Thursday, 4 June 2026
แบงก์ชาติ

‘ธนาคารแห่งประเทศไทย’ ยืนหนึ่ง ‘ธนาคารกลางแห่งปี 2025’ จาก ‘Central Banking Publications’ สื่อชั้นนำด้านการเงินของโลก

(12 มี.ค. 68) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับรางวัลธนาคารกลางแห่งปี 2025 (Central Bank of The Year 2025) จากการมอบรางวัล Central Banking Awards ในปีนี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับรางวัลธนาคารกลางแห่งปี 2025 (Central Bank of The Year 2025) จาก Central Banking Publications ที่เป็นสื่อชั้นนำด้านการเงินและการธนาคารกลางของโลก เพื่อยกย่ององค์กรและบุคคลในแวดวงธนาคารกลางที่มีผลงานโดดเด่นด้านการดำเนินนโยบายการเงิน การกำกับดูแลทางการเงิน และการบริหารจัดการองค์กรในระดับสากล

รางวัล Central Banking Awards แบ่งออกเป็น 16 สาขา มีรางวัลธนาคารกลางแห่งปีเป็นรางวัลสูงสุด โดย ธปท. ถือเป็นธนาคารกลางแห่งที่ 12 จากธนาคารกลางทั่วโลกที่ได้รับรางวัลนี้ นับแต่เริ่มการมอบรางวัลในปี 2014 เป็นต้นมา

Central Banking Publications ระบุว่า รางวัลธนาคารกลางแห่งปี 2025 นี้ สะท้อนการทำงานของ ธปท. ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจการเงินระยะยาว ด้วยการรักษาสมดุลของการดูแลเศรษฐกิจและการมุ่งรักษาเสถียรภาพราคาและเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งผสมผสานนโยบายเพื่อดูแลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญกับการวางรากฐานทางการเงินของประเทศให้พร้อมสำหรับอนาคต

อีกทั้ง ธนาคารกลางประเทศไทย ยังมีผลงานที่โดดเด่นด้านการบริหารจัดการเพื่อฝ่าฟันสถานการณ์ความผันผวน และความไม่แม่นอนของโลกที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งเหมือนกับบรรดาธนาคารกลางทั่วไป แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศไทย และเผชิญกับแรงกดดันตากการเมืองครั้งสำคัญด้วย

ธนาคารกลาง ประเทศไทย ยังได้แสดงออก และรักษาความเป็นอิสระขององค์กรท่ามกลางการปฏิรูปด้านภาคการเงินหลายๆ ด้าน นอกจากนี้ ยังแสดงความมุ่งมั่นในการยึดหลักความมีเสถียรภาพด้านราคา หรือภาวะเงินเฟ้อ และนโยบายการเงิน

เกี่ยวกับรางวัล Central Banking Awards

รางวัล Central Banking Awards จัดขึ้นโดย Central Banking Publications ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำด้านธนาคารกลางระดับโลก เพื่อยกย่ององค์กรและบุคคลที่มีผลงานโดดเด่นในการดำเนินนโยบายการเงิน การกำกับดูแลทางการเงิน และการบริหารจัดการองค์กรในระดับสากล

โดยรางวัล Central Bank of The Year เป็นหนึ่งในรางวัลสำคัญของเวทีนี้ ที่มอบให้แก่ธนาคารกลางที่มีผลงานโดดเด่นในด้านความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบาย ความโปร่งใส และการสื่อสารกับสาธารณะ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพและการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

‘วิทัย รัตนากร’ ใกล้เข้าเส้นชัย ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ คนใหม่ ท่ามกลางกระแสโจมตี “เป็นคนฝ่ายการเมืองส่งมา”

(13 ก.ค. 68) ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าแบงก์ชาติ ใกล้ได้ข้อสรุป จับตา ‘ดร.รุ่ง - วิทัย’ ใครจะเข้าวิน? คาด รมว.คลัง เตรียมเสนอชื่อเข้าครม. 15 ก.ค. นี้ ขณะที่ชื่อของ ‘วิทัย’ เริ่มมาแรง ท่ามกลางกระแสโจมตีด้วยข้อกล่าวหา “เป็นคนฝ่ายการเมืองส่งมา”

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายหลังคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 2 ราย ให้กับนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งประกอบด้วย ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส รองผู้การ ธปท. และนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เพื่อให้นายพิชัย ในฐานะ รมว.คลัง เลือกเพียง 1 รายชื่อ เสนอเข้ารับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ รมว.คลัง จะตัดสินใจเลือกเสนอชื่อ นายวิทัย รัตนากร เข้ารับการอนุมัติจาก ครม. โดยคาดว่าจะเป็นการประชุม ครม. วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ที่จะถึงนี้ หาก ครม.มีมติเห็นชอบจะมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดฯแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ 22 ลำดับที่ 25 ต่อไป

สำหรับการได้รับเสนอชื่อขึ้นเป็นผู้ว่าการ ธปท.ครั้งนี้ เนื่องจากนายวิทัยได้แสดงวิสัยทัศน์ที่สำคัญเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย จากที่ผ่านมา ธปท.ยึดโยงอยู่กับ “เป้าหมายเงินเฟ้อ” (Inflation targeting) เป็นหลัก ในขณะที่เศรษฐกิจไม่โต หากปล่อยไปแบบนี้อีกไม่เกิน 5 ปี เศรษฐกิจไทยจะพังพินาศทั้งหมด ผู้คนจะตกงาน ส่งผลกระทบไปทั้งประเทศ

รวมทั้งได้มีการตั้งข้อสงสัยและเสนอแนวทางแก้ไข กรณี ธปท.กำกับธนาคารพาณิชย์อย่างไร ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโตน้อยโตช้า แต่ธนาคารพาณิชย์มีผลกำไรเป็นจำนวนมาก และยังทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ประชาชนและภาคธุรกิจเป็นหนี้ท่วม โดยผู้ว่าการ ธปท. นอกจากไม่แก้ไข กลับยังอธิบายแทนธนาคารพาณิชย์เสียอีก

แหล่งข่าวกล่าวว่า การได้รับการเสนอชื่อของนายวิทัย รัตนากร เกิดจากการแสดงวิสัยทัศน์ที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ เห็นว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ดีและถูกต้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบัน และการที่ รมว.คลัง เลือกนายวิทัย เข้ารับตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. เพราะน่าจะสอดประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ได้ดีกว่าผู้ว่าการ ธปท คนอื่นๆ ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นายวิทัย เป็นนักบัญชีและนักการเงินมืออาชีพ เมื่อตอนได้รับคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินก็เกิดจากการแสดงวิสัยทัศน์ที่ชนะผู้สมัครคนอื่น และไม่เคยมีข้อครหาใดๆ เกิดขึ้นเลยว่าเป็นการใช้เส้นสายทางการเมือง ซึ่งการให้นายวิทัยเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ก็เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่า  ได้สร้างสิ่งใดบ้างให้กับธนาคารออมสินและประชาชนคนไทยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ว่าการ ธปท. เชื่อว่า นายวิทัย จะมีแนวคิดและนำเสนอแนวทางใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงนโยบายการเงิน และนโยบายสถาบันการเงิน ของ ธปท. เพื่อพลิกฟื้นการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

ขณะที่เพจ Thammasat TODAY ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้ออกมาเชียร์นายวิทัยอย่างเต็มที่ โดยระบุว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลภายนอกที่แสดงความพร้อมนำพานโยบายการเงินไทยก้าวข้ามภาวะซึมเศรษฐกิจยืดเยื้อ

ด้านการศึกษา นายวิทัยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทถึง 3 สาขา ได้แก่ เศรษฐศาสตร์การเมือง และกฎหมายธุรกิจ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการเงินจาก Drexel University ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมผ่านหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงหลายแห่ง

เส้นทางอาชีพของนายวิทัยครอบคลุมทั้งภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และองค์กรด้านนโยบาย เขาเคยดำรงตำแหน่ง CFO ของสายการบินนกแอร์, เลขาธิการ กบข., ผู้จัดการไอแบงก์ และผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เขาสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ “ออมสิน” เป็นธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank) ผ่านโครงการช่วยเหลือหนี้ครัวเรือน, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อจัดการปัญหาหนี้นอกระบบและหนี้เสีย

ในขั้นตอนแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา นายวิทัยเสนอแนวคิด “Policy Coordination” ที่เน้นการประสานงานระหว่างธนาคารกลางกับกระทรวงการคลัง หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องสังคมสูงวัย หนี้ภาคครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ และการเติบโตอย่างยั่งยืน เขาเน้นว่าธปท.ไม่ควรจำกัดบทบาทแค่รักษาเสถียรภาพการเงิน แต่ควรมีส่วนร่วมผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะยาว
แม้จะเป็นผู้บริหารจากรัฐวิสาหกิจซึ่งอาจถูกจับตาเรื่องความเป็นอิสระจากการเมือง แต่นายวิทัยยืนยันว่าธปท.ต้องดำรงจุดยืนในฐานะธนาคารกลางที่เที่ยงตรง พร้อมเปิดรับข้อมูลรอบด้าน และตัดสินใจโดยไม่ยึดโยงกับแรงกดดันทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ยิ่งใกล้วันเสนอชื่อผู้ที่จะได้รับตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ และหลายฝ่ายต่างฟันธงไปว่า นายวิทัย มีโอกาสเข้าวินสูง จนทำให้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เกิดกระแสโจมตีนายวิจัยผ่านโซเชียลมีเดียออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกล่าวหาและโจมตีว่า “เป็นคนของพรรคการเมืองส่งมา” ซึ่งจะว่าไปแล้ว หากวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง จะเห็นว่า นายวิทัย เข้ามาเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เมื่อ 5 ปีก่อน เป็นยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นทั้งผลงานและการทำงานร่วมกับรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันได้เป็นอย่างดี หลังจากนี้ คงต้องจับตาดูว่า ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ครม. จะมีมติเห็นชอบ “ผู้ว่าแบงก์ชาติ” คนใหม่หรือไม่ และ ใครจะเข้าเส้นชัยในที่สุด

22 สิงหาคม พ.ศ. 2503 วันสิ้นพระชนม์ ‘พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย’ บุคคลสำคัญด้านการเงิน ทรงปูทางกระทรวงการคลัง และก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2503 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย นักการเงินการคลังคนสำคัญของไทย สิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย และหม่อมส้วน ไชยันต์ ประสูติเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2442 และทรงสำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนกลับมารับราชการในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ

พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการเงินของประเทศ ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมศุลกากร และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารชาติไทย จนนำไปสู่การก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2485

ต่อมาในปี 2498 พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพระองค์แรก ต้องเผชิญความท้าทายจากปัญหาเศรษฐกิจช่วงสงคราม และภาวะเงินเฟ้อในประเทศ พระองค์ทรงเสนอแนวทางแก้ไขแก่รัฐบาลจนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ถือเป็นบุคคลสำคัญที่วางรากฐานระบบการเงินการคลังของไทยจนถึงปัจจุบัน

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ขอโทษประชาชน ปมระงับบัญชี กระทบคนสุจริต!! สั่งเร่งปลดอายัดภายใน 4 ชม.

(17 ก.ย. 68) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวขอโทษต่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากมาตรการอายัดบัญชีที่ถูกใช้เป็น 'บัญชีม้า' ของมิจฉาชีพ โดยย้ำว่าเข้าใจถึงความลำบากของผู้สุจริตที่ต้องใช้เงินหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน แต่กลับถูกระงับบัญชีโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เสียโอกาสในการทำมาหากิน

ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้แจงว่า ขณะนี้ได้เร่งปรับปรุงกระบวนการ เพื่อให้การปลดอายัดบัญชีผู้บริสุทธิ์ทำได้เร็วขึ้นภายใน 4 ชั่วโมง พร้อมทั้งเพิ่มการสื่อสารเพื่อคลายความกังวลของประชาชน พร้อมขอบคุณผู้ที่ได้รับผลกระทบและยังเข้าใจว่า การแก้ไขปัญหามิจฉาชีพต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลผู้สุจริต

ทั้งนี้ นายเศรษฐพุฒิ เปรียบเทียบการจัดการมิจฉาชีพว่าเป็นเหมือน “การรักษามะเร็ง” หากปล่อยไว้ก็จะลุกลามและสร้างความเสียหายต่อระบบการเงินของประเทศ ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นแหล่งของกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งจะส่งผลกระทบมหาศาลหากไม่เร่งแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ธปท. ยืนยันว่าสภาพคล่องของธนาคารโดยรวมยังปกติ แม้จะมีประชาชนจำนวนมากถอนเงินสดออกมาเพราะกังวลธุรกรรมถูกระงับ พร้อมย้ำว่ามาตรการอายัดบัญชีจะไม่กระทบต่อโครงการ 'คนละครึ่ง' ของรัฐบาล เนื่องจากใช้ผ่านระบบแอปพลิเคชัน ไม่เกี่ยวข้องกับบัญชีธนาคารโดยตรง ขณะนี้ ธปท. กำลังเร่งแก้ปัญหาเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนกลับคืนมาโดยเร็ว

‘ดร.เศรษฐพุฒิ’ ผู้ว่าฯ ธปท. เผยความคืบหน้า สามารถปิด ‘บัญชีม้า’ ได้แล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี

(19 ก.ย. 68) ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงความคืบหน้าการแก้ปัญหาบัญชีม้าและภัยการเงินดิจิทัล เผยว่า ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปิดบัญชีม้าไปแล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี ส่งผลให้ยอดความเสียหายลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า แม้ระบบการเงินดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับภัยการเงินที่รุนแรง ตั้งแต่ปี 2565 มีผู้เสียหายแจ้งความแล้วกว่า 1 ล้านราย มูลค่าความเสียหายเกือบ 9.8 หมื่นล้านบาท โดยเงินกว่า 50% ถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายภายในเวลาเพียง 3 นาที ขณะที่เหยื่อใช้เวลาเฉลี่ยถึง 18 ชั่วโมงกว่าจะรู้ตัว

นอกจากนี้ ดร.เศรษฐพุฒิชี้ว่า มาตรการระงับธุรกรรมเพื่อสกัดเส้นทางการเงินตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อผู้สุจริตมากกว่าที่ประเมินไว้ จึงได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และหน่วยงานอื่น ๆ เร่งปรับปรุงกระบวนการ ปลดการระงับธุรกรรมสำหรับผู้สุจริต และพัฒนากลไกใหม่เพื่อลดผลกระทบให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ยั่งยืนและปลอดภัย ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัย กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม และข้อมูลพร้อมแรงจูงใจที่ถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถลดความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ถูก ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ แจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท” ย้ำงานข่าวยืนบนข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ

(3 ธ.ค. 68) นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กว่าเมื่อฉันถูกผู้ว่าฯ แบงก์ชาติแจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท”

สามทศวรรษในวิชาชีพสื่อมวลชนสอนดิฉันว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่อำนาจรัฐ

แต่คือ ‘ความกลัว’ ที่ทำให้สื่อไม่กล้าพูดความจริง

วันนี้ ดิฉันเผชิญคดีหมิ่นประมาทจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดิฉันเคารพสิทธิของทุกคนที่จะดำเนินคดี หากเห็นว่าตนเสียหาย เพราะกฎหมายคือกลไกพิสูจน์ความจริงในสังคมประชาธิปไตย

และดิฉันก็พร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยความเชื่อมั่น เชื่อมั่นว่า งานข่าวต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง เชื่อมั่นว่าการนำเสนอเพื่อประโยชน์สาธารณะคือหัวใจของสื่อ เชื่อมั่นว่าการคุ้มครองแหล่งข่าวคือเส้นแดงที่สื่ออาชีพไม่มีวันข้าม และเชื่อมั่นว่าความสุจริตจะยืนยงกว่าความหวาดกลัวทุกชนิด

บทความทุกชิ้นที่ดิฉันเขียน ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เขียนทุกบรรทัดด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยหลักคิดที่ยึดมั่นเสมอมาว่า

‘สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ ไม่ใช่เป็นบริวารของอำนาจ’

คดีนี้จะไม่ทำให้ดิฉันถอย ตรงกันข้าม มันย้ำให้จำว่า อิสระของสื่อคือหนึ่งในเสาหลักของสังคมประชาธิปไตย และตราบใดที่ดิฉันยังอยู่ในวิชาชีพนี้ จะทำหน้าที่สื่อมวลชนด้วยศักดิ์ศรีมและไม่ปล่อยให้ความจริงถูกกลบด้วยความกลัว จากอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น

ขอบคุณทนายเชาว์ มีขวด ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและช่วยว่าความคดีนี้



 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top