ผลประชามติที่ออกมาเหมือนเป็น “สัญญาณไฟเขียว” ให้เดินหน้าทำรัฐธรรมนูญใหม่—แต่ความจริงมันเป็นแค่การเปิดประตูเข้าสู่สนามที่ยากกว่าเดิม เพราะจากนี้ไทยต้องเถียงกันเรื่อง “กติกาของการเขียนกติกา” และจุดที่ทำให้เรื่องนี้ “นิ่ง” หรือ “ตึง” จนเสี่ยงหลุดราง คือบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ
ตัวเลขที่บอกว่า “เกมยังไม่จบ”
ข้อมูลล่าสุดจาก ไทยพีบีเอส ระบุว่า (อัปเดต 9 ก.พ. 2569 นับแล้ว 94%) ฝ่ายเห็นชอบ 19,882,882 ไม่เห็นชอบ 10,502,889 และไม่แสดงความคิดเห็น 2,879,535 ผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน (64.50%)
แปลเป็นภาษาการเมืองง่าย ๆ: แม้ “เห็นชอบ” ชนะ แต่ “ไม่เห็นชอบ” ยังเป็นฐานสังคมระดับสิบล้านเสียง—มากพอที่จะทำให้ทุกด่านถัดไปถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมได้ตลอดทาง
ทำไมศาลถึงถูกมองว่าเป็นทั้ง “กรรมการ” และ “ผู้เล่น”
ในหลักคิดแบบประชาธิปไตย ศาลควรเป็น “กรรมการ” คือคุมกติกาให้เป็นธรรม ไม่ปล่อยให้ใครโกง ไม่ปล่อยให้ใครใช้อำนาจเกินขอบเขต
แต่ในความเป็นจริงของการเมืองไทย ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีบทบาทแค่ “เป่านกหวีด” เพราะคำวินิจฉัยของศาลเป็นเหมือน “กำแพงสนาม” ที่กำหนดตั้งแต่ต้นว่า รัฐสภาเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่ต้องทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบก่อน และประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดคือประเด็นเรื่องที่มา “ผู้ร่าง” ซึ่งถูกตีความว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
เมื่อ “กรรมการ” เป็นคนกำหนดขนาดสนามและจำนวนประตูด้วย ภาพซ้อนจึงเกิดขึ้นทันที: ฝ่ายที่ได้ประโยชน์จะมองว่า “นี่แหละกรรมการรักษากติกา” ส่วนฝ่ายเสียประโยชน์จะมองว่า “นี่คือผู้เล่นที่จัดสนามให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ”
3 ปมที่ทำให้บทบาทศาลกลายเป็นชนวนความตึง
1) ต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่: 2 หรือ 3?
ในสังคมไทยมีความต่างของการอธิบาย “จำนวนครั้ง” อยู่จริง—บางการสรุประบุเป็น 3 ชั้น (เริ่มต้น–รับหลักการ/กรอบ–รับร่างสุดท้าย) ขณะที่อีกด้านชี้ว่าในคำอธิบายบางส่วนมีการพูดถึง “อย่างน้อย 2 ครั้ง” และโต้ว่า “ไม่จำเป็นต้องถึง 3” ส่วนสื่อระดับนานาชาติอย่าง Reuters มักสรุปว่า หลังประชามติครั้งนี้ยังต้องมี “อีก 2 ประชามติ” เพื่อรับรอง “กระบวนการ” และ “ร่างสุดท้าย”
ความต่างนี้สำคัญ เพราะมันทำให้ทุกฝ่ายมี “ช่อง” จะตีความและโต้กันได้ไม่รู้จบ—และเมื่อโต้กันสุดท้ายก็มักวนกลับมาที่ศาลว่า “ตกลงตีความแบบไหน”
2) ที่มา “คนร่าง”: เลือกตั้งโดยตรงได้ไหม?
นี่คือหัวใจของคำว่า “กรรมการหรือผู้เล่น” เพราะถ้า “คนร่าง” ถูกมองว่าไม่สะท้อนเจตจำนงประชาชนพอ กระบวนการจะถูกโจมตีว่าไม่ชอบธรรมตั้งแต่เริ่ม แต่ถ้าให้เลือกตั้งโดยตรงแล้วไปขัดคำวินิจฉัย/ข้อจำกัด ก็จะกลายเป็นชนวนคดีและการร้องเรียนรอบใหม่
3) เส้นแดงทางการเมือง: จะ “แก้ได้แค่ไหน”
แม้ประชามติถามแค่ “จะมีรัฐธรรมนูญใหม่ไหม” แต่หลังจากนี้การเมืองจะถกเถียงเรื่อง “แก้ได้ถึงไหน” ทันที—รวมถึงประเด็นที่บางพรรคประกาศชัดว่าแตะไม่ได้ และทุกครั้งที่เส้นแดงชนกัน ความขัดแย้งมักถูกยกระดับไปเป็นคดีเชิงหลักการ ซึ่งดึงศาลให้มาอยู่กลางสนามอีกครั้ง
เมื่อไหร่ศาลคือ “กรรมการ” ที่ทำให้เกมนิ่ง