Monday, 2 November 2026
NewsFeed

‘วราวุธ’ ลั่น! ถึงเวลากวาดบ้านโรงงานขยะพิษ!! ส่งทีมเฉพาะกิจลุยตรวจ 5 จังหวัดอุตสาหกรรม คุมเข้มโรงงานเสี่ยง 1,500 แห่ง ขู่ปิดทันทีหากไม่แก้ผิดกฎหมาย พร้อมรื้อ พ.ร.บ.โรงงาน เพิ่มโทษสกัดขยะอิเล็กทรอนิกส์

”วราวุธ“ ยัน กระทรวงอุตสาหกรรม แก้กฎหมาย อุดช่อง ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ชี้ เพิ่มบทลงโทษเข้มข้นแก้ปัญหาสำแดงเท็จได้ เผย คิกออฟ ส่งทีมเฉพาะกิจปูพรมตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยง ประเภท 105, 106 ระบุ ใน 1 สัปดาห์คืบหน้าแน่

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงการจัดการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้กำหนดกลไกและกรอบแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 3 ทีม เพื่อขับเคลื่อนการทำงานอย่างบูรณาการ ประกอบด้วย 1. ทีมปราบปรามและกวาดล้าง ได้แก่ ชุดที่ 1 นำโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกในโรงงานกลุ่มเสี่ยง ลำดับที่ 105 และ 106 ชุดที่ 2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามและแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของประชาชน 2. ทีมกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าส่งออก นำโดยกรมศุลกากรและกรมการค้าระหว่างประเทศ ตรวจสอบการนำเข้า-ส่งออก พร้อมทั้งกำหนดมาตรการและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ 3. ทีมยกระดับมาตรการทางกฎหมาย ดำเนินการยกระดับความเข้มของกฎหมาย และเพิ่มอัตราโทษให้มีความเด็ดขาด เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะเสนอข้อมูลรายงานต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับโรงงานที่กระทำความผิด ที่ผ่านมาหลายพื้นที่ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 37 และ 39 และฟ้องร้องทางแพ่ง รวมถึงจะดำเนินการทางให้เป็นคดีอาญาด้วย และในอนาคตจะทำให้เป็นคดีการเงิน โดยร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐาน และขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อเพิ่มโทษ การลงโทษมีความเข้มข้นขึ้น

 นายวราวุธ กล่าวว่า ปัจจุบันโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 มีอยู่ 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้มี 1,500 กว่าแห่งอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งทีมเฉพาะกิจลงไปในพื้นที่ 5 จังหวัดดังกล่าว แต่ละทีมจะมีเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ ในการเข้าไปตรวจทุกโรงงาน โดยจะเริ่มคิกออฟวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยจะมีการลงพื้นที่ตรวจต่อเนื่อง และภายใน 1 สัปดาห์จะเห็นความคืบหน้าว่าโรงงานใดดำเนินการตามเงื่อนไขหรือไม่ โดยจะมีการตรวจสอบในพื้นที่เสี่ยงสูง และที่ได้รับเรื่องร้องเรียน รวมถึงกรณีมีการสั่งให้แก้ไขไปแล้วก่อนหน้านี้แต่ไม่ดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมามักมีการขอขยายเวลาแก้ไข ตนให้แนวทางไปว่าต่อจากนี้จะไม่มีการผ่อนปรน หากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ก็ปิดโรงงาน นอกจากนี้ หากพบว่าโรงงานใดเข้าข่ายนอมินีก็จะเร่งตรวจสอบ

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ปี 2563 เราได้ห้ามนำเข้าซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่ผ่านมามีการลักลอบนำเข้ามา ประกอบกับช่วงหลังมีประเด็นปัญหา เวลานำซากรถยนต์บดอัดก้อนเข้ามา ซึ่งจะมีสายไฟและอื่นๆ เป็นส่วนประกอบด้วย ทำให้ผิดกฎหมายทั้งก้อน จึงจะต้องมาพิจารณาว่าจะอนุญาตให้มีการปนเปื้อนได้กี่เปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐานสากล โดยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษโลหะจะต้องไปดูรายละเอียด โดยจะได้รับคำตอบเร็วๆ นี้ ส่วนกรณีการใช้เศษเหล็กในประเทศไทยเพื่อมาเป็นส่วนประกอบนั้น หากประเทศไทยสั่งห้ามนำเข้าเศษเหล็ก  อาจเป็นเรื่องดีกับหลายประเทศในยุโรปที่ไม่อยากส่งออกอยู่แล้ว แต่ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อมาใช้เป็นวัตถุดิบอยู่ ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษให้ข้อมูลว่า เหล็กบางชนิดรีไซเคิลน้อย แต่ส่งออกจำนวนมาก ซึ่งจะต้องมาตรวจสอบกันอย่างละเอียด ถึงเวลาที่จะต้องมากวาดบ้านจริงจัง

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับแนวทางติดตามตั้งแต่สินค้าตั้งแต่ต้นทางนั้น ที่ผ่านมาอาจมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานในเรื่องข้อมูล โดยจะมีการหารือกับอธิบดีกรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์ต่อไป ส่วนกรณีการสำแดงเท็จนั้น หากต้องการให้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้ แต่ตนเห็นว่า การปรับกฎหมายให้มีบทลงโทษเข้มข้นขึ้น และการแก้ไขให้โรงงานสั่งวัตถุดิบโดยตรง จะทำให้สามารถตรวจสอบต้นทางได้ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสสำแดงเท็จได้

เมื่อถามว่า การตรวจสอบจะกระทบโรงงานที่มองว่า ตัวเองไม่อยู่ในข่ายตรวจสอบ แต่ต้องหยุดกิจการชั่วคราว จะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า หากโรงงานดำเนินการไม่ถูกต้องให้ดำเนินการให้ถูกต้อง หากจะกระทบห่วงโซ่อุปทานก็ต้องมาพิจารณากัน แต่ไม่ใช่ข้ออ้างไม่ทำตามกฎหมาย ส่วนกรณีบางโรงงานได้ขออนุญาตดำเนินการกิจกรรมหลายประเภทนั้น ตนจะพิจารณาดูว่าได้ดำเนินการตรงกับที่ขออนุญาตหรือไม่ หากไม่ตรงอาจจะดำเนินการยึดใบอนุญาตได้ จึงขอฝากให้ดำเนินการให้ถูกต้อง โดยขณะนี้ยังได้ประสานกับตำรวจให้เป็นหูเป็นตาด้วย

เมื่อถามว่า ในมาตรา 21 พ.ร.บ.โรงงาน ที่เปิดโอกาสให้มีการเช่าซื้อใบอนุญาตได้ จะเป็นช่องว่างให้ทุนจีนเข้ามาซื้อและประกอบกิจการโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ตนได้ให้อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมไปแก้ไขมาตราดังกล่าวด้วย เพราะไม่สมเหตุสมผล และหากเป็นไปได้ให้ยกเลิก ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนแก้ไข

เมื่อถามย้ำว่า รวมไปถึงช่องโหว่เรื่องการต่อใบอนุญาตทุก 5 ปี ด้วยหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า การต่อใบอนุญาตบางครั้งต่างชาติมองว่าสั้นเกินไปหรือไม่ และเมื่อครบ 5 ปี จะได้ต่อใบอนุญาตหรือไม่ โดยจะต้องหารือกับหลายๆ ฝ่าย เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นายวราวุธ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเอาผิดโรงงานที่กระทำความผิด และการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบว่า เบื้องต้นทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการกับผู้ประกอบการบางรายที่พบการกระทำความผิดแล้ว อย่างเช่น กรณี จ.ปราจีนบุรี ที่มีคราบน้ำไหลออกมา ซึ่งจะต้องได้มีการหารือถึงมาตรการเยียวยาเกษตรกรภายหลังน้ำลดไปแล้ว แต่ในกรณีที่พบของกลางไม่สามารถตรวจสอบว่าเป็นของใคร ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องใช้งบประมาณของกรม หากงบประมาณไม่เพียงพอจะต้องของบกลางมาช่วย ความเสียหายต่างๆ หากเราสามารถตรวจพบว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด ตัวผู้กระทำความผิดจะต้องรับผิดชอบความเสียหาย ส่วนจะต้องรับความผิดชอบความเสียหายเท่าใดนั้น จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นระหว่างบริษัท จังหวัด และประชาชนที่ได้รับความเสียหาย

‘อักษรศรี’ วิเคราะห์ผลประชุมลับพรรคคอมมิวนิสต์จีน!! ‘สี จิ้นผิง’ จัดทัพใหญ่ ก่อนตัดสินใจเรื่องไต้หวัน วิเคราะห์การปรับโครงสร้างอำนาจ PLA หลังประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน จับตาเก้าอี้ผู้นำกองทัพที่ยังว่าง

ผลประชุมลับพรรคฯ สีจิ้นผิงจะเร่งรวมชาติไต้หวันหรือไม่

โดย อักษรศรี พานิชสาส์น

จากผลการประชุมลับแบบเต็มคณะครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ โรงแรม Jingxi ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) สายข่าวด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีนมีการประเมินกันว่า  “ปฏิบัติการบุกยึดเกาะไต้หวันในตอนนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างต่ำ” แล้วทำไมจึงประเมินเช่นนั้น

บทความนี้จะมาวิเคราะห์ไล่เรียงในแต่ละประเด็นจากเนื้อหาในเอกสาร #แถลงการณ์ฯ 🇨🇳 ผลการประชุมลับในครั้งนี้ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ครั้งที่ 5 (Fifth Plenary Session of the 20th Central Committee of the CPC)  ที่เผยแพร่โดยทางการจีน เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา 

โดยมีการรับรองมติว่าด้วยการควบคุมและบริหารจัดการพรรคอย่างเข้มงวด และรอบด้านอย่างเด็ดเดี่ยว และต่อเนื่อง (Resolution on Certain Major Issues concerning Persevering with Full and Rigorous Party Self-Governance)

ผลการประชุมลับของพรรคฯ ที่โรงแรม Jingxi ในครั้งนี้  สื่อทั่วโลกจะจับตาในประเด็น #การขับไล่สมาชิกพรรคฯระดับสูง 33 คน ในจำนวนนี้ 16 คนมาจาก #กองทัพจีน PLA  ตามมติพรรคฯ ที่มีทิศทางชัดเจนในการเดินหน้าควบคุมวินัยพรรคอย่างเข้มงวด

มีข้อสังเกตว่า  มีระดับสูงของทหารเพียงคนเดียวที่ได้รับการเลื่อนชั้นแต่งตั้งเข้าสู่การเป็นสมาชิกคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) ชุดที่ 20 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจสูงสุดของพรรค ก็คือ พลเอก #จางเซิงหมิน (Zhang Shengmin) รองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง (Central Military Commission : CMC) 

ที่ผ่านมา สีจิ้นผิงไว้วางใจให้พลเอก จางเซิงหมิน ดูแลด้านการตรวจสอบวินัยของ CMC (เปรียบเสมือนองค์กร ป.ป.ช. ของกองทัพ) ทำหน้าที่กวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชัน

ตามธรรมเนียมของพรรคฯ กำหนดให้โปลิตบูโรมีทหารสองที่นั่ง คือรองประธาน CMC ทั้งสองคน (คนหนึ่งเป็นผู้บัญชาการสายยุทธการ อีกคนดูแลงานการเมือง)  แต่อำนาจที่แท้จริงทั้งหมดในกองทัพ จะอยู่ที่ประธาน CMC ฝ่ายพลเรือนแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือ สีจิ้นผิง

ประเด็นคือ ในขณะนี้ สีจิ้นผิงยังไม่มีการตั้งนายพลใหม่เติมเก้าอี้ที่ว่าง  ทำให้เก้าอี้ทั้งห้าตัวใน CMC ยังว่างอยู่   #ทำไมสีจิ้นผิงยังไม่ได้เติมเก้าอี้ที่ว่างลงเหล่านี้ คาดว่า ยังไม่ไว้วางใจนายพลผู้นำกองทัพ จึงยังไม่ตั้งแม่ทัพใหม่ ทั้งหมดนี้ ยังอยู่ในขั้นตรวจสอบนายทหารระดับสูง  

ดังนั้น สายข่าวความมั่นคงของจีน จึงประเมินว่า  ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้  โอกาสที่จะเกิดปฏิบัติการบุกยึดเกาะไต้หวัน จึงยังมีความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างยังต่ำ

แต่ทั้งหมดนี้  ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงเบื้องหลัง  ทุกการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับสีจิ้นผิง #ผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือ และมีความมุ่งมั่นที่จะรวมชาติให้สำเร็จ (โดยเฉพาะในช่วงจังหวะเวลาที่โดนัลด์ #ทรัมป์ 🇺🇸 ยังอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ซึ่งสีจิ้นผิงน่าจะได้พูดคุยเคลียร์กับทรัมป์ได้ง่ายกว่าคนอื่นขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ เพื่อไม่ให้สหรัฐฯ มาจุ้นจ้านขัดขวาง #ภารกิจรวมชาติ กับไต้หวัน) 

ในช่วงเวลานี้  กองทัพจีนกำลังอยู่ในช่วงจัดทัพภายใน บรรดานายพลจีนทั้งหลายจะต้องพิสูจน์ความภักดีและแสดงฝีมือให้สีจิ้นผิงได้เห็นว่า มีความพร้อมขั้นสูงสุดในการปกป้องผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่งยวดและเป็น“#เส้นแดง”ของจีนที่ไม่ยอมให้ชาติใดมารุกล้ำละเมิด นั่นคือ ช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ 

มติที่ประชุมฯ ในครั้งนี้ มีการขับไล่สมาชิกพรรคฯระดับสูง 16 คนที่มาจากกองทัพ PLA มีตัวอย่างตัว Top นายพลทหารที่ถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคฯ  คือ พลเอก #จางโหย่วเซีย (Zhang Youxia) อดีตรองประธาน CMC  และพลเอก #หลิวเจิ้นลี่ (Liu Zhenli) อดีตเสนาธิการร่วมฯ นอกจากนี้  ยังมีอดีตรัฐมนตรีกลาโหมของจีนอีก 2 คนที่ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต  (รอลงอาญา)

มีข้อสังเกตว่า  กรรมการกลางพรรคตัวจริง 205 คน มาร่วมประชุมเพียง 162 คน นับว่าต่ำที่สุด (นับตั้งแต่ยุคหลังประธานเหมาเจ๋อตง)

สำหรับประเด็นสำคัญในแถลงการณ์ผลการประชุมฯ สรุปได้ดังนี้ 

ประการแรก  การยกระดับความเข้มงวด และจัดการปัญหาภายในพรรค เพื่อการต่อสู้กับความหย่อนยานในอดีต  

ที่ประชุมชื่นชมความกล้าหาญทางการเมืองของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ในการเผชิญหน้าและแก้ไข ปัญหาพรรค ในอดีตที่มีลักษณะ "อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ และขาดการควบคุมดูแลตัวเอง" 

มีการเน้นย้ำถึงการใช้มาตรการที่เข้มงวดที่สุด (Stringent measures) และความพยายามอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดปัญหา“คอร์รัปชัน” และการทุจริตในโครงการที่ทำเพื่อตนเองและเอื้อพวกพ้อง 

ประการที่สอง  ทิศทางและเป้าหมายในอนาคต ประกาศยึดมั่นในอุดมการณ์ และเรียกร้องให้สมาชิกพรรคทุกคนรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น มีคณะกรรมการกลางพรรคที่มีสีจิ้นผิงเป็นแกนกลาง และนำ " #ความคิดสีจิ้นผิงว่าด้วยลัทธิสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีนในยุคใหม่" ไปปฏิบัติอย่างเต็มที่

ในด้านเศรษฐกิจ  แถลงการณ์มติที่ประชุมฯ ยึดตามแผนพัฒนาฯ 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยระบุว่า   เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและภารกิจหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในปีนี้ รวมถึงเป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับการเริ่มต้น #แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 

(1) จะยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของการสร้างความก้าวหน้าไปพร้อมกับ การรักษาเสถียรภาพ 

(2) ดำเนินการตามแนวคิดการพัฒนาใหม่ ในทุกด้านอย่างเต็มที่ เร่งสร้างรูปแบบการพัฒนาใหม่ 

(3) ใช้ประโยชน์จากนโยบายมหภาคอย่างเต็มที่และเหมาะสม 

(4) ดึงศักยภาพของ อุปสงค์ภายในประเทศ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 

(5) เดินหน้าปฏิรูปและเปิดประเทศต่อไป

(6) ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง และยั่งยืนด้วยนวัตกรรม

ประการสุดท้าย เดินหน้ามุ่งสู่การสร้างความทันสมัยแบบจีน (Chinese modernization) ตั้งเป้าหมายในการร่วมมือกันพัฒนาและนำพาประชาชนชาวจีนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ เดินหน้าสร้างประเทศจีนให้เป็น “#ประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยในทุกมิติ” และขับเคลื่อน “#การฟื้นฟูชาติ”

อีกเรื่องที่น่าสนใจ  ในแถลงการณ์ฯ เน้นเรื่อง "Implementing the Five-Sphere Integrated Plan and the Four-Pronged Comprehensive Strategy in a coordinated way"  ด้วยการนำเอา 2 ยุทธศาสตร์ใหญ่ของจีนมารวมกันและขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันในแบบบูรณาการ 

โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

(1) แผนปฏิรูปบูรณาการ 5 มิติ (The Five-Sphere Integrated Plan) ภาษาจีนเรียกว่า "อู่เว่ยอี่ถี่" เป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้ครอบคลุมและสมดุลใน 5 ด้านหลัก เพื่อไม่ให้เน้นไปที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต ดังนี้

* ด้านเศรษฐกิจ (Economic): มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูงและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง​* ด้านการเมือง (Political): พัฒนาระบบประชาธิปไตยในกระบวนการทั้งหมดของประชาชน (Whole-process people's democracy) และธรรมาภิบาล

* ด้านวัฒนธรรม (Cultural): เสริมสร้างวัฒนธรรมจีน อุดมการณ์สังคมนิยม และการสื่อสารมวลชน

* ด้านสังคม (Social): ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมที่กลมเกลียว

* ด้านนิเวศวิทยา (Ecological): เน้นความก้าวหน้าทางสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการพัฒนาสีเขียว (Eco-environmental progress) 

(2) ยุทธศาสตร์รอบด้าน 4 ประการ (The Four-Pronged Comprehensive Strategy) ภาษาจีนเรียกว่า "ซื่อเก้อเฉวียนเมี่ยน" เป็นแนวทางปฏิบัติในเชิงรุก 4 ด้าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการบริหารประเทศ ดังนี้

* สร้างประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยอย่างรอบด้าน (Build a modern socialist country)

* ปฏิรูปเชิงลึกอย่างรอบด้าน (Deepen reform across the board)

* บริหารประเทศตามหลักนิติธรรมอย่างรอบด้าน (Advance law-based governance)

* กวดขันวินัยและปกครองพรรคอย่างเข้มงวดรอบด้าน (Strengthen full and rigorous Party self-governance) 

จะเห็นได้ชัดเจนว่า “#วินัยพรรค” เป็นประเด็นหลักที่ถูกเน้นย้ำอย่างมากในการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ปี 2026 นี้

โดยสรุป  ผลการประชุมพรรรคฯ ครั้งนี้ สะท้อนแนวทางสีจิ้นผิง คือ“เข้มงวด เด็ดเดี่ยว และต่อเนื่อง” และสีจิ้นผิงกำลังอยู่ในช่วง #จัดวางตัวผู้นำกองทัพจีน  

ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้  สายข่าวความมั่นคง จึงประเมินความเป็นไปได้ที่จะเกิดปฏิบัติการบุกยึดเกาะไต้หวันในช่วงนี้ ยังค่อนข้างยังต่ำ  หากแต่ปฏิบัติการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไรและอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับ #การตัดสินใจของสีจิ้นผิง ผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดินจีน และมีความมุ่งมั่นที่จะรวมชาติให้สำเร็จ โดยจะต้อง #จบแบบไม่ยืดเยื้อ และไม่มีชาติอื่นมาขัดขวางภารกิจสำคัญยิ่งยวดนี้

อ้างอิง : เอกสาร Communique of the Fifth Plenary Session of the 20th Central Committee of the Communist Party of China ที่เผยแพร่โดยทางการจีน

https://www.facebook.com/share/p/1EsArbTZpM/?mibextid=wwXIfr

ไทยไม่ใช่ถังขยะอิเล็กทรอนิกส์ของโลก!! ‘อนุทิน’ สั่งลุยตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยง 1,500 แห่ง ส่ง 50 ทีมปูพรม 5 จังหวัดอุตสาหกรรม เดินหน้ารื้อกฎหมายเพิ่มโทษ พร้อมประสาน ปปง. ตรวจเส้นทางเงิน

ไทยเอาจริงแก้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ตั้ง 50 ทีมลุยตรวจโรงงาน 5 จังหวัด เริ่ม 1 พ.ย. นี้ วาง 3 มาตรการคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ย้ำโรงงานผิดกฎหมายไม่ผ่อนปรน เตรียมเพิ่มโทษ–ตรวจเส้นทางการเงิน รายงานนายกฯ–ครม. ภายใน 30 วัน

วันนี้ (30 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้บูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การนำเข้า การขนส่ง การประกอบกิจการโรงงาน การคัดแยก การรีไซเคิล ไปจนถึงการกำจัดกากของเสีย ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรก โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยย้ำว่าประเทศไทยต้องไม่เป็นแหล่งรองรับการทิ้งขยะจากต่างประเทศ และต้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพประชาชนควบคู่กัน

นางสาวลลิดากล่าวว่า ที่ประชุมกำหนดแนวทางดำเนินงาน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงและมีข้อร้องเรียนจากประชาชน 2. การทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออก เพื่อควบคุมและติดตามการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และ 3. การปรับปรุงกฎหมายในระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและยกระดับบทลงโทษให้มีความเข้มงวด โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมศุลกากรและอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นประธานร่วมในการทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออก ขณะที่นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ จะร่วมดูแลการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่ากฎหมายปัจจุบันมีช่องว่างหรือจำเป็นต้องปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างไร

สำหรับมาตรการเร่งด่วน กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมจัดชุดเฉพาะกิจ 50 ทีม กระจายลงพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ จังหวัดละ 10 ทีม เริ่มดำเนินการวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยมุ่งตรวจสอบโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ปัจจุบันมีโรงงานที่จดทะเบียนประเภทดังกล่าวทั่วประเทศ 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้กว่า 1,500 แห่งอยู่ใน 5 จังหวัดเป้าหมาย โดยจะให้ความสำคัญกับโรงงานที่มีความเสี่ยง มีข้อร้องเรียน หรือเคยมีประวัติการดำเนินคดีเป็นลำดับแรก ทั้งนี้ จำนวนโรงงานที่จดทะเบียนไม่ได้หมายความว่าทุกแห่งมีการกระทำผิด โดยทีมตรวจสอบจะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด พร้อมประสานฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจสนับสนุนการปฏิบัติงาน 

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า นายวราวุธได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประกอบกิจการอย่างเข้มงวด ทั้งประเภทเครื่องจักร กระบวนการผลิต การจัดเก็บและกำจัดของเสีย ว่าตรงตามเงื่อนไขใบอนุญาตหรือไม่ โดยจะไม่ผ่อนปรนการขยายระยะเวลาให้โรงงานที่ได้รับคำสั่งแก้ไขแล้วแต่ไม่ดำเนินการภายในกำหนด หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งอาจถึงขั้นสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาต พร้อมประสานตำรวจเฝ้าระวังการลักลอบขนย้ายกากอุตสาหกรรมออกไปทิ้งในพื้นที่อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหามลพิษขยายวงกว้าง โดยปัญหาผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตามมาตรา 37 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรงงานกับโรงงานบางแห่งแล้ว และอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษให้การกระทำผิดไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่ได้รับ รวมถึงหารือแนวทางประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและศึกษาช่องทางดำเนินการกับทรัพย์สินของผู้กระทำผิดตามกฎหมาย นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังสนับสนุนข้อมูลบริษัทและโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อตรวจสอบกรณีที่อาจเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนหรือนอมินี โดยจะดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ไม่เหมารวมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ในส่วนของการควบคุมการนำเข้า ที่ประชุมได้หารือแนวทางให้โรงงานเป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบโดยตรงแทนการนำเข้าผ่านผู้ค้าคนกลาง เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและติดตามวัตถุดิบจนถึงโรงงานปลายทางได้อย่างชัดเจน พร้อมพิจารณาเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากรกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงศึกษาเกณฑ์การปนเปื้อนของสายไฟและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในเศษโลหะนำเข้า โดยต้องสอดคล้องกับกฎหมายไทยและอนุสัญญาบาเซล ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับสัดส่วนสิ่งปนเปื้อนที่ยอมรับได้ และไม่ได้หมายถึงการห้ามนำเข้าเศษเหล็กทั้งหมด เนื่องจากต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้วัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กัน

นางสาวลลิดากล่าวว่า กรมศุลกากรรายงานว่า ในปีที่ผ่านมาได้จับกุมของเสียและเศษขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ปะปนมากับสินค้านำเข้า และดำเนินการส่งกลับประเทศต้นทางรวมกว่า 10 ล้านกิโลกรัม สะท้อนความจำเป็นในการยกระดับมาตรการตรวจสอบและป้องกันการสำแดงสินค้าไม่ถูกต้อง โดยกรมศุลกากรจะร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศและกรมควบคุมมลพิษ พิจารณาแนวทางกำหนดเกณฑ์สิ่งปนเปื้อนและหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธินำเข้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำของเสียเข้าประเทศ

สำหรับการเยียวยาประชาชน รัฐบาลยืนยันหลักการให้ผู้ประกอบการที่ก่อความเสียหายต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยกรณีปัญหาคราบน้ำมันในจังหวัดปราจีนบุรี ได้มีการหารือแนวทางเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ทั้งความเสียหายภายหลังน้ำลดและการเพาะปลูกข้าวรอบถัดไป ผ่านการสำรวจและประเมินความเสียหายร่วมกันระหว่างบริษัท หน่วยงานจังหวัด และประชาชน ส่วนกรณีที่พบกากของเสียแต่ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะใช้งบประมาณที่มีอยู่ดำเนินการจัดการปัญหาก่อน และหากไม่เพียงพออาจเสนอขอรับการจัดสรรเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรอการแก้ไขปัญหาจนเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น

“รัฐบาลยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องดำเนินการอย่างจริงจังทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการตรวจจับโรงงานที่กระทำผิด แต่ต้องปิดช่องโหว่ตั้งแต่การนำเข้า การขนส่ง การประกอบกิจการ ไปจนถึงการกำจัดกากของเสีย พร้อมยกระดับกฎหมายและติดตามผู้กระทำผิดให้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจะมีการรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนเป็นรายสัปดาห์ และสรุปผลการดำเนินงานเสนอนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และคุ้มครองสุขภาพกับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดากล่าว

ชุดพม่า หรือ อัปสรากัมพูชา? มิสโกลบเมียนมา 2026 สวมชุดอ้างเป็นศิลปะพม่า แต่ชาวเน็ตบางส่วนชี้คล้ายชุดนางอัปสราเขมร จุดประเด็นถกเถียงมรดกวัฒนธรรมอาเซียน

“เมียนมา–กัมพูชา” ถกเถียงกันเรื่องชุดประจำชาติ! หลังมิสโกลบเมียนมา 2026 สวมชุดที่มีลักษณะคล้ายเครื่องแต่งกายนางอัปสราของเขมร

เมียต ขุ่น โช (Myat Khun Cho) มิสโกลบเมียนมา 2026 (Miss Globe Myanmar 2026) ได้สวมใส่เครื่องแต่งกายชุดหนึ่ง ซึ่งเธอระบุว่าเป็น ชุดประจำชาติพม่า

ภายหลังจากคลิปวิดีโอที่เธอสวมชุดดังกล่าวถูกเผยแพร่และแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์ ก็ได้สร้างกระแสความคิดเห็นที่หลากหลาย

ผู้ชมบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า เครื่องแต่งกายดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกับ ชุดนางอัปสราเขมร (Khmer Apsara) ขณะที่ผู้ชมอีกส่วนหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่าเป็นเครื่องแต่งกายแบบพม่า

ประเด็นถกเถียงนี้นำไปสู่คำถามที่น่าสนใจในวงกว้างว่า

“เหตุใดเครื่องแต่งกายประจำชาติที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน จึงก่อให้เกิดการตีความที่แตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม?”

1. ความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่ข้ามพรมแดน

เครื่องแต่งกายพื้นเมือง ศิลปะ และขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละสังคม มักได้รับการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานของการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างชุมชนต่าง ๆ

การค้าขาย การอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ล้วนมีส่วนสำคัญในการสร้างความหลากหลายและความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของผู้คนทั่วโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประวัติศาสตร์การติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนต่าง ๆ มาอย่างยาวนาน

ความสัมพันธ์เหล่านี้อาจช่วยอธิบายได้ว่า เหตุใดเครื่องแต่งกายพื้นเมืองและองค์ประกอบทางศิลปะบางประเภทของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค จึงมีลักษณะคล้ายคลึงกัน

อย่างไรก็ตาม ความคล้ายคลึงกันทางรูปลักษณ์ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายเหล่านั้นจำเป็นต้องมีต้นกำเนิดเดียวกันเสมอไป

การทำความเข้าใจประวัติความเป็นมาของเครื่องแต่งกายแต่ละประเภท จำเป็นต้องศึกษาทั้งรูปแบบการออกแบบ ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ และบริบททางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

2. เครื่องแต่งกายประจำชาติกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

สำหรับชุมชนจำนวนมาก เครื่องแต่งกายประจำชาติไม่ได้เป็นเพียงเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่เท่านั้น

แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึง ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ขนบธรรมเนียมทางศิลปะ และความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรม ของผู้คนในสังคมนั้น ๆ

เมื่อเครื่องแต่งกายที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันปรากฏอยู่ในบริบทของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ผู้คนจึงอาจมีมุมมองเกี่ยวกับต้นกำเนิดและความสำคัญของเครื่องแต่งกายเหล่านั้นไม่เหมือนกัน

ความแตกต่างทางความคิดเห็นดังกล่าวอาจสะท้อนถึงวิธีที่แต่ละชุมชนเชื่อมโยงตนเองเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ

แทนที่จะมองว่าความคล้ายคลึงกันทุกครั้งเป็นข้อพิพาทเรื่องการอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของทางวัฒนธรรม การศึกษาบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่หล่อหลอมประเพณีเหล่านั้นอาจเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างความเข้าใจได้มากกว่า

3. โอกาสในการเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม

กระแสถกเถียงเกี่ยวกับชุดที่เมียต ขุ่น โช สวมใส่ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า มรดกทางวัฒนธรรมเดียวกันหรือที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน อาจได้รับการตีความแตกต่างกันจากผู้คนต่างสังคม

หากผู้คนเปิดใจศึกษาประเด็นเหล่านี้ด้วยความสนใจใคร่รู้และความเคารพซึ่งกันและกัน ก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม และความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมของชุมชนต่าง ๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น

ความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรมไม่ได้ลดทอนอัตลักษณ์ของชนชาติหรือชุมชนใด

ในทางกลับกัน ความคล้ายคลึงดังกล่าวสามารถเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้คนหันมาศึกษาและชื่นชมความหลากหลายของมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ดำรงอยู่ร่วมกันในภูมิภาคนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1148446291027070&id=100075851307109&post_id=100075851307109_1148446291027070&rdid=TfSb6xxI8QHNweiK#

“ดีพร้อม” ปลื้มการขับเคลื่อน BCG!! ปั้น SMEs ไทยโตด้วยเศรษฐกิจสีเขียว โชว์ผลงาน 4 ปี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 2,516 ล้านบาท ดึงผู้ประกอบการ 4,590 รายร่วมขับเคลื่อน ลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 1.5 แสนตัน

“ดีพร้อม” ปลื้มการขับเคลื่อน BCG เชิงรุก 4 ปี ดึงผู้ประกอบการร่วมได้กว่า 4.5 พันราย 

สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 2,516 ล้านบาท ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1.5 แสนตัน 

พร้อมต่อยอดการเปลี่ยนผ่านด้วย BCG GREEN HORIZON 2026 ปั้นอนาคตกลุ่มอุตฯ ยั่งยืน

กรุงเทพฯ 2 พฤศจิกายน 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนผู้ประกอบการ SMEs ไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ภายใต้นโยบาย ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียวและกลไก DIPROM FLEXi มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เผยผลดำเนินงาน 4 ปี มีผู้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมกว่า 4,590 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,516 ล้านบาท พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 150,000 tCO₂eq ต่อยอดสู่การจัดงาน “BCG GREEN HORIZON 2026” ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนทรัพยากร ให้เป็นโอกาสธุรกิจที่ยั่งยืน” เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่การพัฒนาธุรกิจจริง 

มุ่งผลักดันผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้แข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ 

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ท่ามกลางทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินธุรกิจจากการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพสินค้าสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ พร้อมบริหารต้นทุนและเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดโลก โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่เป็นความท้าทายสำคัญต่อการปรับตัว

เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งประกอบด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวมาประยุกต์ใช้ จึงเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร

และความสูญเสีย นำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและสอดรับกับความต้องการ

ของตลาด ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

“โมเดลเศรษฐกิจ BCG ไม่ได้เป็นเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs 

เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและบริหารต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมสามารถลดต้นทุนพลังงานได้มากกว่าร้อยละ 10 ภายใน 3 ปี และอาจลดได้สูงถึงร้อยละ 60 ในระยะยาว สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการลดค่าใช้จ่ายผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมตามแนวทาง BCG ขณะเดียวกัน การนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรืออัปไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังช่วยเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรเดิมและต่อยอดสู่แหล่งรายได้ใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงมุ่งส่งเสริมให้ SMEs นำแนวทาง BCG ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ 

เพื่อเปลี่ยนข้อจำกัดด้านต้นทุนและทรัพยากรให้เป็นโอกาสในการเติบโตและสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น” 

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า ดีพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับบริบท

ของแต่ละธุรกิจผ่านนโยบาย ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยกลไกของ DIPROM FLEXi ซึ่งมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการในหลายมิติ ทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การนำทรัพยากรและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน การขยายตลาด และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง ตั้งแต่การปรับปรุงกระบวนการผลิตเบื้องต้น ไปจนถึง

การพัฒนาสินค้าและมาตรฐานเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า โดยในปี 2566 – 2569 มีผู้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ รวม 4,590 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างรายได้กว่า 2,516 ล้านบาท และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำแนวคิด BCG มาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ ทั้งในมิติการบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับทิศทางตลาด

“สำหรับการจัดงาน BCG GREEN HORIZON 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนทรัพยากร ให้เป็นโอกาสธุรกิจ ที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Star Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยจะเป็นกลไกสำคัญในการขยายผลการส่งเสริม SMEs ตามแนวทาง BCG โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่การพัฒนาธุรกิจจริงมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ตลอดจนเปิดโอกาสทางการตลาดผ่านการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โดยภายในงานมีการนำเสนอแนวทางการใช้ทรัพยากรชีวภาพสร้างผลิตภัณฑ์ มูลค่าสูง การต่อยอดวัสดุเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพร้อมส่งเสริม การพัฒนาสิ่งทอไทยและการต่อยอด Thailand Recycled Textiles Tag เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดผลิตภัณฑ์ จากวัสดุรีไซเคิล”

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้ายว่า ในระยะต่อไป ดีพร้อมจะมุ่งขยายผลการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG 

ให้เข้าถึงผู้ประกอบการ SMEs ได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ การออกแบบผลิตภัณฑ์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและการใช้ทรัพยากร ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานและฉลากสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด ควบคู่กับการรับฟังปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อนำไปกำหนดแนวทางสนับสนุนให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจ โดยมุ่งให้การขับเคลื่อน BCG ไม่หยุดอยู่เพียงการสร้างความตระหนักรู้ แต่สามารถต่อยอดสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินธุรกิจ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top