Wednesday, 2 September 2026
ประชาธิปัตย์

‘เนเน่ รัดเกล้า’ โต้ปม “ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน”!! ย้ำไม่หนุนล้างผิด ม.112 แต่เปิดทางเยียวยาเยาวชน ‘รัดเกล้า’ อธิบายมติประชาธิปัตย์ ย้ำประชาธิปไตยกับความจงรักภักดีไม่ใช่สิ่งขัดแย้งกัน รักสถาบันได้ แต่ต้องไม่ให้ความรักบังสติ

ไปกันใหญ่แล้ว

"ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน" คิดอยู่แล้วว่าจากมติสภาต่อ ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข วันก่อนนี้ จะนำมาสู่ความเข้าใจผิดและความคิดลักษณะนี้

เนเน่นั่งอยู่ข้างๆ หัวหน้าอภิสิทธิ์ตอนที่เขาอภิปรายอยู่ และฟังว่าเนื้อหาฟังง่าย ไม่ซับซ้อน แบ่งประเด็น “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน” ออกจากกันชัดเจน แสดงถึงเจตนารมย์ของเราที่อยากเห็นคนรุ่นใหม่เติบโตมาอย่างมีความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันพระมหากษัตย์ ได้ชัดเจน แต่ในเมื่อมีความเข้าใจผิด เนเน่จะขออธิบายค่ะ

ก่อนจะเริ่มอธิบาย ใครก็ตามที่ติดตามเนเน่มาโดยตลอด จะเห็นได้ว่า ความจงรักภักดี และความพร้อมในการปกป้องสถาบัน เป็นสิ่งที่เนเน่ยึดถือมาตลอด และเป็นเจตนารมณ์ที่สืบทอดจากสายเลือดสุวรรณคีรี ตั้งแต่ต้นตระกูล จนถึงคุณพ่อไตรรงค์ และมาถึงเนเน่ในวันนี้ เอาหละค่ะ ทีนี้ เนเน่จะขออธิบายใน 2 หลักการดังนี้ค่ะ

"หลักการที่ 1 - ประชาธิปไตย และความจงรักภักดี ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน"

ในการประชุม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่เราร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า "กฎหมายนิรโทษกรรม" บอกเลยว่า เราถกเถียงกันหนักมาก และหัวใจเนเน่เหมือนถูกแยกออกเป็นสองเสี้ยง

ใจหนึ่ง เนเน่รักและให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากๆ ผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 สำหรับเนเน่คือคนที่ย่ำยีความเชื่อ ความศรัทธาของคนไทย แม้ว่าในสายตาคนบางกลุ่มอาจมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นสิทธิเสรีภาพของคนไทยในการแสดงออก แต่ตามหลักประชาธิปไตย คนทุกคนในสังคม แม้มี "สิทธิเสรีภาพ" ที่จะศรัทธา แสดงออก และพูดตามสิ่งที่ตนเชื่อ แต่ต้องยึดมั่นใน "บทบาทหน้าที่" ที่จะเคารพและปกป้องความศรัทธาของผู้อื่นด้วย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เนเน่ทั้งเคยเดินร่วมต่อสู้มากับพี่น้องประชาชน คอยตำหนิและต่อต้านการกระทำของกลุ่มทะลุวัง การขัดขวางขบวนเสด็จ ฯลฯ เพราะเนเน่เชื่อว่า มาตรา 112 คือกฎหมายที่ทำให้เสาหลักในการทำให้ประชาธิปไตยในประเทศไทย ยังคงอยู่และเดินหน้าต่อไปอย่างถูกต้องตามหลักการได้... ใครที่ละเมิดกฎหมายข้อนี้ ไม่ได้แค่ทำผิดกฎหมายธรรมดาๆ แต่เขาคือบุคคลที่เป็นภัยต่อการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา จุดยืนนี้ยังเหนียวแน่น ไม่เคยเปลี่ยนไป

แต่ในอีกใจหนึ่ง คือวลีว่า "เด็กก็คือเด็ก" ไม่ว่าเขาจะก้าวร้าว พฤติกรรมรุนแรง ไม่ใยดีต่อศรัทธาของผู้อื่น มันก็ยังคงมีความเป็นไปได้ที่เด็ก "บางคน" ไม่ได้กระทำไปด้วยความคิดของตนเอง ถูกปลุกปั่น ทำตามกระแส หรือแม้ว่าเขาทำด้วยความคิดของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปอาจสำนึก และต้องการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เคารพสถาบันอีกครั้ง หากมีโอกาสทำให้เยาวชนเพียงบางคนกลับมามีความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โอกาสนั้นก็น่าจะมีคุณค่าไม่ใช่หรือคะ? (ส่วนเยาวชนที่กระทำโดยตั้งใจและไม่สำนึก หากเขายึดมั่นในศักดิ์ศรี ก็จะไม่ร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู หรือหากเขาหัวหมอ ขอแผนฯ เพื่อให้หลุดพ้นจากความผิด เพื่อไปทำผิดซ้ำสอง ครั้งต่อไปเขาก็จะไม่มีสิทธินี้อีกแล้ว)

การสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย ควรยึดหลักการ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" มากกว่าหลักการ "เด็ดขาด ถูกหรือผิดต้องทำให้เป็นสีขาวและดำ" ไม่ใช่หรือ

การสร้างความศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในกลุ่มเยาวชน ควรยึดหลักการ "พระคุณ ให้โอกาสกลับตัว" มากกว่า "พระเดช เชือดไก่ให้ลิงดูจะได้ไม่มีใครทำแบบนี้อีก" ไม่ใช่หรือ

และขอตอบกลับคำตำหนิในโซเชียลมีเดีย เช่นว่า "ควรเสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบสามนิ้ว" คำตอบคือ นี่เป็นการนำแพะมาชนแกะ ชักจูงให้คนรู้สึกไม่ดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งจะเป็นการกระทำจากความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของผู้เขียน หรือจะมีกระบวนการปลุกปั่นอยู่เบื้องหลัง เนเน่คงไม่อาจทราบ) แต่หากใครอ่านมาถึงจุดนี้ ขอให้ตั้งสติและอย่าพลัดหลงประเด็นตามการชักจูงนี้ค่ะ

วาระในการประชุมในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 นี้ ไม่ได้เป็นวาระที่พูดถึงเหตุการณ์ "ม็อบสามนิ้ว" โดยจำเพาะ แต่เป็นการพิจารณากฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข (กฎหมายนิรโทษกรรม) ฉะนั้นที่หัวหน้าอภิสิทธิ์เน้นพูดถึงมาตรา 11 ที่มีเนื้อหาปิดกั้นโอกาสในการร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเยาวชน โดยไม่ได้เสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบใดๆ -- ไม่ใช่เรื่องแปลก -- ไอ้ที่แปลก... คือคนเรียกร้อง คาดหวังให้หัวหน้าอภิสิทธิ์พูดถึงสิ่งนี้ในวาระนี้ต่างหาก

ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อถึงวาระที่เราต้องหาทางจัดการคนที่อยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นทางการเมืองในกลุ่มเด็กและเยาวชน เราจะทำบทบาทนั้นอย่างเต็มที่แน่นอน

"หลักการที่ 2 - หลักกฎหมาย คนผิดคดี 112 ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมอยู่แล้ว"

จริงๆ กฎหมายฉบับนี้ มีที่มาที่ไป หากไม่เข้าใจลำดับเหตุการณ์ ก็ง่ายที่จะหยิบแค่บางท่อนมาขยายผล เข้าใจผิดไปใหญ่โตได้ ขอลำดับเหตุการณ์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้

1. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติรับหลักการ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ด้วยวัตถุประสงค์ให้กลุ่มที่มีความเห็นต่างทางการเมืองในช่วงปี 2548 - 2568 ได้มีโอกาสล้างความผิด (นิรโทษกรรม) อย่างเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น คนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง กปปส. และกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านในยุค คสช. แต่ก็เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า "ไม่ให้การนิรโทษกรรมรวมไปถึงผู้กระทำความผิด ม. 112 แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี"

2. ในปี 2568 นั้น ร่าง พ.ร.บ. นี้ได้ผ่านสภาผู้แทนฯ (นับเป็นวาระที่ 1) แล้ว ก็ถูกส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา (เป็นวาระที่ 2) ปรากฏว่ามีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภา โดยมี 2 สาระสำคัญที่แก้ไข คือ หนึ่ง ให้ตัดการเปิดโอกาสให้บำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีออกไป (ในมาตรา 11) และสอง มีการสอดไส้เนื้อหาที่อาจนำไปสู่การนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. เข้าไป (ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ)... หากใครสนใจ ไปดูร่าง พ.ร.บ. ได้จากลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ

3. ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านวุฒิสภาแล้ว ได้กลับเข้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง (เป็นวาระที่ 3 ซึ่งคือวาระสุดท้าย) เพื่อให้ ส.ส. ร่วมกันตัดสิน ว่าจะยอมเห็นด้วยกับร่างที่ ส.ว. แก้ไขมาไหม พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับ 2 สาระสำคัญที่ ส.ว. แก้และใส่เข้ามา โดยย้ำว่า เรายังเห็นด้วยกับหลักการทั้งหมดของ พ.ร.บ. ร่างเดิม ที่ไม่นิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิด ม. 112 (แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาเด็ก) และไม่นิรโทษกรรมให้ผู้ทุจริตการเลือกตั้งฮั้ว ส.ว.

แต่สุดท้ายด้วยเสียงที่น้อยกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้ผ่านออกไปแล้ว แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับผลที่ออกมา ตามระบอบประชาธิปไตยค่ะ

ฉะนั้น ย้ำว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์โหวตไปนั้น โปรดอย่าบิดเบือน มันไม่ใช่การเห็นด้วยกับการ "นิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดคดี 112" เลย

เนเน่ขอทิ้งท้ายในฐานะของคนที่ทั้งรักและศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ได้น้อยไปกว่าใคร... เรารักสถาบันได้ หวงแหนมาตรา 112 ได้ แต่เราต้องทำอย่างมี "สติ" ค่ะ อย่าให้รักบังตา จนมองไม่เห็นความผิดปกติที่ซ่อนเร้น แอบแฝงอยู่ค่ะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1030426886611644&id=100089330267413&rdid=XEXXYQGUPQ6MdYNV#

‘รัดเกล้า’ ถก 5 หน่วยงาน!! ยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง คุกล้นกระทบงบ–แพทย์–เครื่องมือ อนุ กมธ. เร่งยกระดับระบบสุขภาพในเรือนจำ พร้อมจับตาเครือข่ายหนุนหลังอาชญากร

“รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง ชี้วิกฤต "คุกล้น" กระทบการดูแล จ่อลุย 3 ประเด็นร้อน สกัดคดีอุกฉกรรจ์ - โทษประหาร – แก้ความรุนแรงในครอบครัว

4 สิงหาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต การเข้าถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด แถลงผลการประชุมครั้งที่ 6 โดยมีตัวแทนจาก 5 หน่วยงานหลักเข้าร่วม ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (รวมกรมสุขภาพจิต) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมราชทัณฑ์ และแพทยสภา

นางรัดเกล้า ระบุว่า การประชุมมุ่งเน้นการเจาะลึกปัญหาสุขภาวะและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขัง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ "คุกล้น" มีผู้ต้องขังเกินศักยภาพที่เรือนจำจะรองรับได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดสรรงบประมาณ เครื่องมือแพทย์ และบุคลากร อย่างไรก็ดี ทุกหน่วยงานพยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังภายใต้ข้อจำกัด

ด้าน นายยุทธนา นาคเรื่องศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ร่วมชี้แจงถึงการยกระดับระบบบริการสุขภาพ ผ่านโครงการ "ราชทัณฑ์ปัญสุข" การคัดกรองโรคเบื้องต้นตั้งแต่แรกเข้า และการใช้เทคโนโลยี AI ตรวจคัดกรองวัณโรค เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ คณะอนุ กมธ. ยังได้หารือถึงกรณีคดีอุกฉกรรจ์ของ "ป๋อง" ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม โดยยืนยันว่าฝั่งนิติบัญญัติจะไม่นิ่งดูดาย และเตรียมหยิบยก 3 ประเด็นสำคัญมาศึกษาอย่างเข้มข้นในสัปดาห์ถัดไป ได้แก่
1.มาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด พิจารณาข้อเรียกร้องของสังคมเกี่ยวกับบทลงโทษประหารชีวิตสำหรับคดีอาชญากรรมร้ายแรง รวมถึงศึกษาข้อจำกัดทางกฎหมายและการบังคับใช้
2.เครือข่ายและผู้หนุนหลัง ตรวจสอบข้อสงสัยเรื่องความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจให้การช่วยเหลืออาชญากร
3.การแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เร่งสังคายนาปัญหาความรุนแรงในบ้าน ซึ่งเป็นต้นตอการหล่อหลอมอาชญากร แต่กลับได้รับแก้ปัญหาอย่างแผ่วเบาในสังคมไทย
นางรัดเกล้า กล่าวด้วยว่า คณะอนุ กมธ. จะเร่งสรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ประชาธิปัตย์รุ่นใหม่ DIP 16 ลงพื้นที่วิเคราะห์ปัญหาคนจนเมือง สอนหลักการ Eightfold Path เชิงนโยบาย ถอดบทเรียนพื้นที่คลองเตย ยานนาวา บางพลัด เตรียมลุย Policy Hackathon 16 ส.ค.

“รัดเกล้า” สอนคนรุ่นใหม่ DIP 16 ถอดบทเรียนลงพื้นที่ คลองเตย–ยานนาวา–บางพลัด สู่การออกแบบนโยบายแก้ปัญหา “คนจนเมือง”

9 ส.ค. 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลักสูตร Democrat Internship Program รุ่นที่ 16 (DIP 16) ที่จัดโดยพรรคประชาธิปัตย์ ได้เน้นการถ่ายทอดความรู้ด้านการวิเคราะห์และออกแบบนโยบายสาธารณะให้กับเยาวชน ผ่านการนำบทเรียนจากการลงพื้นที่จริงในคลองเตย ยานนาวา และบางพลัด มาฝึกวิเคราะห์ปัญหา “คนจนเมือง” จากปัญหาที่มองเห็นในพื้นที่ไปสู่การทำความเข้าใจสาเหตุเชิงระบบ และการออกแบบทางเลือกเชิงนโยบาย

นางรัดเกล้า ยังกล่าวอีกว่า เนื้อหาการเรียนรู้ครอบคลุมตั้งแต่ การนิยามปัญหา (Define the Problem) การรวบรวมหลักฐาน (Assemble Evidence) การสร้างทางเลือก (Construct Alternatives) การกำหนดเกณฑ์เพื่อประเมินทางเลือก (Select Criteria) การคาดการณ์ผลลัพธ์ (Project Outcomes) การพิจารณา Trade-offs การตัดสินใจ และการสื่อสารข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นกระบวนการ Eightfold Path สำหรับการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ

นอกจากนี้หลักสูตรดังกล่าวได้เน้นให้เยาวชนตั้งคำถามสำคัญก่อนเสนอทางออกว่า “ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ใครเป็นผู้ได้รับผลกระทบ และรัฐมีเครื่องมืออะไรที่จะเข้าไปแก้ปัญหาได้บ้าง” พร้อมเรียนรู้ว่าการนิยามปัญหาที่ดีต้องไม่รีบฝังทางแก้ไว้ตั้งแต่ต้น แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้สามารถพิจารณาทางเลือกที่หลากหลายบนพื้นฐานของหลักฐาน

ทั้งนี้ การเรียนการสอนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้รับจาก รศ.ดร.ศรายุทธ เรืองสุวรรณ และทีมวิชาการของหลักสูตร

“การลงพื้นที่ไม่ได้เป็นเพียงการไปเห็นปัญหาเท่านั้น แต่จะต้องนำสิ่งที่เห็นกลับมาตั้งเป็นคำถามว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร และเราจะเปลี่ยนปัญหานั้นให้กลายเป็นโจทย์นโยบายที่แก้ได้จริงอย่างไร” นางรัดเกล้ากล่าว

สำหรับ DIP 16 เยาวชนจะนำองค์ความรู้จากห้องเรียนและบทเรียนจากการลงพื้นที่มาต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อแข่งขันใน Policy Hackathon ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 โดยมี นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตผู้สมัครผู้ว่า กทม. ของพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี และผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน

กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ฝึกเปลี่ยน “ปัญหาสังคม” ให้เป็น “โจทย์นโยบาย” และพัฒนาข้อเสนอที่มีทั้งประโยชน์ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง และสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ในทางการเมืองและสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนานโยบายสาธารณะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top