Wednesday, 15 July 2026
NewsFeed

จีนย้ำจุดยืนทะเลจีนใต้!! ปักกิ่งโต้เดือดปมทะเลจีนใต้ ยืนยันอธิปไตยเหนือหมู่เกาะ คัดค้านแถลงการณ์ร่วม 14 ชาติ ชี้คำตัดสินอนุญาโตตุลาการไร้ผลผูกพัน

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เกี่ยวกับการปลุกปั่นกระแสของบางประเทศในโอกาสครบรอบ 10 ปี "คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้"

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย แคนาดา เอสโตเนีย เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย นิวซีแลนด์ โรมาเนีย สโลวีเนีย และสหราชอาณาจักรได้ออก "แถลงการณ์ร่วมเพื่อรำลึกครบรอบสิบปีแห่งคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้" กระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนขอประกาศอย่างเป็นทางการดังต่อไปนี้

1.จีนมีอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ รวมถึงหมู่เกาะตงซา หมู่เกาะซีซา หมู่เกาะจงซา และหมู่เกาะหนานซา จีนครอบครองน่านน้ำภายในหมู่เกาะ น่านน้ำอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีปเหนือหมู่เกาะเหล่านี้ จีนมีสิทธิครอบครองทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ อำนาจอธิปไตยของจีนเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้และสิทธิและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องนั้นได้รับการสถาปนาขึ้นมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวจีนได้เดินเรือในทะเลจีนใต้และค้นพบหมู่เกาะเหล่านี้ผ่านการปฏิบัติมาอย่างยาวนาน จีนเป็นประเทศแรกที่ใช้อำนาจอธิปไตยและบริหารเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้และน่านน้ำที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง สันติ และมีประสิทธิภาพ จีนเป็นเจ้าของหมู่เกาะในทะเลจีนใต้นั้นได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในประชาคมระหว่างประเทศมานานแล้ว

2.ทะเลจีนใต้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยที่สุดในโลก และเสรีภาพในการเดินเรือและการบินในทะเลจีนใต้ไม่เคยเป็นปัญหา จีนปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิและผลประโยชน์ทางทะเลในทะเลจีนใต้อย่างมั่นคง และยึดมั่นในสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ในการตอบโต้การละเมิดและการยั่วยุจากประเทศที่เกี่ยวข้องในทะเลจีนใต้ จีนได้ใช้มาตรการที่เด็ดขาดเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตน ซึ่งเป็นมาตรการที่สมเหตุสมผล ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นมืออาชีพ และยับยั้งชั่งใจ สหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาคยังคงเสริมกำลังทางทหารในทะเลจีนใต้ โดยกระทำการอย่างไม่ยั้งคิดและเป็นการโหมกระหน่ำความขัดแย้ง พฤติกรรมทางทหารและการบีบบังคับนี้เป็นความท้าทายหลักที่สถานการณ์ในทะเลจีนใต้กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

3.ปัญหาอาณาเขตทางบกไม่อยู่ในขอบเขตของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลถูกยกเว้นจากกระบวนการระงับข้อพิพาทภาคบังคับของ UNCLOS โดยคำประกาศของจีนในปี 2549 ตามมาตรา 298 ในเรื่องอาณาเขตและข้อพิพาทเขตแดนทางทะเล จีนไม่ยอมรับวิธีการระงับข้อพิพาทใดๆ ที่ยัดเยียดให้กับจีน จีนจะยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงการเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ และหลักการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี จีนจะยืนหยัดที่จะแก้ไขข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องในทะเลจีนใต้ผ่านการเจรจาและการปรึกหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเคารพข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

4.จุดยืนของจีนเกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้มีความชัดเจน เสมอต้นเสมอปลาย และมั่นคง การอนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้ละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น "ความยินยอมของรัฐ" และ "ข้อตกลงต้องได้รับการเคารพ" ละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงพื้นฐานเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ คำตัดสินที่เรียกว่า "คำวินิจฉัย" นั้นเป็นเอกสารที่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกต้อง และไม่มีผลผูกพัน จีนไม่ยอมรับหรือรับรอง "คำวินิจฉัย" และคัดค้านและปฏิเสธข้อเรียกร้องหรือการกระทำใดๆ ที่อ้างอิงจากคำชี้ขาดนั้น อธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้จะไม่ได้รับผลกระทบจาก "คำวินิจฉัย" ในทุกกรณี

5.ในช่วงสิบปีนับตั้งแต่มีการออก "คำวินิจฉัย" นั้น ไม่เพียงแต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางทะเลระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ได้เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือให้ฟิลิปปินส์ขยายการอ้างสิทธิ์ในดินแดนและทางทะเล ทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้น และเป็นข้ออ้างให้อิทธิพลจากภายนอกเข้ามาแทรกแซงในประเด็นทะเลจีนใต้และปลุกปั่นสถานการณ์ มันกลายเป็นอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ ตลอดจนสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ หากปฏิบัติตามมาตรฐานของ "คำวินิจฉัย" นั้น เกาะและแนวปะการังของหลายประเทศจะสูญเสียหลักฐานที่ถูกนำไปอ้างสิทธิ์อธิไปไตยเหนือดินแดน เราจึงตั้งคำถามว่า ประเทศต่างๆ ที่สนับสนุน "คำวินิจฉัย" นั้นได้สละสิทธิ์ทางทะเลในเกาะและแนวปะการังของตนโดยสมัครใจหรือไม่ การที่บางประเทศยังคงโหมกระหน่ำเกี่ยวกับ "คำวินิจฉัย" ที่ผิดกฎหมายนั้น ขัดแย้งกับแนวโน้มทั่วไปของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และขัดกับความปรารถนาของประเทศและประชาชนในภูมิภาคที่จะพัฒนาและเจริญรุ่งเรือง ความพยายามของพวกเขาย่อมต้องล้มเหลว เราขอเรียกร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเคารพในอธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้ด้วยความจริงใจ ยุติการก่อกวนในทะเลจีนใต้ และยุติการบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1450234740467868&id=100064440681953&rdid=Ut87bxNnpSmebJzL#

เด็กเตรียมอุดมฯ พร้อมลุย IMO 2026!! ส่งกำลังใจ 5 เด็กเตรียมอุดมฯ ผู้แทนไทย ลุยศึกคณิตศาสตร์โอลิมปิกโลกที่เซี่ยงไฮ้ ทีมคณิตศาสตร์ไทยบินสู่เซี่ยงไฮ้ เตรียมแข่งขันโอลิมปิกนานาชาติ 10–21 ก.ค. 2569

ร่วมส่งกำลังใจแก่นักเรียนเตรียมอุดมศึกษาผู้แทนประเทศไทย

ไปแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 นายทรงเกียรติ เทพประเสน รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ และคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ร่วมส่งกำลังใจแก่

นายเอกกวิน วิศิษฏ์เกียรติชัย ต.อ.86

นายดรณ์ สว่างทรัพย์ ชั้น ม.6 ห้อง 228

นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ ชั้น ม.6 ห้อง 228

นายอภิวิชญ์ ชาญณรงค์ ชั้น ม.6 ห้อง 228

ด.ช.อีตั้น เชน ชั้น ม.4 ห้อง 436

นักเรียนผู้แทนประเทศไทยไปเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ วันที่ 10-21 กรกฎาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ที่มา : https://www.facebook.com/100057799533827/posts/pfbid027K7DqLivQqQErM2qhChrnbsg4KQCH8pzGDPDw5KA1ZnhtFFgJj54uqfsGrSmZvQnl/?mibextid=NOb6eG

ONCB Thai Youth League 2025/2026!! เปิดสนามปั้นเยาวชนไทย ใช้ฟุตบอลสร้างภูมิคุ้มกันห่างไกลยาเสพติด ป.ป.ส. หนุน ONCB Thai Youth League ใช้ฟุตบอลพัฒนาเด็กไทย สร้างวินัย–ต้านภัยยาเสพติด

ONCB Thai Youth League 2025/2026 เปิดสนามสร้างนักกีฬา พัฒนาเยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด

การแข่งขัน ONCB Thai Youth League ฤดูกาล 2025/2026 เดินหน้าสร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศได้พัฒนาทักษะฟุตบอล ควบคู่กับการเรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ โดยมี พันตำรวจเอก ชัยพร ออฟูวงศ์ เป็นประธานโครงการ ONCB Thai Youth League และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ซึ่งมุ่งใช้กีฬาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนห่างไกลจากยาเสพติด

การแข่งขันในฤดูกาลนี้ครอบคลุมฟุตบอล 11 คน รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี รวมถึง Thai Youth League Junior สำหรับเยาวชนอายุ 9-13 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรุ่นเล็กได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในสนามตั้งแต่ก้าวแรก นอกจากนี้ ยังมีโครงการฟุตบอลเด็กวิถีชุมชนใน 10 จังหวัด ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เด็กนักเรียน เด็กด้อยโอกาส เยาวชนกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มเปราะบางได้เข้าถึงการฝึกซ้อมและการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาและเครือข่ายโค้ชจิตอาสาในพื้นที่ ขณะเดียวกัน นักกีฬายังได้เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาและศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 เพื่อเรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

Thai Youth League หรือการแข่งขันฟุตบอลลีกเยาวชนแห่งชาติ เริ่มจัดขึ้นในปี 2559 จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้โครงการ “สานฝันฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก” ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี โครงการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างฟุตบอลระดับเยาวชนกับฟุตบอลอาชีพ ผ่านระบบการแข่งขันที่ครอบคลุมหลายช่วงวัย และเปิดโอกาสให้เด็กจากทุกภูมิภาคได้พิสูจน์ศักยภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยนักฟุตบอลทีมชาติไทยและผู้เล่นในลีกอาชีพหลายคนต่างมีจุดเริ่มต้นจากเวทีการแข่งขันระดับเยาวชน ซึ่งประสบการณ์ในสนามถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมทั้งทักษะ ความมั่นใจ และความพร้อมสำหรับการก้าวสู่เส้นทางฟุตบอลอาชีพ

สิ่งที่ทำให้ Thai Youth League มีความโดดเด่น คือการมองฟุตบอลเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนานักกีฬา สนามแข่งขันจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ค้นหาผู้เล่นฝีเท้าดี แต่ยังช่วยปลูกฝังความอดทน ความมีวินัย การทำงานเป็นทีม และการเคารพกติกา คุณลักษณะเหล่านี้จะติดตัวเยาวชนต่อไป ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพหรือเติบโตไปสู่บทบาทอื่นในสังคม และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Thai Youth League ยังคงเป็นเวทีในการสร้างทั้งนักกีฬาและคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพให้แก่สังคมไทย

SME ไทยลุยทุน!! มีบทบาทเศรษฐกิจสูง แต่เข้าถึงทุนยังเป็นปัญหา สสว. เน้นย้ำเพิ่มการรู้ทางการเงิน เคทีซีชู 10 เคล็ดลับเตรียมธุรกิจ

SME ไทยกับโจทย์ใหญ่ ทำอย่างไรให้ธุรกิจรายเล็กเข้าถึงทุน

ผู้ประกอบการรายเล็ก เงินทุนเปรียบเสมือนออกซิเจนของธุรกิจ ที่ช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่อง ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง ลงทุนเครื่องมือใหม่ เพิ่ม และปรับตัวให้ทันตลาด แต่ในความเป็นจริง SME จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงความรู้ที่ถูกต้อง แม้จะมีลูกค้า มีรายได้ และมีศักยภาพเติบโต เมื่อระบบการเงินยังมองไม่เห็นอนาคตนั้นอย่างชัดเจน ข้อมูลของ สสว. ระบุว่า SME ไทยมีจำนวนกว่า 3.3 ล้านราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 34.8% ของ GDP ประเทศ ซึ่งสะท้อนว่า SME เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านรายได้ การจ้างงาน และกำลังซื้อ

การเป็นฐานใหญ่ของเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่า SME ทุกธุรกิจจะเข้าถึงโอกาสได้เท่ากัน วันนี้ SME ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนสูง ตลาดแข่งขันรุนแรง พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว และสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวในงาน KTC FIT TALK : SME NEXT MOVE ว่า “SME ไทยกำลังเจอจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง 3 เรื่อง ได้แก่ Demographic Change, Low Productivity และ Need Value Creation พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น นี่คือโลกที่ลูกค้าเปลี่ยน แรงงานหายากขึ้น ต้นทุนเพิ่ม และสินค้าแบบเดิมขายยากขึ้นสังคมสูงวัยทำให้ตลาดเปลี่ยน ผู้บริโภคมีความต้องการเฉพาะตัวมากขึ้น ธุรกิจจึงต้องเข้าใจลูกค้าให้ลึกกว่าเดิม ขณะเดียวกันปัญหาผลิตภาพต่ำยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของ SME ไทย หลายกิจการทำงานหนักขึ้น ขายมากขึ้น แต่สิ้นเดือนไม่เห็นกำไร เพราส่วนมากยังติดข้อจำกัดด้านทักษะแรงงาน เทคโนโลยี การบริหารจัดการ

โจทย์ของ SME วันนี้คือจะทำอย่างไรให้เงินทุนกลายเป็นแรงส่ง ไม่ใช่ภาระใหม่ ปัญหาหลักข้อหนึ่งคือ SME จำนวนมากไม่มีประวัติทางการเงินที่ชัดเจน ไม่บันทึกค่าใช้จ่ายรายรับ-รายจ่าย บางรายยังอยู่นอกระบบหรือกึ่งนอกระบบ ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้อง ไม่มีภาษี ไม่มีงบการเงิน ไม่มีประวัติกับเครดิตบูโร หรือใช้บัญชีส่วนตัวปนกับบัญชีธุรกิจ เหล่านี้ล้วนเป็น Financial Footprint ร้านค้าอาจจะมองว่าเป็นเอกสารมากมาย แต่สำหรับสถาบันการเงิน หรือหน่วงงานที่คอยให้การสนับสนุนเพื่อนำมาบริหารจัดการธุกิจ นี่คือข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสี่ยง

อีกด้านหนึ่ง SME รายเล็กจำนวนไม่น้อยยังมีความเปราะบางสูง รายได้ผันผวน กำไรต่อหน่วยต่ำ และพึ่งพากระแสเงินสดรายวัน เมื่อยอดขายตกหรือต้นทุนเพิ่ม ธุรกิจจึงสะเทือนได้ง่าย ดังนั้น การเพิ่มวงเงินสินเชื่ออย่างเดียวอาจไม่พอ หากธุรกิจยังไม่มีระบบบัญชี ไม่มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ไม่มีแผนธุรกิจ และยังขาดความรู้ทางการเงิน เงินกู้ที่ควรเป็นโอกาสอาจกลายเป็นภาระ

บทบาทของ สสว. ช่วยลดช่องว่างระหว่าง SME กับระบบสนับสนุนที่มีอยู่ทั้งความรู้ เครื่องมือ ที่ปรึกษา ข้อมูลข่าวสาร ตลาด และโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงเงินทุนที่พร้อมช่วย SME ตั้งแต่เริ่มต้นตรงไหน ต้องเตรียมอะไร ต้องไปหาหน่วยงานใด และเครื่องมือใดเหมาะกับธุรกิจของตัวเอง รวมถึงการเพิ่มทักษะผู้ประกอบการ ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง เปิดโอกาสใหม่ และเชื่อมโยง SME เข้ากับข้อมูลหรือมาตรการสนับสนุนของรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ ที่เข้าถึงง่ายตลอด 24 ชั่วโมง อย่าง Application SME ONE, SME CONNEXT, Web Portal สำหรับผู้ประกอบการ และ Call Center 1301 จึงไม่ใช่แค่ช่องทางให้ข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ SME เข้าถึงระบบสนับสนุนได้ง่ายขึ้น เครื่องมือเหล่านี้สำคัญกับ SME ที่ไม่มีทีมบัญชี ไม่มีฝ่ายกฎหมาย ไม่มีที่ปรึกษาการเงิน และไม่มีเวลาค้นหาโครงการสนับสนุนด้วยตัวเอง ในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ การทำให้ SME เข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นมีความหมายมากกว่าการช่วยธุรกิจรายใดรายหนึ่ง หาก SME จำนวนมากเริ่มจัดระบบข้อมูลได้ดีขึ้น มีความรู้ทางการเงินมากขึ้น และเข้าถึงตลาดหรือโอกาสใหม่ได้มากขึ้น ฐานเศรษฐกิจระดับล่างและระดับกลางของประเทศก็จะแข็งแรงขึ้น

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้นำโซลูชันการรับชำระเงินสำหรับธุรกิจร้านค้า (Merchant Payment Solutions) ด้วยการขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียม (Financial Inclusion) มองว่าการเข้าถึงทุนไม่ได้เริ่มจากการยื่นขอวงเงินเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการทำให้ธุรกิจมีข้อมูลที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น โดยเฉพาะ SME รายเล็กที่ต้องการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมแนะ 10 เช็กลิสต์สำหรับ SME ในการเตรียมธุรกิจให้พร้อมเข้าถึงทุน

1. แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวให้ชัด จุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้เห็นรายรับ รายจ่าย กำไร และกระแสเงินสดของธุรกิจจริง หากยังใช้บัญชีเดียวกันทั้งหมด สถาบันการเงินจะประเมินสุขภาพธุรกิจได้ยาก

2. บันทึกรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ ธุรกิจรายเล็กไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบซับซ้อน แต่ควรมีข้อมูลพื้นฐานว่าแต่ละเดือนขายได้เท่าไร ต้นทุนเท่าไร ค่าใช้จ่ายหลักอยู่ตรงไหน และเหลือกำไรจริงหรือไม่

3. เตรียม Financial Footprint ของธุรกิจ เอกสารอย่างรายการเดินบัญชี ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี รายการซื้อขาย หรือประวัติการชำระเงิน ล้วนเป็นร่องรอยทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือขึ้น

4. รู้ต้นทุนและจุดคุ้มทุนของตัวเอง SME ควรรู้ว่าสินค้าหรือบริการแต่ละอย่างมีกำไรต่อหน่วยเท่าไร ต้องขายเท่าไรจึงจะคุ้มทุน และต้นทุนส่วนไหนกำลังกดกำไรของธุรกิจ

5. ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนขอทุน เงินทุนควรเป็นแรงส่ง หากมีภาระผ่อนชำระเพิ่ม ธุรกิจยังมีกระแสเงินสดพอหรือไม่

6. มีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน แหล่งทุนย่อมต้องการเห็นว่าเงินก้อนนั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไร เช่น ซื้อวัตถุดิบ เพิ่มกำลังผลิต ลงทุนอุปกรณ์ ขยายช่องทางขาย หรือปรับระบบหลังบ้าน

7. ใช้เครื่องมือสนับสนุนที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ SME ไม่ได้เริ่มต้นลำพัง สามารถใช้เครื่องมือของภาครัฐและหน่วยงานสนับสนุน เช่น SME ONE, SME CONNEXT จากสสว. เพื่อค้นหาความรู้ ที่ปรึกษา โครงการสนับสนุน และโอกาสที่เหมาะกับธุรกิจ

8. พัฒนาความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ความรู้ด้านบัญชี กระแสเงินสด ภาษี ต้นทุน และการบริหารหนี้ เป็นทักษะจำเป็นของ SME ยุคใหม่ เพราะช่วยให้เจ้าของกิจการตัดสินใจได้แม่นขึ้น และลดความเสี่ยงจากการใช้เงินทุนผิดจังหวะ

9. มองเงินทุนเป็นส่วนหนึ่งของแผนเติบโต ไม่ใช่ทางออกฉุกเฉินเท่านั้น การเข้าถึงทุนที่ดีควรเชื่อมกับแผนธุรกิจ เช่น ใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาสินค้า สร้างมูลค่าใหม่ หรือขยายตลาด ไม่ใช่ใช้เพื่ออุดปัญหากระแสเงินสดซ้ำๆ โดยไม่มีแผนปรับธุรกิจ

10. กล้าเข้าหาความช่วยเหลือและคำปรึกษา หนึ่งในแนวคิดสำคัญจากเวที SME NEXT MOVE คือ SME ยุคใหม่ต้องไม่กังวลที่จะใช้บริการหรือเครื่องมือสนับสนุนจากภาครัฐ เพราะการมีที่ปรึกษาและข้อมูลที่ถูกต้องอาจเป็นแต้มต่อสำคัญในการแข่งขัน

‘ศุภจี’ ขับเคลื่อนปรับทัพราชการ!! รัฐบาลปักหมุด Experience Economy ปรับโครงสร้าง “ท่องเที่ยว–วัฒนธรรม” ดันไทยสู่เศรษฐกิจฐานประสบการณ์ ชี้วัฒนธรรมกับท่องเที่ยวต้องเดินเสริมกันในโลกเศรษฐกิจใหม่

‘ศุภจี’ นั่งหัวโต๊ะขับเคลื่อนปรับโครงสร้าง “ท่องเที่ยว–วัฒนธรรม” เดินหน้าปฏิรูประบบราชการ รับยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจ ดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานประสบการณ์

ทำเนียบรัฐบาล, 14 กรกฎาคม 2569 – นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการปรับโครงสร้างการบริหารราชการด้านการท่องเที่ยว ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ เพื่อรองรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารจากทั้งสองกระทรวง ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมให้ข้อสนับสนุนเชิงนโยบาย เพื่อช่วยให้มีมุมการกำหนดทิศทางสำหรับการปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

นางศุภจี กล่าวว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรเพื่อราชการ แต่เป็นการยกระดับระบบบริหารจัดการเสริมพลังและอิทธิพลของว้ฒนธรรมไทยด้วยงานด้านการท่องเที่ยวและบริการของประเทศให้มีความโดดเด่นยิ่งกว่าเดิมบริหารได้คล่องตัว แต่ยังสามารถก้าวทันต่อบริบทโลก สร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่าต่องช่วยกันระวังไม่ให้ประเด็นเรื่องการแยกหรือรวมหน่วยงานขอฃรัฐมาบดบังเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

ที่ประชุมยังรับทราบมติครม.และความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งขณะนี้จะอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเสนอกลับเข้าครม.เพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนสิงหาคม 2569 โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม 2569

ภายใต้โครงสร้างใหม่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะปรับเป็น กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และอีกกระทรวงจะชื่อว่า กระทรวงกีฬา ตามภารกิจที่กำหนดไว้ โดยทั้งสองกระทรวงจะเร่งจัดทำกฎกระทรวงรองรับภารกิจใหม่ พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อกำหนดแนวทางบริหารภารกิจที่เชื่อมโยงกัน ลดความซ้ำซ้อน และเตรียมความพร้อมให้สามารถดำเนินงานตามโครงสร้างใหม่ได้ภายในสิ้นปี 2569

ด้าน นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กล่าวว่า การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในรอบกว่า 24 ปี ที่จะช่วยบูรณาการนโยบายด้านวัฒนธรรมและงานท่องเที่ยวให้เดินหน้าไปแบบเสริมกันและกัน พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์และรูปแบบการบริหารที่มีความยืดหยุ่น รวมทั้งจะเป็นตัวอย่างของการปรับปรุงระบบราชการที่หน่วยอื่น หรืองานอื่นๆก็รอโอกาสได้ปฏิรูปบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ระบบราชการไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและความต้องการของประชาชนได้แม่นยำขึ้น

รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนา “เศรษฐกิจฐานประสบการณ์” (Experience Economy) ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพ โดยจะไม่ให้การปรับโครงสร้างส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักของหน่วยงาน ทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมสำคัญ และการขับเคลื่อนนโยบาย Value Tourism

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ทำหน้าที่ที่ปรึกษาในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้าง และมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. จัดทำแผนปฏิบัติการและกรอบระยะเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายตามที่รัฐบาลกำหนดไว้

รัสเซียเปิดเกมกดดันท่าเรือยูเครน!! ใช้โดรนจู่โจมเรือสินค้ารวม 3 ลำ ถล่มเรือสินค้าและคลังเชื้อเพลิง เพิ่มถังเชื้อเพลิงเสียหาย 5 แห่งใกล้โอเดสซา หวังตัดเส้นเลือดโลจิสติกส์ของกองทัพเคียฟ

มอสโก (สปุตนิก) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียเปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า กองทัพรัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตีท่าเรือของยูเครนและเรือที่ให้บริการแก่กองทัพยูเครน โดยสามารถโจมตีเรือบรรทุกสินค้าแห้งอีก 3 ลำที่ท่าเรือโอเดสซาได้

“ตลอดทั้งวัน กองทัพรัสเซียยังคงโจมตีท่าเรือของยูเครนและเรือที่ให้บริการแก่กองทัพยูเครน เรือบรรทุกสินค้าแห้งอีก 3 ลำที่ท่าเรือโอเดสซาถูกโจมตีด้วยโดรนจู่โจม” แถลงการณ์ระบุ
กระทรวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพรัสเซียใช้อาวุธความแม่นยำสูงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ และถังเก็บเชื้อเพลิงและสารหล่อลื่น 5 แห่ง ในท่าเรือยูจนีของยูเครน ซึ่งมีไว้เพื่อส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครน

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า กองทัพรัสเซียยังคงโจมตีท่าเรือและเรือของยูเครนที่ให้บริการตามความต้องการของกองทัพยูเครน โดยระหว่างปฏิบัติการดังกล่าว เรือบรรทุกสินค้าแห้งถูกอากาศยานไร้คนขับโจมตี ขณะเคลื่อนผ่านจากท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์ไปยังท่าเรือโอเดสซา

ที่มา : Sputnik

วิลด์คัพ 2026 จ่อได้แมตช์ในฝัน!! ‘ยามาล’ ไม่ได้อยากแค่คว้าแชมป์โลก แต่หวังปิดฉากเวิลด์คัพด้วยการดวล ‘เมสซี’ หากอาร์เจนตินาผ่านอังกฤษ ตำนานเบอร์ 10 ที่เขาเดินตามรอย

ลามิน ยามาล แนวรุกทีมชาติสเปนหวังว่าจะได้ดวลแข้งกับ ลิโอเนล เมสซี แข้งซูเปอร์สตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

โดย ยามาล ซึ่งลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกพา สเปน ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของเวิลด์คัพ 2026 หลังเอาชนะ ฝรั่งเศส รองแชมป์เก่า 2-0 เมื่อวันที่ 14 ก.ค.

จากชัยชนะดังกล่าวทำให้ดาวเตะวัย 19 ปีมีลุ้นแชมป์รายการใหญ่กับทัพ “กระทิงดุ” ต่อจากยูโร 2024 ซึ่งขณะนั้นเจ้าตัวมีอายุ 16 ปี โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง อังกฤษ กับอาร์เจนตินา แชมป์เก่า

ยามาล ให้สัมภาษณ์ว่า เขาอยากเจอกับ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลก “การได้เผชิญหน้ากับ ลีโอ เมสซี ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกคงเป็นอะไรที่วิเศษมาก ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

ทั้งนี้ เมสซี กับ ยามาล มีจุดเชื่อมโยงกันนั่นก็คือเล่นให้กับ บาร์เซโลนา และสวมเสื้อเบอร์ 10 ให้กับ “เจ้าบุญทุ่ม” เหมือนกันด้วย
.
ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10323763

กรอ.จับมือกรมควบคุมมลพิษ!! ‘วราวุธ’ สั่ง กรอ.เข้มโรงงานปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ โรงงานจะปล่อยน้ำได้ไม่ใช่แค่ผ่านค่ามาตรฐานตัวเอง แต่ต้องไม่ทำให้คลองและชุมชนรับภาระแทน ย้ำโรงงานต้องรับผิดชอบต่อชุมชน

“วราวุธ” จี้ กรมโรงงาน สางปม รง. ปล่อยน้ำเสียลงคลอง 

สั่ง กรอ. จับมือ คพ. ร่วมตรวจ-ลดผลกระทบพี่น้องประชาชน เผย อธิบดี สั่งปิด รง. สระบุรีไป 2 แห่ง

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาการปล่อยน้ำเสียของโรงงานทำให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและพี่น้องประชาชนโดยรอบ ว่า สำหรับแนวทางของกระทรวงอุตสาหกรรมในการกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวตนกำลังหารือการปรับเปลี่ยนแนวคิดของการปล่อยน้ำเสียหรือน้ำที่ได้รับการบำบัดแล้วลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยที่ผ่านมาเราจะดูกันที่ต้นตอของโรงงานว่า แต่ละโรงงาน เป็นโรงงานประเภทใด การปล่อยน้ำเสียหรือปล่อยน้ำที่บำบัดแล้ว มีค่ากำหนดมาตรฐานและองค์ประกอบในน้ำจากการปล่อยน้ำเสียต้องอยู่ที่เท่าไหร่ ถึงจะสามารถปล่อยลงในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเมื่อน้ำในแม่น้ำลำคลองลดลงหรือน้อยลงค่าความเข้มข้นของสารต่างๆ ที่อยู่ในน้ำที่บำบัดแล้วก็จะเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหันมาพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่ว่าในแหล่งน้ำหรือแม่น้ำที่แต่ละโรงงานตั้งอยู่นั้น มีศักยภาพสามารถรองรับวัตถุเจือปนได้มากน้อยแค่ไหน แล้วให้แต่ละโรงงานที่อยู่รอบ ๆ แหล่งน้ำนั้นมาหารือ ตกลงร่วมกันว่า การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงแม่น้ำควรมีค่ามาตรฐานเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่เพื่อให้การปล่อยน้ำรวมกันแล้วจะไม่กระทบกับแหล่งน้ำชุมชน

นายวราวุธ กล่าวว่า ต้องขอฝากพี่น้องประชาชนว่าหากว่าพบเห็นสิ่งที่ไม่ปกติ สามารถโทรมาแจ้งได้ที่ 1564 เป็นเบอร์ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม โทรมาได้ 24 ชั่วโมง แล้วเราจะรับเรื่องแล้วรีบดำเนินการให้อย่างเด็ดขาด ซึ่งกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการปล่อยน้ำเสียลงในแหล่งน้ำสาธารณะในจังหวัดสระบุรี ทางอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้มีคำสั่งให้โรงงานที่ถูกร้องเรียนนั้นหยุดประกอบกิจการและให้เร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฏหมายแล้ว และยังได้มอบหมายให้ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ประสานงานเพื่อบูรณาการการทำงานกับทางกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการร่วมกันตรวจสอบน้ำเสียในแหล่งน้ำสาธารณะต่าง ๆ และกวดขันการเข้าตรวจสอบการประกอบกิจการของแต่ละโรงงาน เพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top