Wednesday, 2 September 2026
เวียดนาม

ยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ไทยติดกับดักเปลี่ยนผ่านเวียดนามติดกับดักปริมาณ ใครจะครองบัลลังก์ท่องเที่ยวอาเซียน ไทยต้องเร่งกู้ความปลอดภัย ก่อนเสียแชมป์ท่องเที่ยวให้เวียดนาม

ยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ศึกใหญ่แห่งอาเซียน เมื่อเวียดนามท้าชิงบัลลังก์ท่องเที่ยวไทย

ภาพที่สวนทางกันอย่างเจ็บปวด

ปี 2568 เป็นปีที่ "ไทยหดตัว เวียดนามพุ่ง" พร้อมกัน

ไทยมีนักท่องเที่ยว 32.97 ล้านคน ลดลง -7.23% รายได้หดลงอีก -4.71% โดยเฉพาะตลาดจีนที่หายไป -33.8% แม้ยุโรปและรัสเซียฟื้นตัวแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่อาจอุดรอยรั่วที่ใหญ่เกินไปได้

เวียดนามกลับสร้างประวัติศาสตร์ด้วยนักท่องเที่ยว 21.2 ล้านคน โต +20.4% รายได้ทะลุ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก และตั้งเป้าปี 2569 ที่ 25 ล้านคน ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลข

เวียดนามกำลังติดกับดัก "Volume Trap" — รายได้เพิ่มตามจำนวนคน ไม่ใช่ตามมูลค่าต่อหัว รายได้กว่า 50% มาจากนักท่องเที่ยวในประเทศที่ใช้จ่ายต่ำ โครงสร้างพื้นฐานการบริการยังอันดับ 80 โลก และนโยบายการท่องเที่ยวติดอยู่ที่อันดับ 98 ขวางการเข้าสู่ตลาด Luxury อย่างสมบูรณ์

ไทยก็ไม่ได้สบายกว่า กำลังติดกับดัก "Transition Friction" — ประกาศ "Less for More" แต่ธุรกิจฐานราก ทัวร์ โรงแรมกลาง ร้านของฝาก ทั้งหมดออกแบบมาเพื่อรองรับมวลชน 40 ล้านคน เมื่อจีนหายไป สภาพคล่องพังทันที และยิ่งน่าห่วงกว่านั้นคือ ความปลอดภัยของไทยร่วงจากอันดับ 86 → 102 โลก และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนด้านความปลอดภัยดิ่งจาก 26% เหลือเพียง 19%

ยุทธศาสตร์ที่กำลังสู้กัน

ไทย ชูกลยุทธ์ "Less for More" — DTV Visa ดึง Digital Nomads, Medical & Wellness Hub, Soft Power "5 Must Do in Thailand" และกระจายรายได้สู่เมืองรอง

เวียดนาม ตีด้วย "Dual Visa + Digital Revolution" — ยกเว้นวีซ่า 45 วันสำหรับ 13 ประเทศเป้าหมาย e-visa 90 วันสำหรับทั่วโลก และพัฒนาซูเปอร์แอป "Visit Vietnam" ที่บูรณาการ AI + Blockchain + Real-time Data ทั้งระบบ เป้าหมายชัดเจน — Top 30 TTDI ภายในปี 2573

ทางรอดของไทย

ชัยชนะในทศวรรษหน้า ไม่วัดที่จำนวนนักท่องเที่ยว แต่วัดที่ "ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนปริมาณให้เป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืน"

ไทยต้องปฏิรูปใน 5 มิติพร้อมกัน — กอบกู้ความปลอดภัยอย่างเด็ดขาด เจาะตลาดพรีเมียมอย่างจริงจัง สร้างระบบนิเวศดิจิทัลระดับชาติ บังคับมาตรฐาน ESG และ Overtourism และที่สำคัญที่สุด — เปลี่ยนเวียดนามจากคู่แข่งเป็นพันธมิตร ด้วยการผลักดัน Common Visa อาเซียน ให้ไทยเป็น "ฮับ" ที่ทุกคนต้องผ่าน

ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องทิ้ง "อดีตอันหอมหวานของยอดตัวเลข" และเดินหน้าด้วย "คุณภาพ นวัตกรรม และความปลอดภัย" เพราะนี่คือไพ่ใบสุดท้ายที่จะตัดสินว่า

ไทยจะยังผงาดเป็นเจ้าแห่งท่องเที่ยวอาเซียน หรือจะก้าวลงจากบัลลังก์อย่างถาวร

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=2860068067665570&id=100009872145864&rdid=wyUjVSzt4it3yjeG#

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้จากทรัมป์ถึงสีจิ้นผิง 'โตเลิม' บินพบ 'ทรัมป์' ร่วม Board of Peace เลือกจีนก่อนหลังขึ้นผู้นำพรรค สร้างสมดุลระหว่างจีน-สหรัฐ ดันสัมพันธ์ญี่ปุ่น-อินเดีย-อาเซียนแน่น

ผู้นำข้างบ้าน การทูตไผ่ลู่ลมล้ำลึก version เวียดนาม เดินเกมการต่างประเทศ active เชิงรุกแบบสุดๆ ภายในปีนี้  2026 โตเลิม ผู้นำสูงสุดเวียดนาม (อดีตตำรวจ)  บินไปพบกับ ผู้นำโลก คนไหนแล้วบ้าง ส่องในตารางสรุปนี้ได้เลยค่า 

- โตเลิม บินไปพบ ทรัมป์ สหรัฐ เข้าร่วม Board of Peace  (เอาใจทรัมป์ จะได้ไม่หาเรื่องขึ้นภาษีกับเวียดนามอีก) 

- โตเลิม บินไปพบ สีจิ้นผิง เลือกไปจีนประเทศแรก หลังจากที่โตเลิมขึ้นควบตำแหน่งผู้นำพรรค+ ปธน เวียดนาม (เอาใจ สหายสีจิ้นผิง รักกันไว้ก่อน รอเวลาให้เวียดนามแข็งแรงกว่านี้ ค่อยเคลียร์ปัญหาพิพาททะเลจีนใต้)  

เวียดนามพยายามสร้างสมดุล เพื่อไม่ให้ภาพเอียงจีน หรือคบสหรัฐฯ ชาติใดชาติหนึ่งมากเกินไป   ในเวลาไล่เลี่ยกัน เวียดนามจึง..

- เชิญนายกฯ หญิงญี่ปุ่น มาเยือนเวียดนาม (หวังจะให้ ญี่ปุ่นมาช่วย หากเกิดเหตุในทะเลจีนใต้) 

- โตเลิม บินไปเยือน อินเดียและศรีลังกา ด้วย (หวังจะกระจายตลาด  diversify ลดพึ่งพาตลาดหลักเดิมๆ  ต้องคบประเทศเอเชียใต้และโลกขั้วใต้) 

การทูตใกล้ชิดเพื่อนอาเซียนก็ต้องให้ความสำคัญ ผู้นำเวียดนาม จึงเดินสายเยือนแต่ละประเทศอาเซียนที่สำคัญแล้วด้วย ( ไม่ใช่แค่เดินทางมาเยือนไทย)  โตเลิม ไปไหนมาแล้วบ้าง ส่องในตารางนะคะ

ที่มา : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0wgafCKMEgAKhNdmDNVCXjHbVsLcQ2E3bU5TK4dJAYEk7hww4h46gxQQH3RxAdHN3l&id=1037140385

EEC ปักหมุดเชื่อมเวียดนาม!! ดัน EEC เชื่อมลงทุนไทย–เวียดนาม เสริมซัพพลายเชนอาเซียน เปิดเวทีรับฟังเอกชนไทย ดันการค้า–ลงทุนสองประเทศ

เลขาธิการ สกพอ. ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนาม หารือภาคธุรกิจไทย เสริมความร่วมมือการลงทุนไทย–เวียดนาม และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค

8 มิถุนายน 2569 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม — ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. (EECO) ร่วมคณะผู้แทนที่นำโดย ฯพณฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ

ดร.จุฬายังได้เข้าร่วมการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม หรือ ThaiCham รวมถึงผู้บริหารภาคธุรกิจไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนอยู่ในเวียดนาม ณ โรงแรมแฟร์มอนต์ ฮานอย กรุงฮานอย

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีให้ภาคธุรกิจไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอแนะ และปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยบริษัทที่เข้าร่วมครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม อาทิ ภาคเกษตรและอาหาร ค้าปลีก การเงิน พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง และการผลิต

ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนจะมีส่วนช่วยในการกำหนดนโยบายและมาตรการ เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนาม

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” โดยทั้งสองประเทศต่างมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค และมีศักยภาพสูงในการขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียนโดยรวม

ในโอกาสนี้ ดร.จุฬา สุขมานพ ได้รับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากภาคธุรกิจไทยซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยข้อมูลดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการพัฒนานโยบายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เทคโนโลยีขั้นสูง และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

เวียดนามได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานการผลิตระดับภูมิภาค ขณะที่ EEC มีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก เครือข่ายโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน และระบบนิเวศอุตสาหกรรมสมัยใหม่ จุดแข็งเหล่านี้ทำให้ EEC มีศักยภาพในการส่งเสริมการเชื่อมโยงการลงทุนและการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมช่วยยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค

ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU จำนวน 2 ฉบับ ระหว่างองค์กรภาคเอกชนของไทยและเวียดนาม

ฉบับแรกเป็น MOU ระหว่างบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กับบริษัท FPT Corporation เพื่อความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ หรือ Smart Industrial Estate

ฉบับที่สองเป็น MOU ระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Group กับบริษัท FPT Corporation เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

ข้อตกลงทั้งสองฉบับสะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีระหว่างไทยกับเวียดนาม รวมถึงชี้ให้เห็นโอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมขั้นสูงและภาคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

การเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศ พร้อมตอกย้ำบทบาทของ EEC ในฐานะประตูการลงทุนสำคัญของไทย และศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาคอาเซียน

ไทย-เวียดนาม ร่วมหารือ!! ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หารือแก้กฎระเบียบและภาษี เพิ่มความคล่องตัวธุรกิจลงทุน เสริมแกร่งสัมพันธ์อย่างยั่งยืน

สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ร่วมหารือคณะผู้แทนระดับสูงรัฐบาลเวียดนาม

เดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

กรุงเทพฯ 10 มิถุนายน 2569 – คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม (ที่ 4 จากซ้าย) พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาฯ ร่วมหารือกับ Mr. Ngo Hai Phan (โง ห่าย ฟาน) อธิบดีสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและวิทยาการรหัสลับ และ รองหัวหน้าคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล (ที่ 5 จากซ้าย) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับทวิภาคี โดยเน้นการบูรณาการและลดอุปสรรคทางด้านแนวปฏิบัติ กฎระเบียบ ตลอดจนมาตรการทางภาษีและการออกใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและส่งเสริมการลงทุนของทั้งสองประเทศร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยมีคณะกรรมการสภาฯ และผู้นำภาคเอกชนชั้นนำของทั้งสองประเทศเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพ เมื่อวันก่อน

หมายเหตุถึงกองบรรณาธิการ : บุคคลในภาพ (จากซ้าย)

1) ดร.เรืองฤทธิ์ อัมพุช อุปละนาละ กรรมการเลขาธิการ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

2) คุณกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ กรรมการ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

3) คุณเลสเตอร์ หมิง เหลียง คู รองประธาน สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

4) คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธาน สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

5) Mr. Ngo Hai Phan (โง ห่าย ฟาน) อธิบดีสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและวิทยาการรหัสลับ และ รองหัวหน้าคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

6) Mr. Truong Viet Dung (เจือง เหวียด หยุ๋ง) รองประธานคณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย

7) Mr. Vu Van Tan (หวู วัน เติน) อธิบดี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และเลขานุการคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

8) Mr. Nguyen The Trung (เหงียน เท้ จุง) กรรมการผู้จัดการบริษัท DTT Technology Group และกรรมการคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

“เวียดนาม” บังคับใช้กฎหมาย!! เริ่มปรับผู้เผยแพร่ข่าวปลอมสูงสุด 50 ล้านดอง มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. ครอบคลุมข่าวเท็จ ความรุนแรง และข้อมูลลับของรัฐอย่างเข้มงวด

เวียดนามเอาจริง! เริ่มปรับผู้เผยแพร่หรือแชร์ "เฟกนิวส์" สูงสุด 50 ล้านดอง มีผล 1 กรกฎาคมนี้

รัฐบาลเวียดนามประกาศบังคับใช้ กฤษฎีกาฉบับที่ 174/2026/ND-CP ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดบทลงโทษทางปกครองสำหรับผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ผู้ที่ เผยแพร่หรือแชร์ข่าวปลอม ข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือน หรือข้อมูลที่ทำลายชื่อเสียงของหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล จะถูกปรับ 20–30 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 25,000–37,000 บาท) นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังครอบคลุมถึงการเผยแพร่ภาพความรุนแรง ภาพอุบัติเหตุที่สะเทือนขวัญ การนำผลงานข่าวหรือผลงานที่มีลิขสิทธิ์มาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต การโฆษณาสินค้าต้องห้าม รวมถึงการแชร์ลิงก์ไปยังเนื้อหาที่กฎหมายเวียดนามห้ามเผยแพร่

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์เนื้อหาที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ ปฏิเสธผลงานของการปฏิวัติ บ่อนทำลายความสามัคคีของชาติ ดูหมิ่นศาสนา หรือยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเพศหรือเชื้อชาติ จะถูกปรับ 30–50 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 37,000–63,000 บาท)

นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังใช้กับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นความลับของรัฐ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1336404261981264/?rdid=vs47p88leLS46gDF#

“เวียดนาม” ดึงลงทุน!! ดึงเงินลงทุนต่างชาติ 3.46 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 61% ครึ่งปีแรก 2569 ภาคผลิตดึงทุนมากสุด 1.79 หมื่นล้าน สิงคโปร์ลงทุนใหม่ใหญ่สุด 7.3 พันล้าน

ฮานอย, 6 ก.ค. (ซินหัว) -- สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเผยว่าเวียดนามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ 3.465 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.16 ล้านล้านบาท) ในช่วงครึ่งแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปี 2026 เพิ่มขึ้นร้อยละ 61 เมื่อเทียบปีต่อปี

มูลค่าการลงทุนที่จดทะเบียนใหม่อยู่ที่ 1.739 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.8 แสนล้านบาท) ครอบคลุม 2,013 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 87.2 จากปีก่อนหน้า โดยสิงคโปร์เป็นแหล่งลงทุนใหม่ขนาดใหญ่ที่สุด มีมูลค่ากว่า 7.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.43 แสนล้านบาท) ส่วนการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการเดิมจำนวน 541 โครงการ มีมูลค่า 1.104 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.68 แสนล้านบาท) ขณะที่การร่วมลงทุนและการเข้าซื้อหุ้นมีมูลค่า 6.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.07 แสนล้านบาท)
ภาคการผลิตและการแปรรูปยังคงเป็นภาคส่วนที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุด อยู่ที่ 1.791 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.97 แสนล้านบาท) ตามมาด้วยภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ดึงดูดเงินลงทุน 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 แสนล้านบาท)

นอกจากนี้ เวียดนามได้เบิกจ่ายเงินลงทุนจากต่างประเทศ 1.303 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.34 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีสำหรับช่วงหกเดือนแรกของปี

ที่มา : Xinhua

“กองทัพเรือ” เดินหน้าการทูตทหารเรือ!! “ไทย–เวียดนาม” จับมือแน่นด้านทะเล เสริมความปลอดภัยเดินเรือและผลประโยชน์ร่วมในอ่าวไทย เชื่อมความร่วมมืออาเซียนเพื่อความมั่นคงทางทะเล ย้ำความร่วมมือเพื่อสันติภาพในภูมิภาค

กองทัพเรือเดินหน้าการทูตทหารเรือ กระชับความร่วมมือทางทะเลกับกองทัพเรือเวียดนาม เสริมเสถียรภาพและความมั่นคงในอ่าวไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 พลเรือโท วศิน สระศรีดา เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ เป็นผู้แทนกองทัพเรือให้การรับการเยี่ยมคำนับของรองเสนาธิการทหารเรือเวียดนาม ในโอกาสเดินทางเข้าร่วมการประชุม Navy to Navy Talk (NTNT) ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนาม โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบรรยากาศที่เป็นมิตร สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ

ในการหารือ ฝ่ายไทยได้กล่าวขอบคุณกองทัพเรือเวียดนามที่ให้ความสำคัญกับการประชุม Navy to Navy Talk ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ การประสานงาน และการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล พร้อมแจ้งให้ฝ่ายเวียดนามทราบว่า กองทัพเรือไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้บัญชาการทหารเรืออาเซียน ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 18–21 สิงหาคม 2569 และเชิญกองทัพเรือเวียดนามเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การประชุม ASEAN Navy Young Officers' Interaction (ANYOI) ในปี 2570 การสัมมนา Naval Medicine Seminar ภายใต้กรอบ Western Pacific Naval Symposium (WPNS) และการฝึก ASEAN–Republic of Korea Exercise ซึ่งกองทัพเรือไทยร่วมเป็นเจ้าภาพกับกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี จัดต่อเนื่องจากการฝึก ASEAN Multilateral Naval Exercise (AMNEX) ที่ประเทศสิงคโปร์

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ประเทศไทยและเวียดนามเป็นประเทศชายฝั่งที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในอ่าวไทย ความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศจึงมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือ การคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเล การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศในอ่าวไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เอื้อต่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และการแก้ไขความเห็นต่างระหว่างรัฐด้วยการเจรจาและกฎหมายระหว่างประเทศ อันจะช่วยลดความเสี่ยงจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ และส่งเสริมให้อ่าวไทยเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศและประชาชนในภูมิภาค

จีนช่วยลูกเรือเวียดนาม!! ช่วยชีวิต 46 รายท่ามกลางทะเลจีนใต้ เร่งค้นหาผู้สูญหายชายฝั่งไห่หนาน เรือเวียดนามอับปางใกล้เกาะหนานซา เวียดนามขอบคุณจีนให้การช่วยเหลือเร็ว

จีนช่วยชีวิตลูกเรือ 'เรือเวียดนาม' ในทะเลจีนใต้เพิ่มแตะ 46 ราย เร่งค้นหาผู้สูญหาย

ทางการเมืองซานซา มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีนรายงานจำนวนลูกเรือของเรือคอย เหงียน 18 ของเวียดนามที่ได้รับการช่วยเหลืออยู่ที่ 46 ราย เมื่อนับถึง 21.00 น. ของวันอาทิตย์ (26 ก.ค.) ตามเวลาปักกิ่ง ซึ่งรวมถึงหนึ่งรายที่ได้รับการช่วยเหลือจากฝ่ายเวียดนาม

รายงานระบุว่าตอน 20.05 น. ฝ่ายจีนได้ทยอยส่งตัวผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ 41 ราย ผ่านแพชูชีพจากเรือกู้ภัยหนานไห่จิ้ว 115 ของจีน ไปยังเรือเจื่องซา-01 ของกองทัพเรือเวียดนาม ส่วนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลืออีก 4 ราย มีกำหนดส่งตัวในวันจันทร์ (27 ก.ค.)

ทั้งนี้ เรือกู้ภัยหนานไห่จิ้ว 115 ของจีนตรวจพบสัญญาณขอความช่วยเหลือกลางทะเลตอนราว 18.23 น. ของวันเสาร์ (25 ก.ค.) และเข้าดำเนินการช่วยเหลือหลังจากพบแพชูชีพที่มีกลุ่มคนกำลังโบกเสื้อผ้าขอความช่วยเหลือ โดยปัจจุบันเรือ 6 ลำ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย 1 ลำของจีน และเรือของเวียดนาม 7 ลำ ยังคงปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือต่อไป

หน่วยงานค้นหาและกู้ภัยทางทะเลของเมืองซานซาเผยว่าผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดเป็นพลเมืองเวียดนามจากเรือคอย เหงียน 18 ซึ่งอับปางในน่านน้ำใกล้แนวปะการังหย่งสู่ของหมู่เกาะหนานซาในทะเลจีนใต้ โดยเรือลำนี้มีขนาดกว้าง 10.8 เมตร ยาว 69.9 เมตร และลูกเรือรวม 62 คน

ด้าน ฝาม ถู หั่ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม ขอบคุณจีนสำหรับการสนับสนุนปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยอย่างรวดเร็ว โดยเวียดนามดำเนินปฏิบัติการกู้ภัยทันทีร่วมกับกองกำลังและเรือด้านการกู้ภัยของจีน พร้อมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะยังคงประสานงานค้นหาผู้สูญหายต่อไป

ที่มา : Xinhua

“เวียดนาม” จ่อลดมหาวิทยาลัย!! ปรับลดมหาวิทยาลัยรัฐ 20% กำหนดเสร็จ 1 เม.ย. 70 โอนสถาบันข้ามสาขาให้กระทรวงดูแล ควบรวมหรือปรับโครงสร้างมหาวิทยาลัยในพื้นที่เดียวกัน

เวียดนามจ่อลดจำนวน 'มหาวิทยาลัยรัฐ' อย่างน้อย 20%

กรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (CPVCC) ชุดที่ 14 มีคำสั่งให้ปรับลดจำนวนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐลงอย่างน้อยร้อยละ 20 ภายในวันที่ 1 เม.ย. 2027 โดยปัจจุบันเวียดนามมีสถาบันอุดมศึกษารวม 291 แห่ง แบ่งเป็นสถาบันของรัฐ 228 แห่ง

มหาวิทยาลัยของรัฐที่เปิดการเรียนการสอนแบบสหสาขาวิชาและครอบคลุมหลายสาขา จะถูกโอนให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรม หรือรัฐบาลท้องถิ่น

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยของรัฐที่ตั้งอยู่ในจังหวัดหรือเมืองเดียวกันจะถูกควบรวมหรือปรับโครงสร้างเข้าด้วยกัน ส่วนสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว

ที่มา : Xinhua

“อมตะ” บุกเวียดนาม!! ผนึกเทคโนโลยีจีนขยายธุรกิจ ปักหมุดฮาลอง-ฟู้เถาะพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ชูศูนย์กลางอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ผลักดันเศรษฐกิจยั่งยืนภูมิภาค

อมตะ ผนึกนักลงทุนไฮเทคบุกเวียดนาม ปักหมุด ‘ฮาลอง-ฟู้เถาะ’
ผุดสมาร์ทซิตี้รับคลื่นย้ายฐานผลิต

กลุ่มอมตะ ตอกย้ำความเป็นผู้นำการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก นำคณะผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มนักลงทุนชั้นนำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart City) และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต มุ่งสนับสนุนการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนคุณภาพสูง เสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าได้นำคณะนักลงทุนชั้นนำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศจีนเข้าพบผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานภาครัฐเวียดนาม เพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกลุ่มอมตะกับภาครัฐและท้องถิ่นของเวียดนาม พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีนได้เข้ามาศึกษาศักยภาพและสำรวจพื้นที่ลงทุนในโครงการของอมตะ ซึ่งจะช่วยต่อยอดการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Industrial Ecosystem) และโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมมูลค่าสูงในอนาคต

“เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่อุตสาหกรรม แต่เป็นการสร้างสรรค์ระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งเมืองอัจฉริยะ เทคโนโลยีสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อผลักดันเวียดนามให้ก้าวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคอย่างแท้จริง” นายวิกรม กล่าว

โดยภารกิจครั้งนี้ คณะผู้บริหารอมตะได้เข้าพบหารือกับ นายกวาน มั่ญ เกื่อง กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และเลขาธิการพรรคประจำจังหวัด รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ จังหวัดกว๋างนิญ โดยอมตะได้แสดงถึงความพร้อมในการผลักดันโครงการ อมตะ ซิตี้ ฮาลอง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมรองรับการลงทุนมูลค่าสูง ทั้งนี้ นายวิกรมระบุว่า จังหวัดกว๋างนิญมีความโดดเด่นอย่างยิ่งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ และนโยบายสนับสนุนการลงทุน ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติรายใหม่เข้าสู่พื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เข้าพบผู้บริหารระดับสูงแห่ง นครโฮจิมินห์ โดยได้รับเกียรติจาก นางอุรวดี ศรีภิรมย์ยา เอกอัครราชทูตไทยประจำเวียดนาม พร้อมด้วยผู้แทนภาคธุรกิจไทยเข้าร่วมคณะ เพื่อหารือแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน ภายใต้โอกาสมหามงคลครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม โดยทางโฮจิมินห์ได้แสดงความพร้อมเต็มที่ในการสนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานสีเขียว การค้า และบริการดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบผู้บริหาร จังหวัดฟู้เถาะ ซึ่งอมตะได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนา "Future City" หรือเมืองแห่งอนาคต ผ่านโมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการที่ผสานเมืองอัจฉริยะ นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์บริการสมัยใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยนายวิกรมกล่าวเสริมว่า จังหวัดฟู้เถาะมีศักยภาพที่โดดเด่นทั้งด้านพื้นที่ แรงงานคุณภาพ และทำเลยุทธศาสตร์ พร้อมเสนอให้ทางจังหวัดร่วมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ โทรคมนาคม และเครือข่ายดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเม็ดเงินลงทุนที่จะหลั่งไหลเข้ามาในอนาคต

สำหรับการเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของอมตะในการขยายการลงทุนในเวียดนาม พร้อมวางรากฐานสำคัญสู่การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงและเมืองอัจฉริยะรุ่นใหม่ในพื้นที่ศักยภาพ โดยกลุ่มอมตะเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญยิ่งในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น พร้อมทั้งตอกย้ำบทบาทอันของกลุ่มอมตะในการเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างไทย จีน และเวียดนาม ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระดับภูมิภาค


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top