Thursday, 4 June 2026
ประเทศไทย

‘เอมิลี่ ศรีชะลา’ ยูทูบเบอร์อังกฤษหัวใจไทย ผิดหวังสารคดี BBC เสนอด้านมืดไทย!! เพื่อยอดวิวและรายได้…มากกว่าความจริง

(15 ก.ย. 68) เอมิลี่ ศรีชะลา (Emily Srichala) ยูทูบเบอร์และติ๊กต็อกเกอร์ชาวอังกฤษที่ย้ายมาอยู่ประเทศไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความไม่สบายใจต่อสารคดีของสำนักข่าว BBC เรื่อง The Dark Side of Paradise ซึ่งนำเสนอภาพด้านลบของประเทศไทย เธอกล่าวว่ารู้สึกตกใจและเสียดายที่สื่อใหญ่ของอังกฤษเลือกนำเสนอในลักษณะนี้

เอมิลี่เล่าว่า เมื่อปีที่แล้วทีมงาน BBC ติดต่อขอสัมภาษณ์ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในไทย ตอนแรกเธอคิดว่าจะเป็นสารคดีเชิงบวกเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว แต่เมื่อออกมาเป็นสารคดีด้านมืดกลับทำให้เธอรู้สึกผิดหวัง พร้อมย้ำว่าตนเองใช้ชีวิตเหมือนคนไทยทั่วไป และไม่เคยสร้างคอนเทนต์ที่ทำให้ประเทศไทยเสียหาย

เธอยังเผยว่า เพื่อนชาวอังกฤษบางคนที่เข้าร่วมถ่ายทำก็ไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะถูกใช้ในสารคดีชื่อ The Dark Side of Paradise ทำให้เกิดความไม่พอใจที่ทีมงานไม่ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก เอมิลี่มองว่าสารคดีนี้อาจทำเพื่อยอดวิวและรายได้มากกว่าที่จะนำเสนอความจริงอย่างรอบด้าน

ยูทูบเบอร์รายนี้ย้ำว่า ในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เธอพยายามนำเสนอประเทศไทยในมุมดีๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเชื่อว่าประเทศไทยมีสิ่งที่งดงามและปลอดภัยกว่าหลายประเทศ รวมถึงอังกฤษเอง เธอจึงรู้สึกเสียใจที่สารคดีของ BBC อาจทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเสียหายต่อสายตาชาวโลก

ท้ายที่สุด เอมิลี่ได้กล่าวขอโทษชาวไทยแทนสื่อใหญ่จากแดนผู้ดี โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกนำเสนอในซีรีส์นี้ และอยากให้ผู้ชมทั่วโลกเปิดใจมองอีกหลายแง่มุมที่ดีของประเทศมากกว่าที่ปรากฏบนจอทีวี

คนญี่ปุ่นยกไทยคือประเทศในฝัน…พร้อมยกเป็นต้นแบบ เพราะมีกฎหมายเข้มแข็ง!! ไม่ปล่อยต่างชาติเหนือกว่าคนไทย

(15 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก WA-Japan แชร์เรื่องราวของชาวญี่ปุ่นกำลังพูดถึงประเทศไทยอย่างกว้างขวาง หลังมีโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ที่อธิบายนโยบายไทยเกี่ยวกับชาวต่างชาติ กลายเป็นกระแสไวรัล ยอดแชร์ทะลุ 2 หมื่น และกดไลก์กว่า 1 แสน หลายคนชื่นชมว่าไทยมีระบบที่ “ปกป้องพลเมืองของตนเอง” ได้อย่างเข้มแข็งและสมเหตุสมผล

กระแสนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาคนต่างชาติเพิ่มขึ้น ทั้งเหตุวุ่นวายจากนักท่องเที่ยวจีน อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแรงงานเวียดนาม ปัญหาชาวเคิร์ดพำนักผิดกฎหมาย และความกังวลต่อโครงการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนกับประเทศในแอฟริกา ทำให้สังคมญี่ปุ่นเริ่มตั้งคำถามต่อ “นโยบายเปิด” ของรัฐบาลตนเอง

บัญชีผู้ใช้งานชาวญี่ปุ่นในไทยได้สรุปกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของไทย เช่น วีซ่าแต่งงานที่สิ้นสุดทันทีหากคู่สมรสเสียชีวิต วีซ่าเกษียณอายุที่ต้องมีเงินฝากหรือรายได้ขั้นต่ำ วีซ่าทำงานที่บังคับให้จ้างคนไทย 4 คนต่อชาวต่างชาติ 1 คน รวมถึงข้อจำกัดด้านการถือหุ้นและการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแตกต่างจากญี่ปุ่นที่เปิดกว้างกว่า

ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากแสดงความอิจฉาและเรียกร้องให้รัฐบาลของตนทำตามไทย บางคอมเมนต์บอกว่า “ไทยปกป้องคนของตัวเองจริงๆ” และ “นักการเมืองญี่ปุ่นควรเอาแบบอย่าง” ขณะที่บางคนเสริมว่ากฎหมายไทยสะท้อนความภาคภูมิใจในเอกราชที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติใด

สำหรับคนไทย กระแสนี้ถือเป็นเรื่องน่าภูมิใจที่ต่างชาติยอมรับ แต่ก็มีคำถามว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้ทำงานจริงหรือไม่ และคุ้มครองพลเมืองได้อย่างที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชมจริงแค่ไหน อย่างไรก็ตาม การถูกมองว่าเป็นประเทศที่ปกป้องคนของตนเอง ก็เป็นแรงกระตุ้นให้ไทยรักษามาตรฐานต่อไป

ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที คำถามคือ —

ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที

คำถามคือ — ทำไมระบบพันธมิตรของมาเลเซียถึงอยู่ได้ยาวนาน ขณะที่ของไทยพังซ้ำๆ ทุกยุค?

ระบบเลือกตั้งคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
มาเลเซียใช้ระบบเลือกตั้งแบบ First-Past-the-Post (FPTP) หรือ “เขตเดียวผู้ชนะได้หมด” — ใครได้คะแนนมากที่สุดในเขตนั้น ถือว่าชนะทันที

ระบบนี้บีบให้พรรคการเมืองต้องรวมกัน เพราะถ้าเสียงของฝ่ายเดียวกันแตก แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ก็อาจเสียทั้งเขตไปได้ง่ายๆ

ในทางตรงข้าม ไทยใช้ระบบผสมระหว่างเขตกับบัญชีรายชื่อ ที่เปิดโอกาสให้พรรคเล็กอยู่รอดได้ ทำให้ “ทุกพรรคอยากมีชื่อในบัตรเลือกตั้ง” มากกว่าจะรวมเป็นพันธมิตรเดียว

พันธมิตรมาเลเซีย: รวมก่อนเลือกตั้ง เพื่อชนะทั้งกระดาน
หลังเอกราชปี 1957 พรรค UMNO ของชาวมลายูจับมือกับพรรคจีน (MCA) และพรรคอินเดีย (MIC) เกิดเป็น Barisan Nasional (BN) — พันธมิตรข้ามเชื้อชาติที่กลายเป็นต้นแบบของอาเซียน

BN ไม่เพียง “รวมชื่อ” แต่รวมทุกอย่าง: โลโก้เดียว (ตราชั่ง), นโยบายกลางร่วม, การแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ทับซ้อนกัน, การตัดสินใจแบบ “คณะกรรมการกลาง”

ผลลัพธ์คือ BN ครองอำนาจได้กว่า 50 ปีติดต่อกัน แม้คะแนนนิยมลดลง แต่เพราะพันธมิตรแน่น เสียงไม่แตก

ในปี 2022 ก็ยังเกิด “รัฐบาลผสมข้ามขั้ว” ระหว่าง Pakatan Harapan (ฝ่ายค้านเดิม) กับ UMNO (อดีตรัฐบาล) เพื่อแก้ทาง “สภาไร้เสียงข้างมาก” และรัฐบาลนั้นก็ยังยืนอยู่ได้จนวันนี้

ไทย: รวมหลังเลือกตั้ง แต่แยกก่อนบริหาร
ไทยมีรัฐบาลผสมแทบทุกยุค แต่ต่างจากมาเลเซียตรงที่ “รวมกันหลังเลือกตั้ง” เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่ “รวมก่อนเลือกตั้ง” เพื่อชนะอย่างมีแผน

ผลคือพรรคต่างๆ ต้องต่อรองกันใหม่หลังประกาศผล เกิดดีล–แบ่งเก้าอี้–แลกนโยบาย รัฐบาลจึงเริ่มต้นด้วย “ข้อต่อรอง” มากกว่า “ข้อตกลงร่วม”

อีกทั้งกฎหมายไทยยังไม่เปิดช่องให้จดทะเบียนพันธมิตรเลือกตั้งแบบมาเลเซียได้ เพราะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10–11 ระบุว่า พรรคการเมืองต้องมีชื่อ โลโก้ และทะเบียนของตนเอง ห้ามใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของพรรคอื่น

ดังนั้น “การรวมตัวก่อนเลือกตั้งภายใต้ชื่อเดียว” แบบ BN จึงทำไม่ได้ในไทย หากทำโดยไม่จดทะเบียนใหม่ อาจถูกมองว่าเป็น “พรรคเงา” หรือ “นอมินี” ตามกฎหมายพรรคการเมือง

แล้วถ้าไม่แก้กฎหมาย พรรคไทยจะร่วมมือกันได้ไหม?
คำตอบคือ ได้ครับ — แต่ต้องทำให้ “ถูกกฎหมาย” และ “โปร่งใส”

1. ทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU หรือ Electoral Pact)
- พรรคแต่ละพรรคยังคงสถานะของตนเอง
- ประกาศร่วมสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ คนเดียวกัน
- หลีกเลี่ยงการลงแข่งกันในบางเขต
- หาเสียงร่วมได้ หากไม่ใช้โลโก้เดียว
ตัวอย่าง: MOU ฝ่ายประชาธิปไตย (เพื่อไทย–ก้าวไกล–ประชาชาติ–ไทยสร้างไทย) ก่อนเลือกตั้งปี 2566

2. รวมพรรคหลังเลือกตั้ง (Merger)
- หากต้องการใช้ชื่อและโลโก้เดียว ต้องยุบรวมพรรคและจดทะเบียนใหม่กับ กกต.
- คล้ายการรีแบรนด์เป็นพรรคใหม่ เช่น “ประชาธิปัตย์–ชาติไทยรวมพลัง” (สมมติ)

3. ตั้งรัฐบาลผสมหลังเลือกตั้ง (Coalition Government)
- ถูกต้องเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159
- พรรคยังคงเอกเทศ แต่บริหารร่วมผ่านข้อตกลงนโยบายกลาง

ถ้าไทยอยากได้เสถียรภาพแบบมาเลเซีย ต้องกล้าปรับกติกา
สิ่งที่มาเลเซียสอนเราคือ การเมืองไม่เสถียร ไม่ใช่เพราะคนทะเลาะ แต่เพราะ “กติกา” บังคับให้ทะเลาะ

หากไทยต้องการเสถียรภาพทางการเมืองจริงๆ อาจถึงเวลาพิจารณา “ระบบพันธมิตรเลือกตั้งแบบจดทะเบียน (Coalition Registration)” ให้พรรคที่เห็นตรงกัน สามารถรวมชื่อ–โลโก้–นโยบาย ลงสนามในนามเดียวได้ แต่ยังคงสถานะเป็นพรรคอิสระหลังเลือกตั้ง

นั่นจะทำให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้น เห็นขั้วการเมืองชัดขึ้น และรัฐบาลบริหารต่อเนื่องได้จริง

การเมืองมาเลเซียพิสูจน์แล้วว่า “พันธมิตรไม่ใช่การประนีประนอม แต่คือการวางระบบให้ประเทศเดินได้” ส่วนไทย… ยังอยู่ในวงจร “แยกเพื่อแข่ง แล้วค่อยรวมเพื่ออยู่”

วันหนึ่ง หากเราเริ่มคิดจาก “โครงสร้างความร่วมมือ” มากกว่า “อำนาจต่อรอง” เราก็อาจได้เห็นเสถียรภาพแบบเดียวกับ Barisanท Nasional ที่อยู่เหนือพายุการเมืองมาครึ่งศตวรรษ
 

ชวนรู้จัก “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้พิทักษ์ “พันธุ์พืช-สัตว์ป่า” ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อส่งต่อเป็นมรดกล้ำค่าให้ลูกหลานไทย

ผืนป่าไทยคือทรัพยรสำคัญยิ่งของชาติ เป็นต้นน้ำหล่อเลี้ยงชุมชน เมือง และเกษตรกรรม ทำหน้าที่เสมือนกำแพงธรรมชาติ ช่วยชะลอและลดความรุนแรงของภัยแล้ง น้ำท่วม และดินถล่ม ป่าใหญ่ยังเป็นคลังดูดซับคาร์บอนและปรับสมดุลภูมิอากาศ อีกทั้งเป็นบ้านของสัตว์ป่านานาพันธุ์ เมื่อผืนป่าอุดมสมบูรณ์ แข็งแรง สัตว์ป่าก็อยู่ได้ ระบบนิเวศของประเทศจึงเดินหน้าด้วยความเสถียรและยั่งยืน

ความสำคัญของผืนป่านี้ ยังคงดังก้องในหัวใจของ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้ที่มีภาพของนักบริหารเชิงอนุรักษ์ที่ชัดเจนขึ้นทุกปี

เมื่อพูดถึง “อรรถพล เจริญชันษา” ก็จะต้องนึกถึงภาพของนักอนุรักษ์ที่เติบโตมาจากรากฐานวิชาวนศาสตร์อย่างมั่นคง ก่อนไต่ระดับงานอนุรักษ์ในภาคสนามสู่การบริหารเชิงนโยบาย เขาสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากคณะวนศาสตร์ (รุ่น 49) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.1) ก่อนเริ่มงานในสายป่าไม้ตั้งแต่นักวิชาการป่าไม้ชำนาญพิเศษ งานป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า จนเป็นผู้อำนวยการหลายสำนัก 

“อรรถพล” ก้าวสู่ตำแหน่งรองอธิบดีกรมป่าไม้ ก่อนจะได้เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ในพ.ศ. 2561–2563 จากนั้นก็ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมควบคุมมลพิษในปี พ.ศ. 2564 ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในปี พ.ศ. 2565 และเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อย่างเป็นทางการในปี 2566 ซึ่งเป็นหมุดหมายที่ยืนยันทั้งประสบการณ์และความมุ่งมั่นของเขาในงานพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

บนเส้นทางการทำงานในสายนี้ เขาเป็นที่รู้จักจากบทบาท “ลุยจริง” ที่ต่อต้านขบวนการบุกรุกทำลายป่า ตั้งแต่สมัยกรมป่าไม้ที่เดินหน้าปราบปรามการบุกรุกพื้นที่อย่างเป็นระบบ และกรณีตรวจสอบบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.ในราชบุรี ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมอย่างมาก กระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้อย่างจริงจัง 

ชื่อของ “อรรถพล” จึงถูกจดจำในฐานะข้าราชการที่เดินหน้าชน เพื่อให้กฎหมายคุ้มครองผืนป่าเกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงบนกระดาษ

หากพูดถึงผลงานภายในปี 2568 ของ “อรรถพล” ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อเริ่มปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567-ก.ย. 2568) เป็นต้นมา กรมอุทยานฯ ภายใต้การนำของเขา ได้ขับเคลื่อนทั้ง “อนุรักษ์” และ “บริการประชาชน” ไปพร้อมกัน 

ด้านหนึ่งได้เข้ามาจัดระเบียบและบริหารการท่องเที่ยวอุทยานฯ ให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “รวดเร็ว-โปร่งใส-ประทับใจประชาชน” ด้วยการยกเครื่องประสบการณ์ท่องอุทยานสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผ่านโครงการ E-National Park และ “E-Ticket” แทนการฉีกตั๋ว รับเงินสด เพื่ออุดช่องทุจริต เพิ่มความโปร่งใส ความเร็ว และตรวจสอบได้จริง

อีกด้านหนึ่งก็เดินหน้ายกระดับการจัดการอุทยานฯ ให้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การผลักดันแนวคิด Zero Food Waste ในอุทยานทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนได้สัมผัสและเรียนรู้คุณค่าของป่าอนุรักษ์ผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เห็นได้จากรายได้ค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่และที่พักปี 2568 รวมกว่า 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน สะท้อนว่าคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเลือก “เยือนธรรมชาติ” มากขึ้น 

ในมิติ “พิทักษ์ป่า พิทักษ์ชีวิต” ก็ถูกยกระดับด้วยเช่นกัน กรมอุทยานฯ มีการนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ตรวจจับพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกแบบ Real time แจ้งเตือนผ่านพัฒนาระบบ iForMS เพื่อประมวลผลภาพการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้โดยอัตโนมัติ ลาดตระเวนเชิงคุณภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กลุ่มป่า รวมระยะทางประมาณ 3 ล้านกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 58 ล้านไร่ เพื่อหยุดยั้งการตัดไม้ ล่าสัตว์ป่า และบุกรุกพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดการเชื้อเพลิง ตั้งจุดเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า ส่งผลให้ Hotspot ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 43.51

ในเรื่องของ “คน–ช้าง–ป่า” ซึ่งถือเป็นสมการหินของประเทศ กรมอุทยานฯ พยายามหาแนวทางที่สามารถทำให้คนและช้างอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย โดยออกมาตรการเพิ่มพื้นที่ป่า เติมแหล่งอาหาร ​แหล่งน้ำ เพื่อดึงให้ช้างอยู่ในป่า และบูรณาการเครือข่ายชาวบ้านร่วมติดตามและผลักดันช้างให้กลับป่า

รวมทั้งการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาทดสอบเพื่อสนับสนุนการผลักดันช้างป่าโดยการใช้เสียง เช่น เสียงเสือ เสียงผึ้งบิน และเสียงที่ใช้ควบคุมฝูงชน (Warning Sound) รวมถึงการบรรเทาช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่าด้วย

นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังร่วมมือกับภาคเอกชนในเรื่องอาหารเพื่อสัตว์ป่า โดยได้รับการสนับสนุนมอบอาหารส่วนเกินจากการจำหน่ายแต่ยังสามารถรับประทานได้จากห้าง Makro และ Lotus’s แก่หน่วยงานของกรมอุทยานฯ ที่อยู่ในการดูแลของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า 22 สถานี และ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า 4 ศูนย์ ทั่วประเทศ ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2567-2568 มีหน่วยงานเข้ารับอาหารส่วนเกินเพื่อนำไปให้สัตว์ป่า จำนวน 16 แห่ง เฉลี่ยเดือนละ 60 ตัน รวมอาหารที่รับมาแล้วมากกว่า 1,000 ตัน

นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งจากความพยายามของ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชคนปัจจุบัน ที่ทำงานพิทักษ์ป่าด้วยความรัก ดูแลผืนป่าและสัตว์ป่าของไทยให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อ “ส่งต่อ” ผืนป่าที่แข็งแรงไปสู่ลูกหลานไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top