Friday, 10 July 2026
NewsFeed

‘เอ็ดดี้’ ดึงสติดราม่า ‘อภิสิทธิ์’!! ปมอภิสิทธิ์ต้องมองให้ครบ ไม่ได้ล้างผิด ม.112 แต่เสนอทางฟื้นฟูเยาวชนกลับสู่สังคม ชี้โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ฟื้นฟูเด็ก แต่ต้องตัดวงจรผู้ใหญ่ใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือการเมือง

โดนปั่นไปกันใหญ่! "เอ็ดดี้" ชี้อภิสิทธิ์ไม่ได้สั่งล้างผิด ม.112 ดึงสติมองทางเลือก “บำบัดฟื้นฟู” เด็กกลับสู่สังคม

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความหัวข้อ "อภิสิทธิ์" และ "การนิรโทษกรรมเยาวชนในคดี ม.112" มีเนื้อหาดังนี้ จริงๆ ผมไม่คิดจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ อ่านแล้วก็ปล่อยผ่านไป เพราะมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แสดงความเห็นกันหลายคนแล้ว กลัวว่าแสดงความเห็นอะไรออกไปเดี๋ยวพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ บางคนไม่เข้าใจจะพาลโกรธกัน แต่สุดท้ายก็มีคนถามว่าผมคิดยังไง ถ้าจะให้ผมวิจารณ์จริงๆ ผมจะเขียนหรือพูดแบบนี้

จากข่าวที่ตรวจได้ ประเด็นสำคัญคือ คนจำนวนหนึ่งตีความว่าคุณอภิสิทธิ์ “สนับสนุนนิรโทษกรรม ม.112 ให้เยาวชน” แต่คำอภิปรายของเขาไม่ได้พูดตรงแบบนั้น เขาแยกเป็นคนละเรื่องระหว่าง “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน”

ภาพรวมข่าวคือ วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไข ด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 เสียง ส่งผลให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐสภา โดยยังคงหลักว่า คดี ม.112 เป็นข้อยกเว้น ไม่ได้รับนิรโทษกรรม

สาระที่คุณอภิสิทธิ์อภิปรายคือ พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนกฎหมายนิรโทษกรรมโดยรวม เพื่อเริ่มต้นใหม่และสร้างสันติสุข แต่เห็นว่ามี 2 ประเด็นที่ควรพิจารณาให้รอบคอบ หนึ่งในนั้นคือ มาตรา 11 ที่เกี่ยวกับเยาวชนกับ ม.112 เขาย้ำชัดว่า ต่อให้แก้หรือไม่แก้มาตรานี้ “ผู้กระทำความผิด ม.112 ก็ไม่ได้รับนิรโทษกรรม” แต่ประเด็นคือ เยาวชนที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรม เพราะติดข้อยกเว้น จะควรมีช่องทางร้องขอเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูหรือไม่ โดยไม่ใช่กระบวนการอัตโนมัติ และถ้าไม่ร้องขอ ก็ถูกดำเนินคดีตามปกติ

จุดที่ทำให้เกิดดราม่าคือคุณอภิสิทธิ์ตั้งคำถามทางหลักการว่า ถ้าเยาวชนที่ทำผิดและไม่ได้รับนิรโทษกรรม “ตัดสินใจขอรับการบำบัดฟื้นฟู” เขาควรได้รับโอกาสนั้นหรือไม่ และกระบวนการเช่นนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ดีขึ้นกว่าการดำเนินคดีอย่างเดียวหรือไม่ เขายังเตือนด้วยว่าไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่าฝ่ายหนึ่งจงรักภักดี อีกฝ่ายไม่จงรักภักดี เพียงเพราะเห็นต่างในวิธีจัดการปัญหา

ดังนั้น ถ้าถามว่า คุณอภิสิทธิ์ผิดไหม ผมแยกเป็น 3 ชั้นแบบนี้ครับ

ชั้นแรก ในเชิงข้อเท็จจริง คนที่โจมตีว่าเขา “เปิดทางนิรโทษกรรม ม.112” อาจพูดแรงเกินข้อเท็จจริง เพราะเขาย้ำเองว่า ม.112 ยังไม่ได้รับนิรโทษกรรม เพียงแต่เขาไม่เห็นด้วยกับการล็อกไม่ให้เยาวชน ม.112 ใช้มาตรการบำบัดฟื้นฟูเลย

ชั้นที่สอง ในเชิงหลักกฎหมายเยาวชน แนวคิดของอภิสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนโดยทั่วไปเน้น “แก้ไข บำบัด ฟื้นฟู” มากกว่าการลงโทษแบบผู้ใหญ่ และสื่อฝั่งที่สนับสนุนการคงข้อยกเว้น ม.112 ก็ยังยอมรับว่า คดีในศาลเยาวชนและครอบครัวมีหลักคุ้มครอง แก้ไข บำบัด ฟื้นฟูอยู่แล้ว เพียงแต่เขาเห็นว่าควรคงข้อยกเว้นเพื่อไม่ให้เยาวชนถูกชักชวนหรือปลุกปั่นให้ทำผิด

ชั้นที่สาม ในเชิงการเมืองและความมั่นคง ข้อวิจารณ์ของ ดร.ศุภณัฐ มีน้ำหนักบางส่วน โดยเฉพาะประเด็นว่า ระบบศาลเยาวชนมีช่องทางบำบัดฟื้นฟูอยู่แล้ว และกรณีเยาวชนที่ทำผิดครั้งแรกจำนวนมากก็มีโอกาสได้รับความเมตตาหากไม่ทำผิดซ้ำ มีข้อมูลระบุว่าเยาวชนคดี ม.112 ที่ศูนย์ทนายฯ ให้ความช่วยเหลือ 20 คน ส่วนใหญ่เข้าสู่กระบวนการตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ ไปเกือบหมดแล้ว เหลือบางคนที่ไม่เข้ากระบวนการหรือยังต่อสู้คดีอยู่

ผมจึงมองว่า คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ผิดในเชิงหลักการเด็กและเยาวชน แต่คำอภิปรายของเขา “ไม่ครบ” ในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง เพราะเขาเน้นปลายทางคือการฟื้นฟูเยาวชน แต่ยังไม่ได้ตอบโจทย์ต้นทางว่า ใครคือผู้ผลิตวาทกรรม ใครคือผู้ปลุกปั่น ใครใช้เยาวชนเป็นโล่ทางการเมือง และจะป้องกันการทำผิดซ้ำอย่างไร

พูดให้ชัดคือ จุดแข็งของอภิสิทธิ์คือ “หลักนิติรัฐ + หลักฟื้นฟูเยาวชน” แต่จุดอ่อนคือ “ขาดมิติความมั่นคงเชิงโครงสร้าง” และ “ขาดคำตอบต่อเครือข่ายผู้ใหญ่หลังม็อบ”

ส่วนความเห็นของ รศ.ดร.สุริยะใส เป็นแนว “ประนีประนอมทางการเมือง” คือมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นก้าวแรกของการลดความขัดแย้ง แม้กฎหมายฉบับเดียวจะสร้างความปรองดองไม่ได้ทันที แนวนี้สอดคล้องกับตรรกะของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเฉพาะ ม.112 มากนัก

ส่วนความเห็นของคุณธงทิวเป็นแนว “นิรโทษกรรมเพื่อประชาชนที่เคลื่อนไหวด้วยเจตนาบริสุทธิ์” ซึ่งเป็นหลักคิดที่ใช้ได้กับการชุมนุมทางการเมืองทั่วไป แต่เมื่อนำมาแตะ ม.112 จะต้องระวังมากขึ้น เพราะ ม.112 ไม่ใช่แค่คดีต่อต้านนโยบายรัฐ แต่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง และนี่คือเหตุผลที่วุฒิสภาอธิบายว่าไม่ควรเอา ม.112 ไปรวมกับนิรโทษกรรมแบบเดียวกับคดีการเมืองทั่วไป

การนำเสนอประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนเช่นนี้ผ่านสื่อดิจิทัลเชิงวิเคราะห์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จำเป็นต้องกางข้อเท็จจริงและแยกแยะ "หลักการทางกฎหมาย" ออกจาก "ยุทธศาสตร์ทางการเมือง" อย่างชัดเจน ผมจะสรุปภาพรวมออกเป็นดังนี้

1. จุดยืนของคุณอภิสิทธิ์: ถูกต้องตามหลักนิติรัฐและหลักสากล

หากมองในมุมของกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชน สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์เสนอ ไม่ใช่เรื่องผิดและเป็นไปตามหลักการสากล การแยกเยาวชนออกจากผู้ใหญ่ และเปิดช่องให้มีการ "บำบัดฟื้นฟู" แทนการลงโทษทางอาญา ถือเป็นการให้โอกาสทางสังคม ซึ่งคุณอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการ "นิรโทษกรรม" (ล้างความผิด) กับการ "ฟื้นฟู" (ยอมรับความจริงแล้วกลับตัว) อย่างชัดเจน

2. มุมมองของ ดร.ศุภณัฐ: การตั้งคำถามถึงโครงสร้างและผู้ริเริ่ม

ข้อวิจารณ์ของ ดร.ศุภณัฐ เป็นการมองปัญหาในเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคง โดยมองข้ามตัวกฎหมายไปสู่ "ต้นตอ" ของปัญหา นั่นคือกลุ่มคนหรือผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตชุดความคิดและผลักดันเยาวชนออกสู่แนวหน้า ข้อวิจารณ์นี้มีน้ำหนักในแง่ที่ว่า หากรัฐมุ่งแต่ฟื้นฟูเยาวชน (ปลายเหตุ) โดยไม่จัดการกับผู้ปลุกปั่น (ต้นเหตุ) ปัญหาก็จะวนลูปและเกิดการทำผิดซ้ำซาก (ผมเห็นด้วยอย่างมากกับ ดร.นิวในประเด็นนี้)

3. มิติของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

มุมมองของ รศ.ดร.สุริยะใส และคุณธงทิวสะท้อนถึงความพยายามในการหา "จุดกึ่งกลาง" เพื่อดับไฟความขัดแย้ง การนิรโทษกรรมคือเครื่องมือทางการเมืองเพื่อซื้ออนาคตของประเทศกลับคืนมา แต่ความท้าทายสูงสุดคือการขีดเส้นแบ่งระหว่าง "เจตนาบริสุทธิ์" กับ "การจงใจทำลายล้าง" โดยเฉพาะเมื่อเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐและสถาบันหลักของชาติ

สรุปสั้น ๆ คือ คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้เสนอ “ล้างผิด ม.112” แต่เสนอว่าเยาวชนที่ติดข้อยกเว้นควรยังมีช่องทางร้องขอเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูได้

คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ผิดในแง่ของ "หลักการ" แต่ในทางการเมือง ท่านอาจถูกวิจารณ์ได้ว่ามองปัญหาแบบโลกสวยเกินไปและละเลย "ยุทธศาสตร์" การป้องกันการหลอกใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มปกป้องสถาบันฯ กังวลมากที่สุด

และปัญหา อาจจะเป็นที่คุณอภิสิทธิ์มองปัญหาในระดับปลายทางของกระบวนการยุติธรรม แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามระดับต้นทางของสงครามความคิด ว่าใครปลูกฝัง ใครผลักเยาวชนเข้าสู่การเผชิญหน้ากับ ม.112 และรัฐจะป้องกันไม่ให้เยาวชนถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองซ้ำได้อย่างไร

ประโยคนี้จะตรงและแฟร์กว่าการบอกว่า “อภิสิทธิ์ไม่จงรักภักดี” หรือ “อภิสิทธิ์สนับสนุนล้างผิด ม.112” เพราะจากคำอภิปราย เขาไม่ได้พูดถึงขั้นนั้นครับ

ขอทิ้งท้ายด้วยคำถามสำคัญ

ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน การใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อสกัดกั้นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง (ผู้ใหญ่) มีความสำคัญเร่งด่วนกว่าการเร่งหาทางออกให้เยาวชนที่ตกเป็นเครื่องมือไปแล้วหรือไม่?

สำหรับฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มผู้ปกป้องสถาบันฯ การใช้กลไกกฎหมายสกัดกั้น "ผู้ใหญ่เบื้องหลัง" มีความสำคัญเร่งด่วนในระดับวิกฤต

เหตุผลคือ ตราบใดที่โรงงานผลิตวาทกรรมบิดเบือนหรือเครือข่ายผู้ปลุกปั่นยังทำงานอยู่ การตามแก้ไขหรือฟื้นฟูเยาวชนที่ปลายเหตุก็เหมือนการตักน้ำออกจากเรือที่รั่ว ต่อให้ช่วยเยาวชนกลุ่มนี้ได้สำเร็จ ก็จะมีเยาวชนกลุ่มใหม่ถูกผลักเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอยู่ดี

เป้าหมายสำคัญ เพื่อตัดวงจรการใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง และเปลี่ยนต้นทุนการทำผิดกฎหมายให้ไปตกอยู่กับผู้บงการตัวจริง ไม่ใช่ให้เด็กมารับโทษแทน

เด็กและเยาวชนคือทรัพยากรมนุษย์ที่จะต้องเติบโตไปขับเคลื่อนประเทศ หากปล่อยให้พวกเขาถูกตราหน้า มีชะตากรรมติดคุก หรือสูญเสียอนาคตตั้งแต่อายุยังน้อย ความคับแค้นใจนี้จะกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ในอนาคตที่สะสมความเกลียดชังต่อรัฐและสถาบันฯ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เป้าหมายสำคัญก็เพื่อดึงเยาวชนกลับคืนสู่สังคม ดึงออกจากวงจรของกลุ่มปลุกปั่น และเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

ผมอยากจะทิ้งท้ายประโยคสุดท้ายว่า การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าจำเป็นต้องใช้ทั้ง "พระเดช" กับผู้บงการ และ "พระคุณ" กับเยาวชนที่หลงผิดครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1545728940899047&id=100063858668563&rdid=ucIJQleQtBPnlZNd#

เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัว ‘ทาคาฟูมิ สุงาวาระ’ ไทยรวบยากูซ่าญี่ปุ่นกลางสุวรรณภูมิ ก่อนหนีไปมาเลเซีย ปมบงการคอลเซ็นเตอร์พนมเปญ ไทย–ญี่ปุ่น ร่วมปิดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนขึ้นเครื่อง ส่งกลับญี่ปุ่นดำเนินคดี

กลางสนามบินสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ไทยเปิดปฏิบัติการรวบตัวชายชาวญี่ปุ่นวัย 31 ปี “ทาคาฟูมิ สุงาวาระ” (Takafumi Sugawara) เพียงไม่กี่นาทีก่อนขึ้นเครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ มุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย ปิดฉากการหลบหนีของผู้ต้องสงสัยคนสำคัญที่ทางการญี่ปุ่นระบุว่าเป็นสมาชิกระดับแกนนำของแก๊งยากูซ่า และเป็นผู้บงการเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่ใช้กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงประชาชนชาวญี่ปุ่นนับไม่ถ้วน

ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของไทยเปิดเผยว่า ชายรายนี้ถูกขึ้นบัญชีเป็น “บุคคลต้องห้าม” ตามมาตรา 12 (7) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ และยังเป็นบุคคลที่ต่างประเทศต้องการตัวเพื่อดำเนินคดี เจ้าหน้าที่จึงเพิกถอนสิทธิการพำนักในประเทศไทยทันที ก่อนดำเนินการส่งตัวกลับญี่ปุ่นเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เบื้องหลังขบวนการนี้ถูกเปิดเผยว่าเป็น “กลลวงซ้อนกล” ที่ออกแบบมาอย่างแยบยล เหยื่อในญี่ปุ่นจะได้รับสายโทรศัพท์อัตโนมัติ แอบอ้างว่าเป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์กำลังจะถูกระงับการใช้งาน หากกดหมายเลข 1 เพื่อสอบถามรายละเอียด ก็จะตกเข้าสู่กับดักของมิจฉาชีพทันที

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ปลอมจะค่อย ๆ สอบถามข้อมูลส่วนตัว ก่อนส่งสายต่อไปยังผู้ร่วมขบวนการอีกหลายระดับ ซึ่งสวมบทบาทเป็นตำรวจและอัยการ อ้างว่าชื่อของเหยื่อไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญาหรือการฟอกเงิน พร้อมข่มขู่ว่าหากต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จะต้องรีบโอนเงินเข้าบัญชีที่กำหนดเพื่อ “ตรวจสอบ” หรือ “อายัดชั่วคราว” สุดท้ายเงินทั้งหมดก็หายวับไปกับแก๊งมิจฉาชีพ

แต่เรื่องราวไม่ได้มีเพียงเหยื่อที่สูญเสียทรัพย์สินเท่านั้น เพราะผู้ที่นั่งปลายสายหลอกลวงเหยื่อบางคน กลับตกเป็น “เหยื่อ” เช่นเดียวกัน

ผลการสืบสวนระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวใช้ประกาศรับสมัครงานปลอมในญี่ปุ่น ล่อลวงผู้ที่กำลังมองหางานด้วยคำโฆษณาว่ามีรายได้สูงและทำงานในต่างประเทศ เมื่อเดินทางถึงกรุงพนมเปญ หนังสือเดินทางจะถูกยึดทันที ก่อนถูกกักตัวและบังคับให้ทำหน้าที่โทรศัพท์หลอกลวงผู้คนในบ้านเกิด หากขัดขืนอาจถูกควบคุมหรือถูกคุกคามจนไม่สามารถหลบหนีได้

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า รูปแบบดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขององค์กรอาชญากรรมยุคใหม่ ที่ไม่ได้ใช้เพียงกำลังหรืออาวุธ แต่เปลี่ยนมาใช้อาคารสำนักงาน โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และแรงงานที่ถูกหลอกเป็นเครื่องมือสร้างผลกำไรมหาศาลจากความหวาดกลัวของผู้คน

ข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า เฉพาะในปี 2567 เครือข่ายนี้เชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงอย่างน้อย 40 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านเยน หรือประมาณ 200 ล้านบาท นับเป็นหนึ่งในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดที่ทางการญี่ปุ่นกำลังเร่งกวาดล้าง

คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันไม่ได้มีพรมแดนอีกต่อไป ผู้บงการอาจอยู่ประเทศหนึ่ง ฐานปฏิบัติการอยู่อีกประเทศ เหยื่ออยู่คนละซีกโลก และใช้ผู้ที่ถูกหลอกมาทำงานเป็นเครื่องมือก่อเหตุ ทำให้การปราบปรามต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การติดตามผู้ต้องหา และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อหยุดยั้งวงจรหลอกลวงที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ : ผู้ต้องสงสัยถูกทางการญี่ปุ่นเชื่อมโยงกับ องค์กรยากูซ่า ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายเครือข่ายองค์กรยากูซ่าได้หันมาสร้างรายได้จากอาชญากรรมออนไลน์ เช่น คอลเซ็นเตอร์ การหลอกลงทุน และการฟอกเงิน แทนการก่ออาชญากรรมแบบเดิม

สำหรับกลลวงที่แอบอ้างเป็นบริษัทโทรศัพท์ ก่อนปลอมเป็นตำรวจและอัยการ เป็นรูปแบบที่เรียกว่า Authority Scam คือการอาศัยความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐกดดันให้เหยื่อตื่นตระหนกและรีบโอนเงิน

จุดที่น่าสนใจของขบวนการหลอกลวงนี้คือ ผู้ก่อเหตุบางส่วนก็เป็นเหยื่อ เพราะถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ ถูกยึดหนังสือเดินทาง และถูกบังคับให้โทรหลอกผู้อื่น ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบในเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สำหรับยอดความเสียหาย 1,000 ล้านเยน คิดเป็นประมาณ 200 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ และตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะคดีที่เจ้าหน้าที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนี้ในปี 2567 เท่านั้น ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายของอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมด

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3717137068438960/?rdid=bqLPoAx9BZKilUUA#

เฮยหลงเจียง ลุยท่องเที่ยว!! จัดประชุมอุตสาหกรรมครั้งที่ 8 เมืองจีซีเปิดเส้นทางท่องเที่ยวหลากธีม บูรณาการวัฒนธรรมและกีฬาเข้าด้วยกัน นำนวัตกรรมดิจิทัลสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่

การประชุมว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมณฑลเฮยหลงเจียง ครั้งที่ 8 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 กรกฎาคม ณ เมืองจีซี เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีชื่อเสียง ภายใต้แนวคิด "การบูรณาการ นวัตกรรม และโอกาส" โดยยึดหลักความเรียบง่าย ความปลอดภัย และความเป็นเลิศ การประชุมครั้งนี้มุ่งสร้างเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว การประยุกต์ใช้นวัตกรรม และการยกระดับการบริโภคด้านการท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอเสน่ห์ของมณฑลเฮยหลงเจียงในทุกมิติ ทั้งความงดงามของธรรมชาติ ขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม อาหารท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ และการต้อนรับอันอบอุ่น เพื่อกระตุ้นและปลดล็อกศักยภาพการบริโภคด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้เติบโตยิ่งขึ้น

ในระหว่างการประชุม เมืองจีซีจะเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพภายใต้สามธีมหลัก ได้แก่ "Ignite the Games, Rock the Lakes" (การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสัมผัสเสน่ห์ของทะเลสาบ) "Drive the Border, Embrace Wellness" (การท่องเที่ยวเส้นทางชายแดนควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) และ "Explore the Countryside, Learn Through Play" (การท่องเที่ยวชนบทเชิงเรียนรู้และกิจกรรมสำหรับครอบครัว) พร้อมกันนี้ ยังมีการมอบสิทธิประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างครอบคลุม ทั้งส่วนลดร้านอาหาร การรับประกันที่พัก การเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวฟรี และข้อเสนอพิเศษสำหรับการชอปปิง เพื่อมอบความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง พร้อมเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศให้มาร่วมสัมผัสเสน่ห์และความงดงามของเมืองจีซีอย่างใกล้ชิด

เจียง ซิงเฉิง รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลเฮยหลงเจียง กล่าวว่า การประชุมในปีนี้มีจุดเด่นสำคัญสามประการ โดยประการแรกคือการขับเคลื่อนด้วยการบูรณาการ เพื่อสร้างภูมิทัศน์ใหม่ของการท่องเที่ยวแบบครบวงจรภายใต้แนวคิด "ใช้วัฒนธรรมสร้างคุณค่าให้การท่องเที่ยว และใช้การท่องเที่ยวเผยแพร่วัฒนธรรม" โดยส่งเสริมการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเข้ากับภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การค้า และกีฬาอย่างลึกซึ้ง อาทิ การอาศัยการแข่งขัน "ลีกฟุตบอลภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน" เป็นแรงขับเคลื่อน เพื่อเปิดตัวแบรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ "Travel with Sports Events" (การท่องเที่ยวพร้อมกิจกรรมกีฬา)

ประการที่สองคือการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างแรงผลักดันใหม่ให้กับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสมัยใหม่ โดยยกระดับรูปแบบการจัดงานประชุมให้ก้าวพ้นกรอบเดิม ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างครอบคลุม พร้อมจัดตั้งโซนจัดแสดงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอัจฉริยะภายในพื้นที่จัดงานหลัก เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัย เช่น "AI + การท่องเที่ยว" การท่องเที่ยวเสมือนจริงบนเมตาเวิร์ส และประสบการณ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัล

ประการที่สามคือการสร้างเวทีใหม่สำหรับความร่วมมือแบบเปิดกว้าง เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่โอกาสใหม่ ๆ โดยบูรณาการเข้ากับข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) พร้อมเชิญผู้แทนจากภาครัฐและภาคธุรกิจจาก 13 ประเทศและภูมิภาคเข้าร่วมงาน เพื่อส่งเสริมบทบาทและภาพลักษณ์ของวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลเฮยหลงเจียงในเวทีนานาชาติ ควบคู่กับการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก

ที่มา: สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลเฮยหลงเจียง

มธ. ปั้นแพทย์แผนจีนลุยโลก!! ตลาดการแพทย์แผนจีนคึกคัก ไทยดันหลักสูตรนานาชาติ ชิงส่วนแบ่ง 5.5 แสนล้านดอลลาร์ หนุน Medical Hub และ Wellness Tourism

มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

ในอนาคตอันใกล้ “การแพทย์แผนจีน” ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,000 ปี จะไม่ได้เป็นเพียงแค่การแพทย์ทางเลือก แต่จะเป็นหนึ่งในการแพทย์เพื่อสร้างทางรอด ที่ใช้รักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน

“บางเคสกินยาแผนปัจจุบันแล้วเจอผลข้างเคียง เลยอยากใช้ยาสมุนไพรจีนแทน เราจะให้ปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันก่อน จากนั้นค่อยมาดูว่าทางศาสตร์แพทย์แผนจีนมีวิธีไหนที่จะช่วยรักษาได้บ้าง” ผศ. ดร.ภารดี แสงวัฒนกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิต วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ ระบุ และว่า ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นจากการผสานระหว่างการแพทย์แผนจีน (ตะวันออก) เข้ากับองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน (ตะวันตก)

“ไม่ใช่ไปบอกกับคนไข้ว่า ไม่ต้องไปหาแพทย์แผนปัจจุบันนะ ให้มารักษาด้วยแผนจีนอย่างเดียว แบบนี้เราไม่ทำ ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องคือการรักษาแบบผสมผสานเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ดีที่สุด” ผศ. ดร.ภารดี เน้นย้ำ

จากรายงานการตลาด Traditional Chinese Medicine Hospitals in China ของ IBISWorld ที่เผยแพร่เมื่อปี 2567 ได้สะท้อนภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์แผนจีน ซึ่งพบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยการสนับสนุนของภาครัฐ และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้ป่วย โดยในช่วงระหว่างปี 2562-2567 มีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 5.7%

ขณะที่ข้อมูลจาก Business Research Insights เมื่อปี 2569 พยากรณ์ขนาดของตลาดการแพทย์แผนจีน (TCM) ทั่วโลก อยู่ที่ 2.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมคาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีจากนี้ คือ

ปี 2569-2578 จะมีอัตราการเติบโต CAGR อยู่ที่ 7.4% ส่งผลให้มูลค่าตลาดก้าวขึ้นไปเป็น 5.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578

มากไปกว่านั้น พบว่าหลายประเทศทั่วโลกกำลังขยายการใช้ประโยชน์ด้านการรักษาและสร้างเศรษฐกิจจากระบบนิเวศการแพทย์แผนจีน ตั้งแต่ประเทศในเอเชีย ไปจนถึงยุโรป หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาที่ปัจจุบันมีผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพมากกว่า 4 หมื่นราย หรือในเยอรมนี ที่มีการนำบริการแพทย์แผนจีนบรรจุเข้าอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพ ฯลฯ

ในความเป็นจริงแล้ว การแพทย์แผนจีนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และย้อนกลับไปในปี 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุหมวดการแพทย์ดั้งเดิม (Traditional Medicine Chapter) เข้าไปในบัญชีจำแนกโรคสากล (ICD-11) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันทั่วโลกด้วย

ความต้องการของผู้คนที่อยากดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและอิงกับธรรมชาติ เพื่อลดการพึ่งพายาเคมี หรือการรักษาที่มากเกินความจำเป็น คือปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าตลาดการแพทย์แผนจีนเติบโตขึ้น และยังจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการเข้ามาของเทรนด์การมีอายุยืนยาวแบบมีสุขภาพที่ดี (Longevity)

นี่จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะสร้างเศรษฐกิจและเข้าไปมีส่วนร่วมในการชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดระดับโลก

“มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่รู้จักและเคยรักษาด้วยการแพทย์แผนจีนมาก่อน เมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็พยายามมองหาการแพทย์แผนจีน ฉะนั้นหากประเทศไทยยกระดับเรื่องนี้จริงจัง ก็จะยิ่งทำให้นโยบาย Medical Hub และ Wellness Tourism มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น” ผศ. ดร.ภารดี ระบุ

ที่ผ่านมา หน่วยงานในประเทศไทยก็เดินหน้าผลักดันการแพทย์แผนจีนอยู่ไม่น้อย ทั้งการทำระบบการรับรองและออกใบอนุญาตผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน รวมถึงการจัดสรรตำแหน่งในระบบบริการสุขภาพภาครัฐ และล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 มีมติอนุมัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญสายงานแพทย์แผนจีน ตำแหน่งแพทย์แผนจีน ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาประชาชน มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ เดือนละ 3,500 บาท และ 5,600 บาท อีกด้วย

แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้มีคลินิกด้านการแพทย์แผนจีนเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาครัฐและเอกชน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือ ทุกวันนี้จำนวนแพทย์แผนจีนในไทยยังคงมีอยู่จำกัด และถือว่าขาดแคลนหากเทียบกับความต้องการ ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ที่ได้รับใบอนุญาตฯ เพียงกว่า 2,000 คน ขณะที่ในแต่ละปีมีผู้ได้รับใบอนุญาตเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 300 คน

เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านกำลังคน และสร้างศักยภาพให้ประเทศไทย วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ (CICM) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงทำความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู (Chengdu University of Traditional Chinese Medicine) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์แผนจีนขึ้น ซึ่งเป็น “แห่งแรกของประเทศไทย” ที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ

มากไปกว่านั้นคือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาการแพทย์แผนจีนบัณฑิต 2 ใบ (Dual Degree) คือจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ใบ และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู อีก 1 ใบ

อาจมีคำถามว่า เมื่อต้องการเรียนการแพทย์แผนจีน เหตุใดจึงไม่ไปเรียนจากประเทศจีนที่เป็นต้นกำเนิดของศาสตร์การรักษานี้

ผศ. ดร.ภารดี อธิบายว่า นอกจากองค์ความรู้สากลในระดับนานาชาติแล้ว สิ่งสำคัญที่จะได้จากการเรียนที่ธรรมศาสตร์คือสายสัมพันธ์ (คอนเนคชัน) บุคลากรทางการแพทย์ในไทยและจีน ที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพได้จริง ตลอดจนความเข้าใจในบริบท ระบบสุขภาพ ระบบกฎหมาย และระบบนิเวศการแพทย์แผนจีนทั้งหมดในประเทศไทย

นอกจากนี้ CICM ได้ร่วมกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในการเปิดคลินิกการแพทย์แผนจีน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์จากการได้ตรวจ และดูแลรักษาผู้ป่วยจริงๆ ภายใต้การกำกับของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีน

นำไปสู่การเปิดโอกาสทางการประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย เช่น แพทย์แผนจีนในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ผู้ประกอบการคลินิกการแพทย์แผนจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักวิจัยด้านการแพทย์และสมุนไพร อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา นักพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพร ฯลฯ
.
ที่สำคัญคือ สามารถเลือกทำงานได้ทั้งในไทย จีน และประเทศอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากมีการรับรองปริญญาด้านการแพทย์แผนจีนของมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตูให้สามารถสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้

สำหรับการเรียนการสอนจะใช้เวลาทั้งหมด 6 ปี แบ่งเป็น การเรียนที่ธรรมศาสตร์ 3 ปี ได้แก่ ปี 1 เรียนวิชาพื้นฐาน ปี 3 และ ปี 4 เรียนเนื้อหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ และทฤษฎีการแพทย์แผนจีน และเรียนที่มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู 3 ปี คือ ปี 2 เรียนภาษาจีน ปี 5 และ ปี 6 เรียนเนื้อหาด้านการแพทย์แผนจีน พร้อมกับปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย

ผศ. นพ.พีระพงค์ กิติภาวงค์ คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มธ. อธิบายว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรการแพทย์แผนจีนจาก CICM ไปแล้ว 3 รุ่น และกว่า 90% สอบผ่านได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน

สำหรับแผนอนาคต CICM ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า มีอยู่ 3 เรื่องที่วางแผนเอาไว้ ได้แก่ 1. การเปิดหลักสูตรปริญญาโทแบบ Dual Degree 2. การพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์แผนจีนร่วมกับนักวิจัยของจีนมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางการวิจัย และกรุยทางไปสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต และ 3. อยากจะผลักดันการผลิตยาสมุนไพรจีนได้เอง พร้อมกับให้มีการตั้งบริษัทภายใต้มหาวิทยาลัย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรจีนที่มีคุณภาพที่ผลิตโดยไทยเอง รวมถึงลดการนำเข้าสมุนไพรจีน ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง โดยหากเป็นไปได้อาจใช้สมุนไพรไทยมาทดแทน เนื่องจากมีสมุนไพรไทยหลายชนิดที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสมุนไพรจีน และมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ทดแทนในบางตำรับ

อีกทั้งในเชิงการหนุนเสริมระบบบริการสุขภาพโดยตรง ขณะนี้ก็กำลังเดินหน้าทำให้เกิดการผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองให้กับศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ และอาจต่อยอดไปถึงการพัฒนาเป็นแนวทางการดูแลรักษาผู้สูงอายุด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พร้อมกับผลักดันให้ทาง สธ. มีการนำไปใช้จริงทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางการดูแลรักษาทางเลือกสำหรับรองรับกับสังคมผู้สูงอายุของไทยที่กำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในปี 2573

ขณะเดียวกัน หากเป็นไปได้ ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า อยากให้รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผลักดันเรื่องการแพทย์แผนจีนควบคู่ไปกับการแพทย์แผนไทยด้วย ทั้งในแง่การผลักดันบุคลากรให้เข้าไปสู่ในระบบภาครัฐ รวมถึงบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเพียงบริการฝังเข็ม 20 ครั้งต่อปีสำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) เท่านั้น

“เคทีซี” ดันเทรลวิ่งเศรษฐกิจ!! Trail Running หน้าฝนดันตลาดเติบโต กระตุ้นการใช้จ่ายกว่า 2,500 บาทต่อคน เชื่อมโยงชุมชนธุรกิจท้องถิ่น ลุย 5 จุดวิ่งเทรลยอดนิยมในไทย

เคทีซีชวนมอง Trail Running หน้าฝน จากความท้าทายบนเส้นทาง สู่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจประสบการณ์

ในวันที่หลายคนมองฝนตกเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ยังมีคนอีกกลุ่มที่กลับเฝ้ารอฤดูกาลนี้มาตลอดทั้งปี พวกเขาเตรียมรองเท้าพื้นดอกลึก เช็กพยากรณ์อากาศ แพ็กอุปกรณ์ใส่ Running Vest และออกเดินทางสู่ภูเขา ป่าไม้ และเส้นทางธรรมชาติที่กำลังกลับมาเขียวขจีที่สุดของปี สำหรับนักวิ่งเทรล (Trail Running) และนักเดินป่า ฤดูฝนไม่ใช่ช่วงเวลาของการหลบฝน แต่คือฤดูกาลแห่งการออกเดินทาง ภาพของทางดินที่กลายเป็นโคลน ลำธารที่ไหลเชี่ยว รากไม้เปียกฝน และสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ อาจเป็นสิ่งที่คนทั่วไปพยายามหลีกเลี่ยง แต่กลับเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนจำนวนมากยอมเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อไปสัมผัส

ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพหรือการท่องเที่ยวแยกออกจากกันอีกต่อไป แต่เลือกลงทุนกับ "ประสบการณ์" ที่มอบทั้งความสุข ความหมาย และการพัฒนาตัวเองในเวลาเดียวกัน

Trail Running สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่
"เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่าปรากฏการณ์ Trail Running ไม่ได้สะท้อนเพียงกระแสการออกกำลังกาย แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มให้คุณค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพ การเดินทาง และประสบการณ์มากขึ้น จากเดิมที่การใช้จ่ายอาจมุ่งเน้นไปที่การครอบครองสินค้า วันนี้ผู้คนจำนวนมากพร้อมลงทุนกับกิจกรรมที่มอบคุณค่าระยะยาวทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความทรงจำ เคทีซีจึงร่วมกับพันธมิตรด้านกีฬาและ Outdoor ชั้นนำ อาทิ Decathlon, Salomon, The North Face REV Runner และ Element72 เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกเข้าถึงอุปกรณ์และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดังกล่าวได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อหนึ่งการวิ่งนำไปสู่การเดินทาง การใช้บริการในชุมชน การจองที่พัก และการสร้างรายได้ให้ธุรกิจท้องถิ่น Trail Running จึงไม่ใช่เพียงกีฬาอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจประสบการณ์ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

จากกีฬาเฉพาะกลุ่ม สู่ตลาดที่กำลังเติบโต
เมื่อย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปีก่อน การวิ่งเทรลยังถูกมองว่าเป็นกิจกรรมของนักวิ่งสายฮาร์ดคอร์หรือคนรักการผจญภัยกลุ่มเล็กๆ แต่ปัจจุบันภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ปฏิทินการแข่งขันเทรลของไทยมีสนามเกิดขึ้นตลอดทั้งปีในแทบทุกภูมิภาค ทั้งเชียงใหม่ น่าน เลย เพชรบูรณ์ สระบุรี ระยอง นครศรีธรรมราชและกระบี่ สะท้อนการขยายตัวของฐานผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักกีฬา แต่รวมถึงนักท่องเที่ยว ครอบครัว คนทำงาน และกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพด้วย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เองก็เริ่มผลักดัน Trail Running ในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อน Sports Tourism อย่างจริงจัง ผ่านโครงการ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมมากกว่า 100,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 250 ล้านบาท ให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า Trail Running ไม่ใช่แค่กีฬาอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับทั้งชุมชน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

หนึ่งการวิ่ง สร้างการใช้จ่ายมากกว่าที่คิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ นักวิ่งเทรลไม่ได้สร้างรายได้เพียงจากค่าสมัครแข่งขัน ตรงกันข้าม การตัดสินใจเข้าร่วมงานวิ่งหนึ่งสนาม มักนำมาซึ่งการใช้จ่ายอีกหลายต่อ ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร การซื้อสินค้าชุมชน และอุปกรณ์กีฬา หากอ้างอิงจากเป้าหมายผู้เข้าร่วมกว่า 100,000 คน และมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 250 ล้านบาทของโครงการ Trail Running ระดับประเทศ จะเท่ากับเกิดการใช้จ่ายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 2,500 บาทต่อคน แม้จะรวมผู้เข้าร่วมในรูปแบบ Virtual Run ไว้ด้วยก็ตาม แต่สำหรับนักวิ่งที่เดินทางไปแข่งขันต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายจริงมักสูงกว่านั้นมาก ค่าเฉลี่ยต่อทริปสามารถอยู่ในช่วงประมาณ 5,000-15,000 บาทต่อคน แบ่งเป็น ค่าสมัครแข่งขัน 800-3,500 บาท ค่าเดินทาง 1,000-5,000 บาท ค่าที่พัก 1-2 คืน 1,500-6,000 บาท ค่าอาหาร คาเฟ่และกิจกรรมท่องเที่ยว 500-2,000 บาท ค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าท้องถิ่นและของที่ระลึก 500-3,000 บาท

สำหรับนักวิ่ง Ultra Trail หรือผู้ที่เดินทางพร้อมครอบครัว งบประมาณต่อทริปอาจแตะระดับหลักหมื่นถึงหลายหมื่นบาทได้ไม่ยาก เมื่อรองเท้าคู่หนึ่งนำไปสู่ Outdoor Economy อีกหนึ่งสัญญาณการเติบโตของตลาด คือการขยายตัวของธุรกิจรอบด้าน นักวิ่งเทรลจำนวนมากเริ่มลงทุนในอุปกรณ์เฉพาะทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าเทรล เสื้อผ้า Technical Apparel Running Vest นาฬิกา GPS ไม้เท้าเทรล ประกันอุบัติเหตุ และอุปกรณ์โภชนาการกีฬา รองเท้าวิ่งเทรลระดับกลางถึงระดับพรีเมียมในตลาดมีราคาตั้งแต่ 4,000-8,000 บาท ขณะที่อุปกรณ์เสริมบางประเภทมีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท

ปรากฏการณ์นี้กำลังสร้าง Outdoor Economy หรือเศรษฐกิจกลางแจ้ง ที่เชื่อมโยงร้านอุปกรณ์กีฬา โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ผู้จัดการแข่งขัน ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ประกอบการในท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน ฤดูฝนคือไฮซีซันของนักวิ่งเทรล ขณะที่หลายธุรกิจมองฤดูฝนเป็นช่วงโลว์ซีซัน นักวิ่งเทรลกลับมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติสวยที่สุด ป่าไม้เขียวสด น้ำตกสมบูรณ์ อากาศเย็นลง และเส้นทางมีความท้าทายมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่หลายสนามยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในช่วง Green Season และกำลังช่วยกระจายรายได้สู่จังหวัดรองนอกเส้นทางท่องเที่ยวหลัก

หน้าฝนต้องเตรียมตัวต่างจากฤดูอื่นอย่างไร
สิ่งที่ทำให้ Trail Running ในฤดูฝนแตกต่าง ไม่ใช่เพียงสภาพอากาศ แต่คือรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย 1. รองเท้าคืออุปกรณ์สำคัญที่สุด รองเท้าวิ่งเทรลควรมีดอกยางลึกและยึดเกาะพื้นได้ดีเพื่อลดโอกาสลื่นล้มบนทางโคลนหรือรากไม้เปียก 2. เสื้อผ้าต้องแห้งเร็ว หลีกเลี่ยงผ้าฝ้ายที่อุ้มน้ำง่าย ควรเลือกเสื้อผ้า Technical Fabric ที่ระบายอากาศดี น้ำหนักเบาและแห้งเร็ว 3. Running Vest กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็น นอกจากน้ำดื่ม ควรพกเสื้อกันฝนแบบ Lightweight โทรศัพท์มือถือ Power Bank ขนาดเล็ก ไฟฉายคาดศีรษะ นกหวีดฉุกเฉิน ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถุงกันน้ำสำหรับเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 4. อาหารและพลังงานสำรอง ในสภาพอากาศเย็นและเปียก ร่างกายใช้พลังงานมากกว่าที่หลายคนคิด จึงควรเตรียม Energy Gel, Energy Bar หรืออาหารให้พลังงานที่รับประทานง่ายระหว่างทาง 5. ศึกษาเส้นทางและสภาพอากาศ การเช็กพยากรณ์อากาศ จุดเติมน้ำ ระยะทาง และแผนการอพยพฉุกเฉิน ถือเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การซ้อมร่างกาย 6. ประกันการเดินทางและอุบัติเหตุ นักวิ่งเทรล จำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับประกันคุ้มครองอุบัติเหตุหรือกิจกรรมกีฬา เพราะเส้นทางธรรมชาติมีความเสี่ยงมากกว่าการออกกำลังกายในเมือง โดยเฉพาะการแข่งขันระยะไกลหรือเส้นทางภูเขาสูง

5 เส้นทางเทรลหน้าฝนที่น่าไปในไทย

1. ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ มีป่าเขียวชุ่มตลอดฤดูฝน อากาศเย็นสบาย มีเส้นทางให้เลือกหลายระดับ เหมาะสำหรับนักวิ่งที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศป่าดิบเขาและทะเลหมอกอย่างใกล้ชิด
2. เขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีป่าฝนเขตร้อนสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย น้ำตกและลำธารตลอดเส้นทาง ความชื้นสูงและท้าทาย เป็นสนามที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักเทรลสายผจญภัยที่ต้องการทดสอบความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ
3. ภูกระดึง - ภูหลวง จังหวัดเลย มีป่าสนเขียวสดช่วงหน้าฝน อากาศเย็นกว่าหลายพื้นที่ วิวสวยตลอดเส้นทาง เหมาะกับนักเดินป่าและนักวิ่งเทรลที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติแบบเต็มอิ่ม
4. เขาค้อ - ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีทะเลหมอกเกือบตลอดฤดูกาล เส้นทางขึ้นลงหลากหลาย มีสนามเทรลจัดต่อเนื่องทุกปี ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของนักวิ่งเทรลไทย
5. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เดินทางสะดวกจากกรุงเทพฯ มีทั้งเส้นทาง Hiking และ Trail Running เหมาะกับมือใหม่ และผู้ที่อยากเริ่มต้นสัมผัสโลกของเทรลโดยไม่ต้องเดินทางไกล

หากในอดีตความหรูหราอาจหมายถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว หรือการเดินทางชั้นธุรกิจ วันนี้นิยามความหรูหราของคนจำนวนไม่น้อย อาจหมายถึงการได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ท่ามกลางป่าเขียวหลังฝนตก ได้ยินเสียงน้ำไหลแทนเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ และได้พิสูจน์ว่าตัวเองยังสามารถก้าวต่อไปได้แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยโคลน นี่จึงเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ Trail Running กำลังเปลี่ยนจาก "กีฬาเฉพาะกลุ่ม" สู่ "ไลฟ์สไตล์แห่งการแสวงหาความหมาย" ที่เชื่อมโยงสุขภาพ การเดินทาง และเศรษฐกิจประสบการณ์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และฤดูฝนก็คือช่วงเวลาที่เสน่ห์ดังกล่าวปรากฏชัดที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top