Friday, 5 June 2026
โดนัลด์ทรัมป์

อาจารย์อุ๋ย ถอดบทเรียน 5 ประการ ที่ไทยต้องตระหนัก ! กรณี ทรัมป์-เวเนฯ สะท้อนโลกแข็งกร้าว ไม่ปราณีรัฐอ่อนแอ ไทยต้องเลิกคิดแบบโลกสวย ! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์, น.บ. (ธรรมศาสตร์), ศศ.บ. (รัฐศาสตร์), เนติบัณฑิตไทย, LLM. (Cornell), M.L.I. (Wisconsin-Madison) สหรัฐอเมริกา ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบให้เปล่า (Monbukagakusho) ศึกษาวิจัยด้านกฎหมายที่ Kyushu University ประเทศญี่ปุ่น  

อดีตอาจารย์ประจำ แผนกบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, อดีตอนุกรรมการด้านกฎหมาย กสทช., อดีตที่ปรึกษา สนง. คกก. กฤษฎีกา ด้านกฎหมายอาเซียน, อดีตผู้แทนนครรัฐวาติกัน ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP), อดีตอนุกรรมาธิการวิสามัญด้านกฎหมายพิจารณาร่าง พรบ. อากาศสะอาด, อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศึกษามาตรการปกป้องและส่งเสริมอุตสาหกรรม e-commerce ในประเทศไทย ในกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร, อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา, ที่ปรึกษากฎหมาย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ แพทยสภา ฯลฯ

เมื่อมหาอำนาจพร้อมข้ามเส้นกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐที่อ่อนแอไม่อาจใช้ “อธิปไตย” เป็นเกราะป้องกันได้อีกต่อไป !

กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจพิเศษสั่งกองกำลังเฉพาะกิจบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา โอยอ้างข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังไม่มีคำพิพากษาหรือพยานหลักฐานยุติชัดเจน แม้รู้กันดีว่าเจตนาที่แท้จริงของสหรัฐในปฏิบัติการครั้งนี้คือการเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันและบั่นทอนอิทธิพลของมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่ง รวมทั้งรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพของเปโตรดอลลาร์ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ปฏิบัติการครั้งนี้คือสัญญาณเตือนดังลั่นว่า โลกการเมืองระหว่างประเทศไม่เคยเป็นสนามคุณธรรม หากแต่เป็นสนามอำนาจ และกฎหมายมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้แข็งแกร่ง และไม่ได้ถูกใช้เป็นโล่ป้องกันของผู้ที่เชื่อฟังกฎหมาย 

ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อย 5 ประการ 

1. อธิปไตยไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐล้มเหลวในการปกครองตนเอง 
แม้กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2(4) จะห้ามการใช้กำลังและการแทรกแซง แต่ในความเป็นจริง หากรัฐถูกมองเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ หรือหลักนิติรัฐ นิติธรรมอ่อนแอ อธิปไตยจะถูกทำให้ “จาง” ลงทันที ไทยจึงต้องจัดการยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การทุจริตคอร์รัปชัน และอาชญากรรมข้ามชาติให้เด็ดขาด มิฉะนั้นคำว่าอธิปไตยจะกลายเป็นข้ออ้างที่ไร้น้ำหนัก 

2. ความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย คือช่องให้ต่างชาติอ้างความชอบธรรม 
หลัก due diligence ในกฎหมายจารีตประเพณีกำหนดชัดว่า รัฐต้องไม่ปล่อยให้ดินแดนของตนถูกใช้เป็นฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น หากรัฐเพิกเฉย รัฐอื่นอาจอ้างสิทธิในการจัดการภัยนั้นเอง ไทยจึงต้องทำให้โลกเห็นว่า เราคุมบ้านตัวเองอยู่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในขณะที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าประธานาธิบดีมาดูโร่ปกครองประชาชนด้วยอำนาจเผด็จการ ใช้กำลังจัดการปราบปรามผู้ต่าง จึงสบช่องให้สหรัฐอเมริกาใช้อำนาจเข้าแทรกแซง

3. ไทยต้องศึกษาและ “กล้าใช้” หลักป้องกันตัวล่วงหน้า (Anticipatory Self-Defense) อย่างรัดกุม 
มหาอำนาจไม่รอให้กระสุนลูกแรกถูกยิงก่อน โดยอ้างสิทธิป้องกันตนเองล่วงหน้า ตามคดี Caroline ซึ่งถูกใช้จริงแล้วในโลกปัจจุบัน ไทยต้องเลิกยืนเป็นผู้สังเกต และเตรียมกรอบการใช้หลักนี้อย่างเข้มงวด เพื่อใช้ทั้งปกป้องตนเองและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่ปล่อยให้มหาอำนาจหรือประเทศอื่นผูกขาดการตีความแต่ฝ่ายเดียว 

4. การทูตแบบสุภาพบุรุษไร้เขี้ยวเล็บ ไม่ช่วยให้ใครรอด 
กรณีเวเนซุเอลาชี้ให้เห็นว่า หากรัฐไม่สร้างคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ให้ประชาคมโลกเห็น การอ้างกฎหมายเพียงอย่างเดียวก็จะไม่มีใครฟัง ไทยต้องเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทในภูมิภาค เพื่อให้การกดดันไทยมีต้นทุนสูง กล่าวคือ ถ้าประเทศไหนต้องการกดดดันไทยในเรื่องต่าง ๆ ต้องคิดหนักหน่อย 

5. กฎหมายโลกไม่มีตำรวจโลก ประเทศต้องพึ่งพาตนเอง ถึงจะอยู่รอด 
ประชาคมระหว่างประเทศไม่มีผู้พิทักษ์ความยุติธรรมถาวร หลัก self-help หรือการพึ่งตนเอง คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ โดยไทยต้องรักษาขีดความสามารถทางทหาร ข่าวกรอง และไซเบอร์ เพื่อให้การละเมิดอธิปไตยของไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย 

สรุปแล้ว บทเรียนจากกรณีทรัมป์-เวเนซุเอลา คือ โลกไม่ได้ลงโทษรัฐที่ใช้กำลัง แต่ลงโทษรัฐที่อ่อนแอ ไทยต้องเลิกหวังพึ่งกฎหมายอย่างเดียว และเริ่มใช้กฎหมาย การทูต และอำนาจ ควบคู่กันอย่างรู้เท่าทัน หากยังคิดแบบโลกสวย วันหนึ่งเราอาจเป็นฝ่ายถูกกระทำเสียเอง ด้วยความปรารถนาดี  
 

วันนี้มาดูโร พรุ่งนี้ใคร? เมื่อสหรัฐฯ ฉีกกฎอธิปไตย จับผู้นำเวเนฯ ขึ้นศาลนิวยอร์ก สัญญาณ 'สงครามโลกครั้งที่ 3' ที่เริ่มขึ้นโดยไม่ต้องประกาศ

วันนี้จับมาดูโร พรุ่งนี้จับใคร? เมกาข้ามเส้นอธิปไตย—สัญญาณ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ แบบไม่ต้องประกาศ
เมื่อ ‘การบังคับใช้กฎหมาย’ ถูกยกระดับเป็นปฏิบัติการข้ามแดน โลกกำลังเข้าสู่สนามรบใหม่: อำนาจ + กฎหมาย + ข่าวสาร

ต้นเดือนมกราคม 2026 โลกสะดุ้งพร้อมกัน เมื่อสื่อสากลหลายสำนักรายงานว่า สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการในกรุงการากัส และควบคุมตัวนิโกลัส มาดูโร พร้อมซิเลีย ฟลอเรส ก่อนนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์ก ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ใหญ่กว่า ‘คดี’ นั่นคือ ‘กติกาโลก’ ว่ายังมีอยู่จริงแค่ไหน และใครเป็นคนถือดินสอเขียนกติกา

นี่ไม่ใช่ข่าวคดี—แต่นี่คือข่าวกติกาโลก
การนำตัวผู้นำประเทศไปอยู่ในเขตอำนาจศาลของอีกประเทศ ไม่ได้เป็นแค่การเอาผิดทางอาญา แต่มันคือการยกระดับการต่อสู้ให้กลายเป็นสงครามเชิงระบบ (system war) ที่เดิมพันอยู่ที่ความชอบธรรม การยอมรับของนานาชาติ และความเชื่อของผู้คนต่อคำว่า ‘อธิปไตย’

ในโลกยุคเก่า สงครามคือการยึดพื้นที่ แต่ในโลกยุคใหม่ สงครามคือการยึด ‘สถานะ’ วันนี้คุณเป็นผู้นำประเทศ พรุ่งนี้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาในศาลต่างชาติ—และโลกทั้งใบถูกบังคับให้เลือกว่าจะเชื่อใคร.

สงครามโลกครั้งที่ 3 เวอร์ชันศตวรรษที่ 21: ไม่ต้องยิงกันมาก แต่บังคับให้ทั้งโลกเลือกข้าง
เคสเวเนซุเอลาครั้งนี้สะท้อนลายเซ็นของสงครามยุคใหม่ 3 ชั้นซ้อนกัน:
• ชั้นที่ 1: Lawfare (สงครามผ่านกฎหมาย) — ใช้ข้อกล่าวหาและกระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธทางการเมือง เพื่อดึงคู่ขัดแย้งเข้าสนามที่ตนถนัด
• ชั้นที่ 2: Deterrence (การขู่เพื่อยับยั้ง) — แสดงให้เห็นว่า ‘ไปถึงตัวได้’ และ ‘เอาตัวออกมาได้’ เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามลังเล
• ชั้นที่ 3: Narrative war (สงครามเรื่องเล่า) — ใครเล่าเรื่องได้เหนือกว่า จะได้ครองความชอบธรรม: ‘จับผู้ร้าย’ หรือ ‘ลักพาตัวผู้นำ’ คือคนละจักรวาล

ทำไมเหตุการณ์นี้อันตรายกว่าที่คิด
ความเสี่ยงไม่ใช่แค่การตอบโต้ระหว่างสองประเทศ แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ประเทศอื่นอาจเลียนแบบ และทำให้โลกเข้าสู่ยุคที่ทุกฝ่ายตีความกฎหมายระหว่างประเทศคนละชุด—จนคำว่า ‘กติกากลาง’ กลายเป็นของหายาก.
เมื่อบรรทัดฐานถูกขยับ ความขัดแย้งก็มีโอกาสลุกลามเป็นการตอบโต้แบบลูกโซ่: การคว่ำบาตร การตัดระบบการเงิน สงครามข่าวปลอม ปฏิบัติการไซเบอร์ การใช้กลุ่มตัวแทน (proxy) และสุดท้ายคือความเสี่ยงต่อการปะทะโดยตรง.

บทเรียนสำหรับไทย: ประเทศเล็กต้องอ่านเกมใหญ่ให้ขาด
1) กระจายความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์: พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ต้องไม่ผูกกับเส้นทางเดียวหรือฝ่ายเดียว
2) เสริมภูมิคุ้มกันข้อมูล: สงครามยุคนี้ชนะด้วยความเชื่อ—รัฐและสังคมต้องรู้เท่าทันข่าวลวงและปฏิบัติการข้อมูล
3) ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์: เป้าหมายอันดับต้น ๆ ของสงครามระบบคือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
4) การทูตต้องไวและแม่น: ในโลกที่ถูกบีบให้เลือกข้าง ประเทศเล็กต้องยืนบนผลประโยชน์ชาติอย่างเยือกเย็น

สงครามโลกครั้งที่ 3 อาจเริ่มขึ้นแล้ว—เมื่อกติกาถูกฉีก โดยไม่ต้องมีคำประกาศ
หาก ‘สงครามโลก’ ในอดีตวัดกันที่จำนวนรถถัง วันนี้อาจวัดกันที่จำนวนประเทศที่ถูกบีบให้เลือกข้าง และจำนวนระบบที่ถูกทำให้ล่มหรือไม่น่าเชื่อถือ เคสเวเนซุเอลาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของมาดูโร แต่คือคำเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เส้นแดงถูกข้ามได้ง่ายขึ้น และผลกระทบจะย้อนมาถึงทุกประเทศ—ไม่ว่าคุณจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม

อ้างอิง (ข่าวต่างประเทศ)
1. Associated Press (AP News), 5 Jan 2026: Maduro appeared in Manhattan federal court and pleaded not guilty after being captured in Caracas.
2. Reuters, 3–5 Jan 2026: Reports and legal explainer on the capture and the debate over international law/sovereignty.
3. Financial Times, 5 Jan 2026: Maduro said he was ‘kidnapped’ and denied charges.
4. The Guardian, 5 Jan 2026: Courtroom scene and political fallout coverage

เมกาข้ามเส้นอธิปไตย—สัญญาณ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ แบบไม่ต้องประกาศ

วันนี้จับมาดูโร พรุ่งนี้จับใคร? เมกาข้ามเส้นอธิปไตย—สัญญาณ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ แบบไม่ต้องประกาศ
เมื่อ ‘การบังคับใช้กฎหมาย’ ถูกยกระดับเป็นปฏิบัติการข้ามแดน โลกกำลังเข้าสู่สนามรบใหม่: อำนาจ + กฎหมาย + ข่าวสาร

ต้นเดือนมกราคม 2026 โลกสะดุ้งพร้อมกัน เมื่อสื่อสากลหลายสำนักรายงานว่า สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการในกรุงการากัส และควบคุมตัวนิโกลัส มาดูโร พร้อมซิเลีย ฟลอเรส ก่อนนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์ก ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ใหญ่กว่า ‘คดี’ นั่นคือ ‘กติกาโลก’ ว่ายังมีอยู่จริงแค่ไหน และใครเป็นคนถือดินสอเขียนกติกา

นี่ไม่ใช่ข่าวคดี—แต่นี่คือข่าวกติกาโลก
การนำตัวผู้นำประเทศไปอยู่ในเขตอำนาจศาลของอีกประเทศ ไม่ได้เป็นแค่การเอาผิดทางอาญา แต่มันคือการยกระดับการต่อสู้ให้กลายเป็นสงครามเชิงระบบ (system war) ที่เดิมพันอยู่ที่ความชอบธรรม การยอมรับของนานาชาติ และความเชื่อของผู้คนต่อคำว่า ‘อธิปไตย’

ในโลกยุคเก่า สงครามคือการยึดพื้นที่ แต่ในโลกยุคใหม่ สงครามคือการยึด ‘สถานะ’ วันนี้คุณเป็นผู้นำประเทศ พรุ่งนี้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาในศาลต่างชาติ—และโลกทั้งใบถูกบังคับให้เลือกว่าจะเชื่อใคร.

สงครามโลกครั้งที่ 3 เวอร์ชันศตวรรษที่ 21: ไม่ต้องยิงกันมาก แต่บังคับให้ทั้งโลกเลือกข้าง
เคสเวเนซุเอลาครั้งนี้สะท้อนลายเซ็นของสงครามยุคใหม่ 3 ชั้นซ้อนกัน:
• ชั้นที่ 1: Lawfare (สงครามผ่านกฎหมาย) — ใช้ข้อกล่าวหาและกระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธทางการเมือง เพื่อดึงคู่ขัดแย้งเข้าสนามที่ตนถนัด
• ชั้นที่ 2: Deterrence (การขู่เพื่อยับยั้ง) — แสดงให้เห็นว่า ‘ไปถึงตัวได้’ และ ‘เอาตัวออกมาได้’ เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามลังเล
• ชั้นที่ 3: Narrative war (สงครามเรื่องเล่า) — ใครเล่าเรื่องได้เหนือกว่า จะได้ครองความชอบธรรม: ‘จับผู้ร้าย’ หรือ ‘ลักพาตัวผู้นำ’ คือคนละจักรวาล

ทำไมเหตุการณ์นี้อันตรายกว่าที่คิด
ความเสี่ยงไม่ใช่แค่การตอบโต้ระหว่างสองประเทศ แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ประเทศอื่นอาจเลียนแบบ และทำให้โลกเข้าสู่ยุคที่ทุกฝ่ายตีความกฎหมายระหว่างประเทศคนละชุด—จนคำว่า ‘กติกากลาง’ กลายเป็นของหายาก.
เมื่อบรรทัดฐานถูกขยับ ความขัดแย้งก็มีโอกาสลุกลามเป็นการตอบโต้แบบลูกโซ่: การคว่ำบาตร การตัดระบบการเงิน สงครามข่าวปลอม ปฏิบัติการไซเบอร์ การใช้กลุ่มตัวแทน (proxy) และสุดท้ายคือความเสี่ยงต่อการปะทะโดยตรง.

บทเรียนสำหรับไทย: ประเทศเล็กต้องอ่านเกมใหญ่ให้ขาด
1) กระจายความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์: พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ต้องไม่ผูกกับเส้นทางเดียวหรือฝ่ายเดียว
2) เสริมภูมิคุ้มกันข้อมูล: สงครามยุคนี้ชนะด้วยความเชื่อ—รัฐและสังคมต้องรู้เท่าทันข่าวลวงและปฏิบัติการข้อมูล
3) ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์: เป้าหมายอันดับต้น ๆ ของสงครามระบบคือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
4) การทูตต้องไวและแม่น: ในโลกที่ถูกบีบให้เลือกข้าง ประเทศเล็กต้องยืนบนผลประโยชน์ชาติอย่างเยือกเย็น

สงครามโลกครั้งที่ 3 อาจเริ่มขึ้นแล้ว—เมื่อกติกาถูกฉีก โดยไม่ต้องมีคำประกาศ
หาก ‘สงครามโลก’ ในอดีตวัดกันที่จำนวนรถถัง วันนี้อาจวัดกันที่จำนวนประเทศที่ถูกบีบให้เลือกข้าง และจำนวนระบบที่ถูกทำให้ล่มหรือไม่น่าเชื่อถือ เคสเวเนซุเอลาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของมาดูโร แต่คือคำเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เส้นแดงถูกข้ามได้ง่ายขึ้น และผลกระทบจะย้อนมาถึงทุกประเทศ—ไม่ว่าคุณจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม

อ้างอิง (ข่าวต่างประเทศ)
1. Associated Press (AP News), 5 Jan 2026: Maduro appeared in Manhattan federal court and pleaded not guilty after being captured in Caracas.
2. Reuters, 3–5 Jan 2026: Reports and legal explainer on the capture and the debate over international law/sovereignty.
3. Financial Times, 5 Jan 2026: Maduro said he was ‘kidnapped’ and denied charges.
4. The Guardian, 5 Jan 2026: Courtroom scene and political fallout coverage
 

อวสานผู้นำรักษ์โลก!! เมื่อประธานาธิบดี Trump สั่งถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง

รัฐบาล Trump ประกาศถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศหลายสิบแห่ง รวมถึงหน่วยงานด้านประชากรของสหประชาชาติ และสนธิสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังถอยห่างจากความร่วมมือในระดับโลกมากขึ้น

ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อวันพุธที่ 7 มกราคม 2026 เพื่อระงับการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อองค์กร หน่วยงาน และคณะกรรมาธิการรวม 66 แห่ง หลังจากที่ได้ทบทวนการมีส่วนร่วมและการให้ทุนสนับสนุนแก่องค์กรระหว่างประเทศทั้งหมด รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ตามแถลงการณ์ของทำเนียบขาว

องค์กรระหว่างประเทศที่เป็นเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นหน่วยงาน คณะกรรมาธิการ และคณะที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เรื่องสภาพภูมิอากาศ แรงงาน การอพยพ และประเด็นอื่น ๆ ซึ่งรัฐบาล Trump จัดประเภทว่าเป็นไปตามกระแสความหลากหลายและ “การตื่นตัวทางสังคม” องค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของสหประชาชาติในรายชื่อนี้ ได้แก่ ความร่วมมือเพื่อแอตแลนติก (Partnership for Atlantic Cooperation) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (International Institute for Democracy and Electoral Assistance) และเวทีต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลก (Global Counterterrorism Forum)

“เราพบว่า สถาบันเหล่านี้มีความซ้ำซ้อนในขอบเขตการทำงาน บริหารจัดการผิดพลาด ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง ดำเนินการไม่ดี ถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ของผู้ที่ผลักดันวาระของตนเอง ซึ่งขัดแย้งกับของสหรัฐฯ หรือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตย เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองโดยทั่วไปของสหรัฐอเมริกา” Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกล่าวในแถลงการณ์

การตัดสินใจของ Trump ที่จะถอนตัวออกจากองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลก เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของเขาได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารหรือออกคำขู่ที่ทำให้ทั้งพันธมิตรและศัตรูหวาดหวั่น รวมถึงการจับกุมผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร และแสดงเจตจำนงที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์

สหรัฐฯ สร้างแบบแผนการถอนตัวออกจากหน่วยงานระดับโลก ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ระงับการสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การอนามัยโลก หน่วยงานของสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ หรือ UNRWA คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และองค์การยูเนสโก สหรัฐฯ ได้หันมาใช้วิธีการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับองค์กรระหว่างประเทศแบบเลือกสรรตามต้องการ โดยเลือกเฉพาะหน่วยงานและองค์กรที่เชื่อว่าทำงานสอดคล้องกับวาระของ Trump และยกเลิกการสนับสนุนหน่วยงานที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อีกต่อไป

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทำให้พบว่า การตกผลึกของแนวทางของสหรัฐฯ ต่อระบบพหุภาคี ก็คือ ‘ทำตามฉันหรือไม่ก็ไปซะ’ จึงเป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมากต่อกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากวิธีการที่รัฐบาลก่อน ๆ ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต จัดการกับสหประชาชาติ และบังคับให้องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับการประเมินตนเองภายในอยู่แล้ว ต้องตอบสนองด้วยการลดจำนวนพนักงานและโครงการต่าง ๆ

องค์กรพัฒนาเอกชนอิสระหลายแห่ง หลายแห่งทำงานร่วมกับสหประชาชาติระบุว่า โครงการจำนวนมากต้องปิดตัวลงเนื่องจากการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วที่จะลดความช่วยเหลือต่างประเทศผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล Trump กล่าวว่า พวกเขามองเห็นศักยภาพของสหประชาชาติ และต้องการที่จะมุ่งเน้นเงินภาษีของประชาชนไปที่การขยายอิทธิพลของอเมริกาในโครงการริเริ่มมาตรฐานต่าง ๆ ของสหประชาชาติ ซึ่งมีการแข่งขันกับจีน เช่น สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ

องค์กรระดับโลกล่าสุดที่สหรัฐฯ กำลังจะถอนตัวคือ อนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ UNFCCC ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดของ Trump และพันธมิตรในการแยกสหรัฐฯ จากองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องสภาพภูมิอากาศและการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย UNFCCC ซึ่งเป็นข้อตกลงปี 1992 ระหว่าง 198 ประเทศเพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา เป็นสนธิสัญญาพื้นฐานสำหรับข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศปารีสที่สำคัญ Trump ซึ่งเรียกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า เป็นเรื่องหลอกลวง และได้ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวไม่นานหลังจากกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

เมื่อ...จักรวรรดินิยมอเมริกันคืนชีพ!!!!!

ในยุคสงครามเย็นฟากฝ่ายคอมมิวนิสต์มีการใช้คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกัน (American imperialism) ในการประณาม-ต่อต้านการทำสงครามของสหรัฐอเมริกาอย่างแพร่หลาย โดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งทำตัวเป็นผู้นำโลกเสรีได้ยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องนั้นเป็นไปเพื่อต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นพันธมิตรที่สำคัญ ตลอดการเผชิญหน้ากันในยุคสงครามเย็นมีสงครามเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วค่ายมากมายหลายครั้ง นับตั้งแต่สงครามเกาหลี สงครามอินโดจีน (เวียตนาม ลาว และเขมร) และสงครามที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ อีกมากมายหลายครั้ง โดยที่ยังไม่ลุกลามจนกลายเป็นสงครามใหญ่เช่นสงครามโลกทั้งสองครั้งในอดีต

อันที่จริงแล้ว จักรวรรดินิยมอเมริกันไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคสงครามเย็นแต่อย่างใดแต่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วจากนโยบายการทหาร เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม จักรวรรดินิยมอเมริกันเป็นการใช้อำนาจ หรือการควบคุมโดยสหรัฐอเมริกาภายนอกพรมแดนของตน สหรัฐอเมริกาขยายดินแดนในตอนแรกผ่านการชนะสงคราม ต่อมาเปลี่ยนไปเป็นการควบคุม/มีอิทธิพลต่อประเทศอื่นโดยไม่ต้องชนะสงครามด้วยการใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น สร้างพันธมิตร ความช่วยเหลือการทูตทางเรือ การทำสนธิสัญญาการค้า การสนับสนุนฝ่ายการเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อิทธิพลทางเศรษฐกิจผ่านบริษัทเอกชน และอิทธิพลทางวัฒนธรรม ซึ่งสหรัฐได้แผ่ขยายอำนาจ ก่อตั้งและ ควบคุมรัฐบริวาร คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกันถูกใช้ครั้งแรกในสมัย James Knox Polk อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 11 เมื่อสหรัฐเข้าสู่สงครามเม็กซิโก–อเมริกา ในปี 1846 มีการผนวกแคลิฟอร์เนียและดินแดนตะวันตกตาม สนธิสัญญา Guadalupe Hidalgo และ Gadsden purchase

ต่อมาในปี 1898 เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯกับสเปนขึ้น หลังจากที่มีชัยชนะเหนือสปนจึงส่งผลให้สหรัฐอเมริกาได้อำนาจอธิปไตยเหนือ เปอร์โตริโก กวม และฟิลิปปินส์ และตั้งคิวบาเป็นรัฐในอารักขาโดยเข้าไปแทรกแซงในสงครามประกาศอิสรภาพของคิวบาและการปฏิวัติฟิลิปปินส์ ซึ่งต่อมานำไปสู่สงครามฟิลิปปินส์-อเมริกา สงครามสหรัฐฯ-สปนทำให้อำนาจการปกครองเกือบสี่ศตวรรษของสเปนในทวีปอเมริกา เอเชีย และแปซิฟิกสิ้นสุดลง ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงราชอาณาจักรฮาวายจนล่มสลายจนกลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ และต่อมาได้กลายเป็นรัฐที่ 50 ของสหรัฐฯ ในปี 1959 ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาไม่เพียงแต่กลายเป็นมหาอำนาจโลกเท่านั้น แต่ยังได้ครอบครองเกาะต่าง ๆ ทั่วโลกอีกด้วย  และสหรัฐฯ ได้กลายเป็นจักรวรรดิโดยสมบูรณ์ แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ระบุตนเองและดินแดนที่ตนครอบครองว่าเป็นจักรวรรดิก็ตาม

การแทรกแซงทางการทหารของสหรัฐฯ แม้จะมีความไม่สอดคล้องกับค่านิยมของชาวอเมริกันในด้านประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นอิสระ แต่ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีอเมริกันหลายคนที่ดำเนินการเข้าแทรกแซงทางการทหารต่อประเทศหรือดินแดนอื่น ๆ อาทิ William McKinley, Woodrow Wilson, Theodore Roosevelt และ William Howard Taft โดยอ้างถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกา เช่น การค้าและการจัดการหนี้สิน การป้องกันการแทรกแซงของยุโรป (ไม่ว่าจะเป็นอาณานิคมหรืออย่างอื่น) ในซีกโลกตะวันตก และเพื่อประโยชน์ในการรักษา "ความสงบเรียบร้อย" ในระหว่างปี 1912-1920 Woodrow Wilson ประธานาธิบดีคนที่ 28 ได้ปฏิบัติการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศถึง 7 ครั้ง ได้แก่ นิการากัว โดมินิกัน เฮติ คิวบา ปานามา เม็กซิโก และฮอนดูรัส ซึ่งมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ 

สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกาเริ่มวางแผนสำหรับโลกหลังสงครามตั้งแต่เริ่มสงคราม วิสัยทัศน์นี้มีต้นกำเนิดมาจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) องค์กรทางเศรษฐกิจที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น กลุ่มศึกษาเรื่องสงครามและสันติภาพของ CFR มีข้อเสนอให้แก่กระทรวงการต่างประเทศในปี 1939 โดยมองว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็น "โอกาสอันยิ่งใหญ่" สำหรับสหรัฐฯ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็น "มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก" จึงเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทนำในฐานะ “ผู้นำโลกเสรี” และ “ตำรวจโลก” ในช่วงสมัยสงครามเย็น การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตทำให้สหรัฐฯ ผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกโดยไม่มีคู่แข่งมายาวนานหลายสิบปี จนกระทั่งยุค 2000 เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศจนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลกทัดเทียมสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป

สีจิ้นผิง เผยพร้อมทำงานร่วมกับทรัมป์ พาเรือแห่งสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เดินหน้ามั่นคง

ปักกิ่ง, 5 ก.พ. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (4 ก.พ.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เปิดเผยระหว่างสนทนาทางโทรศัพท์กับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าตนหวังที่จะทำงานร่วมกับทรัมป์ในปี 2026 นี้ เพื่อนำพาเรือลำใหญ่แห่งความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ล่องไปข้างหน้าอย่างมั่นคงท่ามกลางลมพายุ พร้อมบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่และดีงามมากยิ่งขึ้น

สีจิ้นผิงระบุว่าตนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ตัวเขาและทรัมป์มีการติดต่อสื่อสารที่ดีและพบปะหารือในเมืองปูซานของเกาหลีใต้ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยกำหนดทิศทางความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ และได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากประชาชนของทั้งสองประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน สีจิ้นผิงระบุว่าขณะที่สหรัฐฯ มีข้อกังวลในส่วนของตน จีนมีประเด็นที่เป็นข้อกังวลในส่วนของจีนเช่นกัน โดยชี้ว่าจีนยึดมั่นในคำพูดเสมอและพิสูจน์คำพูดผ่านการกระทำและผลลัพธ์ หากทั้งสองฝ่ายทำงานไปในทิศทางเดียวกันบนพื้นฐานของความเสมอภาค ความเคารพ และผลประโยชน์ร่วมกัน ย่อมสามารถหาวิธีจัดการกับข้อกังวลของกันและกันได้อย่างแน่นอน

สีจิ้นผิงระบุว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างมีวาระสำคัญในปี 2026 โดยจีนจะเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ขณะที่สหรัฐฯ จะเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐฯ นอกจากนี้ จีนจะเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders' Meeting) ส่วนสหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม จี20 (G20 Summit)

สีจิ้นผิงระบุว่าทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติตามความเข้าใจที่ได้บรรลุร่วมกัน เพิ่มการเจรจาสื่อสาร จัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสม และขยายความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม พร้อมเสริมว่าการทำสิ่งที่ดีนั้นถูกต้องเสมอ ไม่ว่าจะเล็กเพียงใด และการทำสิ่งที่ไม่ดีนั้นผิดเสมอ ไม่ว่าจะเล็กเพียงใด ทั้งสองฝ่ายควรก้าวหน้าไปทีละขั้นเพื่อสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ค้นหาวิธีอยู่ร่วมกันอย่างเหมาะสม และทำให้ปี 2026 เป็นปีที่ทั้งสองประเทศใหญ่ก้าวไปสู่ความเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน

สีจิ้นผิงย้ำว่าปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไต้หวันเป็นดินแดนของจีน และจีนต้องปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน โดยจะไม่ยอมให้ไต้หวันถูกแยกออกไป และสหรัฐฯ ต้องจัดการประเด็นจำหน่ายอาวุธให้ไต้หวันอย่างรอบคอบ

สหรัฐฯ ยุติภาษีฉุกเฉิน!! ศาลสั่งเลิกเก็บภาษีตามคำสั่งทรัมป์ กรมศุลกากรเริ่มยกเลิกทันที 24 ก.พ. เก็บรายได้ 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทรัมป์เตรียมเก็บภาษี 15% สินค้านำเข้าใหม่

(25 ก.พ. 69) สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (CBP) ประกาศระงับการเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมตามกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. เป็นต้นไป หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่าการเก็บภาษีวงกว้างตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' เป็นสิ่งผิดกฎหมายและต้องยกเลิกทันที

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมทั่วโลกที่ประกาศใช้ช่วงเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา โดยมีผลบังคับใช้กับคำสั่งบริหาร 7 ฉบับที่ลงนามระหว่างวันที่ 1 ก.พ. 2025 ถึง 6 ส.ค. 2025 โดยคำสั่งฝ่ายบริหารระบุว่า ภาษีดังกล่าวจะไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไปและต้องยุติการจัดเก็บอย่างเร็วที่สุด

'โดนัลด์ ทรัมป์' มอบอำนาจให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อยุติการเก็บภาษีทันที ขณะที่ข้อมูลจากเพนน์-วอร์ตัน บัดเจต โมเดล ประเมินว่าสำนักงานฯ ได้จัดเก็บภาษีจากมาตรการนี้แล้วถึง 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.42 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของ 'ทรัมป์' แจ้งเตรียมเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมร้อยละ 15 กับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. ขณะที่กฎหมายการค้าปี 1974 อนุญาตให้ประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 15% เป็นเวลาสูงสุด 150 วันก่อนต้องขออนุมัติจากรัฐสภาอีกครั้ง

ที่มา: Xinhua

ทรัมป์เผย 3 ตัวเลือก “จัดตั้งรัฐบาลใหม่” กลางศึก 3 ตัวเลือกนำอิหร่าน แต่ปิดชื่อ หลังโจมตีอิหร่านหลายเป้าหมาย อาจยืดเยื้อ 4-5 สัปดาห์ ความตึงเครียดยังไม่ผ่อนคลาย

(2 มี.ค. 69) หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายสำคัญในอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' เปิดเผยว่าเขามีผู้สมัครที่เหมาะสม 3 คนสำหรับตำแหน่งผู้นำอิหร่านในใจ แต่ปฏิเสธที่จะเปิดชื่อผู้ที่ว่านี้

ในคำกล่าวที่ถูกอ้างโดยหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ทรัมป์กล่าวว่า "ผมมีตัวเลือกที่ดีมากอยู่สามคน" แต่เขาเลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวตนตอนนี้ โดยกล่าวว่า "ผมยังไม่เปิดเผยตอนนี้หรอก ให้เราทำภารกิจให้สำเร็จก่อน"

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความเห็นเกี่ยวกับความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อ โดยกล่าวว่า การโจมตีอิหร่านอาจดำเนินต่อไปเป็นเวลา "4 ถึง 5 สัปดาห์" หากยังจำเป็น พร้อมกับรักษาความเข้มข้นของการโจมตีในระดับเดียวกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านหลายระลอก รวมถึงกรุงเตหะราน ทำให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในหมู่พลเมือง ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายอิสราเอลและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง การโจมตียังสะท้อนความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลายในภูมิภาคนี้

ที่มา : Sputnik

อาหรับเตือนทรัมป์ อย่าเปิดเกมถล่มพลังงานอิหร่าน อาหรับไม่เอาสงครามพลังงาน เตือนทรัมป์โจมตีอิหร่าน เท่ากับจุดชนวนหายนะ

รายงานจาก The Wall Street Journal (WSJ) และสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งในช่วงวันที่ 22 มีนาคม 2026 ระบุว่ากลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซียได้ส่งคำเตือนไปยังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับการขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน

รายงานระบุว่าชาติอาหรับกังวลว่าหากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าหรือโรงงานพลังงานของอิหร่าน จะนำไปสู่การตอบโต้ (Reprisals) ที่รุนแรง ซึ่งจะพุ่งเป้ามายังโรงผลิตน้ำจืด (Desalination plants) และแหล่งพลังงานในฝั่งอาหรับเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำและไฟฟ้าไปทั่วทั้งภูมิภาค

เจ้าหน้าที่จากหลายประเทศอาหรับแสดงความไม่พอใจที่พวกเขามีอิทธิพลในการโน้มน้าวการตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์น้อยมาก แม้จะมีการลงทุนและมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมานาน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ยื่นคำขาดให้เวลาอิหร่าน 48 ชั่วโมง (เส้นตายคือวันที่ 23 มีนาคม 2026) ในการเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติอย่างปลอดภัย หากไม่ทำตาม ทรัมป์ขู่ว่า เขาจะสั่งโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านให้สิ้นซาก โดยระบุว่าจะเริ่มจากโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดก่อน

ด้าน อิหร่านประกาศชัดเจนผ่านประธานรัฐสภาและโฆษกกองทัพว่า หากโครงสร้างพื้นฐานของตนถูกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบไอทีทั่วทั้งภูมิภาค (ซึ่งรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ให้ที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ) จะตกเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมในการโจมตีทันที อิหร่านขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวรจนกว่าโรงไฟฟ้าที่ถูกทำลายจะได้รับการซ่อมแซมจนเสร็จ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1253448603610164/?rdid=k5F3yvCX0n8L2tRs#

‘ทรัมป์-สี’ จับมือส่งสัญญาณบวก!! แต่โลกยังต้องจับตาเกม 2 มหาอำนาจ “รศ.ดร.ปณิธาน” ชี้ “สหรัฐฯ-จีน” อาจกำลังติด ‘กับดักความมั่งคั่ง’ ก่อนลามสู่ ‘กับดักความมั่นคง’ เขย่าโลก

การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่เพิ่งปิดฉากลง ถูกจับตามองอย่างกว้างขวางในฐานะเวทีสำคัญของสองมหาอำนาจโลก ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามในหลายภูมิภาค และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

เมื่อไม่นานมานี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “TNN ข่าวเที่ยง” วิเคราะห์กรณีการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชี้ว่า แม้ภาพภายนอกของการประชุมจะสะท้อนความพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ แต่เบื้องลึกยังเต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อรักษาความมั่งคั่งและความมั่นคงของตนเอง

ประเด็นแรกที่ รศ.ดร.ปณิธาน หยิบยกขึ้นมาคือ การประชุมครั้งนี้อาจสะท้อนภาพของ “กับดักความมั่งคั่ง” ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของเหรียญสองหน้าในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “สิ่งที่จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้บอก แต่แทบทุกประเทศก็เห็นคล้ายกันว่าทั้งสองยักษ์ใหญ่ มีเป้าหมายในการประชุมสุดยอดในครั้งนี้คล้ายกันในทิศทางเดียวกัน คือต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้ตนเอง "เข้มแข็งที่สุด" และ “ปลอดภัยที่สุด””

พร้อมอธิบายต่อถึงโครงสร้างของระบบโลกปัจจุบันว่า “ในระบบโลกแบบตัวใครตัวมัน (Anarchical System) ที่ไม่มีกฎกติกาชัดเจนและไม่มีใครเป็นใหญ่ที่สุด (No Rules, No Masters) สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ จะต้องพึ่งพาตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยให้ได้ ทั้งมั่งคั่งและมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่อยู่คนละด้านของเหรียญ และทุกประเทศก็จะต้องทำอย่างเดียวกัน ซึ่งก็จะนำไปสู่ “กับดักของความมั่นคง” (Thucydides Trap หรือ Security Dilemma) ในที่สุด”

อีกด้านหนึ่ง แม้สหรัฐฯ และจีนจะเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ แต่ในทางเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศยังคงเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และต่างฝ่ายต่างยังต้องอาศัยกันในระบบทุนนิยมโลกเดียวกัน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในความเป็นจริง จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นอิสระต่อกัน เพราะต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญซึ่งกันและกันในระบบเดียวกัน และทั้งสองก็อยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก (ปธน.จีนตอกย้ำประเด็นนี้ในการกล่าวเปิดการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ด้วย) แม้ว่าสหรัฐฯ จะลดการค้ากับจีนลงมากในปัจจุบัน (ลดลงจากกว่า 20% เป็นต่ำกว่า 10%) แต่ทั้งสองประเทศก็ยังต้องพึ่งพากันและกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมเดียวกันให้ได้มากที่สุด (สหรัฐฯ ส่งออกสูงเป็นอันดับสองของโลก จีนส่งออกเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญ สูงกว่าสหรัฐฯ กว่าเท่าตัว) ที่สำคัญ ต่างก็นำความมั่งคั่งของตน (World GDP: สหรัฐฯ - 42% จีน - 34%) ไปสร้างอิทธิพลทางการเมืองและการทหารที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเป็นอันมาก (สหรัฐฯ ใช้จ่ายด้านการทหารถึง 33% ของโลก จีนประมาณ 12%)”

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของระบบโลก ทั้งสงครามใหญ่ในยุโรป ตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลายประเด็น รวมถึงความไม่แน่ใจของนานาประเทศต่อบทบาทผู้นำโลกของทั้งสองฝ่าย

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่ในขณะนี้ ทั้งสองประเทศมีความกังวลถึงความมั่งคั่งและมั่นคงของตน เพราะระบบทุนนิยมแบบ “การค้าเสรี” กำลังมีความแปรปรวนและไม่แน่นอน เกิดสงครามใหญ่ในยุโรปและตะวันออกกลาง เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องภาษี เรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง และเรื่องไต้หวัน (3Ts) และเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอีกหลายประเทศ เช่น กับอิหร่าน ลาตินอเมริกัน ยุโรป แคนาดา จึงทำให้ทั่วโลกไม่แน่ใจในการเป็นผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และทำให้ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อประคับประคองสถานการณ์และระบบของตน”

ด้วยเหตุนี้ การประชุมสุดยอดครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญในเชิงสัญญาณมากกว่าการประกาศชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทั้งสองประเทศจำเป็นต้องแสดงให้โลกเห็นว่า ความสัมพันธ์ยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในการพบกันครั้งนี้ จีนและสหรัฐฯ จึงต้องการส่งสัญญาณเชิงบวกว่ามีความพยายามแก้ปัญหาหลายอย่าง มีความคืบหน้าในหลายด้าน ทั้งเรื่องภาพรวมความสัมพันธ์ การค้าการลงทุน ความมั่นคง และอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อให้คู่ค้า มิตรประเทศ บริวาร แม้แต่ศัตรูหรือคู่แข่งของตน ได้รับรู้รับทราบว่าทั้งสองมหาอำนาจยังมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบ ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพิ่มพูนการค้าการลงทุน โดยเฉพาะในด้านใหม่ ๆ ที่ประเทศอื่น ๆ จะได้รับอานิสงส์หรือผลดีตามไปด้วย”

ส่วนประเด็นที่ถูกมองว่าเป็น “ข่าวดี” จากการประชุมครั้งนี้ มีทั้งเรื่องการซื้อเครื่องบินโดยสาร การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จากจีน ตลอดจนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่การผลิตในอนาคต

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “ข่าวดีจากการประชุมสุดยอดในครั้งนี้มีหลายประการ เช่น เรื่องจีนจะซื้อเครื่องบินโดยสารนับร้อย ๆ ลำ (ข่าวระบุว่าเป็น Boeing 200 ลำ แต่น้อยกว่า 500 ลำที่คาดไว้ ทำให้หุ้นของบริษัท Boeing ตก 4% ในสัปดาห์ก่อน แต่ ปธน.ทรัมป์ ก็ให้ข่าวแก้ว่าอาจจะถึง 750 ลำได้ในอนาคต) หรือที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า (ข่าวระบุว่าเป็น เนื้อสัตว์ ถั่ว ถั่วเหลือง และอื่น ๆ) รวมทั้งที่จีนจะเปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นสูง บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทคอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ ร่วมมือกันมากขึ้น ทั้งการซื้อชิปคอมพิวเตอร์ H200 ของ Nvida การเข้าถึงตลาดรถยนต์ของ Tesla การเพิ่มห่วงโซ่การผลิตของ Apple โดยสหรัฐฯ เสนอให้มีการจัดตั้ง Board of Trade และ Board of Investment เพื่อเปิดช่องทางการค้าขายให้มากขึ้น เป็นต้น”

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข้อตกลงที่ถูกนำเสนอในเชิงบวกเหล่านี้ ยังมีข้อสังเกตสำคัญ เพราะไม่ได้ปรากฏรายละเอียดอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของทั้งสองประเทศ

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า “แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงต่าง ๆ ตาม “ข่าวดี” นั้น ไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของสองประเทศ ไม่มีรายละเอียดเฉพาะเรื่อง เช่น จีนไม่ได้ยืนยันเรื่องการซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร หรือสินค้าอื่น ๆ ถ้อยแถลงที่เป็นทางการของจีนนั้น ส่วนใหญ่เน้นเรื่องหลักการ เช่น “ความสัมพันธ์ที่ต่างก็เป็นประโยชน์ต่อกัน” (win-win in nature) และเห็นด้วยในเรื่องวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความสัมพันธ์ทาง “ยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพ” (Strategic Stability) ในอีกสามปีข้างหน้า ขณะที่แถลงการณ์สหรัฐฯ ไม่ได้ยืนยันถึงเรื่อง “เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” นี้ที่จีนแถลงในเอกสาร เพียงแต่มีรายละเอียดที่ ปธน.ทรัมป์ได้ให้ข่าวเท่านั้น”

ขณะเดียวกัน ภาพการพบปะที่ดูเป็นมิตรระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงออกทางการทูตเพื่อสร้างบรรยากาศเชิงบวก หรือสะท้อนความคืบหน้าที่แท้จริงในประเด็นใหญ่ของโลก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุเพิ่มเติมว่า “การ “จับมือถือแขน” และ “เอาอกเอาใจ” กันหรือชื่นชมกันเป็นพิเศษในการเยือนจีนของปธน.ทรัมป์ในรอบ 9 ปีเพื่อประชุมสุดยอดนัดประวัติศาสตร์นี้ หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างภาพถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน (โดยเฉพาะปธน.ทรัมป์ที่ทำให้โลกปั่นป่วน แต่กลับสงบเสงี่ยมเรียบร้อยผิดสังเกตในการประชุมครั้งนี้) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน แต่ไม่มีความคืบหน้าในเรื่องที่สำคัญอย่างชัดเจน”

แม้จะยังมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การประชุมครั้งนี้อย่างน้อยได้ช่วยลดแรงกดดันในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ และทำให้หลายฝ่ายเห็นว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนยังไม่ต้องการให้สถานการณ์เดินไปสู่จุดแตกหัก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทั้งสองผู้นำโลกได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ปัญหา มีนัดหมายจะคุยกันต่อไป ส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในหลายด้าน ทำให้เกิดความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าความสัมพันธ์จะไม่เลวร้ายลง และจะนำไปสู่เสถียรภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของทั้งสองประเทศ และได้รับการตอบรับกันพอสมควรทั้งสองฝ่ายและในเวทีระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ท่าทีประนีประนอม ทั้งสองประเทศยังคงเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลก โดยต่างฝ่ายต่างต้องการรักษาและขยายอิทธิพลของตนเอง ขณะที่ระบบเศรษฐกิจโลกยังทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถตัดขาดจากกันได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่การที่ทั้งสองประเทศ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นมิตรต่อกัน แต่มีเป้าหมายแข่งขันกันเพื่อสร้างอิทธิพลในเวทีโลก โดยเฉพาะต้องการที่จะเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวนั้น จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตนและให้กับระบบที่สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างก็ติดกับดักเดียวกันทางเศรษฐกิจ คือต่างก็ยังต้องพึ่งพากันและกันเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในขณะที่ต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดหรือทำลายกันได้ ทั้งสองประเทศ ซึ่งมั่งคั่งเป็นลำดับที่หนึ่งและที่สองของโลกนั้น จึงกำลังติด “กับดักความมั่งคั่ง” ของตนเอง”

ในตอนท้าย รศ.ดร.ปณิธาน ทิ้งประเด็นสำคัญที่โลกยังต้องจับตา คือความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจจะหยุดอยู่เพียงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หรือจะขยับไปสู่ “กับดักด้านความมั่นคง” ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต

“ในอนาคต สองยักษ์ใหญ่นี้จะติด “กับดักด้านความมั่นคง” (Thucydides Trap) ด้วยหรือไม่ จะทำลายกันเองอย่างที่ปธน.สี จิ้นผิงได้เตือนไว้ในการประชุมครั้งนี้หรืออย่างไร ไม่มีใครจะหยั่งรู้อนาคต แต่ในการพูดคุยกันของทั้งสองมหาอำนาจในเรื่องไต้หวัน อิหร่าน อาวุธนิวเคลียร์ และความมั่นคงอื่นๆ ในการประชุมครั้งนี้ มีสิ่งบอกเหตุพอสมควรว่าสหรัฐฯ และจีนจะนำพาโลกไปสู่โศกนาฏกรรมสงครามโลกอีกหรือไม่” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณที่มา: TNN ข่าวเที่ยง / YouTube

Facebook Panitan Wattanayagorn (ปณิธาน วัฒนายากร)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top