Saturday, 5 April 2025
เวียดนาม

'วินฟาสต์' ถอยทัพ!! รอจังหวะดีๆ ค่อยกลับมา ไม่ฝืนเดินหน้าเพราะมีแต่เจ็บตัว เหตุ!! ตลาดไทยไม่ง่าย ภายใต้สงครามราคาดุที่เกิดขึ้นจากแบรนด์จีน

(21 ส.ค. 67) วินฟาสต์ (VinFast) แบรนด์รถไฟฟ้า 100% สัญชาติเวียดนาม ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 เป็นบริษัทในเครือของ Vingroup (VIC) ยักษ์ใหญ่ในเวียดนามที่ถือธุรกิจหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และโรงแรม ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 1.2 แสนล้านบาท (ปี 2566)

วินฟาสต์เริ่มขยายธุรกิจสู่ตลาดใหญ่ของโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และในปีนี้วินฟาสต์เล็งขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจริงจัง และไทย เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่วินฟาสต์จะเข้ามาทำตลาด ทั้งนี้เนื่องจากตลาดรถไฟฟ้าในบ้านเรากำลังเติบโตด้วยนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล

ในไทยวินฟาสต์ เข้ามาตั้งบริษัทลูกตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว คือ บริษัทวินฟาสต์ ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 108,360,000 บาท และในงานมอเตอร์โชว์ ปี 2024 นำรถเข้ามาอวดโฉมหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น VF e34 , VF5 ,VF6 , VF7, VF8, VF9 รวมถึงรถกระบะไฟฟ้า VF Wild ตัวใหม่ล่าสุดด้วย

แต่ยังไม่ทันได้ตั้งไข่มีกระแสข่าวออกมาว่า วินฟาสต์ ชะลอแผนการทำธุรกิจในไทย พร้อมเลื่อนเปิดตัวรถรุ่นแรก VF5 ออกไปแบบไม่มีกำหนด รวมถึงผู้บริหารคนแรก วู ดัง เยน ฮัง (Vu Dang Yen Hang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ วินฟาสต์ ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ถูกสั่งให้กลับไปดูงาน วินกรุ๊ป ที่เวียดนามอีกต่างหาก และตอนนี้ยังไม่มีผู้รักษาการแทน ขณะเดียวพนักงานคนไทยฝ่ายการตลาดจะถูกให้ออกภายในสิ้นเดือนนี้ (สิงหาคม)  ด้วยเหตุผลว่าปีนี้ไม่มีการจำหน่ายรถในประเทศไทย

ซึ่งตอนนั้นเธอให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "การเปิดตัวแบรนด์ของเราในประเทศไทยเป็นก้าวสำคัญภายใต้กลยุทธ์การขยายธุรกิจสู่ทั่วโลกของวินฟาสต์ ซึ่งจะเสริมสร้างฐานธุรกิจในประเทศศูนย์กลางยานยนต์ที่คึกคักที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าครบทุกรุ่นของเราสะท้อนถึงบทบาทผู้นำของวินฟาสต์ในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปฏิวัติการขนส่งสีเขียวของประเทศไทย ซึ่งจะนำไปสู่อนาคต ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน"

ประเทศไทยคือตลาดรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลในหลายด้าน จากข้อมูลของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย คาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี 2567 นี้ วินฟาสต์มุ่งมั่นที่จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในตลาดประเทศไทย และเสริมสร้างความเป็นผู้นำในการบุกเบิกการพัฒนาการขับเคลื่อนสีเขียวและยั่งยืนทั่วโลก

บวกกับได้มีการพูดคุยกับดีลเลอร์ในช่วงแรกถึง 15 รายที่สนใจจะทำธุรกิจกับวินฟาสต์ อีกทั้งยังมีแผนเปิดโชว์รูมประมาณ 30 แห่งภายในปี 2567 แต่ปัจจุบันแผนคงถูกพับเก็บไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนดีลเลอร์ไม่รู้ชะตากรรม ว่าเหลือเท่าไร ถอดใจตามหรือเปล่า หรือจะเบี่ยงเบนไปขายแบรนด์อื่นหรือยัง

สาเหตุของการพับการทำธุรกิจในไทย น่าจะเกิดจากภายใต้ภาวะสงครามราคาที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ในตลาดไทยค่อนข้างรุนแรงด้วยแบรนด์จีน ขนาดรถค่ายญี่ปุ่นที่อยู่มานานยังซวนเซกันทั้งขบวน วินฟาสต์ในฐานะแบรนน้องใหม่จึงต้องทบทวนธุรกิจอีกรอบ เพราะการทำตลาดรถในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นอกจากจะมีตัวเล่นเยอะทั้งค่ายญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา และจีน คุณภาพสินค้า เครือข่ายการจำหน่าย การบริการหลังการขาย กลยุทธ์ในการทำตลาด และที่สำคัญชื่อเสียงของแบรนด์ การสร้างแบรนด์ ความน่าเชื่อถือต่อลูกค้าคนไทย ทุกอย่างต้องใช้เวลา ไม่สามารถใช้การตัดราคา รถราคาถูก และจะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้

โจทย์ดังกล่าวข้างต้นสร้างความหนักใจให้กับวินฟาสต์ไม่มากก็น้อย ดังนั้นการถอยทัพกลับไปตั้งหลัก คิดทบทวนอีกครั้งก็ยังไม่สาย ที่สำคัญคิดว่าช่วงนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะรุกเข้ามาตลาดไทย เหตุการแข่งขันกำลังเดือด ถ้าโดดเข้าร่วมวงตอนนี้มีแต่เจ็บตัว การพักรบไปก่อน รอจังหวะดี ๆ ค่อยกลับมารุกธุรกิจก็ยังไม่สาย จะได้อยู่ยาว ๆ เป็นตัวเลือกให้กับคนไทย

'เวียดนาม' เอาจริง!! รุกสร้างแบรนด์แข่งไทย ยกระดับ 'ทุเรียน' เป็นผลิตภัณฑ์ประจำชาติ

(23 ส.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สื่อเวียดนามอ้างอิงคำกล่าวของเล มินห์ ฮวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทของเวียดนาม ระบุว่า เวียดนามควรผลักดันให้ทุเรียนขึ้นแท่นเป็นผลิตภัณฑ์ประจำชาติ ด้วยการกำหนดมาตรฐานคุณภาพและสร้างแบรนด์เพื่อแข่งขันกับผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น ไทย และมาเลเซีย

เล มินห์ ฮวนเผยว่า การผลักดันให้ทุเรียนเป็นผลิตภัณฑ์ประจำชาตินั้น จำเป็นต้องอาศัยนโยบายการเกษตรที่ครอบคลุมและต้องมีการให้ความรู้แก่เกษตรกรและภาคธุรกิจ สิ่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากปัจจุบันเวียดนามตามหลังไทยและมาเลเซียในการส่งออกผลไม้ไปยังจีน ขณะที่การผลิตในเวียดนามยังกระจัดกระจายและมีขนาดเล็ก

สินค้าแต่ละชนิดจะต้องผ่านเกณฑ์หลายประการเพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นผลิตภัณฑ์ประจำชาติ เช่น ขนาดการผลิต ขีดความสามารถการแข่งขันด้านการส่งออก การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และศักยภาพในการครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา 

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นคาดว่า การส่งออกทุเรียนของเวียดนามจะสูงถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 แสนล้านบาท) ภายในสิ้นปีนี้ เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เวียดนามทำรายได้จากการส่งออกทุเรียนอยู่ที่ราว 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.84 หมื่นล้านบาท) ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม โดยจีนเป็นผู้นำเข้าทุเรียนเวียดนามรายใหญ่ที่สุด

‘ยางิ’ แผลงฤทธิ์!! ทำยอดเสียชีวิตพุ่ง 14 ราย บาดเจ็บ 219 ราย อุตุฯ ชี้!! แม้อ่อนกำลังลง แต่ยังเสี่ยง 'น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม'

(9 ก.ย. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าจากกรณีที่ ‘ซูเปอร์ไต้ฝุ่นยางิ’ (typhoon Yagi) พายุที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชียประจำปีนี้ หลังจากพัดกระหน่ำมณฑลไห่หนานจนราบเป็นหน้ากลอง

ซึ่งล่าสุด 'ซูเปอร์ไต้ฝุ่นยางิ' ได้พัดขึ้นฝั่งเวียดนามด้วยความเร็วลม 149 กม./ชม. ทำให้เกิดคลื่นสูง 4 เมตร ในหลายจังหวัดริมชายฝั่ง บ้านเรือนได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมและลมแรงกว่า 3,200 หลัง ต้นไม้และเสาไฟฟ้าหักโค่น ทำให้เกิดไฟดับและสัญญาณโทรคมนาคมถูกตัดขาด ซึ่งสร้างความยากลำบากในการประเมินความเสียหายจากพายุ 

โดย 'ซูเปอร์ไต้ฝุ่นยางิ' อ่อนกำลังจากไต้ฝุ่นเป็นดีเปรสชันแล้ว สร้างความเสียหายอย่างหนักในภาคเหนือของเวียดนาม ทำให้เกิดฝนตกหนัก ลมแรง ดินถล่ม และมีเรือหลายลำจมหาย คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 14 ราย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 219 ราย หลังจากพายุพัดขึ้นฝั่งด้วยความรุนแรงระดับพายุไต้ฝุ่นที่เมืองไฮฟองและจังหวัด ‘กว๋างนิญ’ ทางภาคเหนือของเวียดนาม

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและพัฒนาชน รายงานอีกว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด มี 4 ราย อยู่ในจังหวัดกว๋างนิญ, อีก 3 ราย อยู่ใน ‘กรุงฮานอย’ และอีก 4 ราย เสียชีวิตจากดินถล่มในจังหวัด ‘ฮวาบิ่ญ’ และผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัด ’กว๋างนิญ’

ขณะเดียวกันมีรายงานเรือล่ม 25 ลำในจุดที่ทอดสมอในจังหวัดกว๋างนิญ ชาวประมงสูญหาย 13 คน และเมืองไฮฟอง ที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายที่สุด มีน้ำท่วมเกือบ 50 เซนติเมตรในบางพื้นที่ และเกิดไฟดับในวงกว้าง

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ประกาศว่า พายุอ่อนกำลังเป็นดีเปรสชันแล้วแต่ยังเตือนมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม ขณะพายุมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก

ส่วนสถานการณ์ในกรุงฮานอย เจ้าหน้าที่เริ่มเก็บกวาดถนน ที่มีต้นไม้หักโค่นกีดขวางทั่วเมือง ‘สนามบินโหน่ยบ่าย’ ในกรุงฮานอยเริ่มกลับมาให้บริการแล้ว หลังจากปิดบริการเช่นเดียวกับสนามบินอีก 3 แห่งในเมืองท่าตามแนวชายฝั่ง เมือง ‘ไฮฟอง’ จังหวัดกว๋างนิญ และจังหวัด ’ทัญฮว้า’

'เวียดนาม' ยังวิกฤต!! อาจมีน้ำท่วมรอบเมืองหลวงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ส่วนผลกระทบ ‘ไต้ฝุ่นยางิ’ ทำยอดเสียชีวิตใกล้แตะ 200 รายแล้ว

(12 ก.ย. 67) สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงฮานอยของเวียดนามยังคงวิกฤต โดยประชาชนในเมืองหลวงต้องเผชิญระดับน้ำสูงถึงเอวในวันพุธ ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำแดงพุ่งสูงสุดในรอบ 20 ปี และอาจทะลักท่วมเมืองมากขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น 'ยางิ' ซึ่งรุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปีพุ่งขึ้นเป็นอย่างน้อย 179 ราย และสูญหาย 145 คนทั่วประเทศ นอกจากนี้ฝนที่ตกหนักยังทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มทำลายล้างในพื้นที่ทางตอนเหนือของลาว, ไทย และเมียนมาอีกด้วย คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก

มีรายงานดินถล่มในหมู่บ้าน ‘ลางนู’ บนภูเขาอันห่างไกลในจังหวัดหล่าวกาย ทำให้พื้นที่หมู่บ้านทั้งหมดราบเป็นหน้ากลองด้วยโคลนและหิน

สื่อเวียดนามยังรายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้เสียชีวิตในหมู่บ้านอย่างน้อย 34 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 46 คน โดยหน่วยกู้ภัยมีแค่จอบและพลั่วในการขุดดินเพื่อค้นหา

นักพยากรณ์อากาศ กล่าวว่าระดับน้ำในฮานอยถึงจุดสูงสุดแล้ว และระดับน้ำในแม่น้ำแดงจะลดลง พร้อมเตือนว่าจะมีน้ำท่วมรุนแรงเป็นวงกว้างในพื้นที่รอบเมืองหลวงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ตำรวจ, ทหาร และอาสาสมัครช่วยเหลือประชาชนหลายร้อยคนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่เอ่อล้นในกรุงฮานอย เพื่ออพยพออกจากบ้านในช่วงเช้าตรู่ เนื่องจากระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตำรวจฮานอยกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังเดินเท้าและใช้เรือไปตรวจสอบบ้านทุกหลังริมแม่น้ำ

"ประชาชนทุกคนต้องอพยพทันที เจ้าหน้าที่จะนำพวกเขาไปยังอาคารสาธารณะที่กลายเป็นที่พักพิงชั่วคราวหรือพวกเขาสามารถอาศัยอยู่กับญาติในพื้นที่อื่นๆได้ ขณะนี้ฮานอยไม่ปลอดภัยเพราะฝนตกหนักมากและระดับน้ำก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว" ตำรวจกล่าว

ขณะที่สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮานอยกล่าวว่า สหรัฐฯ ได้อนุมัติงบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วนมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ให้แก่เวียดนาม

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประชาชน 59,000 คนถูกบังคับให้อพยพออกจากบ้านเรือน เนื่องจากพื้นที่อยู่อาศัยบางส่วนของจังหวัดท้ายเหงียนและเอียนบ๊ายจมอยู่ใต้น้ำเกือบหมด โดยประชาชนที่อพยพไม่ทันได้หนีขึ้นไปหลบอยู่บนหลังคาเพื่อขอความช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามเข้าไปช่วยผู้สูงอายุและเด็กในชุมชนที่อยู่อาศัย ขณะที่ญาติของผู้ที่ติดอยู่ในน้ำท่วมได้โพสต์คำร้องขอความช่วยเหลือและสิ่งของจำเป็นอย่างสิ้นหวัง

ในประเทศลาวซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ทางการได้อพยพประชาชน 300 คนจากหมู่บ้าน 17 แห่งในจังหวัดหลวงน้ำทาทางตอนเหนือ

โครงการอาหารโลกของสหประชาชาติแสดงความวิตกกังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยของชุมชนในภาคเหนือของลาว ขณะที่วิทยุกระจายเสียงแห่งชาติรายงานว่าบ้านเรือน, ถนน, ตลาด, โรงเรียน และพื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยมียอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมอย่างน้อย 1 ราย

ในประเทศไทย มีรายงานผู้เสียชีวิต 4 รายในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายทางภาคเหนือ โดยกองทัพได้ส่งกำลังพลไปช่วยเหลือครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประมาณ 9,000 ครอบครัว

ในประเทศเมียนมา มีฝนตกติดต่อกันหลายวันในบริเวณกรุงเนปยีดอ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำพุ่งสูงถึงระดับอันตราย ตามรายงานของรัฐบาลทหาร เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ยังไม่มีการยืนยันว่ากี่ราย

ทั้งนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประสบกับฝนมรสุมทุกปี แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่มีต้นเหตุจากมนุษย์ ทำให้เกิดรูปแบบสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น กลายเป็นภัยธรรมชาติที่รุนแรงกว่าปกติ

‘สหรัฐฯ’ แจกทุนเรียนฟรี หลักสูตรพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ เพิ่มขีดความสามารถอุตฯ ชิปเวียดนามให้แกร่งสุดในภูมิภาค

อุตสาหกรรมด้านเซมิคอนดักเตอร์ของเวียดนามกำลังถูก ‘ติดปีก’ ด้วยแรงสนับสนุนอย่างดีจากชาติมหาอำนาจอย่าง ‘สหรัฐอเมริกา’ ด้วยการให้นักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญในเวียดนามได้เรียนหลักสูตรเฉพาะทางด้านการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ฟรี เพื่อนำความรู้มาพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนด้านนวัตกรรมภายใต้ชื่อ ‘Innovation and Technology Security International Program’ (ITSI) เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 1 ปี ของแผนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และเวียดนามที่ได้เซ็นไว้เมื่อเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา

หลักสูตรด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ เป็นของมหาวิทยาลัย Arizona State University จัดการสอนโดยผู้เชี่ยวชาญสายตรงจากของสถาบันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยหลักสูตรประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ เช่น คุณสมบัติของเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง วัสดุเซมิคอนดักเตอร์ วิธีการประกอบ และผลิตไมโครชิปอิเล็กทรอนิกส์ และอื่น ๆ โดยจะให้สิทธิ์เรียนฟรีเฉพาะประเทศที่รัฐบาลกำหนดเท่านั้น ซึ่งตอนนี้มีอยู่เพียง 8 ประเทศ ได้แก่ คอสตาริกา อินเดีย อินโดนีเซีย เคนยา เม็กซิโก ปานามา ฟิลิปปินส์ และ ล่าสุด เวียดนาม

เป้าหมายของโครงการนี้ เพื่อกระจายความรู้ และขยายขีดความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ให้กับประเทศพันธมิตรที่ได้รับเลือกจากรัฐบาลสหรัฐฯ

หลักสูตรเปิดรับสมัครทั้งนักศึกษา อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญที่สนใจด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเดตอร์ และจะได้ใบประกาศนียบัตรด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์หลังจบหลักสูตรด้วย 

เจฟฟรีย์ กอส หัวหน้านักวิจัยของโครงการ ITSI แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา สเตท กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะเปิดโอกาสที่ยิ่งใหญ่ให้กับนักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญชาวเวียดนาม ได้การเข้าถึงหลักสูตรด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ชั้นสูง ที่จะส่งให้เวียดนามมีโอกาสเติบโตขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมนี้ได้ในอนาคต 

เช่นเดียวกันกับ มาร์ค แนปเปอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเวียดนาม ที่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของเวียดนาม ที่จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และยังส่งเสริมความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสหรัฐฯ และเวียดนามในระยะยาว 

ด้าน เหงียน ชี ดุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการวางแผนและการลงทุน ก็รับลูกต่อจากสหรัฐฯ ด้วยการตกลงที่จะผลักดันให้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นเสาหลักในความร่วมมือระหว่างเวียดนาม และ สหรัฐฯ อีกทั้งยังกล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนเวียดนามในการสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะช่วยฝึกอบรมวิศวกรหลายหมื่นคน ป้อนสู่ตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ

ก่อนหน้าที่จะมีข้อตกลงความร่วมมือกับสหรัฐฯ เวียดนามก็มี ศูนย์นวัตกรรมแห่งชาติ (NIC) อยู่แล้วภายใต้การดูแลของกระทรวงการวางแผนและการลงทุน ที่จัดโครงการฝึกอบรมด้านเซมิคอนดักเตอร์ร่วมกับบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Qorvo, Cadence, Google, Siemens, Samsung และ FPT 

มาวันนี้ สหรัฐอเมริกาหอบลมใต้ปีกมาหนุนเวียดนามอย่างเต็มตัว ช่วยแบ่งปันองค์ความรู้ให้ รวมถึงขยายโอกาสในการลงทุนร่วมในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ร่วมกับเวียดนามในอนาคตด้วย จึงไม่เกินจริงที่จะกล่าวว่า ‘เวียดนาม’ จะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในด้านเศรษฐกิจ และศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาคนี้ ด้วยวิสัยทัศน์ และความทะเยอทะยานอย่างถึงที่สุดของรัฐบาลเวียดนามนั่นเอง

Skoda รถสัญชาติเช็ก โผล่วิ่งทดสอบในไทย หลังโรงงานในเวียดนามเริ่มผลิต เล็งเจาะขายอาเซียน

(26 พ.ย. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งได้โพสต์ภาพและข้อความในกลุ่ม EV Club Thailand Group หลังพบรถยนต์แบรนด์ใหม่ไม่คุ้นเคย ติดป้ายทะเบียนรถทดสอบ กำลังวิ่งอยู่ในจังหวัดภูเก็ต หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ระบุว่ารถยนต์ดังกล่าวคือ Skoda แบรนด์รถยนต์จากสาธารณรัฐเช็ก รุ่นที่กำลังทดสอบคือ Skoda Superb รถเก๋ง 4 ประตู D-segment ที่มีขนาดใกล้เคียงกับ Toyota Camry หรือ Honda Accord  

หาก Skoda เข้าสู่ตลาดไทยจริง คาดว่าจะดำเนินการผ่านตัวแทนจำหน่ายของ Audi ซึ่งอยู่ในเครือ Volkswagen Group  

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีรายงานข่าวจากสื่อเวียดนามว่า Skoda Auto เตรียมเปิดโรงงานผลิตแห่งแรกในเวียดนาม เพื่อรองรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรงงานตั้งอยู่ในจังหวัดกวางนิญทางภาคเหนือของเวียดนาม ซึ่งสร้างเสร็จแล้ว 90% และเริ่มทดลองใช้งานบางส่วนในเดือนพฤษภาคม คาดว่าโรงงานขนาด 36.5 เฮกตาร์แห่งนี้จะมีกำลังการผลิตสูงถึง 120,000 คันต่อปี โดยการประกอบรถยนต์จะเริ่มในช่วงปลายปี 2024 และวางจำหน่ายในปี 2025  

ในช่วงแรก โรงงานจะผลิตรถซีดานและ SUV ระดับ B ก่อนขยายสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อรุกตลาดอาเซียน Skoda เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเวียดนามเมื่อกันยายน 2023 และตั้งเป้าขยายตัวแทนจำหน่ายเป็น 20 รายภายในปี 2025 และ 30 รายภายในปี 2028 พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีละ 40,000 คันในปี 2030 โดยมองว่าเวียดนามเป็นประตูสำคัญสู่ภูมิภาคอาเซียน

อนึ่ง ก่อนหน้า Skoda เคยทำตลาดในไทยโดยมีดีลเลอร์ผู้จัดจำหน่ายคือ ยนตรกิจ เมื่อหลายสิบปีก่อนจะออกจากตลาดประเทศไทยไป

บุกซื้อกิจการ-ลงทุน เวียดนามต่อเนื่อง 10 เดือนแรกปีนี้ ทุ่มแล้วกว่า 4,800 ล้านบาท

(2 ธ.ค. 67) สำนักข่าวบีบีซีภาคภาษาเวียดนาม รายงานว่าบรรดานักวิเคราะห์บางส่วนกำลังติดตามความเคลื่อนไหวของบรรดามหาเศรษฐีนักลงทุนจากไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพบว่าตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีบริษัทกลุ่มทุนใหญ่จากไทยหลายรายแห่เข้าไปลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

บีบีซีระบุว่า ช่วงเดือนกันยายน 2024 รัฐบาลเวียดนามและไทยประกาศแผนปฏิบัติการภายใต้ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง เพื่อผลักดันมูลค่าการค้าทวิภาคีให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์  ข้อมูลจากกระทรวงแผนและการลงทุนเวียดนามเผยว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2024 มีนักลงทุนไทยลงทุนในเวียดนามกว่า 141.42 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,800 ล้านบาท) ทำให้ไทยอยู่อันดับที่ 15 จาก 106 ประเทศที่นิยมลงทุนในเวียดนาม  

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ที่ผ่านมา บริษัท WHA ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์และพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลเวียดนามให้ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดทัญฮว้า ด้วยเงินทุน 55 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน บริษัททานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ลงนามสัญญาเช่าโรงงานในเตยนินห์เป็นเวลา 30 ปี  

ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เวียดนามรับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากกลุ่มทุนไทยที่มักใช้กลยุทธ์เข้าซื้อกิจการในเวียดนามเพื่อทำกำไรอย่างต่อเนื่อง เช่น ช่น บริษัท SCBX เข้าซื้อ Home Credit Vietnam ในราคา 860 ล้านดอลลาร์ และ SCG ลงทุนในโครงการปิโตรเคมี Long Son มูลค่า 5.4 พันล้านดอลลาร์  ทั้งยังถือหุ้นอีก 55% ในบริษัท Binh Minh Plastic หนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกพลาสติกรายใหญ่ของเวียดนาม

ขณะที่ภาคธุรกิจอาหารและค้าปลีก ในปี 2015 กลุ่ม  Central Group ขยายการลงทุนในเวียดนามกว่า 1.45 พันล้านดอลลาร์ และดำเนินธุรกิจค้าปลีกในห้างสรรพสินค้าและห้างค้าปลีก 41 แห่งทั่วเวียดนาม เช่น Big C และ อีคอมเมิร์ซ Nguyễn Kim และในปีเดียวกันนี้กลุ่มเซ็นทรัลยังประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการบิ๊กซีเวียดนามจากกลุ่มคาสิโน (ฝรั่งเศส) ด้วยมูลค่าข้อตกลงมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในปี 2017 กลุ่มไทยเบฟเวอเรจของมหาเศรษฐีเจริญ สิริวัฒนภักดีใช้เงินเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อบริษัท Saigon Beer Alcohol Beverage Corporation (Sabeco) โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 54% เช่นเดียวกับบริษัทในเครือสองแห่งของ Fraser & Neave Ltd. (F&N) ในเครือของเจ้าสัวเจริญ  ปัจจุบันถือหุ้นมากกว่า 20% ใน Vinamilk ผู้ผลิตนมสัญชาติเวียดนาม 

เช่นเดียวกับกลุ่ม TCC Group ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยที่ดำเนินงานในภาคการค้าปลีก ในปี 2016 ได้ทุ่มเงิน 655 ล้านยูโรเพื่อซื้อกิจการค้าส่ง Metro Cash & Carry Vietnam ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น MM Mega Market ขณะที่บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส แห่งประเทศไทย ถือหุ้นประมาณ 98% ใน Ngoc Nghia Plastic

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่งผลให้บรรดานักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การเข้าซื้อกิจการของกลุ่มบริษัทไทยในภาคการผลิตและการค้าส่งของเวียดนาม อาจทำให้บริษัทเวียดนามเสียเปรียบในตลาด อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่านี่เป็นแนวโน้มปกติของโลกธุรกิจที่บริษัทเวียดนามต้องพัฒนาตัวเองเพื่อแข่งขันต่อไป  อีกทั้งมีความเห็นในแนวโน้มที่ว่า การเข้ามาของทุนใหญ่ไทยเป็นสถานการณ์ทางธุรกิจแบบ "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามโลกทุนยิม ซึ่งบริษัทท้องถิ่นในเวียดนามมีทางเลือกไม่มากนอกจากต้องหาทางดิ้นรนด้วยตนเองในแบบเท่าที่จะทำได้

โฮจิมินห์ผุดไอเดียเรียนฟรี ชงแผนยกเว้นค่าเทอม นร.อนุบาล ถึงม.ปลาย คาดเริ่มปีการศึกษาหน้า

(17 ธ.ค. 67) หน่วยงานด้านการศึกษาและการฝึกอบรบท้องถิ่นของนครโฮจิมินห์ เวียดนาม ได้เสนอแผนการยกเว้นการเก็บค่าเล่าเรียนสำหรับนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สำหรับโรงเรียนรัฐบาลที่อยู่ในสังกัดท้องถิ่นนครโฮจิมินห์ซิตี้ ตั้งเป้าเริ่มต้นในปีการศึกษา 2025-2026 

รายงานระบุว่า แผนการนี้ระบุว่า การยกเว้นค่าเล่าเรียนจะเป็นของขวัญที่มีความหมายสำหรับนักเรียนทั่วทั้งเมือง แสดงให้เห็นถึงการลงทุนด้านการศึกษาอย่างจริงจังของหน่วยงานท้องถิ่นของเมือง

หากข้อเสนอนี้ได้รับการอนุมัติ นักเรียนทุกคนในโรงเรียนของรัฐตลอดจนโรงเรียนเอกชนบางแห่ง จะได้รับสิทธิยกเว้นค่าเล่าเรียน ยกเว้นเฉพาะโรงเรียนนานาชาติ

กรมการศึกษาฯ คาดการณ์ว่า จะต้องใช้งบประมาณจากเงินทุนสาธารณะประมาณ 653 พันล้านดอง หรือราว (880 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนโครงการนี้ในปีการศึกษา 2025-2026

ปัจจุบัน มี 7 เมืองและจังหวัดในเวียดนามที่ยกเว้นค่าเล่าเรียนให้กับนักเรียน ได้แก่ กว๋างนาม เยนไบ๋ กว๋างนิงห์ คั้ญหว่า ไฮฟอง ดานัง และจังหวัดบ่าเสียะ-หวุงเต่า ตามแนวทางการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

‘ดร.เอ้’ เผยสาเหตุ!! ทำไม ‘Nvidia’ บริษัท AI ระดับโลก ไปลงทุนที่ ‘เวียดนาม’ ชี้!! ‘พัฒนาคน – หนุนการลงทุน – มีนโยบายต่อเนื่อง - สามัคคี ช่วยเหลือกัน'

(21 ธ.ค. 67) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ทำไม Nvidia บริษัท AI ระดับโลก ไปลงทุนที่ ‘เวียดนาม’ แล้ว ‘ไทยจะทำอย่างไร’ เมื่อ ‘เวียดนาม’ ขึ้นแท่น ‘ผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน’

ผมได้ยินจากปาก ‘เจนเซ่น หวง’ ประธานบริหาร Nvidia บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ว่า "เราจะเปิดศูนย์ออกแบบและวิจัยที่เวียดนาม" ก่อนที่ Nvidia จะประกาศอย่างเป็นทางการเสียอีก

ผมถามกลับทันทีว่า ‘เวียดนาม’ เสนออะไรแก่คุณ ถึงไปลงทุน ‘ศูนย์ออกแบบ’ ที่เป็น ‘หัวใจ’ และ ‘มันสมอง’ ของอุตสาหกรรมไฮเทค ที่ทุกคนหวงแหน

คนสนิท เจนเซ่น หวง ขยับตัวทันที ห้ามไม่ให้นายพูดอะไรต่อ เจนเซ่นเลยตอบว่า "มันไม่สำคัญหรอก" (ไทยอย่าไปรู้เลย)

แต่ผมรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เพราะผมในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัย ‘CMKL’ ที่ Carnegie Mellon สถาบันระดับโลกด้าน AI มาก่อตั้งร่วม เราเป็น ‘ลูกค้าคนแรก’ ที่ซื้อ ‘ซุปเปอร์ AI คอมพิวเตอร์’ รุ่น DGX-A100 ความเร็วสูงสุดในประเทศจาก Nvidia เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

ยิ่งผมนั่งตรงข้าม ‘ตามองตา’ กับ ‘เจนเซ่น หวง’ เราเป็นพันธมิตรกันมาหลายปี ‘รู้กัน’ จึงตอบคำถามได้ไม่ยากว่า มีอยู่ 4 ปัจจัยที่บริษัทระดับโลกไปลงทุนที่ ‘เวียดนาม’

1. เวียดนามพัฒนาคุณภาพคน

ประสบการณ์ของผม ทั้งที่มีเพื่อนชาวเวียดนามเมื่อครั้งเรียนที่ MIT และทั้งเคยสอนเด็กเวียดนามที่มาเรียนวิศวะลาดกระบัง ไม่ต้องอายแล้วที่จะบอกว่า "เด็กเวียดนาม" ฉลาด เก่ง และขยันมากกว่า ทั้งคะแนนวัดผล PISA ชี้ชัดว่าเด็กเวียดนามได้คะแนนสูงที่สุดในอาเซียน เป็นรองเพียงเด็กสิงคโปร์เท่านั้น

เวียดนามยังส่งเด็กรุ่นใหม่ ไปเรียนในสาขา ‘วิศวกรรม และคอมพิวเตอร์’ ในมหาวิทยาลัยระดับโลก ทั้งสหรัฐ ยุโรป และรัสเซีย มากกว่าชาติใดในอาเซียน เพื่อกลับมาสร้าง ‘นวัตกรรม’ พัฒนาเวียดนามสู่โลก AI เต็มรูปแบบ

พิสูจน์เวียดนาม ‘ทุ่มเท’ พัฒนาคุณภาพคน ตั้งแต่ ‘อนุบาลถึงปริญญาเอก’ จึงไม่แปลกที่บริษัทไฮเทค ทั้ง Nvidia Apple SpaceX และ Samsung ถึงยอมมาลงทุนที่เวียดนาม เพราะได้ ‘คนเก่ง’ ที่คุ้มค่ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับ ‘ค่าจ้าง’

2. เวียดนามสนับสนุนการลงทุน
เพราะเวียดนามเรียนรู้จาก ‘จีน’ เรื่องการ ‘ดึงดูดทุนต่างชาติ’ ใช้วิธี "วันนี้ฉันยอมเธอก่อน" วันหน้าฉันทำได้เอง แล้วค่อยว่ากัน คือ ยอมสนับสนุน ให้สิทธิพิเศษมากมาย พอบริษัทไฮเทคมาลงทุนสร้างโรงงาน สร้างศูนย์วิจัย ให้ SME เวียดนามได้เป็นผู้จัดหาของ หรือ Supplier เรียนรู้จนทำได้เอง คราวนี้แหละ เดี๋ยวได้รู้กัน ฉันอาจจะชนะเธอก็เป็นไปได้ เลียนแบบกรณีจีนยอมเสนอให้ Tesla มาตั้งโรงงาน เพื่อให้ SME จีนเรียนรู้ สุดท้ายจีนกลายเป็น ‘เจ้าตลาด’ รถพลังงานไฟฟ้า ไปเรียบร้อย

3. เวียดนามมีนโยบายต่อเนื่อง

ไม่ว่า ‘ผู้นำ’ จะเป็นใครนโยบายเวียดนามไม่เปลี่ยน เพราะอะไรที่ดีต่อประเทศชาติ ยังไงก็ต้องสานต่อ

นโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ 1986 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจเวียดนาม เปิดประเทศให้กับการลงทุนจากต่างชาติ นโยบายเดินไปอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งเวียดนามเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2007 ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ เวียดนามได้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Economic Zones) ตามแบบจีน ยิ่งเกิดการลงทุนแบบก้าวกระโดด จนถึงทุกวันนี้

ขณะที่แนวคิดสานต่อไม่ค่อยเห็นในสังคมไทย เราดีแค่ไหน คนใหม่มา เขาก็อยากเปลี่ยน อยากทำแบบของเขา สุดท้ายองค์กร ‘เสียหาย’ ไม่พัฒนาต่อเนื่อง หากไม่เปลี่ยน ‘ทัศนคติ’ ประเทศไทยสู้คนอื่นยากครับ

4. เวียดนามสามัคคี ช่วยเหลือกัน

‘เวียดนาม’ ประเทศสังคมนิยม ที่บอบช้ำจากสงครามยาวนาน เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และเคยอยู่ใต้อิทธิพลของจีนมานานนับพันปี แต่วันนี้ผงาดขึ้นเป็นประเทศที่เติบโตเร็วที่สุด ทั้ง ‘ด้านเศรษฐกิจ’ เพราะรู้ว่า ‘ทางรอด’ มีทางเดียว คือ ‘ชาตินิยม’ เพราะไม่มีชนชาติใดรักเรา เท่าชนชาติเราเอง

คนเวียดนามไม่ว่าอยู่ที่ใดรวมกันติด และ ช่วยเหลือกัน ผลักดันทุกรูปแบบ ให้รัฐบาลสหรัฐ ยุโรป และรัสเซีย ต้องสนับสนุนเวียดนาม

‘ชาตินิยม’ แบบเวียดนาม จึงเป็นความรักชาติที่กลมกล่อม ไม่ไปรุกรานใคร แต่ก็พร้อมจะแข่งขันกับทุกคน ผมขอพยากรณ์ว่า เวียดนามจะเป็น ‘ผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน’ และอาจขึ้นเทียบชั้นกับ 'เกาหลี' ในอนาคตได้

ที่จริงไทยเราจับ ‘สัญญาณ’ การก้าวกระโดดของเวียดนามได้มาหลายปี เพราะอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมากต่อเนื่อง แต่ไทยเรายังนิ่งไม่เข้าสู่โหมดแข่งขันอย่างจริงจังสักที ทำให้เสียโอกาสไปทุกวัน ที่ไม่อาจย้อนคืน

แม้ผมยังเชื่อมั่นว่า #คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่ก็กังวลไม่น้อย เมื่อรู้แจ้งว่า เวียดนามและชาติอื่น วันนี้ไม่มีใครอยู่นิ่งเลย ทุกชาติ ‘พร้อมแข่งขัน’ แล้วไทยจะทำอย่างไร 

ทุกท่านคิดว่าไง แชร์กันได้นะครับ!!

โฮจิมินห์เปิดรถไฟฟ้าสายแรก ชาวเวียดนามแห่โดยสาร ค่าบริการเริ่ม 8 บาท

เมื่อวันที่ (22 ธ.ค.67) ชาวเวียดนามจำนวนมากหลั่งไหลมาที่สถานีเบนถัน (Ben Thanh) ซึ่งเป็นสถานีหลักของรถไฟฟ้าสายแรกในนครโฮจิมินห์ เพื่อรอใช้บริการเที่ยวปฐมฤกษ์ที่เริ่มต้นเวลา 10.00 น. รถไฟฟ้าสายนี้มีระยะทางรวม 19.7 กิโลเมตร ครอบคลุม 14 สถานี เชื่อมต่อจากตลาดเบนแถ่งในเขต 1 ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญ ไปยังเมืองถูดึ๊ก (Thu Duc) และสวนสนุกเสื่อยเตียน (Suoi Tien) ในเขต 9

ในช่วงเปิดตัว รถไฟฟ้าจะให้บริการฟรี 30 วัน จนถึงวันที่ 20 มกราคมปีหน้า หลังจากนั้นจะคิดค่าโดยสารตามระยะทาง เริ่มต้นที่ 6,000-20,000 ดอง (ประมาณ 8-27 บาท) โดยเปิดให้บริการวันละ 200 เที่ยว รองรับประชากรในนครโฮจิมินห์กว่า 10 ล้านคน

โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายแรกของนครโฮจิมินห์ใช้งบประมาณราว 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 58,310 ล้านบาท) เริ่มต้นในปี 2555 โดยมีบริษัทวิศวกรรมโยธาหมายเลข 6 ของเวียดนาม และบริษัทซูมิโตโมคอร์ปอเรชั่นจากญี่ปุ่นร่วมดำเนินการ แม้โครงการจะได้รับอนุมัติมาตั้งแต่ปี 2550 และวางแผนจะเสร็จภายใน 5 ปี แต่ต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน เช่น การเวนคืนที่ดิน การปรับแบบสถานีใต้ดินเบนแถ่งเพื่อรองรับโครงการอื่น ปัญหาขาดแคลนงบประมาณ และข้อบกพร่องในงานก่อสร้าง ส่งผลให้ล่าช้ากว่ากำหนดเดิม

รองประธานนครโฮจิมินห์ระบุว่า การเปิดตัวรถไฟฟ้าสายนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของเมือง เพื่อตอบสนองความต้องการการเดินทางที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ด้านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำเวียดนาม แสดงความหวังว่ารถไฟฟ้าสายเบนแถ่ง-เสื่อยเตียน จะช่วยลดปัญหาจราจรในพื้นที่หนาแน่น พร้อมกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว

โครงการรถไฟฟ้าสายแรกนี้ไม่เพียงแต่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในนครโฮจิมินห์ แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานระหว่างเวียดนามและญี่ปุ่นในระดับนานาชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top