Tuesday, 20 October 2026
BRICS

‘มาร์ก รุตเต้’ เลขาฯ NATO เตือนจีน-อินเดีย-บราซิล หากยังหนุนรัสเซีย เตรียมโดนคว่ำบาตร-ภาษีทรัมป์ 100%

(17 ก.ค. 68) มาร์ก รุตเต้ (Mark Rutte) เลขาธิการ NATO เรียกร้องให้จีน อินเดีย และบราซิล กดดันรัสเซียให้ยุติสงครามในยูเครน พร้อมเตือนว่าหากยังคงซื้อสินค้าจากรัสเซียต่อไป อาจถูกสหรัฐฯ ลงโทษทางเศรษฐกิจ เช่น การเก็บภาษีนำเข้าสูง หรือแม้แต่คว่ำบาตรบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับรัสเซีย แม้จะไม่ใช่บริษัทของอเมริกาโดยตรงก็ตาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะเก็บภาษี 100% จากประเทศที่ยังนำเข้าสินค้ารัสเซีย หากไม่มีข้อตกลงยุติสงครามภายใน 50 วัน พร้อมประกาศภาษี 500% ต่อสินค้านำเข้าจากประเทศที่ยังซื้อพลังงานรัสเซีย

รุตเต้ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “หากคุณอยู่ที่ปักกิ่ง นิวเดลี หรือเป็นผู้นำบราซิล คุณควรรีบโทรหา ปูติน และบอกให้เขาเอาจริงกับการเจรจาสันติภาพ ก่อนที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะย้อนกลับมาอย่างรุนแรง”

สำหรับ จีน อินเดีย และบราซิล ถือเป็นลูกค้าหลักของพลังงานรัสเซีย และยังเป็นสมาชิกสำคัญของกลุ่ม BRICS ซึ่งกำลังพยายามลดบทบาทของสหรัฐฯ บนเวทีโลก ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ และสภาคองเกรสต้องเร่งออกมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงหลัง

สื่อนอกแฉ!! เครือข่าย ‘จอร์จ โซรอส’ และองค์กร NED อยู่เบื้องหลังการประท้วงครั้งใหญ่ที่ ‘อินโดนีเซีย’

(1 ก.ย. 68) อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ จนทำให้ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) ต้องยกเลิกการเดินทางไปจีนและไม่เข้าร่วมการประชุม SCO โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่าง แองเจโล จูลิอาโน (Angelo Giuliano) ระบุว่า แม้การประท้วงสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจจริง แต่การที่ผู้ชุมนุมใช้สัญลักษณ์ “ธงโจรสลัดจากการ์ตูนดัง One Piece” บ่งชี้ถึงอิทธิพลจากภายนอก

จูลิอาโนอ้างว่า องค์กรต่างประเทศอย่าง National Endowment for Democracy (NED) และมูลนิธิ Open Society ของจอร์จ โซรอส (George Soros) นักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการี อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยทั้งสองเคยสนับสนุนกิจกรรมในอินโดนีเซียมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ขณะที่สัญลักษณ์จากการ์ตูนญี่ปุ่นที่แพร่ไปตามถนน รถยนต์ และกำแพงบ้านในหลายเมือง ก็ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือชี้นำการเคลื่อนไหว

นักวิเคราะห์อีกคนอย่าง เจฟ เจ. บราวน์ (Jeff J. Brown) ผู้เขียน The China Trilogy มองว่าเหตุการณ์นี้คล้ายกับ “ปฏิวัติสี” ที่เกิดขึ้นในเซอร์เบีย และสะท้อนความพยายามของตะวันตกในการผลักดันผู้นำสายสหรัฐฯ ขึ้นมาแทนผู้นำที่ไม่เข้ากับผลประโยชน์ เช่นปราโบโว ซึ่งกำลังเสริมสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน รัสเซีย SCO และ BRICS

ทั้งนี้ อินโดนีเซียถือเป็นประเทศอาเซียนชาติแรกที่เข้าร่วม BRICS อีกทั้งยังมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 8 ของโลกในด้าน PPP ซึ่งมีประชากรเกือบ 300 ล้านคน และเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจฟ เจ. บราวน์ ชี้ว่า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อินโดนีเซียตกเป็น “เป้าหมาย” ที่ตะวันตกต้องการสั่นคลอนเพื่อรักษาอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ทั่วโลกจับตา!! ‘ปาเลสไตน์’ ยกระดับบทบาทบนเวทีนานาชาติ หลังยื่นใบสมัครขอเข้ากลุ่ม BRICS ร่วมกับ ‘รัสเซีย-จีน’

(26 ก.ย. 68) ปาเลสไตน์ประกาศยื่นสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของกลุ่ม BRICS แต่ยังไม่ได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการจากประเทศสมาชิก ส่งผลให้ปาเลสไตน์จึงยังคงเข้าร่วมการประชุมในฐานะแขกรับเชิญ โดยเอกอัครราชทูตปาเลสไตน์ประจำรัสเซีย ระบุว่าการเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบยังติดเงื่อนไขบางประการที่ต้องรอเวลาและสถานการณ์ที่เหมาะสม

สำหรับกลุ่ม BRICS ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 โดยเริ่มจากบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ต่อมาได้มีการขยายสมาชิกเพิ่ม ได้แก่ อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปี 2024 รวมถึงอินโดนีเซียที่เข้าร่วมอย่างเป็นทางการในปี 2025 ขณะนี้การสมัครของปาเลสไตน์จึงถูกจับตาว่าอาจเป็นอีกก้าวสำคัญต่อการยกระดับบทบาทในเวทีโลก

ขยับสถานะสู่สมาชิก BRICS เต็มตัว พร้อมชวนอินเดียร่วมเจ้าภาพต้านสแกมฯ ถกความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก สถานการณ์เมียนมา และชายแดนไทย-กัมพูชา

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศไทยเผยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับนายซุปรามณยัม ไชชานการ์ รมว.ต่างประเทศอินเดีย โดยไทยได้ขอการสนับสนุนจากอินเดียให้ช่วยผลักดันความต้องการของไทย ในการยกระดับจาก “รัฐภาคีหุ้นส่วน” ขึ้นเป็น “สมาชิกเต็มรูปแบบ” ของกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะในช่วงที่อินเดียจะทำหน้าที่ประธาน BRICS ในปี 2026

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือประเด็นนโยบายต่างประเทศท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะมิจฉาชีพออนไลน์ และการช่วยเหลือเหยื่อชาวอินเดียที่ได้รับผลกระทบบนแผ่นดินไทย ไทยได้เชิญอินเดียเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ “Global Partnerships to Combat Online Scams” ที่กรุงเทพฯ วันที่ 17–18 ธันวาคม 2025 พร้อมแสดงความสนใจจะเป็นเจ้าภาพร่วมในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และสถานการณ์ในเมียนมาที่ส่งผลต่อเสถียรภาพชายแดนและความมั่นคงมนุษย์ของภูมิภาค ซึ่งทั้งไทยและอินเดียต่างมองว่าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือด้านการทูตและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมควบคู่กันไป

สำหรับกลุ่ม BRICS จัดตั้งขึ้นในปี 2006 เดิมมีสมาชิกหลัก 5 ประเทศ คือ รัสเซีย บราซิล อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ปัจจุบันขยายรวมอียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย ขณะที่ไทย เบลารุส โบลิเวีย คาซัคสถาน คิวบา มาเลเซีย ยูกันดา และอุซเบกิสถาน เพิ่งได้รับสถานะ “รัฐภาคีหุ้นส่วน BRICS” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2025 และกำลังก้าวต่อไปสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบในอนาคต


ที่มา : Sputnik
 

ผู้เชี่ยวชาญเตือน!! หากสหรัฐฯ บุกภาคพื้นดินอิหร่าน อาจจบลงด้วยนองเลือดครั้งใหญ่ อิหร่านยืนหยัดไม่ล่มสลาย เป้าหมายใหญ่คือตะวันออกกลาง

(9 มี.ค. 69) สหรัฐฯ พยายามมีบทบาทในการกำหนดผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจระบบการเมืองและศักยภาพของสาธารณรัฐอิสลามที่แท้จริง ฟาร์คาด อิบรากิมอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์ถึงประวัติศาสตร์การประเมินฝ่ายตรงข้ามที่ต่ำเกินไปของสหรัฐฯ ในหลายภูมิภาค เช่น อัฟกานิสถาน อิรัก และเวียดนาม

อิบรากิมอฟชี้ว่าสาเหตุที่สหรัฐฯ สนใจอิหร่านเป็นเพราะประเทศนี้ตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางของสายโลจิสติกส์ระหว่างยุโรปและเอเชีย ซึ่งเชื่อมรัสเซีย อินเดีย และตะวันออกกลาง และเป็นสมาชิก BRICS กับองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) การควบคุมอิหร่านจึงท้าทายอำนาจสหรัฐฯ ในภูมิภาค

เขากล่าวว่า "เป้าหมายของสหรัฐฯ คือทำให้อิหร่านกลายเป็นรัฐที่เชื่องและไร้เสถียรภาพ ทั้งยังเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันที่ถูกสูบจนหมด" การครอบงำตะวันออกกลางในระยะยาวจึงมุ่งสู่การยึดอิหร่าน แต่ความพยายามหลายทศวรรษของสหรัฐฯ ยังไม่สำเร็จ เพราะอิหร่านไม่ล่มสลายแม้ผ่านวิกฤตการณ์รุนแรง

อิบรากิมอฟยังเตือนว่า หากสหรัฐฯ บุกภาคพื้นดินจริงในอิหร่าน สถานการณ์จะกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงและนองเลือดอย่างมหาศาล พร้อมระบุว่าคนในภูมิภาคส่วนใหญ่สนับสนุนการกระทำของอิหร่าน และสหรัฐฯ เองก็ไม่คาดคิดว่าอิหร่านจะมีความกล้าโจมตีฐานทัพของตนเช่นนี้

ที่มา : Sputnik

‘โมดี’ พบ ‘ปูติน’ ที่คีร์กีซสถาน!! อินเดีย - รัสเซีย กระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ค้าขาย–ท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง ปูตินขอบคุณโมดีใส่ใจสัมพันธ์สองประเทศ อินเดียย้ำหนุนทุกความพยายามสันติภาพในยูเครน

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย พบกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ที่กรุงบิชเคก ระหว่างการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ SCO ตามรายงานของผู้สื่อข่าว Sputnik เมื่อวันจันทร์

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอินเดียกำลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนสำคัญมาจากความใส่ใจอย่างมากของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ปูตินกล่าวต้อนรับโมดีระหว่างการหารือที่กรุงบิชเคก เมืองหลวงของคีร์กีซสถานว่า

“การพบกันของเราเกิดขึ้นในช่วงก่อนการประชุมสุดยอด SCO ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อกระชับสถานการณ์และการติดต่อระหว่างประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม Global South และตะวันออก สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการพัฒนาทางวัฒนธรรมของภูมิภาค และมีส่วนช่วยต่อการก่อรูปของระเบียบโลกที่เป็นธรรมและมีหลายขั้วอำนาจ”

ผู้นำรัสเซียกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอินเดียยังคงเดินหน้าแข็งแกร่งขึ้น บนหลักการของ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มีสิทธิพิเศษเป็นพิเศษ” หรือความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระดับสูงระหว่างสองประเทศ

ปูตินกล่าวกับโมดีว่า

“สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จากความใส่ใจส่วนตัวของท่านต่อการพัฒนาความสัมพันธ์รัสเซีย–อินเดีย รวมถึงความสัมพันธ์ด้านธุรกิจ และยิ่งไปกว่านั้น คือความสัมพันธ์ส่วนตัวที่อบอุ่นและเป็นมิตรอย่างมากซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเรา ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง”

ถ้อยแถลงสำคัญอื่น ๆ ของปูติน

ปูตินระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับอินเดียเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ขณะที่ความร่วมมือระหว่างสองประเทศยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนด้านการท่องเที่ยวระหว่างรัสเซียกับอินเดียในปี 2025 เพิ่มขึ้น 16% สะท้อนการเดินทางและความสัมพันธ์ระดับประชาชนที่ขยายตัวมากขึ้น

ถ้อยแถลงสำคัญของโมดี

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี กล่าวว่า อินเดียสนับสนุนความพยายามทุกด้านที่มุ่งไปสู่สันติภาพและการหาทางออกต่อสถานการณ์ยูเครน และอินเดียจะยังคงสนับสนุนแนวทางดังกล่าวต่อไป

โมดีกล่าวระหว่างการพบหารือกับประธานาธิบดีปูตินว่า

“เราได้หารือกันอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยูเครน ครั้งล่าสุดที่เราได้พบกัน ท่านได้แบ่งปันข้อมูลอย่างละเอียดแก่ผม และได้หารือในทุกแง่มุมของสถานการณ์ปัจจุบัน”

โมดีย้ำว่า อินเดียสนับสนุนความพยายามเพื่อสันติภาพทั้งหมดในประเด็นยูเครน และจะยังคงสนับสนุนต่อไป

นอกจากนี้ โมดียังแสดงความมั่นใจว่า การเดินทางเยือนอินเดียของปูตินเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอด BRICS ที่กรุงนิวเดลี จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอินเดียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โมดียังมีแผนหารือกับปูตินเกี่ยวกับประเด็นการหาทางออกต่อสถานการณ์ยูเครนด้วย

เขาแสดงความเชื่อมั่นอีกครั้งว่า การเยือนอินเดียของปูตินในการประชุมสุดยอด BRICS ที่กรุงนิวเดลี จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ

คณะผู้แทนรัสเซีย

ปูตินเดินทางไปยังคีร์กีซสถานเมื่อวันจันทร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ SCO ที่กรุงบิชเคก

คณะผู้แทนรัสเซียที่เข้าร่วมการหารือประกอบด้วยบุคคลสำคัญหลายราย ได้แก่

เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, อเล็กเซย์ โอเวอร์ชุก รองนายกรัฐมนตรี, แม็กซิม โอเรชกิน รองหัวหน้าสำนักงานบริหารประธานาธิบดี, ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน, ยูรี อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดี, แม็กซิม เรเชตนีคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ, เซอร์เกย์ ซิวิลยอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, คิริลล์ ดมิทรีเยฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกองทุนการลงทุนโดยตรงแห่งรัสเซีย หรือ RDIF และอเล็กเซย์ ลิคาเชฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Rosatom

โดยสรุป การพบกันของปูตินและโมดีนอกรอบการประชุม SCO ครั้งนี้ สะท้อนว่ารัสเซียและอินเดียยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกัน ทั้งในด้านการค้า การท่องเที่ยว ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการหารือเรื่องยูเครน ท่ามกลางการผลักดันแนวคิดระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ

ที่มา : Sputnik

UAE–อิหร่าน ฟื้นความสัมพันธ์-เพื่อนบ้าน!! หันมาจับมืออิหร่านกลางวิกฤติสงคราม ประธานาธิบดีอิหร่านเผยพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ พร้อมประกาศเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ หลังกระแสตึงเครียดยาวนานในอ่าวเปอร์เซีย

พึ่งพาสหรัฐฯ ไม่ได้! UAE หันจูบปากอิหร่าน หยอดคำหวานเป็นพี่น้องกัน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอิหร่าน ซึ่งความสัมพันธ์เสื่อมทรามลงนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น หันกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดี จากการเปิดเผยของประธานาธิบดีอิหร่านในวันอาทิตย์ (13 ก.ย. 69) พร้อมระบุทั้ง 2 ชาติต้องการเปลี่ยนหน้าประวิติศาสตร์ของสงคราม

"เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามและมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซีย เราได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์กับเจ้าชายอาบูดาบี" มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าว หนึ่งวันหลังจากพบปะกับ เจ้าชายชีค คาเลด บิน โมฮาเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี ในอินเดีย รอบนอกการประชุมกลุ่มบริกส์

"เราเห็นพ้องกันว่าเราจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ มองไปยังอนาคตและสร้างอนาคตร่วมกัน" ผู้นำอิหร่านกล่าว

หลังจากสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งโหมกระพือสงครามในตะวันออกกลาง ทางอิหร่านแก้แค้นด้วยการโจมตีบรรดาพันธมิตรของอเมริกาในภูมิภาค โดยที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดนเล่นงานหนักหน่วงที่สุด ต่อมาในเดือนสิงหาคม ยูอีเอตอบโต้ด้วยการระงับการแลกเปลี่ยนทางการค้าและการเงินกับอิหร่าน

ขณะที่ดูไบ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอิหร่านที่มีรากฐานมาอย่างยาวนาน และยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับอิหร่าน ซึ่งกำลังเผชิญกับความยากลำบากภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และนานาชาติ

การประชุมระหว่าง 2 ผู้นำเมื่อวันเสาร์ (12 ก.ย.) ที่ผ่านมา ถือเป็นการติดต่อระดับสูงสุดระหว่างอิหร่านกับยูเออี นับตั้งแต่ภูมิภาคแห่งนี้ถลำเข้าสู่ความยุ่งเหยิง ตามหลังสหรัฐฯและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ซึ่งกระตุ้นให้อิหร่านโจมตีแก้แค้นเล่นงานฐานทัพต่าง ๆ ของอเมริกาในบรรดาชาติอ่าวเปอร์เซีย ในนั้นรวมถึงยูเออี

"เราไม่มีปัญหาอะไรกับยูเออี เราไม่มีปัญหากับชาติไหน ๆ ในภูมิภาค เรามีปัญหากับฐานทัพอเมริกาที่ตั้งอยู่ในประเทศเหล่านี้ ซึ่งถูกใช้เป็นฐานโจมตีประเทศของเรา" เปเซชเคียนกล่าว และว่า "ยูเออีและประเทศอื่นๆในภูมิภาค คือพี่น้องของเรา เราใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกันมาเป็นเวลานานและเรามีการค้า เราสนับสนุนกันและกัน"

ที่มา >> https://mgronline.com/around/detail/9690000089704

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685753970223740&id=100063674585845&rdid=Z75wPnlIIPmebxDO#

จีน–อินเดีย เร่งฟื้นกลไกสัมพันธ์!! พบปะนอกรอบ BRICS จีน-อินเดีย ชี้ต้องเป็นหุ้นส่วน เน้นพัฒนาและร่วมมือทางเศรษฐกิจ เดินหน้าสู่ความสัมพันธ์ระยะยาว

"สี จิ้นผิง-โมดี" ประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึก เห็นพ้องจีน-อินเดียควรเป็นหุ้นส่วนกัน

วันนี้ (13 ก.ย. 69) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วานนี้ (12 ก.ย. 69) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ซึ่งพบปะหารือนอกรอบการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ครั้งที่ 18 ในกรุงนิวเดลีของอินเดีย ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกอย่างตรงไปตรงมาและบรรลุฉันทามติสำคัญว่าจีนและอินเดียควรเป็นหุ้นส่วนกัน

สี จิ้นผิงกล่าวว่าจีนพัฒนาความสัมพันธ์กับอินเดียจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงในระยะยาวเสมอมา และการพบปะกับโมดีสองครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้ชี้นำความสัมพันธ์ทวิภาคีจากจุดเริ่มต้นใหม่สู่การพัฒนาอันดียิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนเชิงองค์กรระหว่างสองประเทศค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมา ความร่วมมือด้านต่าง ๆ เติบโตต่อเนื่อง และการค้าทวิภาคีพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

จีน และอินเดียแม้มีสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน แต่สามารถอาศัยจุดแข็งของกันและกัน สนับสนุนกันและกัน ช่วยเหลืออีกฝ่ายประสบความสำเร็จ และแสวงหาการพัฒนาร่วมกันได้ โดยจีนและอินเดียที่เป็นสองประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดและสมาชิกสำคัญของกลุ่มประเทศโลกใต้ควรแสดงความรับผิดชอบที่สำคัญท่ามกลางภูมิทัศน์ระหว่างประเทศที่ปั่นป่วน

ทั้งสองฝ่ายควรคำนึงถึงอนาคตของมนุษยชาติและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของความร่วมมือบริกส์ที่ขยายใหญ่ขึ้น และมีส่วนส่งเสริมพลังงานเชิงบวกสู่สันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองของโลกมากขึ้น

สี จิ้นผิง เน้นย้ำมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อันเป็นกลางและสมเหตุสมผลในการปรับปรุงความสัมพันธ์จีน-อินเดีย โดยจีนและอินเดียเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกัน ไม่ใช่ศัตรูกัน ทั้งสองประเทศมอบโอกาสการพัฒนาแก่กันมากกว่าสร้างภัยคุกคามต่อกัน สิ่งนี้เป็นดุลยพินิจเชิงยุทธศาสตร์ตามระยะการพัฒนาของสองประเทศและสถานการณ์ระหว่างประเทศ รวมถึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

จีนและอินเดียควรช่วยเหลืออีกฝ่ายประสบความสำเร็จผ่านความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเป็นตัวหารร่วมกันที่สำคัญที่สุด เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนฉันมิตรและความร่วมมือที่เป็นประโยชน์แก่กัน ขยายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เที่ยวบินตรง และอื่น ๆ เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนความสัมพันธ์ทวิภาคีจากภาคประชาชน

นอกจากนั้นจีนและอินเดียควรรักษาสมดุลและแก้ไขข้อกังวลทางเศรษฐกิจและการค้าของอีกฝ่าย ส่งเสริมการพัฒนาอันมีเสถียรภาพดีของสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี ใช้ภูมิปัญญาทางการเมืองของการเคารพและเข้าใจกันและกันในการก้าวผ่านอุปสรรค และสร้างความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นชายแดนด้วยการสนับสนุนกันและกัน

ทั้งนี้ จีน และอินเดียควรส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคีเพื่อประโยชน์ของโลก ควรสนับสนุนอีกฝ่ายในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่มประเทศบริกส์ เสริมสร้างการประสานงานภายในกลไกพหุภาคีอย่างสหประชาชาติ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ และกลุ่มจี20 ยืนเคียงข้างกันในการรับมือความท้าทายระดับโลก และสนับสนุนความยุติธรรมและเป็นธรรมอย่างชัดแจ้ง

ด้านโมดีกล่าวว่าอินเดียพร้อมรักษาการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับจีนบนพื้นฐานของความเคารพและไว้วางใจซึ่งกันและกัน เสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ส่งเสริมความร่วมมืออันเป็นประโยชน์แก่กัน และยกระดับการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเดินหน้าความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ระดับสูงยิ่งขึ้น

อินเดียมองความสัมพันธ์อินเดีย-จีนจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงในระยะยาวเสมอมา และยินดีจะเป็นหุ้นส่วนมากกว่าศัตรูคู่แข่งกับจีน และยกให้การพัฒนาของอีกฝ่ายเป็นโอกาสมากกว่าความท้าทาย โดยอินเดียและจีนควรทำงานร่วมกันเพื่อคุ้มครองสันติภาพและความสุขสงบในพื้นที่ชายแดน

อินเดียขอบคุณจีนสำหรับการสนับสนุนอินเดียในฐานะเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ และอินเดียจะสนับสนุนจีนอย่างเต็มกำลังในการเป็นประธานบริกส์ในปี 2570 โดยอินเดียพร้อมประสานงานและร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในกลุ่มประเทศโลกใต้ ส่งเสริมโลกหลายขั้วยิ่งขึ้นและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และเป็นพลังเพื่อเสถียรภาพและความก้าวหน้าในโลกที่วุ่นวาย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685009123631558&id=100063674585845&rdid=obJ1VYfqq4SyQCKv#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top