Wednesday, 2 September 2026
สหรัฐฯ

ศึก AI “สหรัฐฯ–จีน” ระอุ!! รัฐบาลทรัมป์เล็งสอบ AI โอเพนซอร์สจีน ปมใช้เทคนิค distillation จนอาจเข้าข่ายขโมย IP สหรัฐฯ ยกระดับกดดันจีน อ้างปกป้องนวัตกรรมและ IP ของชาติ

รัฐบาลทรัมป์กำลังส่งสัญญาณว่า อาจเพิ่มมาตรการเข้มงวดต่อโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบโอเพนซอร์สของจีน ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในแวดวงอุตสาหกรรม AI

เมื่อวันอังคาร สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่าโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สยอดนิยมจากบริษัทที่ตั้งอยู่ในจีน มีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของคู่แข่งในสหรัฐฯ หรือไม่

“มีคำศัพท์ทางเทคนิคมาก ๆ ในวงการ AI เรียกว่า distillation แต่ถ้าพูดแบบคุณกับผม มันก็คือการขโมย” เบสเซนต์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Fox Business

เบสเซนต์ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์โดยทั่วไปยินดีสนับสนุนโมเดล AI แบบโอเพนซอร์ส แต่จะไม่ยอมรับบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์ของตนบนพื้นฐานของ “การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา”

“รัฐบาลชุดนี้สนับสนุนโมเดลโอเพนซอร์ส แต่สิ่งที่เราไม่สนับสนุนคือการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา” เขากล่าว “และหากเราพบว่า โดยเฉพาะโมเดลจากต่างประเทศ กำลังขโมยจากบริษัทชั้นนำของเรา เรามีความสามารถที่จะคว่ำบาตรพวกเขาได้จากการขโมยดังกล่าว”

ที่มา : https://www.businessinsider.com/treasury-secretary-chinese-ai-open-source-sanctions-kimi-k3-2026-7?fbclid=IwdGRjcATN4P5jbGNrBM3g-GV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHorpfrQ50UmwNUXMwJv9tdKvyBi6jdUmbpeqBbPbljW9GBhWZo_4zjqX0SVX_aem__jLXkfDOt5yquEwRafJqjQ&utm_campaign=mrf-business-marfeel-headline-graphic&utm_source=facebook&utm_medium=social&mrfcid=202607216a5fa5e4e8ec233cfc5e425f

สหรัฐฯ จับตา Moonshot AI !! ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI ใช้ชิป NVIDIA GB300 ผ่านไทย ฝึกโมเดล Kimi K3 ส่อเลี่ยงกฎส่งออกสหรัฐฯ สะท้อนว่าไทยอาจกลายเป็นสมรภูมิทางผ่านในศึกเทคโนโลยี สหรัฐฯ–จีน

ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot ใช้ NVIDIA GB300 ที่ถูกจำกัดการส่งออกในการฝึก AI

ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI บริษัทผู้พัฒนาโมเดล Kimi K3 ว่าอาจเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผ่านการใช้งานระบบ NVIDIA GB300 ซึ่งเป็นชิป AI ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ และไม่สามารถส่งออกให้บริษัทจีนได้

ตามข้อกล่าวหา Moonshot ได้ส่งภาระงาน (AI Workloads) ไปประมวลผลผ่านโครงสร้างพื้นฐานใน ประเทศไทย ที่ติดตั้งระบบ GB300 เพื่อใช้ในการฝึกโมเดล AI

ขณะนี้ Bureau of Industry and Security (BIS) ของสหรัฐฯ กำลังสอบสวนว่า Moonshot มีการหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมการส่งออกหรือไม่ โดยมุ่งตรวจสอบการใช้บริษัทย่อยในต่างประเทศและการใช้ Cloud Infrastructure ในประเทศที่สาม

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังกล่าวหาว่า Moonshot อาจใช้เทคนิค Model Distillation กับโมเดล AI เชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจขัดต่อเงื่อนไขการให้บริการของผู้พัฒนา AI สหรัฐฯ

ด้าน NVIDIA ระบุว่า บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ อย่างเคร่งครัด

Michael Kratsios ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งทำเนียบขาว (OSTP) กล่าวว่า Moonshot ได้จัดหาเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้ง NVIDIA GB300 และส่งงานประมวลผลผ่านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเพื่อฝึกโมเดล AI ซึ่งหากข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นจริง อาจเข้าข่ายละเมิดทั้งกฎการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ และเงื่อนไขการใช้งานที่กำหนดโดยผู้พัฒนา AI ของสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นต่อนโยบายจีนเดียว (One China Policy) แต่แน่นแฟ้นด้านเทคโนโลยี การค้า และความมั่นคง อินโด-แปซิฟิก สหรัฐฯ เสนอความช่วยเหลือทางทหารและวิทยาศาสตร์ ควบคู่ขายอาวุธป้องกันตนเองตามกฎหมาย Taiwan Relations Act

ความสัมพันธ์สหรัฐฯ–ไต้หวัน

ในฐานะประชาธิปไตยชั้นนำและมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี ไต้หวันเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน แต่ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการที่แน่นแฟ้น สหรัฐฯ และไต้หวันมีค่านิยมใกล้เคียงกัน มีความเชื่อมโยงทางการค้าและเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นรากฐานของมิตรภาพ และเป็นแรงผลักดันให้สหรัฐฯ ขยายการมีส่วนร่วมกับไต้หวัน

ผ่านสถาบันอเมริกันในไต้หวัน หรือ American Institute in Taiwan (AIT) ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน หรือ Taiwan Relations Act ให้ดำเนินความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการของสหรัฐฯ กับไต้หวัน ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไต้หวันได้กลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหรัฐฯ ในด้านการค้าและการลงทุน สาธารณสุข เซมิคอนดักเตอร์และห่วงโซ่อุปทานสำคัญอื่น ๆ การกลั่นกรองการลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษา และการส่งเสริมคุณค่าประชาธิปไตย

แนวทางของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันยังคงสอดคล้องต่อเนื่องมาตลอดหลายทศวรรษและหลายรัฐบาล สหรัฐฯ มีนโยบายจีนเดียวมาอย่างยาวนาน โดยมีแนวทางกำกับจากกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวันแถลงการณ์ร่วมสหรัฐฯ–จีน 3 ฉบับ และหลักประกัน 6 ประการ สหรัฐฯ คัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมฝ่ายเดียวจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน และคาดหวังว่าความแตกต่างระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวันจะได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธี สหรัฐฯ ยังคงมีผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องต่อสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน ตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน สหรัฐฯ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และบริการด้านกลาโหมตามความจำเป็น เพื่อให้ไต้หวันสามารถรักษาขีดความสามารถในการป้องกันตนเองได้อย่างเพียงพอ และสหรัฐฯ ยังคงรักษาขีดความสามารถของตนในการต่อต้านการใช้กำลังหรือการบีบบังคับในรูปแบบอื่นใด ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือระบบสังคมและเศรษฐกิจของไต้หวัน

การเป็นตัวแทนในต่างประเทศ

สถาบันอเมริกันในไต้หวันทำหน้าที่ให้บริการพลเมืองและกงสุล คล้ายกับภารกิจของสถานทูตหรือสถานกงสุล กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีสัญญากับ AIT และให้เงินสนับสนุนการดำเนินงานของ AIT เป็นส่วนใหญ่ Sandra Oudkirk เป็นผู้อำนวยการ AIT ประจำไทเป และ James Moriarty เป็นประธาน AIT ส่วนบุคลากรสำคัญอื่น ๆ มีรายชื่ออยู่ในเว็บไซต์ของ AIT

ไต้หวันมีสำนักงานผู้แทนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในสหรัฐฯ หรือ Taipei Economic and Cultural Representative Office in the United States (TECRO) ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และไต้หวันยังมีสำนักงานตัวแทนทั่วสหรัฐฯ ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป หรือ Taipei Economic and Culture Offices (TECOs)

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

ไต้หวันเป็นเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างมาก โดยผลิตสินค้าและบริการคิดเป็นมูลค่าประมาณ 786,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 สหรัฐฯ และไต้หวันมีความสัมพันธ์ทางพาณิชย์ การเงิน และการค้าที่ลึกซึ้งและเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ

นับตั้งแต่ปี 2020 สหรัฐฯ และไต้หวัน ภายใต้กรอบของ AIT และ TECRO ได้จัดการหารือ Economic Prosperity Partnership Dialogue เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและพาณิชย์ รวมถึงความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การกลั่นกรองการลงทุน สาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เปิดตัวกรอบความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การค้า และการลงทุนกับไต้หวันในปี 2021 เพื่อเป็นเวทีพัฒนาโครงการด้านพาณิชย์ และสำรวจแนวทางเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ

ไต้หวันเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 8 ของสหรัฐฯ และสหรัฐฯ เป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 ของไต้หวัน การส่งออกสินค้าและบริการของสหรัฐฯ ไปยังไต้หวันสนับสนุนการจ้างงานชาวอเมริกันประมาณ 188,000 ตำแหน่งในปี 2019 AIT และ TECRO มีความตกลงกรอบการค้าและการลงทุน หรือ Trade and Investment Framework Agreement (TIFA) และเพิ่งกลับมาจัดการประชุมสภา TIFA อย่างสม่ำเสมออีกครั้ง

มูลค่าการลงทุนสะสมของไต้หวันในสหรัฐฯ อยู่ที่เกือบ 137,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020 การลงทุนโดยตรงของไต้หวันในสหรัฐฯ นำโดยภาคการผลิต การค้าส่ง และสถาบันรับฝากเงิน การลงทุนเหล่านี้สนับสนุนการจ้างงานโดยตรงในสหรัฐฯ ประมาณ 21,000 ตำแหน่ง และสนับสนุนการส่งออกของสหรัฐฯ มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

AIT และ TECRO ได้ลงนามความตกลงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปี 2020 เพื่อยกระดับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยร่วม สหรัฐฯ และไต้หวันยังมีความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ร่วมกันในหลายสาขา เช่น อุตุนิยมวิทยา วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การวิจัยมะเร็งทรวงอก การวิจัยบรรยากาศ และสาธารณสุขกับเวชศาสตร์ป้องกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสหรัฐฯ และไต้หวันมีความแน่นแฟ้นและเติบโตต่อเนื่อง จนถึงปี 2019 การเดินทางเพื่อธุรกิจและท่องเที่ยวจากไต้หวันไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 70% นับตั้งแต่ไต้หวันเข้าร่วมโครงการยกเว้นวีซ่าของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2012

ไต้หวันเป็นแหล่งที่มาของนักศึกษาต่างชาติรายใหญ่อันดับ 7 ของสหรัฐฯ โดยส่งนักศึกษามากกว่า 20,000 คนต่อปีเข้าศึกษาต่อในสหรัฐฯ เพื่อรับการศึกษาคุณภาพสูงตลอดช่วง 3 ทศวรรษก่อนเกิดการระบาดใหญ่ สหรัฐฯ ยังสนับสนุนโอกาสการศึกษาในต่างประเทศที่ไต้หวันสำหรับนักเรียนและนักศึกษาสหรัฐฯ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับบัณฑิตศึกษา โดยเน้นเป็นพิเศษด้านการเรียนภาษาจีนกลาง

นับตั้งแต่ปี 1957 โครงการ Fulbright ได้สนับสนุนบุคคล 1,700 คนให้ไปศึกษาและสอนในไต้หวัน และสนับสนุนอีก 1,600 คนให้เดินทางมายังสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2020 AIT และ TECRO พร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ได้เปิดตัว U.S.-Taiwan Education Initiative โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ชาวอเมริกันไปสอนและศึกษาในไต้หวันมากขึ้น และให้ชาวไต้หวันมีโอกาสศึกษาต่อและสอนภาษาจีนกลางในสหรัฐฯ มากขึ้น

บทบาทของไต้หวันในประชาคมระหว่างประเทศ

สหรัฐฯ จะยังคงสนับสนุนการเป็นสมาชิกของไต้หวันในองค์การระหว่างประเทศที่ไม่กำหนดให้ต้องมีสถานะเป็นรัฐ และสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของไต้หวันในองค์การที่ไต้หวันไม่สามารถเป็นสมาชิกได้

ไต้หวันและสหรัฐฯ เป็นสมาชิกขององค์การและกลไกระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น องค์การการค้าโลก เวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC และธนาคารพัฒนาเอเชีย

ในเดือนมิถุนายน 2015 AIT และ TECRO ได้จัดตั้ง Global Cooperation and Training Framework หรือ GCTF ซึ่งเป็นเวทีสำหรับนำเสนอความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของไต้หวันต่อโลก ภายใต้กรอบดังกล่าว ไต้หวันและหุ้นส่วนต่าง ๆ จัดการฝึกอบรมทางเทคนิคในหลากหลายสาขา เช่น สาธารณสุข ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน สิทธิสตรี และการบรรเทาภัยพิบัติ ญี่ปุ่นเข้าร่วม GCTF ในฐานะหุ้นส่วนระดับโลกในปี 2019 และออสเตรเลียเข้าร่วมในปี 2021

ที่มา : https://2021-2025.state.gov/u-s-relations-with-taiwan/

สหรัฐฯ–อิหร่าน ตึงเครียดหนัก!! ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดของสงคราม ลั่นสหรัฐฯ พร้อมแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร ท่ามกลางวิกฤตทะเลแดง–ฮอร์มุซ อ้างเตหะรานยัง “เจ็บปวดไม่พอ”

ทรัมป์เผย ใกล้อนุมัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดของสงคราม

“ผมกำลังพิจารณาการโจมตีครั้งใหญ่ ใหญ่กว่าที่เคยมีมา ผมใกล้ตัดสินใจแล้ว เราเตรียมพร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับ Axios เมื่อวันพฤหัสบดี

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า อิสราเอล “จะเข้าร่วมภายใน 2 นาที หากผมขอให้พวกเขาร่วม” แต่สหรัฐฯ “ไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร” สำหรับความเป็นไปได้ของปฏิบัติการโจมตีรอบใหม่

ทรัมป์ยังย้ำข้อกล่าวอ้างว่า อิหร่านต้องการเจรจา แต่ระบุว่า “พวกเขายังได้รับความเจ็บปวดไม่มากพอ”
คำขู่ล่าสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากเขาโพสต์เตือนผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะ “ถือว่าอิหร่านต้องรับผิดชอบ” ต่อกรณีที่กลุ่มฮูตีโจมตีเรือในทะเลแดง

แยกต่างหากในวันพฤหัสบดี กองทัพอิหร่านประกาศว่า ได้ทำลายเรดาร์ของระบบ THAAD และระบบขีปนาวุธ Patriot ที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน

นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์ยังขู่ว่าจะยกระดับการโจมตีสะพานและโรงไฟฟ้าของอิหร่าน หากอิหร่านไม่ลดการโจมตีเรือที่พยายามหลีกเลี่ยงการปิดล้อมโดยพฤตินัยในช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา : Sputnik

“มาเลเซีย” ย้ำจุดยืนไม่รับรอง “อิสราเอล”!! แม้สหรัฐฯ เรียกทูตชี้แจง ปมเนรเทศผู้ถือสัญชาติอิสราเอล กัวลาลัมเปอร์ย้ำเป็นนโยบายเดิม ไม่ใช่เรื่องใหม่ เลือกยืนบนจุดยืนเดิม หนุนสิทธิปาเลสไตน์ แม้เจอแรงกดดันจากสหรัฐฯ

มาเลเซีย แม้รัฐบาลแสดงจุดยืนด้านนโยบายต่างประเทศชัดเจน จนถูกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกทูตเข้าชี้แจง แต่ไม่เห็นจะมีพวกหิวเอ็นเกจปลุกกระแสต่อต้านรัฐบาลเลย แม้แต่สื่อกระแสหลักก็ไม่เห็น เต็มที่ก็แค่รายงานข่าวไปตามสถานการณ์ "ต่างกับสื่อในบางประเทศ"

สหรัฐฯ เรียก มูฮัมหมัด ชาห์รุล อิกราม ยาคอบ (Muhammad Shahrul Ikram Yaakob) เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำสหรัฐฯ เข้าชี้แจงเพื่อสอบถามเกี่ยวกับ "จุดยืนที่ไม่ยอมรับรัฐอิสราเอลของมาเลเซีย"

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า นายมูฮัมหมัด ชาฮ์รูล อิกราม ยาขอบ (Muhammad Shahrul Ikram Yaakob) เอกอัครราชทูตมาเลเซีย ได้ยืนยันต่อทางการสหรัฐฯ ว่านโยบายไม่ยอมรับรัฐอิสราเอลของมาเลเซียเป็นจุดยืนที่ยึดถือมาอย่างยาวนานและไม่ใช่เรื่องใหม่

“นี่เป็นนโยบายของมาเลเซียมาโดยตลอด นโยบายตรวจคนเข้าเมืองของเราไม่รับรองรัฐอิสราเอลหรือระบอบไซออนิสต์ และนี่คือจุดยืนที่เรายึดถือมาเป็นเวลานาน”

โมฮัมหมัด ฮาซัน ยังกล่าวถึงกรณีบุคคลผู้ถือสองสัญชาติสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเดินทางเข้ามาเลเซียโดยใช้หนังสือเดินทางสหรัฐฯ แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า บุคคลดังกล่าวถือสัญชาติอิสราเอลด้วย จึงถูกขอให้ออกจากประเทศ

ก่อนหน้านี้ สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ 8 คน ได้ส่งจดหมายถึง มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจต่อคำประกาศของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ที่ระบุว่า มาเลเซียจะติดตามตัวและเนรเทศพลเมืองอิสราเอลที่พบอยู่ในประเทศทันที

สมาชิกรัฐสภากลุ่มดังกล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทบทวนความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับมาเลเซีย พร้อมเสนอให้ระงับเงินสนับสนุนโครงการ International Military Education and Training ซึ่งใช้ฝึกอบรมบุคลากรทางทหารของมาเลเซียในสหรัฐฯ หากรัฐบาลกัวลาลัมเปอร์ไม่ยกเลิกนโยบายดังกล่าวภายใน 15 วัน

มาเลเซียไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล และเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนการต่อสู้และสิทธิในการจัดตั้งรัฐของชาวปาเลสไตน์มาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2117786709117071&set=gm.1355360706752286&idorvanity=849053944049634

อิหร่านเร่งฟื้นโครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์!! หลังถูกสหรัฐฯ โจมตี กระทบทางรถไฟ–คมนาคมระหว่างประเทศ ผู้นำอิหร่านสั่งกู้ระบบขนส่งยุทธศาสตร์ หวังประคองเศรษฐกิจและความมั่นคงหลังแรงโจมตี สะท้อนศึกครั้งนี้ไม่จบแค่สนามรบ

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียนของอิหร่านได้สั่งเร่งการบูรณะโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์

ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเครือข่ายทางรถไฟ

และเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศ 

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1357320153223008/?rdid=sOvtwF6fduClLLsh#

 

จากสงครามเย็นถึงสงครามชิป!! ไทยกลางเกมมหาอำนาจ สหรัฐฯ–จีน ในฐานะมิตรประเทศ กับโจทย์การทูตสมดุลยุคใหม่ สหรัฐฯ คือพันธมิตรมั่นคง จีนคือคู่ค้าใหญ่ ไทยต้องเดินเกมไผ่ลู่ลมในโลกสองขั้ว

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.1)

ปัจจุบันทุกวันนี้ แม้ว่า สงครามเย็น (Cold War) ได้สิ้นสุด หยุดลงลงอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 1991 พร้อมกับการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต แต่โลกยังคงถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจหลัก คือ สหรัฐอเมริกา และ จีน

ขั้วที่ 1: สหรัฐอเมริกาเป็นตัวแทนของฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตย ระบบทุนนิยม และพันธมิตรตะวันตก (เช่น นาโต และชาติพันธมิตรในเอเชีย) เน้นการรักษาอิทธิพลทางทหาร กฎระเบียบโลกดั้งเดิม และพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

ขั้วที่ 2: จีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ ที่ก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ อย่างเต็มตัวมีการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น BRICS หรือความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระดับโลก

ความแตกต่างจากยุคสงครามเย็นในอดีต คือ การเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา (ค่ายเสรีนิยม) กับ สหภาพโซเวียต (ค่ายคอมมิวนิสต์) ซึ่งตัดขาดจากกันทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แต่ยุคปัจจุบัน กลับเป็นการแข่งขันกันระหว่าง สหรัฐฯ และจีน บนพื้นฐานที่ระบบเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานของโลกยังคงเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยกันอยู่ แต่มีความขัดแย้งเข้มข้นในด้านเทคโนโลยี, สงครามชิป, ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ไทยเป็นมิตรประเทศที่ดีกับทั้งสหรัฐและจีน เราดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบสมดุล และเป็นมิตรกับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

ความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาพันธมิตรที่ยาวนาน: ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการทูตยาวนานกว่า 190 ปี โดยไทยเป็นมิตรประเทศชาติแรกๆ ของสหรัฐฯ ในเอเชีย และสหรัฐฯ มองไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกายังคงเป็นพันธมิตรสนธิสัญญาด้านความมั่นคงที่สำคัญและยาวนานของไทย โดยมีการรักษาสายสัมพันธ์ผ่านการฝึกทางทหารร่วมกันเป็นประจำ เช่น การฝึกคอบราโกลด์ (Cobra Gold)

ความสัมพันธ์กับจีนความผูกพันทางประวัติศาสตร์: ไทยและจีนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนานกว่า 700 ปี มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติและวัฒนธรรมที่กลมกลืน ด้านเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งและเป็นแหล่งลงทุนสำคัญของไทย รวมถึงมีความร่วมมือด้านโครงสร้างและการท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์

ไทยพยายามรักษาสมดุล ด้วยวิธีการทางการทูตแบบไผ่ลู่ลม (Bamboo Diplomacy) โดยใช้กลยุทธ์นโยบายต่างประเทศของไทยที่เน้นความยืดหยุ่น การปรับตัวตามสถานการณ์ และการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาเอกราช ผลประโยชน์แห่งชาติ และความมั่นคงของประเทศ โดยไม่ยอมให้ตนเองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ

ลักษณะเด่นของการทูตแบบไผ่ลู่ลมเน้นความยืดหยุ่นสูง พร้อมปรับเปลี่ยนท่าทีและทิศทางตามกระแสการเมืองโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เปรียบเสมือนต้นไผ่ที่เอนเอียงตามแรงลมเพื่อไม่ให้หักโค่นหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง: รักษาความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจทุกฝ่ายพร้อมกัน เช่น ในปัจจุบัน คือ การรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยมุ่งเน้นผลประโยชน์แห่งชาติ:

ยึดความอยู่รอด ปากท้องของประชาชน และเสถียรภาพภายในประเทศเป็นตัวตั้ง มากกว่าการยึดมั่นในอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างตายตัว ตัวอย่างความสำเร็จในประวัติศาสตร์ ยุคล่าอาณานิคม (ศตวรรษที่ 19) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงใช้การทูตถ่วงดุลอำนาจระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส รวมถึงการผูกมิตรกับรัสเซีย ทำให้ไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตก

สงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยยอมลงนามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นภายใต้ภาวะจำยอม แต่ในขณะเดียวกันก็มีขบวนการเสรีไทยร่วมมือลับๆ กับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ไทยไม่ตกเป็นผู้แพ้สงคราม หลังจากญี่ปุ่นยอมจำนน

ยุคสงครามเย็น ไทยเริ่มจากการพึ่งพาสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปในทศวรรษ 1970 ไทยก็รีบปรับตัวโดยการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เพื่อคานอำนาจและสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

ความท้าทายในโลกยุคปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 นโยบายนี้กำลังเผชิญบททดสอบสำคัญจาก สงครามเย็นครั้งใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายต่างกดดันให้ไทยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง ทำให้ "การลู่ตามลม" ทำได้ยากขึ้นและจำเป็นต้องใช้ศิลปะทางการทูตที่ระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดความระแวงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้ว่า ไทยจะหลีกเลี่ยงการเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาโดยตลอด เพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยมุ่งเน้นการร่วมมือกับทั้งสองมหาอำนาจในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ไทยได้ใช้นโยบายการรักษาสมดุลและการบริหารความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ (Strategic Hedging) โดยไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นอิสระทางนโยบายต่างประเทศและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยมีการพัฒนาในภูมิภาคด้วยการทูตแบบยืดหยุ่นรอบด้าน (Multi-vector Diplomacy) ไทยพยายามร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงมหาอำนาจกลางอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นและอินเดีย เพื่อถ่วงดุลอำนาจและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ

ความท้าทายในมิติใหม่ ไทยต้องรับมือกับแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ ตลอดจนการบริหารจัดการความท้าทายระดับภูมิภาค เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และเศรษฐกิจในยุคแบ่งขั้ว อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับบริบททั้งที่เป็นอยู่ และอนาคตที่จะเป็นไปให้ได้

‘ทรัมป์’ กดดันบิ๊กน้ำมันสหรัฐฯ!! จากนโยบายหนุนพลังงานสู่แรงกดดันราคาปั๊ม ‘ทรัมป์’ ชี้บริษัทน้ำมันต้องตอบแทนประชาชน เรียกร้องอย่าเก็บกำไรฝ่ายเดียว ต้องช่วยลดภาระคนอเมริกัน

ทรัมป์ เรียกร้องให้บริษัทน้ำมันปรับลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน พร้อมตำหนิไมค์ เวิร์ธ (Mike Wirth) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Chevron โดยระบุว่า เวิร์ธไม่ได้ให้เครดิตต่อความพยายามของรัฐบาลในการสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลได้เอื้อประโยชน์ต่อภาคพลังงานอย่างมาก และเห็นว่าบริษัทน้ำมันควรส่งต่อผลประโยชน์ดังกล่าวไปยังประชาชนผ่านการปรับลดราคาน้ำมัน แทนที่จะเก็บผลกำไรไว้เพียงฝ่ายเดียว

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พยายามเรียกร้องให้บริษัทน้ำมันและผู้ค้าปลีกเชื้อเพลิงปรับลดราคามาแล้วหลายครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน "แต่ไม่มีการตอบสนอง" โดยที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ ยังไม่ได้ปรับลดลงอย่างที่เขาต้องการ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1364255575862799/?rdid=8D9g9x7qsHPAm515#

ไทย–สหรัฐฯ ยุคสงครามเย็น!! บทบาทสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปั้นไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค จากมิตรประเทศสู่พันธมิตรแนวหน้า โลกเสรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.3)

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 โลกค่อย ๆ แบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจหลัก ซึ่งนำไปสู่ยุค สงครามเย็น
1. ขั้วโลกเสรี (Western Bloc) นำโดย สหรัฐอเมริกา ยึดหลัก ประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและตลาดเสรี การคุ้มครองทรัพย์สินเอกชน
2. ขั้วโลกคอมมิวนิสต์ (Eastern Bloc) นำโดย สหภาพโซเวียต ยึดหลัก ลัทธิคอมมิวนิสต์ ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง พรรคการเมืองเดียว

สหรัฐอเมริกาเป็น ผู้นำในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น (ค.ศ. 1947–1991) จากปัจจัยสำคัญทั้งด้านอุดมการณ์ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และบทบาทในเวทีโลก ดังนี้
1. ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ สหรัฐฯ มองว่าการขยายตัวของคอมมิวนิสต์เป็นภัยต่อเสรีภาพและระเบียบโลกที่ตนสนับสนุน

2. นโยบาย "การสกัดกั้น" (Containment) ในปี 1947 ประธานาธิบดี Harry S. Truman ประกาศ Truman Doctrine ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบาย "Containment" มีเป้าหมายเพื่อ
-ป้องกันไม่ให้คอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพลไปยังประเทศอื่น
-สนับสนุนรัฐบาลที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร
แนวคิดนี้กลายเป็นพื้นฐานในการดำเนินนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ตลอดช่วงยุคสงครามเย็น

3. ทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) สหรัฐฯ เชื่อว่า หากประเทศหนึ่งตกเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศเพื่อนบ้านก็อาจล้มตามกันเป็นลูกโซ่ แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในหลายภูมิภาค เช่น เกาหลี เวียดนาม ลาว กัมพูชา และไทย

4. ปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ต้องการรักษา การค้าเสรี การลงทุนระหว่างประเทศ เส้นทางคมนาคมทางทะเล และการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ ด้วยเพราะ หากประเทศต่างๆ เปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ กังวลว่าจะสูญเสียตลาดและอิทธิพลทางเศรษฐกิจ

5. การแข่งขันกับสหภาพโซเวียตในฐานะมหาอำนาจ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหลือมหาอำนาจหลักเพียงสองประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา กับ สหภาพโซเวียต โดยทั้งสองแข่งขันกันในหลายด้าน ได้แก่ กำลังทหารและอาวุธนิวเคลียร์ เทคโนโลยีและอวกาศ เศรษฐกิจ การสร้างพันธมิตร การแผ่อิทธิพลทางการเมือง ฯลฯ การต่อต้านคอมมิวนิสต์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเพื่อความเป็นผู้นำของโลก

6. การสร้างพันธมิตรทั่วโลก สหรัฐฯ จัดตั้งหรือสนับสนุนพันธมิตรหลายแห่ง เช่น องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ North Atlantic Treaty Organization (NATO) ในยุโรป และ องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asia Treaty Organization (SEATO) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ สนับสนุนนพันธมิตรเหล่านี้ โดยมีเป้าหมายคือการยับยั้งการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตและจีน

7. บทบาทในประเทศไทย ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยมีบทบาทเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ติดกับอินโดจีน ซึ่งเป็นพื้นที่การแข่งขันอิทธิพลระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยที่นำโดยสหรัฐฯ กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตและจีน บทบาทของสหรัฐฯ ต่อไทยสามารถแบ่งได้ดังนี้

1. สนับสนุนความมั่นคงและการป้องกันประเทศ สหรัฐฯ มองว่าไทยเป็น "แนวหน้าของโลกเสรี" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างกว้างขวาง ได้แก่ ส่งความช่วยเหลือทางทหาร สนับสนุนอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และกระสุน ฝึกอบรมกำลังพลไทย และสนับสนุนการพัฒนากองทัพไทยให้ทันสมัย ฯลฯ เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ การจัดตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในปี 195 และ การประกาศ แถลงการณ์ถนัด–รัสก์ (1962) ซึ่งสหรัฐฯ แสดงเจตนาช่วยเหลือไทยหากถูกคุกคามจากคอมมิวนิสต์

2. ใช้ประเทศไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ ในช่วงสงครามเวียดนาม ไทยกลายเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของสหรัฐฯ มีการใช้ฐานทัพอากาศหลายแห่ง เช่น ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ฐานทัพอากาศโคราช ฐานทัพอากาศอุดรธานี และฐานทัพอากาศตาคลี ฯลฯ บทบาทของฐานเหล่านี้ ได้แก่ สนับสนุนปฏิบัติการทางอากาศในเวียดนาม ปฏิบัติการลาดตระเวนและข่าวกรอง และลำเลียงกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ฯลฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 มีทหารอเมริกันประจำอยู่ในไทยหลายหมื่นนาย

3. ความร่วมมือด้านข่าวกรอง ไทยและสหรัฐฯ ร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการ ต่อต้านการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ แลกเปลี่ยนข่าวกรอง พัฒนาขีดความสามารถของหน่วยข่าวกรองไทย และสนับสนุนการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ความร่วมมือดังกล่าวมีความสำคัญต่อการรับมือภัยคุกคามภายในประเทศและบริเวณชายแดน

4. ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ให้เงินช่วยเหลือจำนวนมากแก่ไทยผ่านโครงการต่างๆ เช่น เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนด้านเกษตรกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบสาธารณสุขและการศึกษา ฯลฯ หน่วยงานสำคัญที่ดำเนินโครงการคือ องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID)

5. ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ สหรัฐฯ สนับสนุน ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การฝึกอบรมข้าราชการ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนามหาวิทยาลัย บุคลากรไทยจำนวนมากได้รับการศึกษาจากสหรัฐฯ และกลับมามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ

6. ความร่วมมือทางการแพทย์และสาธารณสุข มีความร่วมมือด้าน การควบคุมโรคติดต่อ การวิจัยโรคเขตร้อน การแพทย์ทหาร การพัฒนาห้องปฏิบัติการ ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อการยกระดับระบบสาธารณสุขของไทยในระยะยาว

7. การลงทุนและการค้า สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญของไทย โดยมีการลงทุนใน อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมปิโตรเลียม โทรคมนาคม ธุรกิจบริการ การส่งออกของไทยสู่ตลาดโลก ฯลฯ ความร่วมมือดังกล่าวมีส่วนช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงทศวรรษ 1960–1980

ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับ
-ได้รับการคุ้มครองด้านความมั่นคงในช่วงที่ภูมิภาคเผชิญสงคราม
-กองทัพได้รับการพัฒนาและทันสมัยขึ้น
-เศรษฐกิจเติบโตจากเงินช่วยเหลือและการลงทุน
-โครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนา เช่น ถนน สนามบิน และระบบสื่อสาร
-บุคลากรไทยได้รับการพัฒนาด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
-ความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ผลกระทบ แม้ความร่วมมือจะนำมาซึ่งประโยชน์หลายด้าน แต่ก็มีประเด็นที่นักวิชาการอภิปราย เช่น
-การใช้ฐานทัพไทยสนับสนุนสงครามเวียดนาม ทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายคอมมิวนิสต์
-การพึ่งพาความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในบางช่วงอาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
-การปรากฏตัวของทหารสหรัฐฯ จำนวนมากส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจในบางพื้นที่ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ

ช่วงสงครามเย็นถือเป็นยุคที่ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ แน่นแฟ้นที่สุดยุคหนึ่ง โดยสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในฐานะ "มิตรประเทศ" ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคง การทหาร เศรษฐกิจ การพัฒนา การศึกษา และสาธารณสุข ขณะเดียวกัน ความร่วมมือนี้ก็ทำให้ไทยมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก่อให้เกิดทั้งประโยชน์และข้อถกเถียงที่ยังเป็นหัวข้อศึกษาทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผลประโยชน์ด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้วย จึงเป็นทั้งการแข่งขันเชิงอุดมการณ์และการแข่งขันด้านอำนาจระหว่างสองมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น

สหรัฐฯ ผลิต Patriot ไม่ทัน!! ยูเครนคุมโดรนภายใต้ระบบ Patriot คลังขีปนาวุธสหรัฐฯ ขาดแคลนหนัก สงครามยืดเยื้อกับอิหร่านเสี่ยงเสียเปรียบ พันธมิตรเผชิญความเสี่ยงการสนับสนุนลดลง

ยูเครนเชื่อว่าจะสามารถเหนือชั้นกว่ารัสเซียได้ ด้วยการนำศูนย์ผลิตโดรนที่ทันสมัยที่สุดของตนไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot รอบกรุงเคียฟ ยูรี คนูตอฟ นักประวัติศาสตร์การทหาร ให้ความเห็นกับ Sputnik พร้อมระบุว่า การคำนวณดังกล่าวกลับผิดพลาด เพราะขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ถูกใช้งานจนขาดแคลน

“เยอรมนี นอร์เวย์ กลุ่มประเทศบอลติก และชาติราชาธิปไตยในอ่าวเปอร์เซียที่จัดซื้อระบบ Patriot ขณะนี้กำลังเผชิญกับความจริงว่า ‘โล่ป้องกันของสหรัฐฯ มีช่องโหว่’ และไม่สามารถพึ่งพาได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป” ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าว

รายงานระบุว่า รัฐบาลทรัมป์พบว่าคลังขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก จนต้องลดขนาดแผนการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ และปฏิเสธคำร้องของยูเครนที่ขอขีปนาวุธ Patriot เพิ่มเติม โดยสงครามกับอิหร่านถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน

“ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ จะถูกบีบให้ปฏิบัติการภายใต้ข้อจำกัดอย่างเข้มงวด และไม่สามารถปกป้องทรัพย์สินทั้งหมดของตนในตะวันออกกลางไปพร้อมกับให้การสนับสนุนยูเครนได้” คนูตอฟกล่าว โดยแสดงความคิดเห็นต่อรายงานที่ระบุว่า คลังขีปนาวุธของสหรัฐฯ อาจยังไม่ฟื้นตัวจนกว่าจะถึงช่วงปี 2029-2031

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังมองว่า สหรัฐฯ อาจลดระดับการปกป้องชาติพันธมิตรลงด้วย โดยระบุว่า
-ยูเครนเป็นเพียงสัญญาณเตือนแรก และพันธมิตรชาติอื่น ๆ อาจเป็นรายต่อไปที่ต้องเผชิญกับการสนับสนุนด้านการป้องกันภัยทางอากาศจากสหรัฐฯ ที่ลดลง

-ขีปนาวุธอิหร่านจำนวนมากที่มุ่งเป้าไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียกำลังไม่ได้รับการสกัดกั้น เนื่องจากกองกำลังสหรัฐฯ ต้องเก็บขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่อย่างจำกัดไว้ใช้ป้องกันฐานทัพของตนเองในภูมิภาค

-หน่วยทหารสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปฏิบัติการทางอากาศหรือการป้องกันภัยทางอากาศ ได้ถูกถอนออกจากตะวันออกกลางแล้ว

ความไม่สมดุลในสงครามอิหร่านอยู่ในระดับวิกฤต
“แม้ว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นหลายเท่าตัว ก็ไม่มีทางเทียบอิหร่านได้ทั้งในแง่ต้นทุนหรือความเร็วในการผลิต” คนูตอฟกล่าว

“อิหร่านสามารถผลิตขีปนาวุธและโดรนได้ด้วยต้นทุนเพียงเสี้ยวเดียว ขณะที่โรงงานและสถานที่ผลิตของอิหร่านก็กระจายตัวอยู่หลายแห่งและได้รับการปกป้อง”

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า หากสหรัฐฯ เลือกทำสงครามยืดเยื้อแบบบั่นทอนกำลังกับอิหร่าน ก็จะเป็นยุทธศาสตร์ที่เสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top