 เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำในไร่อ้อย จัดซื้อรถตัดอ้อย รถคีบอ้อย รถแทรกเตอร์ รถบรรทุกอ้อย และเครื่องจักรกลการเกษตรอื่น ๆ ในวงเงินปีละ 2,000 ล้านบาท โดยมีผลการดำเนินงาน (ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2562 คือ พัฒนาแหล่งน้ำ/อุปกรณ์ จำนวน 31 ราย เป็นเงิน 8,025,000 บาท รถตัดอ้อย/รถคีบอ้อย จำนวน 328 ราย เป็นเงิน 2,048,842,690 บาท รถแทรคเตอร์/บรรทุกอ้อย จำนวน 119 ราย เป็นเงิน 130,452,000 บาท รวมทั้งสิ้น 478 ราย เป็นเงิน 2,187,319,690 บาท

1.3) มาตรการขอความร่วมมือด้านการบริหารจัดการ เพื่อเป็นต้นแบบการเก็บเกี่ยวและขนส่งอ้อยให้โรงงาน ในการกำหนดพื้นที่ปลอดการเผาอ้อยเป็นจังหวัดต้นแบบ รวม 5 จังหวัด ได้แก่ จ.กาญจนบุรี จ.ราชบุรี จ.ชัยภูมิ จ.เลย และ จ.อุตรดิตถ์

2) แผนการดำเนินการระยะยาว

2.1) กำหนดนโยบายลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ คือ ปีการผลิต 2563/2564 อ้อยไฟไหม้เหลือร้อยละ 30 ปีการผลิต 2564/2565 อ้อยไฟไหม้เหลือร้อยละ 0-5

2.2) แนวทางการนำใบอ้อยที่เกิดจากมาตรการตัดอ้อยสดมาเพิ่มมูลค่า เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร 50 บาทต่อตัน

2.3) การจูงใจให้มีการตัดอ้อยสด โดยนำค่าจ้างตัดอ้อยสดมาเป็นฐานในการคำนวณราคาอ้อย

2.4) ส่งเสริมชาวไร่อ้อยทำเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อรองรับเครื่องจักรกลการเกษตรและการใช้รถตัดอ้อยในการเก็บเกี่ยวและเร่งรัดการปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย เพื่อซื้อเครื่องสางใบและรถตัดอ้อยมากขึ้น

3) แผนงาน/โครงการตามงบประมาณ ปีงบประมาณ 2563

3.1) โครงการจัดการผลิตอ้อยแปลงใหญ่เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพอ้อย โดยใช้เทคโนโลยี Smart Farming วงเงิน 10,000,000 บาท เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตอ้อย การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล

3.2) โครงการการพัฒนาการผลิตอาหารสัตว์อัดเม็ดจากอ้อยด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ วงเงิน 7,000,000 บาท เพื่อลดการเผาอ้อยก่อนตัดเข้าโรงงาน ส่งเสริมการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาสร้างมูลค่าและลดการนำเข้าอาหารสัตว์จากต่างประเทศ

3.3) โครงการการพัฒนาต้นแบบแผ่นกั้นเสียงจากวัสดุเหลือใช้จากอ้อย วงเงิน 2,270,000 บาท เพื่อส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมลดการเผาอ้อยก่อนตัดเข้าโรงงานและส่งเสริมการนำวัสดุเหลือทิ้ง

ทางการเกษตรมาสร้างมูลค่า

(จังหวัดนราธิวาส)

>>ข้อสั่งการ

1.การประชาสัมพันธ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)

- ให้ ทส. (กรมควบคุมมลพิษ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการประชาสัมพันธ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 25) ในแต่ละระดับ (ความเข้มข้นตั้งแต่ 20 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป) พร้อมกับแนะนำวิธีการป้องกันให้แก่ประชาชน

(จังหวัดพะเยาและน่าน)

>>ข้อสั่งการ

1.การสร้างการรับรู้เรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในเขตพื้นที่ จ.น่าน

- ให้ ทส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนให้ทราบถึงสาเหตุการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน วิธีการป้องกัน และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม

(บริเวณสวนรักษ์ธรรมชาติ (วงเวียนหลักสี่) ถนนพหลโยธิน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร)

>>ข้อสั่งการ

1.การพัฒนาสวนสาธารณะและเพิมพื้นที่สีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร

- ให้ กทม. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างภายในสวนสาธารณะ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก รวมทั้งพิจารณาปรับปรุงภูมิทัศน์ ปลูกต้นไม้ที่สามารถช่วยลดฝุ่นละออง (PM2.5) เพิ่มเติมในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร ตามความเหมาะสมต่อไป

(จังหวัดเชียงราย)

>>ข้อสั่งการ

1.การส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่ลดการสร้างมลพิษและสิ่งแวดล้อม

- ให้ พน. ร่วมกับ คค. ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางการส่งเสริมให้ประชาชน หน่วยงานราชการ และระบบขนส่งสาธารณะใช้ยานพาหนะที่ลดการสร้างมลพิษ และสิ่งแวดล้อม โดยให้กำหนดแผนการดำเนินงานการใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดการสร้างมลพิษและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

>> ผลการดำเนินงาน

1.พน. ดำเนินการ ดังนี้

1) อยู่ระหว่างดำเนินการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดการสร้างมลพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกำลังดำเนินโครงการจัดทำแผนพัฒนาสถานีประจุแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับเป้าหมายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ โดยในวันที่ 8 มี.ค. 2564 ได้ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจ้างที่ปรึกษาโครงการฯ ซึ่งมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก

2) แนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรมในไทย และมีแผนที่จะของบกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในการจัดทำโครงการสนับสนุนการลงทุนในการซื้อขายยานยนต์ฟฟ้า โดยสนับสนุนในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ในสถานศึกษา นิติบุคคล และประชาชนทั่วไป

3) ออกประกาศกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำมันดีเชลหมุนเร็วและกลุ่มเบนซินให้เทียบเท่าระดับยูโร 5 เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2562 ซึ่งมาตรฐานใหม่จะบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป เพื่อให้โรงกลั่นน้ำมันและผู้ผลิตรถยนต์มีระยะเวลาเพียงพอในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

4) ออกประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซลพ.ศ. 2563 กำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาจะต้องมีส่วนผสมของไบโอดีเซล ร้อยละ 9 - 10 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2563 ส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลในภาคขนส่ง ซึ่งช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่เกิดจากภาคขนส่งได้ประมาณร้อยละ 35 - 13.5 ทั้งนี้ ข้อมูลในเดือน ธ.ค. 2563 พบว่ามีปริมาณการใช้ บี 10 เฉลี่ยอยู่ที่ 23.8 ล้านลิตร/วัน และในปี 2564 จะดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านสื่อต่าง ๆ อาทิ โทรทัศน์ วิทยุสื่อสิ่งพิมพ์

>>ข้อสั่งการ

2.การกำหนดตัวชี้วัดในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน

- ให้ ทส. ร่วมกับ มท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางการกำหนดตัวชี้วัดในการป้องกัน บรรเทาและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยให้การกำหนดเกณฑ์ตัวชี้วัดในลักษณะลำดับขั้นที่สอดคล้องกับการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นต่อเนื่อง และนำไปสู่การขจัดปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างถาวร

>> ผลการดำเนินงาน

มท. ดำเนินการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) โดยมีมาตรการที่สำคัญ เช่น ทบทวนและจัดทำแผนเผชิญเหตุ ตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมประสิทธิภาพการติดตามและตรวจสอบคุณภาพอากาศและบัญชาการดับไฟป่า เน้นย้ำการป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก รวมทั้งกำหนดมาตรการ 4 พื้นที่ 5 มาตรการบริหารจัดการ สำหรับพื้นที่เกิดไฟป่า โดย 4 พื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ (1) พื้นที่ป่าสงวนป่าอนุรักษ์ (2) พื้นที่เกษตรกรรม (3) พื้นที่ชุมชน/เมือง และ (4) พื้นที่ริมทาง โดยมี 5 มาตรการในการบริหารจัดการ ดังนี้

(1) ระบบบัญชาการเหตุการณ์

(2) สร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้ประชาชน เด็กและเยาวชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดูแลป่า

(3) ลดปริมาณเชื้อเพลิง โดยให้จัดแนวกันไฟ การควบคุมการเผา

(4) การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

(5) จัดตั้งทีมประชารัฐ โดยบูรณาการให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ที่มา : รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อสั่งการ นรม. ของ มท. เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2564)

มท. ร่วมกับ ทส. กำหนดแนวทาง/ตัวชี้วัดร่วม (Joint KPls) ตามแนวทางการประเมินส่วนราชการตามมาตรฐานการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยกำหนดตัวชี้วัดระดับจังหวัดเพื่อประเมินผลการดำเนินงานของผู้ว่าราชการจังหวัดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ 19 จังหวัดภาคเหนือ โดยให้กำหนดตัวชี้วัดจุดความร้อนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือลดลงร้อยละ 20 ของจำนวนจุดความร้อนที่เคยเกิดในปีงบประมาณ 2563 ตลอดจนรับทราบความเห็นจาก 17 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือเพื่อรับทราบข้อเท็จจริง เพื่อใช้ในการพิจารณาความเป็นได้ ความเหมาะสม รวมทั้งการส่งเสริมมาตรการ/วิธีการดำเนินการ/แนวทางปฏิบัติร่วมกัน ก่อนกำหนดตัวชี้วัดใหม่ (ที่มา : รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อสั่งการ นรม. ของ มท. เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2564)

(ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และโครงการรับขนส่งมวลชลขนาดรองสายสีทอง ระยะที่ 1 (สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี-สถานีคลองสาน))

‘ดร.เอ้’ ควง ‘แนน ศิริภา’ ลุยทำคะแนนฝั่งธนฯ ชู ‘Wrap ตึกก่อสร้าง’ เล็งติดตั้งเครื่องวัดฝุ่น 2,000 จุดทั่วกรุงฯ ดัน กม.ควบคุมมลพิษจริงจัง

(26 เม.ย. 66) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ลงพื้นที่ตลาดสำเหร่ เขตธนบุรี ขอคะแนนเสียงสนับสนุนให้กับ น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร ผู้สัมคร ส.ส. กทม.เบอร์ 11 เขตธนบุรี คลองสาน ราษฎร์บูรณะ พรรคประชาธิปัตย์ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีการพบปะมีพี่น้องประชาชนที่มาจ่ายตลาดยามเช้า นำเสนอนโยบายของพรรค และรับฟังการสะท้อนปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อรวบรวมและผลักดันให้มีการแก้ไข โดยมีการสะท้อนถึงปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ปัญหาค่าครองชีพปากท้อง และที่สำคัญคือ ปัญหาสุขภาพ จากฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานกระทบต่อวิถีชีวิตคนในชุมชน เนื่องจากคนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยเป็นผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ นายสุชัชวีร์ ได้นำเครื่องตรวจวัดค่าฝุ่น PM 2.5 ที่ได้มาตรฐานไปตรวจวัด ในจุดที่ประชาชนร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบอย่างมาก ที่บริเวณถนนเจริญนคร 23 ด้วย เนื่องจากเป็นพื้นที่ชุมชนที่อยู่อาศัย ที่มีโรงเรียนอนุบาล และเป็นพื้นที่ที่มีการก่อสร้าง กระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ทั้งนี้ จากการตรวจวัดในระดับพื้นที่พบ ค่าฝุ่น PM 2.5 ถึง 65 มคก./ลบ.ม. ถือว่าเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ที่กำหนดค่า PM 2.5 ไม่ควรเกิน 25 มคก./ลบ.ม.

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบาย ติดตั้งเครื่องวัดฝุ่นคุณภาพสูงอย่างน้อย 2,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ และขอความร่วมมือป้าย LED แจ้งปริมาณฝุ่น พร้อมส่งสัญญาณเตือนเมื่อเกินค่ามาตรฐาน ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ จะกำหนดเงื่อนไขในกฎหมายอากาศสะอาด ให้ตึกที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างต้อง Wrap ตึก และสามารถเคลมเป็นภาษีได้ ถ้าไม่ Wrap ต้องมีมาตรการเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างหรือโดนภาษีหนัก และในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีทั้งโรงเรียน โรงพยาบาลมากมาย ควรเป็นเขต LEZ (Low Emission Zone) เช่น ถ้ารถสิบล้อเข้าเขตนี้ต้องเสียภาษีเพิ่ม รถควันดำห้ามเข้า เป็นต้น


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top