‘อ.อุ๋ย’ กระตุก ‘นายกหนู’ ยกเลิก MOU 43-44 ตอนนี้ เชื่อพลิกเกมโลก!! สร้างความได้เปรียบเหนือกัมพูชา
(9 ธ.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า
“ในสถานการณ์ที่ไฟสงครามระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้น เช่นนี้ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศผมถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบสูงสุดให้กับไทย
เมื่อวิเคราะห์เชิงกฎหมายและยุทธศาสตร์แล้ว บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก และ MOU ปี 2544 ว่าด้วยความร่วมมือในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ต่างก็เป็น “พันธกรณีที่เกิดจากความร่วมมือยามปกติ”
ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาเข้าสู่สถานะ คู่สงคราม (Belligerent) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์พื้นฐานอย่างรุนแรง (Fundamental Change of Circumstances - Rebus Sic Stantibus) ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และได้รับกระบวนการประมวล (codified) อยู่ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties - VCLT) มาตรา 62 ซึ่งให้อํานาจคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว
ซึ่งเมื่อไทยยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับแล้ว จะทําให้ไทยมีความได้เปรียบ ดังนี้
1. ปลดภาระทางกฎหมาย: การยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในช่วงสงคราม จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากพันธกรณีในการเจรจาหรือความร่วมมือใดๆตามที่ระบุไว้ MOU 43 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะปลดล็อกไทยจากกรอบการเจรจาปักปันเขตแดนทางบก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือการทหารโดยฝ่ายกัมพูชา
2. กุมอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรทางทะเล โดยการ ยกเลิก MOU 44 ที่เป็นเสมือน “กุญแจสำคัญ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จะทำให้ไทยสามารถอ้างสิทธิในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรเหล่านั้นได้โดยไม่ติดกรอบของการที่ต้องแบ่งปันหรือร่วมมือกับคู่สงคราม ซึ่งถือเป็นการ แสดงอำนาจอธิปไตยของไทยอย่าง ชัดเจนในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ
3. สร้างแรงกดดันระหว่างประเทศ: การใช้สิทธิยกเลิกสนธิสัญญาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองไว้ จะเป็นการส่งสัญญาณที่หนักแน่นว่าไทยจริงจังในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และทำให้กัมพูชาเสียเปรียบทันทีที่ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายที่สั่นคลอนของความตกลงเหล่านั้นต่อหน้าประชาคมโลก
สรุปแล้ว หากรัฐบาลไทยกล้าใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยตัดสินใจยกเลิก MOU 43 และ 44 ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่การถอนตัวธรรมดา แต่คือการปรับกระบวนทัพทางกฎหมาย เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์เหนือคู่สงครามในเวทีโลกอย่างเด็ดขาด! ด้วยความปรารถนาดี














