Sunday, 18 October 2026
นายหัวไทร

เกมปรับ ครม. สกัด ‘ไอเดียร์’!! โรมเปิดโปงสามีแก๊งสแกมเมอร์ ชี้สินบน 40 ล้าน เรื่องเดือดในสภา พรรคในบุรีรัมย์ปะทะคนใหม่ชัยภูมิ รอดูชี้แจง กมธ. 7 ต.ค.

เกมปรับ ครม.สะกัด “แทนทรัพย์” โตข้ามบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ส่งข้อมูลฝ่ายค้านแฉสแกมเมอร์

นี้คือเกมการเมืองในสภาที่ซ้อนกัน 3 ชั้น ไม่ใช่แค่เรื่องผัวเมียครับ ต้องดูต้นสายจริงๆกับปรากฏการณ์ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เปิดฉากแฉ สามี สส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ชาวจีนเชื้อสายออสเตรเลีย อาจจะเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ

เดือดทั้งสภากับกระทู้ของโรม ที่ถามความคืบหน้าเรื่องเงินสินบน 40 ล้าน ให้หยุดปราบแก๊งสแกมเมอร์ เรามาลองลำดับเหตุการณ์ และวิเคราะห์กันว่ามันเกิดอะไรขึ้น และแนวโน้มจะเป็นอย่างไร
1. เหตุการณ์จริงที่เกิดในสภาคือ วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา โรมตั้งกระทู้ถาม ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เรื่องมีคนเสนอสินบน 40 ล้านให้รัฐมนตรี มีความคืบหน้าไปถึงไหนอย่างไร
ไชยชนกสวนกลับว่า สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ก็เอี่ยวเว็บพนัน
โรมเลยสวนว่า ถ้าจะปราบให้แฟร์ ให้ไปดู "สส.หญิงชัยภูมิคนหนึ่ง ที่อาจจะมีสามีเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ"

ชัยภูมิ สส.หญิงมีคนเดียวคือ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ ไอเดียร์ พรรคภูมิใจไทย ลูกสาว สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 3 พ่อลูกอยู่ภูมิใจไทยทั้งคู่ ก่อนหน้านี้อยู่พลังประชารัฐมาก่อน

ไอเดียร์ลุกโต้ทันทีว่าพูดลอยๆ ทำให้เสียหาย ให้เปิดหลักฐานเลย ถ้าไม่มีหลักฐานทำให้เขาเสียหาย ให้ถอนคำพูดสุดท้ายโรมไม่ถอนคำพูด โดนรองประธานสภาฯ เชิญออกจากห้องประชุม
หลังจากนั้นโรมแถลงต่อว่าจะเรียก ไอเดียร์และสามี นายซาง ไท่หยาง ชาวจีนสัญชาติออสเตรเลีย มาชี้แจง กมธ.กฎหมาย 7 ต.ค. ประเด็นคือเงินเกือบ 1900 กว่าล้านมาจากไหน บริษัทที่เขาปล่อยกู้ล้มละลายไปแล้ว บางกองทุนคนติดคุกไปแล้ว
และโรมทิ้งบอมบ์อีกดอกว่า ไอเดียร์เคยเป็นเลขานุการ รมว.ดีอี คาบเกี่ยวกับช่วงมีเรื่องสินบน 40 ล้านด้วย

ฝ่ายไอเดียร์ไปแจ้งความหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาที่ บก.ปอท. และยืนยันว่าสามีก่อนแต่งก็รวยอยู่แล้ว เขาทำธุรกิจลงทุนหลายบริษัท ไม่ได้เอี่ยวสแกมเมอร์

พ่อคือ สัมฤทธิ์ ก็ออกมาบอกว่าเชื่อลูกเขยทำธุรกิจสตาร์ทอัพสุจริต มีระบบตรวจสอบเข้มงวดในต่างประเทศ พร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ แต่ติงว่า กมธ.ไม่มีอำนาจเรียกคนนอกที่ไม่ใช่นักการเมือง มาให้ข้อมูล

2. วิเคราะห์ต้นสายปลายเหตุ

ก. โซ้ย หรือแซะกันเองในภูมิใจไทย หวังผลเรื่องการปรับ ครม.ภูมิใจไทยตอนนี้มีโควตา 19 ตำแหน่ง แต่ สส.ทะลักเข้ามาเยอะ สูตรล่าสุดคือ 10 สส. ต่อ 1 รมต. แปลว่าแย่งกันดุเดือดมาก พ่อลูกตระกูลแทนทรัพย์ ถือ 2 เก้าอี้ในชัยภูมิ เป็นบ้านใหญ่ที่เพิ่งย้ายมาอยู่ภูมิใจไทย ถ้าพ่อได้เป็นรัฐมนตรี ลูกสาวก็เป็นฐานต่อรอง กลุ่มเก่าในบุรีรัมย์+บ้านใหญ่เจ้าถิ่นเดิมจึงไม่พอใจ อยากสกัดไม่ให้ตระกูลใหม่โตเร็ว

ข. ส่งข้อมูลให้ฝ่ายค้าน - ประชาชน และ ประชาธิปัตย์ เป็นไปได้หรือไม่
นี่คือวิธีที่เนียนที่สุดในสภาไทย และเกิดขึ้นบ่อยในช่วงจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือปรับ ครม. ตอนนี้ข้อมูลทรัพย์สิน 1,900 ล้านของไอเดียร์และสามี ใครก็เปิดดูได้จาก ป.ป.ช. แต่ข้อมูลเชิงลึกว่าบริษัทไหนล้มละลาย กองทุนไหนคนติดคุก ต้องมีคนชี้เป้า โรมถึงพูดได้ว่า "ไม่ต้องห่วงหลักฐานมาแน่" แสดงว่ามีคนส่งไฟล์ให้แล้ว

การที่โรมได้ข้อมูล แล้วประชาธิปัตย์ โดยศิริโชค โสภา อดีต สส.ก็น่าจะได้ข้อมูลเดียวกัน แบ่งกันเล่น โรมเปิดประเด็น ศิริโชคขยี้ต่อ ประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งตอกย้ำเจตนารมณ์ไม่ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยเพราะ "ละอายใจต่อบรรพบุรุษ" ก็ออกมาซ้ำเรื่องความโปร่งใส จึงเข้าล็อคทฤษฎี "ยืมมือฝ่ายค้านฆ่า" ไม่ต้องเปลืองตัวทะเลาะกันเองในพรรคร่วม
ค. โซ้ยแซะพ่อ สกัดนั่งรัฐมนตรี นี่คือเป้าหลัก พ่อคือ สัมฤทธิ์ เป็นประธาน กมธ.พาณิชย์ฯ กำลังมีชื่อลุ้น รมต. ถ้าลูกสาวโดนแผลเรื่องสามีพัวพันสแกมเมอร์และฟอกเงิน พ่อก็หมดความชอบธรรมทันที ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน ปปง.ต้องเข้ามายึดอายัดตรวจสอบก่อน โรมจงใจพูดเรื่องนี้
และถ้าลูกสาวโดน ป.ป.ช.สอบหนัก ก็เท่ากับตัดขาตระกูลแทนทรัพย์ทั้งตระกูล ไม่ใช่แค่สกัดไอเดียร์คนเดียว

ง. ใครแซะ ใครโซ้ย? ถ้าเรียงตามผลประโยชน์:
-คนแซะไอเดียร์: กลุ่มบ้านใหญ่เดิมในภูมิใจไทยที่เสียโควตา รมต. ให้กลุ่มใหม่ย้ายมา + กลุ่มที่อยากดันคนของตัวเองนั่งดีอี แทนสายของไชยชนก
-คนโซ้ยพ่อ: กลุ่มเดียวกัน เพราะถ้าพ่อได้ รมต. บ้านใหญ่ชัยภูมิจะกลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ในอีสานทับซ้อนกับขั้วบุรีรัมย์
-คนได้ประโยชน์จากการให้โรมแฉ: ภูมิใจไทยสายหลัก (ชิดชอบ) เองก็ได้ประโยชน์ เพราะได้อ้างว่าพรรคพร้อมให้ตรวจสอบ โชว์ว่าตัวเองปราบสแกมเมอร์จริง แต่ก็ได้กำจัดกลุ่มที่อาจเป็นจุดอ่อนเรื่องทุนสีเทาไปในตัว

สรุปสั้นๆ: นี่ไม่ใช่เรื่องโรมอยากแฉไอเดียร์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องคนในภูมิใจไทยอยากใช้โรมเป็นมีดไปเชือดกันเอง ก่อนโผ ครม. อนุทิน 2 จะออก โรมได้คอนเทนต์ปราบสแกมเมอร์ที่เป็นจุดยืนพรรคประชาชนมาตลอด ส่วนคนส่งข้อมูลในภูมิใจไทยได้กำจัดคู่แข่งโดยไม่ต้องออกหน้าเอง

ต้องรอดูวันที่ 7 ต.ค. ว่า ไอเดียร์กับสามีจะกล้าเข้าชี้แจง กมธ.หรือไม่ และ ป.ป.ช. จะเรียกสอบที่มาทรัพย์สิน 1.9 พันล้านเมื่อไหร่ นั่นจะเป็นตัวตัดสินว่านี่คือการสกัดทางการเมือง หรือมีมูลเรื่องฟอกเงินจริง

มหานครภูเก็ต–เชียงใหม่ ยังติดด่านมหาดไทย!! มหาดไทยยังถกข้อกฎหมาย พร้อมร่างฉบับภาคประชาชน วุฒิสภาผ่านรายงาน 2 ฉบับ รอเสนอ ครม. และล่ารายชื่อเพิ่ม

มหานครภูเก็ต-มหานครเชียงใหม่ ติดขัดอยู่ที่มหาดไทย

มีคำถามว่า มหานครภูเก็ต มหานครเชียงใหม่ ที่เป็นนโยบายรัฐบาล และให้เร่งศึกษา ไปถึงไหนแล้ว ติดขัดอะไร ทำไมถึงเงียบหายไป

คำตอบคือ ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นศึกษาและทำความเห็นเพื่อเสนอ ครม. ยังไม่ได้เป็นกฎหมายครับ ยกเว้นร่างฉบับภาคประชาชนที่เสร็จแล้ว

ขอแยกเป็น 2 สายที่เดินคู่กันอยู่
1. สายรัฐบาล - กระทรวงมหาดไทย
นี่คือสายหลักที่รับผิดชอบโดยตรง โดยก่อนหน้านี้ 18 พ.ค. 2569 วุฒิสภา พิจารณารายงานเสร็จแล้วทั้ง 2 ฉบับ คือ รายงานการจัดตั้ง ภูเก็ตมหานคร และ เชียงใหม่มหานคร เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยว โดยคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น

15 ก.ค. 2569 หลังนายกฯ มีคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่อง นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดมหาดไทย ด้านบริหาร เป็นประธานประชุมนัดแรกเพื่อยกร่างความเห็น

สิ่งที่มหาดไทยต้องทำตามมติของคณะกรรมการการกระจายอำนาจ (ก.ก.ถ.) คือ วิเคราะห์ผลกระทบเชิงโครงสร้างและรวบรวมข้อคิดเห็น เสนอต่อสำนักปลัดสำนักนายกฯ และ ครม. ภายในกรอบ 30 วัน (เลยกรอบเวลาแล้ว)
ประเด็นที่มหาดไทยติดอยู่และต้องตอบให้รอบคอบคือ ถ้ายฐานะเป็นมหานคร ต้อง ยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค ในพื้นที่หรือไม่

สายบังคับบัญชา กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน จะไปขึ้นตรงกับผู้ว่าฯมหานคร ที่มาจากเลือกตั้ง แทนที่จะขึ้นกับนายอำเภอ/ผู้ว่าฯแต่งตั้ง หรือไม่

กลไก Single Command ตอนภัยพิบัติ, ความเหลื่อมล้ำรายได้ระหว่างจังหวัด ถ้าให้มหานครเก็บภาษีเองเยอะ พูดง่ายๆ คือรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยรับลูกนโยบายนี้เต็มที่ แต่ฝ่ายข้าราชการประจำยังขอชะลอเพื่ออุดช่องโหว่

2. สายประชาชน - ร่าง พ.ร.บ. เข้าชื่อ 10,000 คน
เดินคู่กันมาตั้งแต่ปี 2556 ถูกพับไปตอนรัฐประหาร 2557 แล้วกลับมาอีกครั้งปี 2567-2568
• ทีมเชียงใหม่ตั้งเป้าล่ารายชื่อ 10,000 คน เพื่อให้เป็นร่างที่ประชาชนเสนอเข้าสภาได้โดยตรง

ส่วนภูเก็ตก็มีประชาชนยื่นหนังสือริเริ่มเสนอร่าง พ.ร.บ.ภูเก็ตมหานครต่อพรรคประชาชนในรัฐสภาเช่นกัน รูปแบบที่เสนอเหมือนกันทั้ง 2 จังหวัด
ตามรายงานของวุฒิสภาและร่างประชาชน สรุปตรงกันคือ
-เป็นรูปแบบท้องถิ่นเป็น 2 ระดับ ระดับบนคือ มหานคร ระดับล่างคือ เทศบาลและ อบต.
ระดับบนมี ผู้ว่ามหานครและสภามหานคร มาจากเลือกตั้งโดยตรง
มีสภาพลเมือง กว่า 200 คนจากตัวแทนอาชีพต่างๆ มาตรวจสอบและเสนอนโยบาย

ด้านการคลัง ให้มหานครมีรายได้เพิ่มจากภาษีที่รัฐเก็บในพื้นที่ เช่น VAT, ภาษีธุรกิจเฉพาะ, ภาษีเงินได้ แบ่ง 50:50 กับส่วนกลาง และเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ เช่น ค่าธรรมเนียมสนามบิน
สรุปสถานะปัจจุบัน ต.ค. 2569: ยังไม่ถึง ครม. และยังไม่เข้าสภาในฐานะร่างรัฐบาล อยู่ที่ขั้นตอนมหาดไทยทำบทสรุปความเห็นตามที่วุฒิสภาเสนอมา ส่วนภาคประชาชนก็ยังรณรงค์ล่ารายชื่ออยู่ ถ้ารัฐบาลชุดปัจจุบันผลักดันต่อจริง ขั้นต่อไปคือต้องเห็นร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับจากมหาดไทยเข้า ครม.

มหานครภูเก็ต มหานครเชียงใหม่ ยกฐานะเป็นจังหวัดจัดการตนเอง ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ยังติดอยู่ที่มหาดไทย ที่ยังคิดไม่ออกกับการถูกลดอำนาจ

เปิดที่มาโครงการระบายน้ำสุวรรณภูมิ โครงการตามแนวพระราชดำริป้องกันน้ำท่วม ยาว 12.65 กม. ระบาย 100 ลบ.ม./วินาที สร้างตั้งแต่ปี 2548 เสร็จปี 2553 เป็นกุญแจสำคัญช่วงน้ำท่วมใหญ่

คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ช่วยปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิ ให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัย

สนามบินสุวรรณภูมิปลิ่มน้ำหวิดท่วมสำหรับมหาอุทกภัยคราวนี้ ในขณะที่พื้นที่โดยรอบในย่านข้างเคียงกันเจอวิกฤตน้ำท่วมหมด ยิ่งลาดกระบังยิ่งหนักสุดในครั้งนี้ น้ำท่วมสูงถึงยอดอก

สนามบินสุวรรณภูมิรอดมาได้หวุดหวิดคราวนี้ส่วนตัวผมยกความดีให้โครงการระบายน้ำสุวรรณภูมิ อันเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ภายใต้การดำเนินการของกรมชลประทาน

ไพเจน มากสุวรรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมชลประทาน และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รับมอบหมายจากกรมชลประทานให้ไปเป็นผู้อำนวยการโครงการ

ไพเจน บอกว่า ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 9 กรมชลประทาน และเป็นผู้รายงานความก้าวหน้าโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงก่อสร้าง 

“เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างโครงการ และทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานจนโครงการแล้วเสร็จ  โดยกรมชลประทานสร้างบ้านพักให้ 1 หลัง พร้อมบ้านพักคนงาน ซึ่งบ้านพักหลังนั้นทุกวันนี้ก็ยังอยู่”

ไพเจนบอกว่า เข้าไปทำงานตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เวนคืนที่ดินและเริ่มต้นขุดคลองใหม่เชื่อมต่อกับคลองสำโรงคลองระบายน้ำ/คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ในจังหวัดสมุทรปราการ มีจุดเด่นมากคือ “สะพานน้ำยกระดับ” ที่พาน้ำข้ามถนนสุขุมวิทแล้วระบายลงทะเล อันเป็นแนวพระราชดำริ“

จากที่ผมตรวจข้อมูลแล้ว มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ซึ่งการขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่รับน้ำลดลง และการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยทำได้ยากขึ้น 

ตัวคลองมีความยาวประมาณ 12.65 กิโลเมตร คลองดินกว้างประมาณ 48 เมตร ลึกประมาณ 3.36 เมตร และมีศักยภาพระบายน้ำสูงสุดประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

เส้นทางสำคัญคือเชื่อมระบบน้ำจากพื้นที่ด้านใน ก่อนมุ่งลงสู่บริเวณชายทะเลสมุทรปราการ

ไพเจนบอกว่า จุดที่น่าทึ่งคือ “สะพานน้ำ”บริเวณใกล้ ถนนสุขุมวิท มีโครงสร้างที่เรียกว่า สะพานคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ หรือสะพานน้ำยกระดับ ทำหน้าที่พาน้ำข้ามสิ่งกีดขวางและลงสู่ระบบระบายน้ำชายทะเล โดยมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 4 ตัว เพื่อดันน้ำข้ามสะพานไปออกทะเล”

ที่สำคัญ โครงการนี้เกิดขึ้นจาก แนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2546 เริ่มก่อสร้างในปี 2548 และเปิดใช้อย่างเป็นทางการประมาณปี 2553 

ระบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นคลองเล็ก ๆ ที่รับน้ำเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ของ พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

จังหวัดสมุทรปราการระบุว่า คลองระบายน้ำสุวรรณภูมิอยู่ในกลุ่มคลองสำคัญของระบบชลประทานในพื้นที่ และคลองต่าง ๆ ในพื้นที่นี้มีการใช้ทั้ง ส่งน้ำและระบายน้ำควบคู่กันไป

ไพเจนอธิบายการทำหน้าที่ของคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิว่า สามารถรับน้ำต่อจาก คลองสำโรง และระบายลงทะเล โดยมีสถานีสูบน้ำช่วยผลักดันน้ำออกทะเล 

ช่วงน้ำท่วมใหญ่ 2554

ตรงนี้น่าสนใจมาก มีรายงานว่า ในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 ระบบคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิสามารถระบายน้ำได้ประมาณ 560 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามข้อมูลที่หน่วยงาน/สื่อในพื้นที่เผยแพร่ 

ดังนั้น “คลองสุวรรณภูมิ” ไม่ได้มีความสำคัญแค่เรื่องสนามบิน แต่เป็น หนึ่งในโครงสร้างหลักของการระบายน้ำจากพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและสมุทรปราการลงสู่อ่าวไทย

งบประมาณก่อสร้างโครงการ กรอบงบประมาณที่ ครม. อนุมัติเดิมคือ 8,409.74 ล้านบาท ประกอบด้วย

-ค่าก่อสร้างคลอง ถนน และอาคารประกอบ 5,438.95 ล้านบาท

-ค่าจัดหาที่ดินและชดเชยทรัพย์สิน 2,789.06 ล้านบาท

-ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน 181.73 ล้านบาท

น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ-ปริมณฑล คลองระบายน้ำ-ส่งน้ำสุวรรณภูมิ ได้ทำหน้าที่อีกครั้ง ทำหน้าที่ปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัยปี 2569

‘อนุทิน’ ฟังและเชื่ออดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี!! ที่เคยตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา ตัดสินใจย้าย-ด่านายอำเภอบ้านสร้าง ยกเลิกคำสั่งหลังเสียงวิจารณ์แรง ต้องตรวจสอบให้รอบด้าน

“อนุทิน”ฟัง และเชื่ออดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี ที่เคยตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา ตัดสินใจย้าย-ด่านายอำเภอบ้านสร้าง

ลองสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประวัติบางเรื่องของวีระพันธ์ ดีอ่อน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เพิ่งเกษียณเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา พบประเด็นน่าสนใจว่า เคยตั้งนักธุรกิจชาวจีนเป็นที่ปรึกษา

ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี วีระพันธ์เคยลงนามแต่งตั้งนักธุรกิจชาวจีนเป็น “ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด”

ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
วันที่ 21 เมษายน 2568 จังหวัดปราจีนบุรีออกคำสั่งที่ 1327/2568 แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมี Mr. Juncheng Zhu (จู เจิ้นเฉิง/จู จวินเฉิง) นักธุรกิจชาวจีน รวมอยู่ด้วย

คำสั่งลงนามโดย วีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีในขณะนั้นเหตุผลที่ระบุไว้คือ ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารและการขับเคลื่อนงานของจังหวัด โดยมีประเด็นเรื่อง ความสัมพันธ์ไทย-จีนและการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ตามคำชี้แจงที่ปรากฏอยู่ด้วย

ต่อมาหลังเกิดกระแสรุนแรงในโลกโซเชี่ยลวิพากษ์วิจารณ์หนัก วันที่ 29 เมษายน 2568 วีระพันธ์ตัดสินใจลงนามคำสั่งที่ 1434/2568 ยกเลิกการแต่งตั้ง โดยระบุว่าการแต่งตั้งชาวต่างชาติเป็นที่ปรึกษา “ไม่เหมาะสม” และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ นี้คิดประเด็นก่อนทำไม่คิดว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

วันที่ 30 เมษายน 2568 วีระพันธ์ออกมาชี้แจงและยอมรับว่าเป็นความไม่เหมาะสม พร้อมขอโทษต่อสังคม โดยมีรายงานว่า ประธานหอการค้าจังหวัดเป็นผู้เสนอชื่อ และนายจูเสนอตัวเข้ามาช่วยประสานงานด้านการลงทุน

หลังจากนั้นนายจูคนเดียวกันนี้ปรากฏชื่ออีกครั้งในปี 2569 ในคำสั่งของ อบจ.ปราจีนบุรี ให้เป็น ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพาณิชย์และการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 11 มีนาคม 2569 ซึ่งสื่อรายงานว่าเป็นบุคคลเดียวกับที่เคยได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ วีระพันธ์ในปี 2568

คนระดับผู้ว่าราชการจังหวัดยังขาดวุฒิภาวะในการตัดใจ ไม่คิดให้รอบคอบรอบด้าน ในการตั้งที่ปรึกษา แต่เมื่อถูกวิจารณ์หนัก จึงรู้ว่า อ๋อ…ไม่เหมาะสม เสียหาย

อนุทินได้ตรวจสอบประเด็นนี้หรือไม่ คงจะยังไม่ตรวจสอบ ถึงยังเชื่อฟัง และคล้อยตามข้อมูลที่ผู้ว่าคนนี้รายงาน และเห็นดีเห็นงามด้วยกับการย้ายนายอำเภอ "เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ" นายอำเภอบ้านสร้าง พร้อมยังด่ายับคาวงประชุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

“มันน่าอายที่มีคนแบบนี้อยู่ในระบบราชการ” ผมว่า ประเทศชาติน่าอายที่มีชื่อ “อนุทิน” เป็นนายกฯมากกว่า

ไทยพีบีเอส ทุนหนาสุด ใช้เงินปีละ กว่า 2,000 ล้าน แต่ยังขาดทุน!! เปิดตัวเลขรายจ่ายทีวีดิจิทัลปี 2568 ทะลุสูงสุด 2,625.5 ล้าน ทิ้งห่างช่อง 7HD กว่า 600 ล้าน เนชั่นฯ ลดค่าใช้จ่าย ทำกำไรบ้างแล้ว

เปิดตัวเลขทีวีดิจิทัล ใครควักจ่ายหนักสุด
ไทยพีบีเอส รายจ่ายปี 2568 ทะลุ 2,600 กว่าล้านบาท จ่ายหนักสุด 7 เท่าของช่องเนชั่นทีวี

เปิดตัวเลขรายจ่ายรวมปี 2568 ของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลไทย พบว่า ไทยพีบีเอสมีรายจ่ายรวมสูงสุด 2,625.5 ล้านบาท ทิ้งห่างสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ช่อง 7HD ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยรายจ่าย 2,005.6 ล้านบาท

ข้อมูลจากกราฟิกที่เผยแพร่โดย Nation Online แสดงให้เห็นตัวเลขรายจ่ายของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลหลายแห่ง โดยเรียงจากรายจ่ายสูงไปต่ำ ดังนี้

-ไทยพีบีเอส 2,625.5 ล้านบาท
-ช่อง 7HD 2,005.6 ล้านบาท
-ช่อง 3 1,506 ล้านบาท
-อสมท 1,395.8 ล้านบาท
-ไทยรัฐทีวี 1,333 ล้านบาท
-ช่อง 8= 1,037.4 ล้านบาท
-อมรินทร์ทีวี 1,003.3 ล้านบาท
-PPTV 804.5 ล้านบาท
-TNN 585.6 ล้านบาท
/เนชั่นทีวี 389.6 ล้านบาท
-ช่องวัน 31 =272.1 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ไทยพีบีเอสเป็นสถานีที่มีรายจ่ายรวมสูงที่สุดในกลุ่มที่นำเสนอ โดยสูงกว่าช่อง 7HD ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 ประมาณ 619.9 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม รายจ่ายรวมเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถชี้วัดประสิทธิภาพการบริหารหรือความคุ้มค่าในการดำเนินงานได้ จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดงบประมาณ แหล่งรายได้ ภารกิจของแต่ละสถานี และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายประกอบด้วย

กล่าวสำหรับเนชั่นทีวี เดิมน่าจะมีรายจ่ายปีละ 500 กว่าล้าน หรือตกเดือนละ 47-48 ล้าน แต่เมื่อมีการปรับโครงสร้าง ลดค่าใช้จ่าย ประหยัดมากขึ้น รายจ่ายจึงลดลงเหลือ 387 ล้านบาท จึงมีฐานะมีกำไรบ้างแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top