Monday, 19 October 2026
NewsFeed

ดันป้องกันประเทศจากเรื่องความมั่นคง!! ‘วราวุธ’ เปิดเกมใหม่อุตสาหกรรมไทย สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ 5 หมื่นล้านบาท ชี้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย

“วราวุธ” ชู อุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่ New Growth Engine ชี้ตลาดโตแตะ 5 หมื่นล้านบาท หนุน AI-โดรน-Deep Tech สร้างอำนาจอธิปไตยการผลิตไทย ดันอุตสาหกรรมอาหาร เชื่อม อุตสาหกรรมทหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การปรับตัวอุตสาหกรรมไทยและทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ภายในงาน THAIDEF-EX 2026 ว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังก้าวจากบทบาทด้านความมั่นคงสู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การจ้างงาน และการส่งออก ควบคู่กับการเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ

ปัจจุบันมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเติบโตจากประมาณ 20,000 ล้านบาทในปี 2558 สู่ระดับกว่า 50,000 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยมีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้กว่า 267 แห่ง โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม 152 แห่ง หรือคิดเป็นราว 57% ของทั้งระบบ สะท้อนถึงความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในการรองรับการเติบโตระยะต่อไป

นายวราวุธ ระบุว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ หรือ Dual-use Technology

หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูงคือ โดรน และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ภาคเกษตร การกู้ภัย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ขณะที่ยานยนต์หุ้มเกราะและอุตสาหกรรมต่อเรือของไทยเริ่มสร้างโอกาสทางการส่งออกไปยังหลายประเทศ ทั้งในอาเซียน ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันการจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสำเร็จตั้งแต่ปี 2568 เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบ พร้อมเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างภาษี ลดขั้นตอนการส่งออกยุทโธปกรณ์ และผลักดันศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

"ประเทศของเราไม่เพียงแต่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แต่ยังมีความพร้อมในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง มีอาหาร ก็มีแรงกำลัง หากเราให้การผลักดันไปพร้อมกันให้อุตสาหกรรมอาหารขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทหารไปด้วยกัน ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นได้" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาแหล่งทุนเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ และร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนครบวงจร 

สำหรับแผน S-Curve ระยะที่ 3 ช่วงปี 2570-2574 กระทรวงอุตสาหกรรมจะมุ่งขับเคลื่อน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสีเขียว การยกระดับการผลิตผ่านการดึงศักยภาพ Deep Tech Startups และเอสเอ็มอีไทยด้าน AI หุ่นยนต์ ระบบไร้คนขับ และการร่วมทุนต่างประเทศที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง

“เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ และยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับการสร้างอำนาจอธิปไตยในการผลิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นายวราวุธกล่าว

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุนใหญ่!! อนุมัติ 9 โครงการ มูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้าน ตั้งอนุกรรมการกลั่นกรอง Data Center ครอบคลุมอาหาร พลังงาน และดิจิทัล สร้างงานเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย

บีโอไอ ไฟเขียวลงทุน 9 โครงการ 6.6 หมื่นล้าน
ตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการ Data Center

บอร์ดบีโอไอ อนุมัติส่งเสริมการลงทุน 9 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 66,000 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล และพลังงานหมุนเวียน พร้อมตั้ง “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” บูรณาการทุกมิติ ทั้งด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และการสร้างประโยชน์แก่ประเทศ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวม 66,320 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สร้างงานที่มีคุณค่า และเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน” ให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

อนุมัติลงทุน 9 โครงการ มูลค่า 66,320 ล้านบาท
บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ รวมมูลค่า 66,320 ล้านบาท ประกอบด้วย

-บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ จะลงทุนผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผงปรุงสำเร็จ และกาแฟพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) รองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ มูลค่าลงทุน 22,935 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

-บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 14,326 ล้านบาท เพื่อขยายกิจการขนส่งทางอากาศ โดยการเช่าเครื่องบินโดยสาร จำนวน 8 ลำ รองรับการให้บริการเส้นทางการบินระหว่างประเทศ

-บริษัท ดาต้าเซคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ Datasection Inc. ผู้นำด้านศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี AI ของญี่ปุ่น จะลงทุนในกิจการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) มูลค่าลงทุน 7,831 ล้านบาท โดยจะติดตั้ง GPU Server สมรรถนะสูงในศูนย์ข้อมูลที่จังหวัดปทุมธานี และกรุงเทพฯ เพื่อรองรับบริการด้าน AI และธุรกิจดิจิทัล

-บริษัท ดูซาน อิเลคโทร-แมททีเรียลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือ Doosan Corp. หนึ่งในแชโบลของเกาหลี และเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกในกลุ่ม Non-Flow Prepreg จะลงทุนผลิต Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิต PCB มูลค่าลงทุน 6,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

-บริษัท ไต้หวัน ยูเนี่ยน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้นำด้านการผลิตวัตถุดิบสำหรับ PCB
ที่ใช้ใน AI Server และ Data Center จากไต้หวัน จะลงทุนผลิต Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) มูลค่าลงทุน 6,300 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

-บริษัท ฟูลเทค ไฟเบอร์ กลาส (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตผ้าใยแก้ว (Glass Fiber Fabric) รายใหญ่จากไต้หวัน จะลงทุนผลิตผ้าใยแก้วซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับ Copper Clad Laminate (CCL) ที่จะนำไปผลิตเป็น PCB ต่อไป มูลค่าลงทุน 3,310 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

-บริษัท ลมรักษ์ กรีนเอ็นเนอร์จี จำกัด ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม จำนวน 2 โครงการ กำลังผลิตรวม 120 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุนรวม 5,618 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี

เร่งกำหนดทิศทาง และกลั่นกรองโครงการ Data Center
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน” เป็น “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน บีโอไอและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นฝ่ายเลขานุการร่วม เพื่อให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้านในทุกมิติ ก่อนที่ผู้ลงทุนจะยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน ทั้งด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการจัดการพลังงาน เพื่อรองรับการลงทุน ซึ่งได้มีการประชุมไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้กำหนดกรอบการดำเนินงานเร่งด่วน 7 ด้าน ได้แก่ การกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่สำหรับ Data Center เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟเป็นการเฉพาะให้สะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานอย่างเหมาะสม, การกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สอดคล้องกับแผนประเทศ, การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านกลไก Direct PPA, การจัดทำหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้ไฟฟ้า, การศึกษารูปแบบการจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูงโดยตรงแก่ Data Center รายใหญ่, การเร่งลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า, และการจัดทำ Power & Water Map เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม "บีโอไอให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเตรียมความพร้อมปัจจัยรองรับ

การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีแนวโน้มจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้พลังงานและน้ำในอัตราสูงตามไปด้วย ภาครัฐจึงจำเป็นต้องร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวางแผนพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว" นายนฤตม์ กล่าว

‘วีระศักดิ์’ ชี้ Strategic Thinking ยุคโลกเดือด!! ธุรกิจต้องออกแบบอนาคตรับภัยพิบัติถี่–แรง–แปลกกว่าเดิม ต้องอ่านเส้นทางโลกเดือดให้ขาดก่อนเลือกพาหนะธุรกิจ เลือกพาหนะให้ถูก อ่านเส้นทางโลกให้ขาด แล้วเปลี่ยนวิกฤตเป็นนวัตกรรม

ในการบรรยายเรื่อง "Strategic Thinking and Business innovation " ในหลักสูตร W- Lead Global Leadership Transformation Program  จัดโดย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย ที่อาคารไชยยศสมบัติ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ใช้การสื่อความหมายว่า  Strategic Thinking  เปรียบเสมือนการเลือกยานพาหนะในการเดินทาง ส่วนสถานการณ์แวดล้อมขององค์กรและการประกอบกิจการ ก็เสมือนสภาพเส้นทางที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นช่วงๆ ตามห้วงเวลา

ถ้าเข้าใจสภาพเส้นทางข้างหน้ามากพอ เราก็จะเลือกพาหนะและอุปกรณ์ติดตัวไปดีพอ

ไม่ใช่แค่รอดตัว แต่ยังอาจใช้สถานการณ์ที่จะมีขึ้นข้างหน้า สร้างคุณค่า สร้างโอกาสที่ดีกว่าให้องค์กรหรือสังคมของตัวได้

โดยนายวีระศักดิ์ได้ให้ข้อมูลเรื่องภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่กำลังเป็นสภาวะสุดขั้วในหลากหลายพื้นที่  ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์องค์กร ยุทธศาสตร์ธุรกิจ จึงต้องยอมรับให้ได้ว่าภัยพิบัติจะมีมากขึ้น แปลกขึ้น และถี่กว่ายุคใดๆที่มนุษย์เคยบันทึกมา

ยุทธศาสตร์การคิดเชิงระบบจึงต้องคิดถึงสภาวะภูมิอากาศสุดขั้วเข้ามาในการออกแบบกิจการ ออกแบบแผนงาน ออกแบบการสร้างวัฒนธรรม ออกแบบผลิตภัณฑ์รองรับไว้ล่วงหน้า

เมื่อเวลานั้นมาถึง เราก็จะมีมากกว่าการรับมืออย่างพร้อมกว่า แต่ยังสามารถนำผลิตภัณฑ์ และหรือบริการออกมาช่วยเหลือ สนองความต้องการได้เเม่นยำกว่า

โดยยกตัวอย่างการออกแบบเครื่องปรับอากาศที่ไม่ต้องติดขัดกับขั้นตอนและระเบียบควบคุมอาคาร ไม่ติดขัดกับระเบียบเครื่องใช้ไฟฟ้าของกติกาท้องถิ่น ไม่ขัดแย้งกับความพยายามอนุรักษ์อาคารสถาปัตยกรรมที่ต้องการสงวนไว้ แต่กลายเป็นสินค้าขายดี และเป็นที่ยอมรับว่าสามารถช่วยเหลือชาวยุโรปที่กำลังเผชิญคลื่นความร้อนที่สูงจัดที่สุดที่เคยมีมาในยุโรปได้

ทั้งนี้นายวีระศักดิ์ยังได้บรรยายสรุปให้เห็นเหตุ และความน่าจะเป็นตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศให้ผู้เข้าหลักสูตรได้เห็นโดยละเอียด และแนะแนวทางรับมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสุขภาวะ ต่อความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เป็นประโยชน์ต่อความมีเสถียรภาพทางสังคม และของประเทศ ผ่านข้อมูลแบบจำลองทางภูมิศาสตร์อากาศ การพัฒนาการเชื่อมโยงของชุดข้อมูลที่ทำให้การลงทุน ทั้งคุ้มค่า และทันต่อเวลา

ปิดท้ายด้วยการชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจจากการรับมือสภาวะโลกเดือดเป็นสิ่งที่สร้างได้ และยังสามารถเอื้อเฟื้อต่อผู้เดืดร้อนจากสภาวะแวดล้อมได้อย่างเป็นธรรม หากอกแบบชุดความคิดและนโยบายสาธารณะอย่างรอบด้านเพียงพอ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1389011133042068&id=100057995831937&rdid=6oQUOZnSNsjubpk5#

SME D Bank จับมือ TikTok เติมตลาด!! SMEs ไทยต้องขายให้เป็นในโลกออนไลน์ เปิดทาง SMEs ใช้ AI และคอนเทนต์ดันธุรกิจโตบนโลกออนไลน์ ต่อยอดความสำเร็จ พา SMEs ใช้ครีเอเตอร์–Live Commerce เพิ่มยอดขาย เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ย 3% พร้อมอัปสกิลขายออนไลน์ผ่าน TikTok

SME D Bank ผนึกกำลัง TikTok Thailand ต่อเนื่อง ครั้งที่ 2 ติดอาวุธความรู้ดิจิทัล หนุน SMEs ขยายตลาดออนไลน์ด้วย AI 

SME D Bank จับมือ TikTok Thailand ลงนาม MOU ครั้งที่ 2 เดินหน้าพัฒนาทักษะดิจิทัลและการใช้ AI ให้ผู้ประกอบการ SMEs เสริมศักยภาพการตลาดออนไลน์ พาเติบโตในยุคดิจิทัล พร้อมเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อปี วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท 

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  และ นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy For Southeast Asia ของ TikTok Thailand ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ“สร้างทักษะ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ยุคดิจิทัล” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ขยายระยะเวลาความร่วมมือเพิ่มเป็น 3 ปี หลังจากได้ลงนามร่วมมือกันครั้งแรก เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา  โดยได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีและสักขีพยานการลงนาม เพื่อสานต่อความสำเร็จในความร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ก้าวสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการนำเทคโนโลยี AI ประยุกต์ใช้ในธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะการขยายโอกาสทางการตลาด ผ่านช่องทางแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งกำลังได้รับความนิยม และเติบโตอย่างสูง 

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ทั้ง 2 หน่วยงานจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และทักษะด้าน Digital Business และ Digital Marketing ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs   ผ่านการจัดกิจกรรมและหลักสูตรสร้างทักษะการดำเนินธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI ในหลากหลายรูปแบบ เช่น อบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) แบบ Exclusive  บริการที่ปรึกษาแนะนำพิเศษจากทีม TikTok Thailand  และจัดหลักสูตร e-Learning เรียนรู้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชม.  เป็นต้น   รวมถึง ได้รับการสนับสนุนเทคนิคและช่องทางนำเสนอสินค้า ผ่านครีเอเตอร์ ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ และผู้เชี่ยวชาญด้าน TikTok Shop, Affiliate Marketing และ Live Commerce  ช่วยเสริมศักยภาพการทำตลาด สร้างรายได้เพิ่ม จากการเข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง

นอกจากนั้น เปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนจาก SME D Bank ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท นำไปช่วยเสริมสภาพคล่อง และยกระดับธุรกิจ ให้สามารถปรับตัวรับตลาดยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับผู้ประกอบการ SMEs สามารถแจ้งความประสงค์ เข้ารับบริการต่างๆ จากความร่วมมือครั้งนี้ ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ของ SME D Bank  เช่น LINE Official Account : SME Development Bank  และ www.smebank.co.th เป็นต้น  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

LGBT ได้ถูกจับค้าประเวณีรายได้กว่า 13.4 ล้านบาท!! จับ 2 ชาวไทยพำนักผิดกฎหมาย เกาหลีใต้สั่งฟ้อง 2 ชาวไทย ปมพำนักผิดกฎหมายและค้าประเวณีผ่านเว็บไซต์ LGBTQ+ ใช้ออฟฟิศเทลเป็นจุดนัดหมาย หลบเลี่ยงตรวจค้น

กลุ่มสาวประเภทสองชาวไทยที่พำนักอย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ ถูกจับกุมและส่งฟ้อง หลังลักลอบค้าประเวณีสร้างรายได้รวมกันกว่า 600 ล้านวอน (ประมาณ 13.4 ล้านบาท)

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและสำนักงานสืบสวนพิเศษของกระทรวงยุติธรรม กรุงโซล เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ว่า ได้ดำเนินคดีและส่งตัว นาย A และ นาย B สัญชาติไทย ต่อสำนักงานอัยการเขตโซลกลาง เมื่อปลายเดือนเมษายนและกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในข้อหาละเมิดกฎหมายการเข้าเมือง

ทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาลักลอบค้าประเวณีในกรุงโซล เมืองปูซาน และพื้นที่อื่นๆ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 จนถึงเดือนที่แล้ว โดยคิดค่าบริการครั้งละ 100,000 ถึง 210,000 วอน จากการตรวจสอบพบว่า นาย A มีรายได้จากธุรกิจผิดกฎหมายนี้ประมาณ 200 ล้านวอน และ นาย B มีรายได้ประมาณ 400 ล้านวอน

จากการสืบสวนพบว่า ทั้งสองคนเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้ในปี 2023 และพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายมานานกว่า 3 ปีหลังจากวีซ่าหมดอายุ โดยพวกเขาใช้วิธีหาลูกค้าผ่านเว็บไซต์นัดพบของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ด้วยการลงโฆษณาพร้อมระบุลักษณะทางกายภาพของตนเอง รวมถึงการโพสต์คลิปวิดีโออนาจารที่ถ่ายไว้เองลงบนสื่อสังคมออนไลน์ (SNS) เพื่อดึงดูดลูกค้า

นอกจากนี้ พวกเขายังใช้วิธีหลบเลี่ยงการจับกุมด้วยการให้ลูกค้าส่งภาพถ่ายยืนยันว่าถึงบริเวณออฟฟิศเทลแล้ว ก่อนที่จะแจ้งเลขห้องพักให้ทราบ

ทั้งนี้ สำนักงานสืบสวนพิเศษคาดการณ์ว่าอาจมีชาวต่างชาติรายอื่นที่ลักลอบค้าประเวณีด้วยวิธีการลักษณะเดียวกันนี้ จึงกำลังขยายการเฝ้าระวังโดยเน้นไปที่สื่อสังคมออนไลน์และเว็บไซต์ลามกอนาจารต่างๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/61566470526067/posts/122226833318549017/?rdid=zIbhsAB4SdY0lq1b#

นายกรัฐมนตรี "เมโลนี" ของอิตาลี ยืนยันหนักแน่น จะไม่เข้าร่วมโจมตีอิหร่าน

"เราได้ประกาศจุดยืนของเราไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เราจะไม่เข้าร่วมในการโจมตีอิหร่าน
ปัจจุบันเราไม่ได้เข้าร่วมในการโจมตีอิหร่าน และในอนาคตเราจะไม่เข้าร่วมในการโจมตีอิหร่านเช่นกัน”

จอร์จา เมโลนี
นายกรัฐมนตรีอิตาลี

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1343068207981536/?rdid=8RxhlF8U5P7Qukjp#

“กองทัพเรือ” เดินหน้าการทูตทหารเรือ!! “ไทย–เวียดนาม” จับมือแน่นด้านทะเล เสริมความปลอดภัยเดินเรือและผลประโยชน์ร่วมในอ่าวไทย เชื่อมความร่วมมืออาเซียนเพื่อความมั่นคงทางทะเล ย้ำความร่วมมือเพื่อสันติภาพในภูมิภาค

กองทัพเรือเดินหน้าการทูตทหารเรือ กระชับความร่วมมือทางทะเลกับกองทัพเรือเวียดนาม เสริมเสถียรภาพและความมั่นคงในอ่าวไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 พลเรือโท วศิน สระศรีดา เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ เป็นผู้แทนกองทัพเรือให้การรับการเยี่ยมคำนับของรองเสนาธิการทหารเรือเวียดนาม ในโอกาสเดินทางเข้าร่วมการประชุม Navy to Navy Talk (NTNT) ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนาม โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบรรยากาศที่เป็นมิตร สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ

ในการหารือ ฝ่ายไทยได้กล่าวขอบคุณกองทัพเรือเวียดนามที่ให้ความสำคัญกับการประชุม Navy to Navy Talk ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ การประสานงาน และการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล พร้อมแจ้งให้ฝ่ายเวียดนามทราบว่า กองทัพเรือไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้บัญชาการทหารเรืออาเซียน ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 18–21 สิงหาคม 2569 และเชิญกองทัพเรือเวียดนามเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การประชุม ASEAN Navy Young Officers' Interaction (ANYOI) ในปี 2570 การสัมมนา Naval Medicine Seminar ภายใต้กรอบ Western Pacific Naval Symposium (WPNS) และการฝึก ASEAN–Republic of Korea Exercise ซึ่งกองทัพเรือไทยร่วมเป็นเจ้าภาพกับกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี จัดต่อเนื่องจากการฝึก ASEAN Multilateral Naval Exercise (AMNEX) ที่ประเทศสิงคโปร์

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ประเทศไทยและเวียดนามเป็นประเทศชายฝั่งที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในอ่าวไทย ความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศจึงมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือ การคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเล การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศในอ่าวไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เอื้อต่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และการแก้ไขความเห็นต่างระหว่างรัฐด้วยการเจรจาและกฎหมายระหว่างประเทศ อันจะช่วยลดความเสี่ยงจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ และส่งเสริมให้อ่าวไทยเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศและประชาชนในภูมิภาค

“บีโอไอ” หนุน “เนสท์เล่” ลงทุนใหญ่!! ลงทุน 2.3 หมื่นล้านที่สมุทรปราการ โรงงานกาแฟใหม่พร้อมศูนย์กระจายสินค้า เชื่อมโยงเกษตรกรไทย วัตถุดิบกว่า 4.3 พันล้าน ตอกย้ำศักยภาพไทยฐานผลิตภูมิภาค

บีโอไอหนุน “เนสท์เล่” ลงทุนครั้งใหญ่ 2.3 หมื่นล้าน
เชื่อมโยงเกษตรกรไทย ยกระดับไทยสู่ฐานผลิตกาแฟภูมิภาค

บีโอไอไฟเขียว “เนสท์เล่” ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มโลก ทุ่มลงทุน 23,000 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมศูนย์กระจายสินค้า ปั้นไทยเป็นฐานการผลิตหลักของกาแฟเนสท์เล่ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น รับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่สำหรับการผลิตกาแฟครบทุกประเภท ทั้งกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผสม 3 in 1 และกาแฟกระป๋องภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) กำลังการผลิตรวมกว่า 1.7 แสนตันต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาค อีกทั้งจะมีการสร้างศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในพื้นที่โรงงาน มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 23,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตในช่วงปลายปี 2571

การขยายการลงทุนของเนสท์เล่ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติฯ และเลขาธิการบีโอไอ ได้พบหารือ CEO ที่รับผิดชอบธุรกิจในภาคพื้นเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา ของบริษัท เนสท์เล่ ในระหว่างการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากนั้น บีโอไอได้ประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิดเพื่อนำมาสู่การลงทุนในครั้งนี้ โดยโรงงานแห่งใหม่ของเนสท์เล่ จะใช้เทคโนโลยีการผลิตทันสมัยที่สุด ทั้งระบบอัตโนมัติและ AI พร้อมทั้งสร้างงานให้กับบุคลากรไทยกว่า 520 ตำแหน่ง โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะเฉพาะทาง นอกจากนี้ ยังจะใช้วัตถุดิบจำนวนมากจากในประเทศไทย ทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ รวมมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย

บริษัท เนสท์เล่ (Nestlé) เป็นผู้นำด้านอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีรายได้รวมกว่า 3.7 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เนสท์เล่ดำเนินธุรกิจมายาวนานที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็น “ฐานยุทธศาสตร์” ของเนสท์เล่ในกลุ่มอินโดจีน โดยมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มีการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารสัตว์เลี้ยง โดยมีการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 3,000 คน พร้อมเชื่อมโยงกับชุมชนและห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างแข็งแกร่ง การลงทุนโครงการใหม่นี้จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญของภูมิภาค

นายนิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับเนสท์เล่มายาวนานกว่า 130 ปี การลงทุนนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อประเทศไทย และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเนสท์เล่ในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไทย เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โครงการลงทุนนี้ประกอบด้วยโรงงานผลิตกาแฟที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และศูนย์กระจายสินค้าที่รองรับผลิตภัณฑ์หลายประเภทของเนสท์เล่ โดยจะติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุดและ AI เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพสูง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและลูกค้า โรงงานแห่งใหม่นี้จะผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟโดยใช้วัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นต่อไป”

นอกจากการลงทุนด้านการผลิตแล้ว เนสท์เล่ยังมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการศึกษาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย การสนับสนุนต้นกล้ากาแฟคุณภาพสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร และการส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

“การที่เนสท์เล่ ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่โดยเลือกมาตั้งฐานการผลิตกาแฟในประเทศไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยและมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล รวมถึงเป็นการผลักดันยุทธศาสตร์ของไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟของไทยทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาเกษตรกรต้นน้ำ การแปรรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์และการส่งออก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการเกษตรที่เป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศไทย” นายนฤตม์ กล่าว

รมต.คลัง "เอกนิติ" เปิดเพจอย่างเป็นทางการ เปิดโพสต์แรก ชูหลัก 5T ประคองเศรษฐกิจวันนี้ พลิกวิกฤติเป็นโอกาสบนวินัยการคลัง เปลี่ยนผ่านพลังงาน และลงทุนสร้างอนาคตไทย

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวลงในเฟสบุ๊ค ว่า

สวัสดีครับ หลังจากที่ตั้งใจมาสักพักว่าจะเปิด Facebook เป็นทางการของตนเองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นพื้นที่สื่อสารและอธิบายแนวคิดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจรวมทั้งผลการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสาธารณะในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค การคลัง งบประมาณ การเงิน ตลาดทุน และการลงทุน วันนี้ผมขอเปิด post แรกแบบภาพรวมก่อนนะครับ

ผมเริ่มรับตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน2 ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 พร้อมกับวิกฤติราคาพลังงาน อันเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤติน้ำมันขาดและแพง วิกฤติต้นทุนส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤติปากท้อง ซึ่งหากหยุดวิกฤติเหล่านี้ไม่ได้ จะนำมาซึ่งปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ ความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่ว่าจะเป็นการที่ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังที่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ลงทุนใหม่มานาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ หากเปรียบเป็นคนป่วย ก็เรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง ยังรักษาไม่หายก็มีโรคแทรกซ้อนมาอีก

ด้วยงบประมาณประเทศที่มีอย่างจำกัด ผมในฐานะดูแลภาพรวมทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศและเห็นตัวเลขทั้งหมด ต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังที่สุดเพื่อประคองสถานการณ์ในระยะสั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งให้ได้ในอนาคต ภายใต้หลักการที่ผมเรียกว่า 5 T ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency, Together เพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้น (Stabilize Today) และสร้างการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส (Transition Now) รวมทั้งลงทุนสร้างอนาคตให้ประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งในระยะยาว (Transform for Tomorrow) บนฐานวินัยการเงินการคลัง

Stabilizing Today: ประคับประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมโลก
จากที่ตั้งธงจะเข้ามาสานต่อนโยบาย Quick Big Win ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้าจนเศรษฐกิจไทยเมื่อปลายปีก่อนฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อมีวิกฤตการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จึงต้องประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมวิกฤติพลังงานโลกที่กระทบไทยอย่างแรงก่อน เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับต้นๆ ในเอเชีย รัฐบาลจึงพยายามประคับประคองให้ราคาน้ำมันไม่ผันผวนสุดโต่งและขาดแคลนเหมือนหลายประเทศ โดยรัฐบาลสามารถประคองให้ไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียนในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม การตัดสินใจใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารราคาน้ำมันทำให้ไม่กระทบฐานะการคลัง (ซึ่งมีสถานะตึงตัวอย่างมากอย่างที่ทุกท่านทราบกันดีในช่วงอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมา) จนลามไปเกิดวิกฤติการคลังเหมือนกรณีตัวอย่างประเทศในอาเซียนที่ต่างชาติไม่เชื่อมั่นในฐานะการคลังและแห่ถอนเงินออกจากประเทศนั้น (เลยกลายเป็นอานิสงค์ส่วนหนึ่งที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยทำใหั set index โตขึ้นมาเฉียด 1600จุดในนปัจจุบัน) พร้อมกันนั้นได้ออกมาตราเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภาคขนส่งและภาคเกษตรเมื่อวันที่ 11 เมษายน เพื่อชะลอผลกระทบไม่ให้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอื่นๆ มากเกินไป นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้มีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินสวัสดิการเพื่อช่วยคนมีรายได้น้อยลดค่าครองชีพ ป้องกันวิกฤติปากท้อง และต่อลมหายใจร้านค้ารายย่อยในช่วงที่ผ่านมา

Transition Now: เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดวันนี้เพื่อลดจุดเปราะบางและสร้างความมั่นคงในระยะยาว
อย่างที่ทุกท่านทราบกันดี ผมย้ำเสมอว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดสำคัญมากในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง หลายท่านอาจจะมีแนวคิดว่าจำเป็นเร่งด่วนไหม ค่อยๆ ทำตามแผนงานที่วางไว้ได้ไหม งบประมาณก็มีจัดสรรตามหน่วยงานไว้แล้วในระยะยาว ทำไมต้องออกพ.ร.ก. เงินกู้ฯ ให้เป็นหนี้เพิ่มมาอีก ผมอยากใช้โอกาสนี้ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ในระยะสั้น หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านโดยเริ่มลงมือทำเลยเราอาจจะเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติหนักขึ้น ดั่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ หลังจากไทยเจอวิกฤติราคาน้ำมันแพงในเดือนเม.ย-พ.ค ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดก็กลับมาขาดดุลถึงเกือบ 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไทยเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นในจำนวนที่มาก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ และสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันในโลกผันผวนยังไม่จบง่ายๆ เราอาจจะต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดวิกฤติขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต

การเร่งเปลี่ยนผ่านวันนี้ โดยการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานสะอาดหรือ ไบโอดีเซล โดยเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมการติดตั้ง Solar ภาคประชาชนพร้อมรับขายคืนครบวงจร รวมทั้งการลงทุนพัฒนา upgrade สายส่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ smart grid และยังทำได้ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศเนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ละปีมีจำกัด การลงมือทำในสิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุดจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศได้ เงินกู้ 2 แสนล้านอาจจะเป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่ผมตั้งใจให้โครงการภายใต้เงินกู้นี้ ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งและร่นระยะให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจ

Transform for tomorrow: พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุน
หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือเราลงทุนน้อยเกินไปมานาน ทั้งการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ปีนี้รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว รวมทั้งการปลดล็อค กม ทำให้การลงทุนง่ายขึ้น จะทำให้การลงทุนเปฌนเครื่องยนต์หลักของการเติบโตอีกครั้ง (investment-led growth) โดยตั้งเป้าให้สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ค่อย ๆ กลับไปอยู่ใกล้ระดับประมาณ 30% เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่การลงทุนรอบใหม่นี้ต้องไม่ใช่การลงทุนแบบเดิมเท่านั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเตรียมประเทศสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อย่างที่เคยเรียนในระหว่างการอภิปรายงบประมาณ การลงทุนภาครัฐผ่านงบประมาณเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศเท่านั้น เรายังมีการลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และเครื่องมือระดมทุนอื่นๆ เช่น Thailand Future Fund และที่สำคัญอย่างมาก คือการลงทุน FDI ที่ได้รับการเร่งรัดผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 9แสนล้านบาทในปี 2569 นี้ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุน หรือเพิ่มมูลค่า FDI ให้สูงขึ้นเท่านั้น คำถามสำคัญกว่านั้นคือ การลงทุนเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ไทยเข้าไปอยู่ใน supply chain ของการผลิตสมัยใหมของโลกได้อย่างไร และสร้างงานและยกระดับคุณภาพให้แรงงานไทยได้เท่าไร เหล่านี้จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์ใหม่ของ BOI

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำแล้ว ทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐภาคเอกชน (กรอ.) และมีหลายสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิรูปอีกมาก โดยเฉพาะด้านการจัดทำงบประมาณและด้านการคลัง เราไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดีและอยู่ในระหว่างการวางแผนปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังทั้งหมด โดยก้าวแรกของเราคือ สร้างความโปร่งใส เปิดข้อมูล เปิดแผล และเปิด Live ในระหว่างการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ และเชื่อว่าจะมีก้าวต่อไปตามมา เพราะหากเราไม่ทำวันนี้ เราจะอาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว

การตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในฐานะรองนายกฯ และรมว คลัง ไม่เคยง่าย และไม่สามารถถูกใจทุกคนได้ แต่ผมเชื่อว่าหากเรายึดหลักการและลงมือทำด้วยความบริสุทธ์ใจและตั้งใจจริงเพื่อประเทศ ก็จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

ท้ายที่สุด Teamwork เป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่สามารถทำทุกอย่างได้คนเดียว แรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนสำคัญอย่างมาก ตั้งแต่รัฐบาล ข้าราชการประจำในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ภาคเอกชน และทีมงานที่เข้มแข็งของรองนายกฯ และรมว. คลัง ผมขอขอบคุณทุกท่านจากใจ

ผมจะพยายามมา Update เรื่องต่างๆ อยู่เรื่อยๆ นะครับ โดยอาจจะมีทีม Admin ของ page มาสรุป กิจกรรมของผมและให้ความรู้ต่างๆ รวมทั้งช่วยตอบคำถามเป็นระยะๆ ในช่วงที่ผมติดภารกิจครับ

‘อนุทิน’ เปิดเวที ABAC 2026!! ผู้นำธุรกิจเอเปคชูความร่วมมือข้ามภาคส่วน สร้างภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้รุ่งเรืองท่ามกลางวิกฤต ย้ำรัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน

กรุงเทพฯ, 9 ก.ค. (ซินหัว) -- เหล่าผู้นำแวดวงธุรกิจจากคณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (ABAC) ได้รวมตัวประชุมในกรุงเทพฯ และเรียกร้องการสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อรักษาการเติบโตที่ยั่งยืนท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลก

อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์สำคัญที่การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค ครั้งที่ 3 ในปี 2026 ว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น ขณะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ

อนุทินชี้ว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาความท้าทายเหล่านี้ได้เพียงลำพัง เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความท้าทายเหล่านี้โดยปราศจากสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง ดังนั้นความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐ-ภาคเอกชนจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

เกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ สมาชิกคณะกรรมการฯ และประธานบริหารบริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่าชุมชนธุรกิจพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เปิดกว้าง เชื่อมโยง และเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

อนึ่ง การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค ครั้งที่ 3 จัดขึ้นวันที่ 6-9 ก.ค. 2026

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top