Friday, 5 June 2026
อาจารย์อุ๋ย

‘อาจารย์อุ๋ย’ จี้!! ‘นายกฯ อิ๊งค์’ ผลักดันนโยบาย ‘Thailand First’ ตามแบบ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ตั้งหน่วยงานเพิ่มประสิทธิภาพ ปราบทุจริต

(15 ก.พ. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย อดีตที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “หลายท่านที่ติดตามข่าวต่างประเทศโดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสไตล์การบริหารที่แปลกแหวกแนว มีสีสันไม่ค่อยเหมือนใคร โดยเฉพาะนโยบาย America First หรืออเมริกาต้องมาก่อน ซึ่งเป็นแคมเปญสั้น ๆ แต่ครอบคลุมทุกมิติของนโยบาย คือทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของอเมริกาและชาวอเมริกัน

ซึ่งผมมองว่าประเทศไทยก็สามารถใช้นโยบายในลักษณะนี้ได้เช่นเดียวกัน แม้เราจะไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ แต่ก็ไม่เล็กเกินไปที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าประเทศไทยต้องการที่จะปกป้องปผลประโยชน์ของประเทศไทยและคนไทย โดยไม่ให้ประเทศอื่นมาเอาเปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานต่างด้าวหรือผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย จะมาได้รับสิทธิ์ทัดเทียมคนไทยนั้น ไม่ควรมีข่าวออกมาให้เห็น หรือถ้าการยกเลิก MOU44 จะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบในการถือกรรมสิทธิ์ในขุมพลังงานบริเวณน่านน้ำรอบเกาะกูด ก็ต้องรีบทำ เพราะ ผลประโยชน์ของประเทศไทยต้องมาก่อนเหนือสิ่งอื่นใด หรือแม้แต่การกำจัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ปักหลักอยู่บริเวณชายแดน หากยึดถือหลักการ ประเทศไทยต้องมาก่อน แล้ว คงไม่ต้องรอให้ทางจีนเขาส่งคนใหญ่คนโตเอาแส้มาหวดจนก้นลายกันทั้ง ครม. ถึงจะขยับเขยื้อนกัน 

อีกอันหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจคือการที่ ปธน. ทรัมป์ตั้ง อีลอน มัสค์ มหาเศรษฐีชื่อดังผู้ก่อตั้ง SpaceX และ Tesla เข้ามานั่งหัวโต๊ะคุมหน่วยงานพิเศษที่เรียกว่ากระทรวงเพิ่มประสิทธิภาพรัฐบาล หรือ Department of Government Efficiency (DOGE) ทำหน้าที่ลดขนาดรัฐ ขจัดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ตัดค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง และปรับโครงสร้างหน่วยงานรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งก็ต้องมาดูกันต่อไปว่ามัสค์จะทำหน้าที่ได้สมกับที่คุยโวได้หรือไม่ จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเปล่า แต่ล่าสุดทาง DOGE ก็ทำผลงานโดยเตรียมตรวจสอบการใช้งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงกลาโหม และอ้างว่าตัดลดการใช้งบประมาณที่ไม่จำเป็นได้ถึงวันละหนึ่งพันล้านดอลลาร์ และตั้งเป้าจะประหยัดงบให้ได้ถึง 3 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน

สุดท้ายนี้ผมมองว่าหากประเทศไทยจะนำหลักการ นโยบายแบบทรัมป์กับคู่หูอีลอน มัสค์ มาประยุกต์ใช้เสียบ้าง คงไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะประชาชนคนไทยกับประเทศไทยมีแต่ได้ โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการและการปราบคอร์รัปชัน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนขึ้นอีกหลายเท่าเพราะดัชนีเรื่องความโปร่งใสก็เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดที่สำคัญที่สากลโลกเขาใช้วัดกันว่าประเทศนี้ประเทศนั้นน่าไปลงทุนมากแค่ไหน ก็ขอฝากท่านนายกไปคิดดูครับ ด้วยความปรารถนาดี”

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือน!! ‘ภูมิธรรม’ ถอนกำลังจาก ‘ตาเมือนธม’ ทำไทยเสี่ยงเสียดินแดนย้ำ!! เป็นของไทย 100 % ตามสนธิสัญญา ‘ไทย - ฝรั่งเศส’ พ.ศ.2447 - 2450

(3 พ.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก แสดงความเห็นว่า …

ผมเห็นข่าวคุณภูมิธรรมสั่งทหารไทยให้ถอยร่นออกจากปราสาทตาเมือนธม แล้วก็หวั่นใจว่าการกระทำเช่นนี้อาจเข้าข่ายเป็นการจงใจสละการครอบครองดินแดนซึ่งไทยมีอำนาจอธิปไตยอย่างชัดแจ้งตามสนธิสัญญา ไทย-ฝรั่งเศส ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงทำกับฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนกัมพูชาในช่วงปี พ.ศ. 2447-2450 ซึ่งกำหนดให้ใช้สันปันน้ำเป็นเขตแดน และชัดเจนว่า หากใช้สันปันน้ำเป็นเขตแดน ปราสาทตาเมือนธมก็อยู่ในเขตแดนอธิปไตยของไทย ส่วนเขตแดนตาม Google map นั้น ยังไม่เป็นที่ยอมรับให้ใช้เป็นหลักฐานในทางกฎหมายระหว่างประเทศได้  

นอกจากนี้ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การจะมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนใดดินแดนหนึ่งโดยการครอบครองต้องประกอบด้วยหลัก 2 ประการ คือ 

1. จะต้องมีการควบคุมดินแดนอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึง  จะต้องควบคุมดินแดนนั้นอย่างเปิดเผยและมีความต่อเนื่องโดยมีเจตนาที่จะมีอำนาจอธิปไตย และมีการกระทำในลักษณะของการใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้น และ 

2. จะต้องมีเจตจำนงที่จะใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นด้วย กล่าวคือ การครอบครองดินแดนของรัฐจะต้องเป็นไปเพื่อมีอำนาจอธิปไตย และใช้อำนาจอธิปไตยนั้นหรือดินแดนที่ครอบครอง โดยอาจจะพิจารณาที่การแสดงความเป็นเจ้าของดินแดนนั้นนั่นเอง

พูดง่าย ๆ ก็คือ แม้ยึดตามหลักสันปันน้ำแล้ว ปราสาทตาเมือนธมอยู่ในเขตแดนใดแน่นอน แต่หากรัฐไทยไม่ได้ทำการควบคุมพื้นที่บริเวณดังกล่าวโดยแสดงความเป็นเจ้าของอย่างจริงจัง แล้วมีทหารหรือแม้แต่พลเรือนกัมพูชามาทำการแสดงสัญลักษณ์ เช่น การร้องเพลงชาติกัมพูชา หรือถือธงกัมพูชาบ่อย ๆ พอวันเวลาผ่านไป นานวันเข้า กัมพูชาอาจได้ดินแดนมาโดยการครอบครองปรปักษ์ (Acquisitive Prescription) ซึ่งมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ จะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ 1. จะต้องเป็นการครอบครองโดยสงบ  ต่อเนื่องกัน 2. จะต้องมีเจตนาเป็นเจ้าของอธิปไตยเหนือดินแดนนั้น 3. จะต้องเป็นการครอบครองที่เปิดเผยต่อสาธารณะ 4. จะต้องเป็นการครอบครองที่คงทนในระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควรที่จะเห็นได้ว่ามีการครอบครองปรปักษ์มาอย่างต่อเนื่องคงทน

ดังนั้นสิ่งที่ไทยต้องทำโดยด่วนคือส่งกองกำลังทหารเข้าไปตรึงพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธมทั้งหมด เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ และมีอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าวโดยสมบูรณ์ มิเช่นนั้น ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบอาจต้องโทษถึงประหารชีวิต ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 119 ฐานทำให้ไทยเสียดินแดนครับ ด้วยความปรารถนาดี

‘อ.อุ๋ย’ จี้รัฐบาลยกเลิก MOU 43 - MOU 44 ตอบโต้ท่าทีไม่เป็นมิตรสร้างแต้มต่อบนเวทีโลก

อาจารย์อุ๋ย จี้รัฐบาลยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ตอบโต้ท่าทีคุกคาม ไม่เป็นมิตร และล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยของไทย ซึ่งกระทำได้ภายใต้หลักการตอบโต้ (Retorsion) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

(18 มิ.ย.68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “เท่าที่ผมติดตามข่าวความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งทางไทยพยายามดำเนินการอย่างสันติวิธีมาตลอด ในขณะที่กัมพูชากลับแสดงท่าทียั่วยุ ขุดสนามเพลาะล้ำดินแดนไทย และส่งกำลังเข้ามาภายในพื้นที่ที่ตกลงกันว่าเป็น No man’s land ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นของไทยหากยึดหลักสันปันน้ำตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส รวมทั้งหันปากกระบอกปืนใหญ่มายังฝั่งไทย และกล่าวเท็จต่อชาวโลกว่าไทยเป็นผู้คุกคามก่อน เป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก ฯลฯ ซึ่งไม่เป็นความจริง แถมยังจะนำประเด็นที่กำลังเจรจาอยู่ขึ้นศาลโลก ซึ่งถือว่าผิดมารยาททางการทูตอย่างมาก เพราะฝ่ายไทยไม่ได้ยินยอมรับอำนาจศาลโลก

มีหลักกฎหมายระหว่างประเทศประการหนึ่งซึ่งปฏิบัติกันมาหลายร้อยปีจนเป็นจารีตประเพณีที่ยอมรับกันทั่วไปเรียกว่า “มาตรการตอบโต้” (Retorsion)  คือ การที่รัฐหนึ่งตอบโต้การกระทำที่ไม่เป็นมิตรหรือไม่เป็นธรรมของอีกรัฐหนึ่ง โดยการกระทำนั้นไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การปิดด่าน หรือตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต ที่รัฐบาลไทยดำเนินการอยู่ ซึ่งผมก็เห็นว่ามาถูกทางแล้ว แต่ยังถือว่าตามเกมกัมพูชาอยู่

ดังนั้น หากเราจะเดินเกมให้ล้ำหน้ากัมพูชา ผมจึงเห็นว่าเราต้องยกเลิกข้อตกลง MOU 43 และ MOU 44 เป็นการตอบโต้การกระทำที่ไม่เป็นมิตรของกัมพูชาที่ดำเนินมาโดยตลอด โดยเฉพาะผ่านทางโซเชียลมีเดียของผู้นำประเทศทั้งฮุนเซนและฮุนมาเน็ต ซึ่งจะทำให้ไทยได้เปรียบทันทีในเพราะเป็นการปฏิเสธการยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ซึ่งเป็นแผนที่เก่าและหยาบ และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ไทยสูญเสียดินแดนนับ 1.5 ล้านไร่ ประกอบกับ ท่าทีที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยประกาศอย่างแข็งขันว่าไม่ได้ใช้แผนที่ 1ต่อ 200,000 ในการหารือ JBC ดังนั้น ทำไมเราจึงไม่ยกเลิก MOU 43 ที่เป็นสารตั้งต้นของการยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 เสียเลยเล่า ซึ่งจะทำให้คำกล่าวอ้างของไทยมีน้ำหนักมากขึ้นในเวทีโลก และลดความน่าเชื่อถือของกัมพูชาทันที 

ส่วน MOU 44 ซึ่งเป็นเรื่องของการปักปันเขตแดนทางทะเลนั้น ก็เป็นสารตั้งต้นที่กัมพูชาพยายามลากเส้นตามอำเภอใจ แล้วกล่าวอ้างแต่ฝ่ายเดียวว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน ไทยและกัมพูชาต้องมาทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์กัน และมีความพยายามปลุกปั่นจากทางฝ่ายกัมพูชาที่กล่าวอ้างว่าเกาะกูดเป็นของกัมพูชาและพร้อมที่จะใช้กำลังในการยึดคืนมา ซึ่งถือเป็นท่าทีที่ขัดต่อการเจรจาโดยสันติภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความชอบธรรมที่จะยกเลิก MOU 44 โดยอาศัยหลักในเรื่องมาตรการตอบโต้ (Retorsion) แล้วค่อยมาเจรจากันใหม่โดยอาศัยเทคโนโลยีทางดาวเทียมที่มีความแม่นยำกว่า ประกอบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ไทยได้เปรียบ และนำ MOU 43 และ 44 เข้าสภา เนื่องจากถือเป็นสนธิสัญญาที่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 178 แล้วให้รัฐสภาตีทั้งสอง MOU ให้ตกไป ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีแต้มต่อเหนือกัมพูชาทันทีในเวทีโลก และรักษาแผ่นดินไทยไว้ได้ทุกตารางนิ้ว ด้วยความปรารถนาดี

‘อาจารย์อุ๋ย’ เรียกร้อง!! รัฐบาลให้กดดัน ‘กัมพูชา’ รับผิดชอบ ‘กับระเบิด’ ชี้!! ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ห้ามใช้ กักตุน ผลิต ทุ่นระเบิดสังหาร

(19 ก.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า …

จากกรณีที่พลทหาร 3 นาย ของไทย เหยียบกับระเบิดของกัมพูชาขณะเดินลาดตระเวนริมชายแดนนั้น นอกเหนือจากการเยียวยาความเสียหายให้กับตัวผู้บาดเจ็บแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องกระทำทันทีคือการเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามการใช้ กักตุน ผลิตหรือขนส่งทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล (anti-personnel mines) 

ซึ่งการแสดงความรับผิดชอบของรัฐเมื่อเกิดการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีได้หลากหลายวิธี โดยบัญญัติไว้ในบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของรัฐในกรณีการกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ 2544 (Articles on Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts 2001) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ARSIWA ซึ่งร่างโดย คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (ILC) ซึ่งเป็นองค์กรย่อยของสหประชาชาติ โดยรัฐใดรัฐหนึ่งจะต้องรับผิดต่ออีกรัฐหนึ่งเมื่อเกิดการกระทำที่ฝ่าฝืนพันธกรณีระหว่างประเทศ 

ซึ่งในกรณีนี้กัมพูชาฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา จนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและพิการ ซึ่ง ARSIWA กำหนดให้รัฐที่กระทำผิดต้องยุติการกระทำผิด และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ (cessation and non-repetition) ตามมาตรา 30 ซึ่งในกรณีนี้กัมพูชาต้องแถลงขอโทษ เอาทุ่นระเบิดสังหารออกทั้งหมด และ รับผิดชอบเยียวยาและชดใช้ความเสียหายให้กับทหารไทยที่บาดเจ็บและทุพพลภาพ (reparation, restitution and compensation) ตามมาตรา 31 35 และ 36 โดยรัฐที่ทำผิดจะต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งทางวัตถุ ร่างกายและจิตใจ  

โดยรัฐบาลไทยสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้โดยใช้วิธีกดดันทางการทูต หรือนำเรื่องเข้าสู่ประชาคมระหว่างประเทศเพื่อแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก่อน เพื่อที่ไทยจะได้สงวนสิทธิในการป้องกันตนเองโดยการใช้กำลังอาวุธตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) หรือสามารถนำเรื่องเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หรือกลไกเฉพาะอื่น ๆ ขององค์กรระหว่างประเทศต่อไป เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)   

ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติบนเวทีโลก และสำแดงให้นานาอารยประเทศเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างถึงที่สุด เว้นแต่จะถูกรุกรานด้วยการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก่อน ด้วยความปรารถนาดี   

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟันธง!! GBC จบสิ้น หลัง ‘ทหารไทย’ เหยียบ ‘กับระเบิด’ ไทยรุกคืบได้ทันที ชี้!! เราไม่ควรสูญเสีย เพราะเขาทำละเมิดกฎหมาย

(9 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “จากกรณีล่าสุดที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดของเขมรจนบาดเจ็บและขาขาด แม้จะมีการลงนามทั้งสองฝ่ายในข้อตกลง GBC แล้ว

ซึ่งข้อ 1 ระบุอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายต้องยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี ซึ่งการใช้กับระเบิดไม่ว่าจะวางไว้ก่อนหรือหลังการลงนาม ก็ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงแล้ว 

ดังนั้น ไทยจึงมีสิทธิ ยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (VCLT) มาตรา 60 เพราะถือเป็นการละเมิดอย่างมีสาระสำคัญของข้อตกลง 

นอกจากนี้ ไทยยังสามารถรุกคืบเข้าไปในดินแดนเขมร เพื่อป้องกันและหยุดยั้งการวางกับระเบิดของเขมรเพิ่มเติมได้อีก บริเวณพื้นที่พิพาท ซึ่งถือเป็นการป้องกันตัวและตอบโต้อย่างได้สัดส่วนตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ เพราะนี่ถือเป็นการโจมตีด้วยกับระเบิดของกัมพูชาเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ทหารไทยไม่ควรจะสูญเสียจากการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของกัมพูชาอีก 

ด้วยความปรารถนาดี

อาจารย์อุ๋ย เตือนแรง ! นายก ฯ มาเลเซีย เคารพกฎบัตรอาเซียน อย่าแทรกแซงพิพาทไทย-กัมพูชา

(19 ก.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผมเห็นข่าวที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน มีการโทรศัพท์ถึงท่านอนุทิน นายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมกับการกำกับการ/สั่งการเสร็จสรรพว่าต้องไม่สร้างความตึงเครียด และต้องนำทุกประเด็นขึ้นสู่การเจรจา JBC นั้น   

ผมทราบดีว่านายอันวาร์ในฐานะประธานอาเซียนน่าจะพยายามทำหน้าที่ของท่านในฐานะประธานอาเซียน เพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ท่านควรวางบทบาทตนเองให้เหมาะสมและเคารพหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกันของประเทศสมาชิก ซึ่งกำหนดไว้ใน กฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Charter of the Association of Southeast Asian Nations) ข้อ 2 ( e ) ว่าอาเซียนและรัฐสมาชิกอาเซียนต้องไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ซึ่งเป็นหลักการที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสมาชิกและสะท้อนถึงค่านิยมทางวัฒนธรรมของภูมิภาคที่เน้นการเคารพในอธิปไตยและความเป็นอิสระของแต่ละประเทศ เพราะประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ ยกเว้นไทย เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกมาก่อน จึงรู้ซึ้งดีถึงคุณค่าของเอกราชและอิสระที่จะดำเนินกิจการภายในโดยไม่ถูกครอบงำจากชาติอื่น 

ดังนั้น การที่นายอันวาร์โทรมาสั่งการนายกอนุทินของไทยว่าอย่าสร้างความตึงเครียดและเรียกร้องให้นำประเด็นทุกอย่างเข้าสู่การเจรจา JBC ผมเห็นว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทยอย่างชัดเจน เพราะการจะสร้างความตึงเครียดหรือไม่นั้นอยู่ที่ยุทธศาสตร์และวิธีการรับมือกับการรุกรานของกัมพูชา ซึ่งเป็นฝ่ายสร้างความตึงเครียดกับไทยก่อนเสมอ เช่น การพยายามรื้อลวดหนามของไทย หรือการใช้มวลชน เด็ก สตรี พระสงฆ์ พยายามรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งฝ่ายไทยก็จำเป็นต้องใช้กำลังตอบโต้ตามสัดส่วน หรือแม้แต่การปิดด่านริมชายแดนเพื่อให้กัมพูชาเผชิญกับความอ่อนล้าทางเศรษฐกิจ จะได้ไม่เป็นภัยคุกคามไทยอีกต่อไป 

ถ้าการกระทำเหล่านี้นายอันวาร์ถือเป็นการสร้างความตึงเครียด ก็แสดงว่านายอันวาร์พยายามจะสั่งให้ไทยหยุดการกระทำเหล่านี้งั้นหรือ อีกทั้งยังมีการพูดเชิงสั่งการว่าต้องนำทุกประเด็นเข้าสู่การเจรจา JBC ซึ่งเป็นอำนาจการตัดสินของนายกไทยล้วน ๆ ว่าจะนำประเด็นใดเข้าสู่การเจรจาหรือไม่ แต่นายอันวาร์ถือสิทธิอะไรมาสั่ง อย่างนี้ถือเป็นการแทรกแซงอำนาจการตัดสินใจของผู้นำไทย เป็นการแทรกแซงกิจการภายในอย่างชัดแจ้ง ขัดต่อกฎบัตรอาเซียนข้อ 2 (e ) อย่างชัดเจน

ผมจึงขอเตือนไปยังท่านนายกมาเลเซีย ให้วางตัวให้เหมาะสมตามบทบาทของประธานอาเซียน และ “อย่าล้ำเส้น” ในการก้าวก่ายกิจการภายในของไทย อันเป็นการขัดต่อกฎบัตรอาเซียน ซึ่งจะทำให้การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของท่านมีรอยด่างพร้อยโดยไม่จำเป็น ด้วยความปรารถนาดี” 

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนรัฐบาล!! ประชามติ MOU เสี่ยงขัดกฎหมาย ซ้ำรอย BREXIT จี้!! นายกฯ ตัดสินใจเอง ไม่โยนภาระให้ปชช.

(5 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “ผมเห็นข่าวที่รัฐบาลเริ่มแสดงความชัดเจนว่าจะให้ประชาชนลงมติว่าจะยกเลิก MOU 43-44 หรือไม่ พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งต่อไปรวมทั้งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจึงอยากฝากข้อสังเกตให้ท่านนายกอนุทิน และรัฐบาลกลับไปทบทวนดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการลงประชามติยกเลิก/ไม่ยกเลิก MOU 

1. พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 มาตรา 14-17 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเผยแพร่ข้อมูลอย่างรอบด้านผ่านสื่อต่าง ๆ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการประกาศให้มีการออกเสียงซึ่งอย่างน้อยต้องมีเนื้อหาที่ระบุถึงเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการทำประชามติ สาระสำคัญของกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ ขั้นตอนและระยะเวลา ประโยชน์ได้เสียที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศชาติ ท้องถิ่น หรือประชาชน รวมทั้งมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการพร้อมสรุปเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ซึ่งต้องมุ่งให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการออกเสียงและต้องไม่มีลักษณะเป็นการชี้นำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับเรื่องที่จะมีการออกเสียงนั้น

ซึ่งกรณี MOU 43-44 เป็นเรื่องที่ซับซ้อน และประชาชนส่วนใหญ่ ยังไม่มีโอกาสรับรู้ข้อมูลรอบด้านที่เกี่ยวกับMOU 43 และ MOU 44 ดังนั้น ก่อนที่ที่จะถามประชาชนว่าจะยกเลิก MOU 43 - MOU 44 หรือไม่นั้น ต้องถามว่าประชาชนมีความรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับ MOU ดังกล่าวหรือยัง รายละเอียดของ MOU เป็นอย่างไรอะไรคือ กฎหมายระหว่างประเทศ อะไรคือการแบ่งเขตแดนตามเส้นสันปันน้ำ อะไรคือการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนตามไหล่ทวีป แผนที่ตามมาตราส่วนเป็นอย่างไร ซึ่งรัฐบาลจะสามารถทำให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ได้ทั่วถึงกันหมด ตามที่มาตรา 15 (5) ของ พรบ. ประชามติฯ กำหนดไว้หรือ ภายในกรอบระยะเวลาไม่ถึงสี่เดือน เพราะขนาดนักวิชาการด้านนี้ยังรู้ไม่เท่ากันเลย 

2. MOU 43-44 ถูกทำขึ้นโดยฝ่ายบริหาร คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยมติ ครม. ดังนั้น จึงสามารถยกเลิกได้โดยมติ ครม. ซึ่งนายไชยชนก ชิดชอบ ก็เคยแสดงความเห็นอย่างแข็งขันในสมัยที่เป็นฝ่ายค้านว่าต้องยกเลิก เพราะทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชา เนื่องจาก MOU 43 มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “พื้นที่ทับซ้อน” เพราะอัตราส่วนที่หยาบมาก ในขณะที่หากยึดแผนที่ 1:50,000 ตามหลักสากล จะไม่มีคำว่า “พื้นที่ทับซ้อน” จะมีแต่ พื้นที่ของไทยที่ถูกกัมพูชาอ้างสิทธิโดยไม่ชอบธรรมเท่านั้น ส่วน MOU 44 ก็ไปยอมรับ เส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งละเมิดอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคี อย่างร้ายแรง

โดยที่ไทยสามารถยกเลิกได้โดยฝ่ายเดียวตามกฎหมายจารีตประเพณีเรื่อง In adimplenti non est adimplendum (บุคคลไม่จำต้องปฏิบัติตามสัญญา กับบุคคลที่ละเมิดสัญญา) ซึ่งถูกระบุไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา มาตรา 60 ซึ่งกำหนดว่าฝ่ายที่ถูกละเมิดสัญญาในข้ออันเป็นสาระสำคัญ สามารถเลิกสัญญาโดยฝ่ายเดียวได้ ซึ่งหลักนี้ใช้กับข้อตกลงระหว่างประเทศทุกชนิด ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณี ดังนั้นเมื่อกัมพูชามีการละเมิด MOU นับ 400 ครั้ง และครั้งที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่กัมพูชายิงจรวดใส่เป้าหมายพลเรือนของไทยไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล ฯลฯ มีผู้เสียชีวิตมากมาย และการใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ทำให้ทหารไทยขาขาด และเสียชีวิตในการรบหลายนาย ซึ่งคณะรัฐมนตรีสามารถอ้างเหตุนี้ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับได้ทันทีหากมีความกล้าหาญ อย่าโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน หรือแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเข้ารับตำแหน่งก็ยกเลิกหรือถอนตัวจากสนธิสัญญาและข้อตกลงที่เขาเห็นว่าทำให้อเมริกาเสียประโยชน์มากกว่าได้ ทันที เช่น ถอนตัวจาก WHO และ ข้อตกลงปารีสเรื่องโลกร้อน 

3. การลงประชามติ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ถูกต้องชอบธรรมสำหรับทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่มีความละเอียดซับซ้อนที่กระทบประชาชนเป็นวงกว้าง และประชาชนมีเวลาไม่เพียงพอที่จะรับรู้ข้อมูลอย่างปราศจากนัยเคลือบแฝงทางการเมือง เช่น กรณีการลงประชามติ มติของประชาชนชาวสหราชอาณาจักร ว่าจะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือไม่ ซึ่งผลออกมาก็คือ “ออก” ปรากฏว่ามีการสำรวจล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ผลคือว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 65 ยอมรับว่าการตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรปนั้นเป็นการตัดสินใจที่ “ผิด” ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน และไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงผลที่จะตามมาของการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และผมก็ไม่ปรารถนาที่จะให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ในประเทศไทย

ผมจึงอยากฝากข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปยังท่านนายกอนุทินและคณะรัฐบาล ให้พิจารณาอย่างรอบคอบ มีความกล้าหาญทางการเมือง (political courage) ในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ผลักภาระและโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน ภายใต้สถานการณ์ทางความมั่นคงที่ไม่แน่นอนและต้องใช้ความรวดเร็วและเด็ดขาดในการตัดสินใจ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนริมชายแดน และรักษาดินแดน อธิปไตย และเกียรติภูมิประเทศต่อไป 

ด้วยความปรารถนาดี

ล้างบางข้อตกลง!! ‘ไทย – กัมพูชา’ ‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้!! หาก MOU 43 โมฆะ ทุกการประชุม และปฏิญญา จะกลายเป็น ‘ศูนย์’ กองทัพใช้กำลังยึดดินแดนพิพาทคืนได้ทันที ตาม มาตรา 51

(1 พ.ย. 68) ประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงร้อนระอุ เมื่อนายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “หากบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย - กัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. 2543 (MOU 43) ตกเป็นโมฆะ จะส่งผลให้ผลลัพธ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามมาต้องเป็นโมฆะตาม ‘หลักผลไม้ของต้นไม้ที่มีพิษ’ (Fruit of the Poisonous Tree) 

ทั้งนี้ หาก MOU43 ตกเป็นโมฆะ เพราะถูกกระทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้มีการเสนอเข้า ครม.เพื่ออนุมัติ มีเพียงนายกรัฐมนตรีอนุมัติ แต่ไม่มีมติคณะมนตรีอนุมัติ เพราะคณะรัฐมนตรีแค่รับทราบเท่านั้น ตามที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างไทย–กัมพูชา ได้ออกมาแถลงเมื่อวานนี้ ดังนั้น เมื่อ MOU43 ถือเป็น ‘ต้นไม้มีพิษ’ ที่มาจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลักการที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้น ‘ผลไม้’ ทุกชนิดที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงนี้จึงต้องเป็นโมฆะตามไปด้วย ซึ่งรวมถึง การประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC/GBC/RBC) ทั้งหมดที่จัดขึ้นภายใต้กรอบ MOU43 ไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือปริยาย และปฏิญญาสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ที่เพิ่งลงนามโดยมี ปธน. สหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นพยาน

เมื่อทั้งหมดที่ผมกล่าวมาตกเป็นโมฆะตามหลักผลไม้พิษ กองทัพจึงสามารถใช้กำลังตอบโต้กัมพูชาจากการที่กัมพูชาเปิดฉากใช้อาวุธหนักยิงเข้าใส่เป้าหมายพลเรือนไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน โรงพยาบาล จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อเดือน กรกฎาคมที่ผ่านมา รวมถึงการแอบวางทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศคืออนุสัญญาออตตาวา โดยการใช้กำลังเพื่อตอบโต้นี้อยู่บนพื้นฐานของมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ที่อนุญาตให้สมาชิกใช้กำลังเพื่อตอบโต้การรุกรานของชาติอื่น ซึ่งรวมถึงการใช้กำลังเพื่อป้องกันล่วงหน้า โดยการเข้าไปในดินแดนกัมพูชาเพื่อทำลายอาวุธหนัก และเป้าหมายทางทหารทั้งหมด เพื่อทวงคืนดินแดนของไทยที่กัมพูชายึดครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และป้องกันไม่ให้กัมพูชาเป็นภัยคุกคามต่อไทยอีกต่อไป 

นอกจากนี้ ไทยยังสามารถเรียก ‘ค่าปฏิกรรมสงคราม’ เพื่อชดเชยความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สิน พลเรือนและทหารจากการละเมิดของกัมพูชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในการเจรจาใด ๆ ที่ผ่านมา ผมจึงขอเสนอหลักการข้างต้น เพื่อเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลทบทวนความชอบธรรมของข้อตกลงเดิม และใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ 

ด้วยความปรารถนาดี

"เขมร" ละเมิด MOU 43 ชัดเจน หลังพบเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร ในพื้นที่ 'ปราสาทตาควาย-คนา' เรียกร้องไทยใช้สิทธิ์ยกเลิก - คืนทันที

(9 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 
.
“ผมขอแนะนําโดยด่วนไปยังรัฐบาลและกองทัพว่า กรณีที่กัมพูชา เร่งเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนบริเวณปราสาทตาควายและปราสาทคนา ด้วยการสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร อาทิ บันได, กระเช้า, และบังเกอร์ ถือเป็นการ ละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ข้อ 5 ที่ระบุว่าห้ามทั้งสองฝ่ายดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน ซึ่งข้อนี้มีเจตนาให้ทั้งสองฝ่ายคงสภาพพื้นที่ไว้ก่อนการสำรวจปักปันเขตแดน

ดังนั้น การกระทำของกัมพูชาถือเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทำให้ ประเทศไทยมีสิทธิ์ยกเลิก MOU ดังกล่าวได้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยอ้างอิงตาม มาตรา 60 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ปี 1969

นอกจากนี้รัฐบาลและกองทัพมีสิทธิใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด นั่นคือการใช้ "การป้องกันตนเองล่วงหน้า" (Anticipatory Self-Defence) ตาม มาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของรัฐสมาชิกในการป้องกันตนเอง หากมีการโจมตีด้วยกำลังอาวุธเกิดขึ้น ซึ่งการตีความตามมาตรา 51 นี้ อนุญาตให้ไทยสามารถใช้กำลังเข้า ยึดคืนพื้นที่ปราสาททั้งสองแห่งได้ทันที 

โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการกระทำที่จำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อ "ป้องกัน" ไม่ให้กัมพูชาดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนหรือแสดงท่าทีคุกคามอธิปไตยของไทยได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นการหยุดยั้งการรุกรานที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างถาวร

ผมขอให้รัฐบาลและกองทัพพิจารณาใช้ช่องทางตามกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น เข้าจัดการปัญหากรณีพิพาทชายแดนที่ตึงเครียดนี้โดยไม่รอช้า ด้วยความปรารถนาดี”

ทรรศนะ ‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้น้ำท่วมหาดใหญ่ หนักสุดในรอบ 25 ปี เกิดเพราะรัฐไม่ใช้กฎหมาย ถึงเวลาปฏิรูปอำนาจจัดการน้ำทันที

(27 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟสบุ๊กแสดงความเห็นว่า “ในฐานะนักกฎหมายและผู้ที่ติดตามปัญหาน้ำท่วมมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตร์หลายส่วนคล้ายคลึงกับเมืองหาดใหญ่ ผมขอยืนยันได้ประการหนึ่งว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงกฎหมายและโครงสร้างอำนาจรัฐ ที่ถูกปล่อยปละละเลย จนเรื้อรังซ้ำซากมานานกว่าสามทศวรรษ 

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ไม่ได้มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 อย่างครบวงจร กล่าวคือ แม้กฎหมายให้อำนาจรัฐจัดทำ ‘แผนจัดการน้ำลุ่มน้ำภาคใต้’ อย่างเป็นระบบ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการกำหนดเขตห้ามรุกล้ำทางน้ำ และเขตซับน้ำตามธรรมชาติ อย่างชัดเจน ทำให้พื้นที่รับน้ำรอบคลองอู่ตะเภาถูกรุกล้ำเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก จนระบบระบายน้ำที่ควรทำงานได้ กลับถูกบีบให้แคบลง  เรื่อย ๆ 

สาเหตุถัดมาคือ กลไกการบริหารน้ำข้ามหน่วยงานที่ไร้เอกภาพ ระหว่าง อบจ. สงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ชลประทาน และป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจตั้ง ‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ เพื่อทำหน้าที่บังคับบัญชาแบบศูนย์เดียว (single command) แต่กลับกลายเป็นเพียงเวทีหารือ ไม่ใช่เวทีสั่งการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top