Wednesday, 1 July 2026
NewsFeed

‘ทรัมป์’ เบรกศึกรอบสองอิหร่าน!! จากขู่ล้างอิหร่านสู่การเจรจา วอลล์สตรีทเจอร์นัลเผยแผนสงครามถูกล้ม ‘ทรัมป์’ กังวลทำลายการทูตในวิกฤตนิวเคลียร์ พร้อมยืดเส้นตายเจรจาต่อไปถึงส.ค.

ทรัมป์ "ใจฝ่อ!?!" ไม่กล้าเปิดศึกรอบสองกับอิหร่าน

หลังจากขู่มาตลอดหลายสัปดาห์ว่า “อิหร่านจะไม่มีวันดำรงอยู่อีกต่อไป” ล่าสุด The Wall Street Journal รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการบรรยายสรุปเกี่ยวกับทางเลือกในการเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่าน โดยมีการหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงสงคราม พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) และ พล.อ. แดน เคน (Gen. Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการร่วมของกองทัพสหรัฐ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะยุติการเจรจาและกลับไปใช้ปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่อีกครั้ง

แต่สุดท้าย แผนการเปิดสงครามรอบสองกลับถูกทรัมป์โยนเข้าลิ้นชัก และเลือกเดินหน้าการเจรจาต่อ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์กังวลว่าการโจมตีรอบใหม่จะทำลายความพยายามทางการทูต และทำให้เป้าหมายของสหรัฐฯ ในการบีบให้อิหร่านยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์พังลงไปพร้อมกัน

รายงานยังระบุว่า ทรัมป์พร้อมปล่อยให้การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ยืดออกไปเกินเส้นตายครบ 60 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 18 สิงหาคม เดิมทีทรัมป์เคยประกาศอย่างแข็งกร้าวว่าจะทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก
แม้ทรัมป์จะถูกวิจารณ์ว่า “ใจไม่ถึง” ไม่กล้าเปิดศึกรอบสองกับอิหร่าน แต่สำหรับคนอย่างทรัมป์ เสียงวิจารณ์เหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่น่าจะมีน้ำหนักมากพอให้เขาต้องเสียเวลาใส่ใจ หลังจากต้องอยู่กับเสียงโจมตีมาค่อนชีวิต เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เป็นรูปธรรมกว่าลมปากทางการเมือง คือผลประโยชน์ที่เกิดจากความผันผวนของราคาพลังงาน ราคาน้ำมัน และตลาดหุ้นต่างหาก เรื่องพวกนี้ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ แต่มันแปรเป็นตัวเลข เป็นส่วนต่างราคา และเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1336106785344345/?rdid=VC7SyTewKlcUctYa#

Fashion Diplomacy ไทยผงาดยุโรป!! ‘ปฐม อินทโรดม’ ย้ำชุดไทยไม่ใช่แค่ความงาม สมเด็จพระราชินี ในฉลองพระองค์ชุดไทย กลายเป็นภาพจำแห่ง Soft Power ไทยบนเวทียุโรป สะท้อนความสำเร็จการทูตผ่านแฟชั่นและมรดกวัฒนธรรม

หลายคนอาจมองว่าการเสด็จเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในปีนี้ เป็นเพียงภารกิจทางการทูตตามปกติ แต่หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่านี่คือ Fashion Diplomacy ที่ใช้แฟชั่นและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางการทูตที่เหมาะเจาะและทรงพลังที่สุดในปีนี้

ภาพของสมเด็จพระราชินีในฉลองพระองค์ชุดไทย ท่ามกลางบรรยากาศของราชสำนักฝรั่งเศส ไม่ได้เป็นเพียงภาพแห่งความสง่างาม แต่เป็นการประกาศต่อสายตาชาวโลกว่า ประเทศไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า มีเอกลักษณ์ และสามารถยืนเคียงข้างวัฒนธรรมชั้นสูงของยุโรปได้อย่างภาคภูมิ โดยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร

ผมเชื่อว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางแผนอย่างละเอียดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดนิทรรศการ La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ที่กรุงปารีส ซึ่งนำเสนอวิวัฒนาการของเครื่องแต่งกายราชสำนักไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เชื่อมโยงเรื่องราวของผ้าไหม งานปัก งานหัตถศิลป์ และอิทธิพลของแฟชั่นชั้นสูงฝรั่งเศสเข้าด้วยกันอย่างงดงาม

ภาพของผู้คนที่ต่อแถวเข้าชมนิทรรศการอย่างล้นหลาม กลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า Soft Power ของไทยยังมีพลังอย่างยิ่ง ผู้เข้าชมจำนวนมากอาจไม่เคยรู้จักชุดไทยมาก่อน แต่กลับประทับใจกับความละเอียดอ่อนของงานฝีมือและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในเครื่องแต่งกายแต่ละชุด นี่คือหัวใจของ Soft Power เพราะไม่มีใครถูกบังคับให้รักประเทศไทย แต่ผู้คนกลับอยากรู้จักประเทศไทยมากขึ้นด้วยตัวของพวกเขาเอง

ที่น่าสนใจคือ กระแสตอบรับจากสื่อต่างประเทศก็สะท้อนความสำเร็จครั้งนี้อย่างชัดเจน

- Vogue นิตยสารแฟชั่นระดับโลก ถึงกับนำเสนอเรื่องราวของชุดไทยและนิทรรศการในฐานะตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างราชสำนักไทยกับแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส พร้อมชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยใช้แฟชั่นเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและการทูตได้อย่างแยบยล

- เว็บไซต์ติดตามราชวงศ์ยุโรปอย่าง New My Royals ให้ความสำคัญกับฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเป็นพิเศษ โดยจัดอยู่ในหมวด Royal Fashion และชื่นชมความสง่างามของชุดไทยที่สามารถยืนเคียงข้างราชสำนักยุโรปได้อย่างโดดเด่น

ส่วนสำนักข่าวภาพระดับโลกอย่าง Reuters และ Anadolu Agency แม้จะเน้นรายงานการเสด็จเยือนในมิติทางการเมืองและการทูต แต่ภาพของสมเด็จพระราชินีในฉลองพระองค์ชุดไทยกลับถูกส่งต่อไปยังห้องข่าวทั่วโลก กลายเป็นภาพจำของการเยือนครั้งนี้โดยปริยาย

ในโลกยุคใหม่ อำนาจของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงขนาดเศรษฐกิจหรือกำลังทหารอีกต่อไป แต่ยังวัดกันด้วยความสามารถในการทำให้คนทั้งโลกหลงใหลในวัฒนธรรมของตนเอง เกาหลีมี K-Pop ญี่ปุ่นมีอนิเมะ ฝรั่งเศสมีแฟชั่นชั้นสูง ส่วนประเทศไทยเองก็มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าไม่แพ้ใคร เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจยังเล่าเรื่องเหล่านี้ได้ไม่ดีพอ

และหากพูดถึงผู้ที่วางรากฐานของ Fashion Diplomacy ไทย คงไม่อาจละเลยพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงนำผ้าไหมไทยและชุดไทยออกสู่สายตาชาวโลกเมื่อกว่าหกทศวรรษก่อน จนทำให้ผ้าไหมไทยกลายเป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่นสากล และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบจำนวนมาก

การเสด็จเยือนยุโรปในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นการต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมและส่งต่อเรื่องราวของประเทศไทยผ่านภาษาสากลที่เรียกว่า “แฟชั่น” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เพราะบางครั้ง Soft Power ไม่ได้เกิดจากแคมเปญโฆษณาราคาแพง ไม่ได้เกิดจากการซื้อสื่อหรือการประชาสัมพันธ์อย่างเอิกเกริก แต่เกิดจากช่วงเวลาที่ผู้คนทั่วโลกหยุดมองภาพหนึ่งภาพ แล้วพูดพร้อมกันว่า ชุดไทยช่างสวยเหลือเกิน!

ที่มา : https://www.facebook.com/100001294357814/posts/27257669797192798/?rdid=zvSGqHLpXKoDVzyS#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top