Saturday, 6 June 2026
เชียงราย

‘รถไฟทางคู่ เด่นชัย เชียงราย เชียงของ’ คืบหน้า เจาะทะลุ ‘อุโมงค์ดอยหลวง’ ก่อสร้างเร็วกว่าแผน 19 เดือน

(7 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก รถไฟทางคู่ เด่นชัย เชียงราย เชียงของ ได้โพสต์ความคืบหน้าการก่อสร้าง โดยระบุว่า

“แสงแรกแห่งความสำเร็จ”
“แสงแรกแห่งล้านนา”

ทะลุแล้วนะคะ…อีกหนึ่งความก้าวหน้า อีกขั้นของความสำเร็จ ก้าวข้ามความท้าทาย…การเจาะทะลุ (Break though) ของอุโมงค์ดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ความก้าวหน้าการก่อสร้างเร็วกว่าแผน 19 เดือน

อุโมงค์ดอยหลวง เป็นหนึ่งใน 4 อุโมงค์ของโครงการฯ ความยาว 3,400 เมตร มีการเสริมกำแพงโครงเหล็กและผนังคอนกรีต พร้อมติดตั้งแผ่นกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม มีการจัดการระบบระบายน้ำ การป้องกันน้ำท่วมทั้งภายในและภายนอก พร้อมศึกษาแนวการไหลของน้ำเพื่อรองรับน้ำป่าในฤดูฝน มีทางเชื่อมฉุกเฉิน (cross passages) 14 จุด สำหรับอพยพตามมาตรฐานสากล ในทุก ๆ ระยะ 240 ม. การเจาะอุโมงค์ดอยหลวงที่มีภูมิศาสตร์พื้นผิวและธรณีวิทยาเป็นหินภูเขาไฟ ใช้วิธีการเจาะผ่านหินและดินเหนียว ด้วยวิธี Drill & Blast เจาะและระเบิดร่วมกับงานขุดด้วยเครื่องจักร (Excavator) 

แผนการดำเนินงานขุดเจาะอุโมงค์ รวมทั้งงานคอนกรีตภายในอุโมงค์ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 40 เดือน (3 ปี 4 เดือน) ซึ่งตอนนี้จากการดำเนินงาน สามารถขุดเจาะได้เร็วกว่าแผนประมาณ 19 เดือน ภายหลังจากงานขุดเจาะอุโมงค์แล้ว จะมีการดำเนินงานในส่วนของงานคอนกรีตผนังอุโมงค์ ตามลำดับและตามขั้นตอนต่อไป ความคืบหน้าโดยรวมทั้งหมดของงานก่อสร้างอุโมงค์ดอยหลวง (มิ.ย.68) ประมาณ 54%  เร็วกว่าแผน 7% จาก 100% ของงานก่อสร้างอุโมงค์ทั้งหมด

การก่อสร้างอุโมงค์ดอยหลวงนับเป็นความสำเร็จที่สำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง การเจาะทะลุอุโมงค์เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีและทีมงานผู้เชี่ยวชาญของไทยในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โครงการนี้เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและความร่วมมือของคนไทยในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 300,000 เม็ด!! ในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

(11 ส.ค. 68) กองกำลังผาเมืองสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 เวลา 06.30 น. โดย กองร้อยทหารม้าที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ออกลาดตระเวนบริเวณบ้านปางมะหัน พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยแบกกระสอบดัดแปลง จึงแสดงตัวขอตรวจค้น แต่ผู้ต้องสงสัยทิ้งสิ่งของและหลบหนี เจ้าหน้าที่เสริมกำลังปิดล้อมพื้นที่

ต่อมาเวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ พบผู้ต้องหา 1 คน พร้อมรถจักรยานยนต์ และเป้สะพายหลัง 2 ใบ ภายในบรรจุยาบ้ารวม 300,000 เม็ด โดยหนึ่งใบบรรจุ 200,000 เม็ด และอีกใบบรรจุ 100,000 เม็ด ก่อนนำตัวและของกลางส่งสถานีตำรวจภูธรแม่ฟ้าหลวงเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ สถิติการสกัดกั้นยาเสพติดของกองกำลังผาเมือง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน พบการกระทำผิด 375 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหา 400 คน ยึดยาบ้าได้กว่า 162 ล้านเม็ด พร้อมเฮโรอีน ไอซ์ ฝิ่น และเคตามีนจำนวนมาก หากเล็ดลอดถึงกรุงเทพฯ จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 33,000 ล้านบาท

28 สิงหาคม พ.ศ. 2520 ครบรอบ 48 ปี ‘พะเยา’ ยกฐานะเป็นจังหวัด หลังแยกออกมาจากเชียงราย กลายเป็นจังหวัดที่ 72 ของไทย

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2520 อำเภอพะเยาได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดพะเยา แยกออกมาจากจังหวัดเชียงราย กลายเป็นจังหวัดลำดับที่ 72 ของประเทศไทย (ขณะนั้น) พะเยาในอดีตมีชื่อเรียกว่า “ภูกามยาว” หรือ “พยาว” ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 โดยมีพ่อขุนงำเมืองเป็นผู้ปกครอง

จังหวัดพะเยามีอายุเมืองกว่า 900 ปี เคยอยู่ภายใต้อำนาจของอาณาจักรล้านนา ปัจจุบันแบ่งการปกครองเป็น 7 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ มีพื้นที่กว่า 6,335 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรราว 4.5 แสนคน (ข้อมูลปี 2567) ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและภูเขา มีป่าไม้ครอบคลุมเกือบ 40% ของพื้นที่ โดยมีเทือกเขาสำคัญ เช่น ดอยภูลังกา และดอยสันปันน้ำ

ทั้งนี้ พะเยามีคำขวัญประจำจังหวัดว่า “กว๊านพะเยาแหล่งชีวิต ศักดิ์สิทธิ์พระเจ้าตนหลวง บวงสรวงพ่อขุนงำเมือง งามลือเลื่องดอยบุษราคัม” และมีพระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ เป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมือง ต้นไม้ประจำจังหวัดคือต้นสารภี ส่วนวิสัยทัศน์ของจังหวัด คือการเป็นแหล่งผลิตเกษตรปลอดภัย สังคมเข้มแข็ง ภายใต้การเป็นประชาคมอาเซียน

“เชียงราย”ตม.เชียงราย ร่วมตร.ท่องเที่ยวจับจีนเทา 19 คนหนีทัพจากแม่สอดมุ่งสู่ลาว”

คืนวันที่ 24 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมาทางตม.เชียงรายและตร.ท่องเที่ยวโดยการอำนวยการของรัฐพล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. , พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5  มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.ตุลย์วรรษ ณรงค์ศักดิ์,พ.ต.ท.วิชัย ปันนา สว.ตม.จว.เชียงราย


โดยได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มคนต่างชาติรูปพรรณสัณฐานเป็นชาวจีนและมีท่าทีน่าสงสัยพากันไปเช่าอยู่ที่บ้านเลขที่ 12 หมู่บ้านพลูทอง หมู่ 11 ต.ทาสุด อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย จึงชุดสืบสวน กก.2 บก.ทท.2 และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จ.เชียงราย รุดไปตรวจสอบที่บ้านหลังดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อเปิดประตูบ้านเข้าไปพบชายจำนวน 19 คน พากันนอนกระจายไปทั่วบ้านเช่าซึ่งมีอยู่หลายห้อง

จากการสอบถามพบว่าทั้งหมดพูดภาษาไทยไม่ได้แต่ตรวจสอบพบว่าเป็นชาวสัญชาติจีน อายุตั้งแต่ 18-37 ปี แต่ละคนมีหนังสือเดินทางระหว่างประเทศหรือพาสปอร์ตเพียง 6 คนและวีซ่าหมดอายุ ส่วนอีก 13 คนไม่มีเอกสารประจำตัว ตรวจในกระเป๋าสัมภาระพบมีโทรศัพท์มือถืออยู่เป็นจำนวนมากผิดปกติ นอกจากนี้ในบ้านเช่าพบ น.ส.ชัชฎา อายุ 35 ปี ชาว ต.เจดีย์หลวง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย แสดงตัวเป็นคนเช่าบ้านและบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าได้มีคนติดต่อขอให้ไปหาบ้านเช่าเพื่อให้คนจีนไปพัก โดยตนจะมีรายได้จากการจัดหาอาหาร น้ำดื่ม ทำความสะอาดบ้าน ฯลฯ เป็นเงินวันละ 200 บาท โดยไม่รู้ว่าคนเหล่านี้มาจากไหนอย่างไร

เจ้าหน้าที่จึงได้สอบถามชาวจีนทั้งหมดผ่านล่ามแปลภาษาได้ความเพียงว่าทั้งหมดได้เดินทาง จ.เมียวดี ประเทศเมียนมา โดยลักลอบเข้าประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติผ่านชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก จากนั้นไปหาห้องพักในเขต อ.เมืองเชียงราย เพื่อรอให้มีคนรับตัวส่งไปทำงานที่ฝั่ง สปป.ลาว ต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตั้งแจ้งข้อกล่าวหาชาวจีนที่มีพาสปอร์ตว่า "เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยอนุญาตสิ้นสุด" ส่วนผู้ไม่มีเอกสารใด ๆ ตั้งข้อหาว่า "เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต" สำหรับหญิงสาวคนไทยตั้งข้อหา "ช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม" จากนั้นนำตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดู่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย
และขยายผลกลุ่มกระบวนการดังกล่าวต่อไป

 

25 ธันวาคม 2514 ในหลวงร.9 เสด็จฯเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ พระองค์ทรงหนุนปลูกกาแฟ–ลิ้นจี่–แมคคาเดเมีย เลิกฝิ่นเลิกไร่เลื่อนลอย พร้อมพระราชทาน “เหรียญชาวเขา” แทนเลขบัตรประชาชน

(25 ธ.ค. 68) เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2514 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ ณ หมู่บ้านผาหมี หมู่ที่ 15 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

การเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทรงส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชต่าง ๆ เช่น กาแฟ ลิ้นจี่ แมคคาเดเมีย รวมถึงพระราชทานวัวให้ชาวเขาเลี้ยง พร้อมกับหาจุดรับซื้อผลิตผล เพื่อให้ชาวเขาเหล่านั้นไม่ต้องปลูกฝิ่นหรือทำไร่เลื่อนลอย และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ยังทรงยืนยันว่า ชาวเขาเผ่ามูเซอทุกคนคือคนไทย ไม่ใช่คนเร่ร่อนไร้สัญชาติ

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังทรงพระราชทาน ‘เหรียญที่ระลึกสำหรับชาวเขา’ ซึ่งมีตัวย่อ ‘ชร’ (หมายถึงจังหวัดเชียงราย) และหมายเลขโค้ด 6 หลักที่ใช้แทนหมายเลขบัตรประชาชน ให้แก่ชาวเขาบ้านผาหมี โดยทรงพระราชทานเหรียญที่ระลึกนี้แก่ชาวเขาในหลายจังหวัดทั่วประเทศประมาณ 20 จังหวัดในปี พ.ศ. 2506 รวมกว่า 200,000 เหรียญ ทุกเหรียญจะมีอักษรย่อของจังหวัดและหมายเลขประจำเหรียญ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการสำรวจสำมะโนประชากรและการพิสูจน์สัญชาติในการทำบัตรประชาชนให้แก่ชาวเขา

ที่มา : https://www.matichon.co.th/royal/news_204995


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top