Thursday, 4 June 2026
ศาลรัฐธรรมนูญ

‘ชูวิทย์’ เปิดเอกสารลับ ‘ฮั้ว สว.’ ชี้สุดอันตราย อาจกินรวบทั้งประเทศ!! ซับซ้อนกว่าประเด็นเขากระโดง

(1 ต.ค. 68) ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ออกมาโพสต์เปิดเอกสารอ้างการทำงานเชิงเครือข่ายที่เรียกว่า 'ฮั้ว สว.' ระบุเป็นการวางแผนกินรวบอำนาจรัฐผ่านการสั่งการ สว. เพื่อควบคุมการแต่งตั้งองค์กรตรวจสอบและองค์กรอำนาจสูงทั้งหลาย เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และ กกต. ซึ่งหากเป็นจริงจะทำให้การตรวจสอบและการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกบิดเบือนไปได้ง่าย

ชูวิทย์ชี้ชัดว่านี่สำคัญกว่าประเด็น 'เขากระโดง' เพราะมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างอำนาจประเทศ — ถ้า สว. ถูกสั่งได้ การแก้รัฐธรรมนูญที่ต้องพึ่งกลไกเหล่านี้อาจเป็นเรื่องฝันลม ๆ แล้ง ๆ นอกจากนี้ ชูวิทย์ยังเรียกร้องให้ฝ่ายค้านและฝ่ายการเมืองทุกสีรู้เท่าทัน ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องกลายเป็นการ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์” ในสภา ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มออกหมายเรียกและตรวจสอบหลายรายที่ถูกเชื่อมโยงกับกรณีฮั้วเลือก สว. แล้ว

สำหรับข้อเรียกร้องของชูวิทย์คือความเร่งด่วนในการตรวจสอบข้อมูลและตั้งกรรมการอิสระ เพื่อนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว ไม่ให้เป็นเพียงข่าวทางโซเชียลที่ผ่านไป พร้อมเตือนว่าสังคมควรรู้ว่าใครจะรับผิดชอบอนาคตประเทศจริง ๆ — การเมืองภาคประชาชนควรจับตาและกดดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน

ศาลรัฐธรรมนูญ: “กรรมการ” ที่ทำให้เกมนิ่ง หรือ “ผู้เล่น” ที่ทำให้เกมตึง?

ผลประชามติที่ออกมาเหมือนเป็น “สัญญาณไฟเขียว” ให้เดินหน้าทำรัฐธรรมนูญใหม่—แต่ความจริงมันเป็นแค่การเปิดประตูเข้าสู่สนามที่ยากกว่าเดิม เพราะจากนี้ไทยต้องเถียงกันเรื่อง “กติกาของการเขียนกติกา” และจุดที่ทำให้เรื่องนี้ “นิ่ง” หรือ “ตึง” จนเสี่ยงหลุดราง คือบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ

ตัวเลขที่บอกว่า “เกมยังไม่จบ”
ข้อมูลล่าสุดจาก ไทยพีบีเอส ระบุว่า (อัปเดต 9 ก.พ. 2569 นับแล้ว 94%) ฝ่ายเห็นชอบ 19,882,882 ไม่เห็นชอบ 10,502,889 และไม่แสดงความคิดเห็น 2,879,535 ผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน (64.50%)
แปลเป็นภาษาการเมืองง่าย ๆ: แม้ “เห็นชอบ” ชนะ แต่ “ไม่เห็นชอบ” ยังเป็นฐานสังคมระดับสิบล้านเสียง—มากพอที่จะทำให้ทุกด่านถัดไปถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมได้ตลอดทาง
ทำไมศาลถึงถูกมองว่าเป็นทั้ง “กรรมการ” และ “ผู้เล่น”
ในหลักคิดแบบประชาธิปไตย ศาลควรเป็น “กรรมการ” คือคุมกติกาให้เป็นธรรม ไม่ปล่อยให้ใครโกง ไม่ปล่อยให้ใครใช้อำนาจเกินขอบเขต

แต่ในความเป็นจริงของการเมืองไทย ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีบทบาทแค่ “เป่านกหวีด” เพราะคำวินิจฉัยของศาลเป็นเหมือน “กำแพงสนาม” ที่กำหนดตั้งแต่ต้นว่า รัฐสภาเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่ต้องทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบก่อน และประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดคือประเด็นเรื่องที่มา “ผู้ร่าง” ซึ่งถูกตีความว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

เมื่อ “กรรมการ” เป็นคนกำหนดขนาดสนามและจำนวนประตูด้วย ภาพซ้อนจึงเกิดขึ้นทันที: ฝ่ายที่ได้ประโยชน์จะมองว่า “นี่แหละกรรมการรักษากติกา” ส่วนฝ่ายเสียประโยชน์จะมองว่า “นี่คือผู้เล่นที่จัดสนามให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ”
3 ปมที่ทำให้บทบาทศาลกลายเป็นชนวนความตึง
1) ต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่: 2 หรือ 3?

ในสังคมไทยมีความต่างของการอธิบาย “จำนวนครั้ง” อยู่จริง—บางการสรุประบุเป็น 3 ชั้น (เริ่มต้น–รับหลักการ/กรอบ–รับร่างสุดท้าย) ขณะที่อีกด้านชี้ว่าในคำอธิบายบางส่วนมีการพูดถึง “อย่างน้อย 2 ครั้ง” และโต้ว่า “ไม่จำเป็นต้องถึง 3” ส่วนสื่อระดับนานาชาติอย่าง Reuters มักสรุปว่า หลังประชามติครั้งนี้ยังต้องมี “อีก 2 ประชามติ” เพื่อรับรอง “กระบวนการ” และ “ร่างสุดท้าย”

ความต่างนี้สำคัญ เพราะมันทำให้ทุกฝ่ายมี “ช่อง” จะตีความและโต้กันได้ไม่รู้จบ—และเมื่อโต้กันสุดท้ายก็มักวนกลับมาที่ศาลว่า “ตกลงตีความแบบไหน”
2) ที่มา “คนร่าง”: เลือกตั้งโดยตรงได้ไหม?
นี่คือหัวใจของคำว่า “กรรมการหรือผู้เล่น” เพราะถ้า “คนร่าง” ถูกมองว่าไม่สะท้อนเจตจำนงประชาชนพอ กระบวนการจะถูกโจมตีว่าไม่ชอบธรรมตั้งแต่เริ่ม แต่ถ้าให้เลือกตั้งโดยตรงแล้วไปขัดคำวินิจฉัย/ข้อจำกัด ก็จะกลายเป็นชนวนคดีและการร้องเรียนรอบใหม่
3) เส้นแดงทางการเมือง: จะ “แก้ได้แค่ไหน”
แม้ประชามติถามแค่ “จะมีรัฐธรรมนูญใหม่ไหม” แต่หลังจากนี้การเมืองจะถกเถียงเรื่อง “แก้ได้ถึงไหน” ทันที—รวมถึงประเด็นที่บางพรรคประกาศชัดว่าแตะไม่ได้ และทุกครั้งที่เส้นแดงชนกัน ความขัดแย้งมักถูกยกระดับไปเป็นคดีเชิงหลักการ ซึ่งดึงศาลให้มาอยู่กลางสนามอีกครั้ง
เมื่อไหร่ศาลคือ “กรรมการ” ที่ทำให้เกมนิ่ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top