Sunday, 19 July 2026
นายหัวไทร

จากศรัทธา 800 ปี สู่เวทีมรดกโลก!! พระบรมธาตุฯ นครศรีฯ ผ่านด่านแรกมรดกโลก ลุ้นปลาย ก.ค. ชี้ขาด “มรดกที่มีชีวิต” แห่งแดนใต้ จากตำนานพระเขี้ยวแก้ว สู่เส้นทางจารึกมรดกโลก

พระบรมธาตุฯนครศรีฯ ผ่านขั้นต้นขึ้นทะเบียนมรดกโลก ลุ้นปลายกรกฎาฯชี้ขาด

ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระบรมธาตุวรวิหารนครศรีธรรมราช ได้ผ่านความเห็นขอบในขั้นต้นให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ประเภทมรดกที่มีชีวิต โดยจะนำเข้าสู้ที่ประชุมของ อิคอโมส (Icomos) ICOMOS (ไอคอมอส) (International Council on Monuments and Sites)หรือ สภาการโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

“พระบรมธาตุเราได้เกรด A จารึกลงในมรดกโลกได้เลย โดยไม่ต้องอภิปรายอะไรอีก เพราะพระบรมธาตุฯมีความสมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว”

อ.ฉัตรชัย เปิดเผยว่า Icomos จะมีการประชุมที่เมืองฟูซาน ประเทศเกาหลี ระหว่างวันที่ 24-27 กรกฏาคมนี้

อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีฯ เป็นแหล่งมรดกแห่งเดียวในคาบสมุทรมาลายูที่ได้รับอิทธิพลมาจาก 4 แห่ง คืออินเดีย ศรีลังกา สุโขทัย และอยุธยา นำมาดัดแปลงให้เป็นเอกลักษณ์ของนครศรีธรรมราช ผสมผสานแนวคิดของคนเอเซีย

“วัดพระบรมธาตุฯได้แสดงให้เห็นถึงมรดกที่มีชีวิต เช่นเดียวกับอยุธยา และสุโขทัย แต่ทั้งอยุธยา และสุโขทัยเหลือแต่ซากแล้ว แต่พระบรมธาตุ ยังมีเจดีย์ มีคนไปกราบไหว้ มีเจดีย์ราย ที่บรรจุกระดูกของบรรพบุรุษ มีคนแห่ผ้าไปห่มทุกปี เห็นได้ชัดจากประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ จึงถือได้ว่านี้คือมรดกที่มีชีวิต ในโลกนี้ไม่ค่อยมี ไม่มีเจดีย์ไหนมีขนาดใหญ่ และมีประวัติความเป็นมายาวนานเท่าพระบรมธาตุเจดีย์”

อ.ฉัตรชัย ย้ำว่า เกณฑ์ตัดสินข้อ 6 สำคัญมาก คือการรักษาประเพณีให้ยั่งยืนจนโดนเด่นของโลก เช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เราขยายแนวคิดไปแห่ผ้าห่มเจดีย์พุทธคยา ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุเราทำต่อเนื่องกันมา 800 กว่าปี อันเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นต่อเนื่องของคนนครศรีฯ

ดร.เกล้าสรวง สุพงศ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ อดีตประธานแห่ผ้าขึ้นธาตุ ที่เคยนำคณะไปแห่ผ้าห่มเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย กล่าวแสดงความดีใจจนสุดจะกลั้นเมื่อรับทราบข่าวดีจาก อ.ฉัตรชัย

“ดีใจมากที่ความพยายามของพวกเราไม่สูญเปล่า เราเดินมาถึงปลายทางแล้ว เหลืออีกนิดเดียว ไม่ถึงเดือนเราก็จะรู้ผลแล้ว ขอให้เราช่วยกันภาวนากับองค์พ่อ ขอให้สำเร็จ”

กล่าวสำหรับประวัติความเป็นมาของพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ตามตำนานเล่าว่า เจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเเหมชาลา ได้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากอินเดียไปยังศรีลังกา ระหว่างทางเรือแตกที่บริเวณ “หาดทรายแก้ว” ซึ่งเป็นพื้นที่นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน จึงได้นำพระบรมสารีริกธาตุบางส่วนฝังไว้ ต่อมาภายหลังได้มีการสร้างสถูปครอบสถานที่นั้น จนกลายเป็นพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช  

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าตำนานดังกล่าวเป็นเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับคติลังกา แต่การก่อสร้างพระบรมธาตุจริงน่าจะเกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 (ราว 800 ปีก่อน) ในยุครุ่งเรืองของอาณาจักรตามพรลิงค์  

ลักษณะสำคัญ องค์พระบรมธาตุเป็นเจดีย์ทรงลังกา สีขาว สูงประมาณ 55 เมตร

ยอดเจดีย์หุ้มทองคำและมีเครื่องประดับทองคำจำนวนมาก

* เชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

* รอบองค์พระธาตุมีเจดีย์บริวารจำนวนมากกว่า 150 องค์ ซึ่งเรียกว่า “เจดีย์ราย”  

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

นครศรีธรรมราชเคยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในคาบสมุทรมลายู พระบรมธาตุจึงเป็นทั้งศูนย์กลางศรัทธาและศูนย์กลางอำนาจทางวัฒนธรรมของเมืองนครศรีธรรมราชมาเป็นเวลาหลายร้อยปี  

ความเชื่อ “พระธาตุไร้เงา”

หนึ่งในความมหัศจรรย์ที่ชาวนครศรีธรรมราชกล่าวถึงกันมาก คือ “พระธาตุไร้เงา” ซึ่งเชื่อว่าไม่ว่าจะมองจากมุมใด จะไม่เห็นเงาของยอดพระธาตุตกลงบนพื้นอย่างชัดเจน จนกลายเป็นความเชื่อและเรื่องเล่าประจำองค์พระธาตุสืบต่อกันมา  

มรดกโลก

ปัจจุบัน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการผลักดันจากประเทศไทยเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การ UNESCO เนื่องจากมีคุณค่าโดดเด่นด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และพระพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ผู้สร้างพระบรมธาตุ” ชาว นครฯ 

พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ถือเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ และเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชมานานนับพันปี  อีกไม่ถึงเดือนมาลุ้นกันว่า พระบรมธาตุฯจะได้ขึ้นทะเบียนมรดกหรือไม่ มีบ้างเหมือนกันที่คณะกรรมการมรดกโลกเห็นต่างจาก Icomos แต่น้อยมาก

รฟท. ลุยรถไฟกระบี่!! ทุ่ม 1.66 หมื่นล้านก่อสร้าง เส้นทางใหม่เชื่อมสนามบินกระบี่ สำรวจออกแบบพร้อมทำ EIA เชื่อมเครือข่ายอันดามันเปิดใช้อนาคต

รฟท.ทุ่ม 16000 ล้าน ผุดเส้นทางรถไฟสนามบินกระบี่-ทับปุด อยู่ระหว่างการสำรวจ

โครงการนี้ถือเป็น “รถไฟสายใหม่ฝั่งอันดามัน” ที่น่าสนใจมาก เพราะจะเป็นทางรถไฟสายแรกที่เชื่อมเข้าสู่สนามบินกระบี่โดยตรง

สรุปโครงการรถไฟช่วงทับปุด-กระบี่

* ชื่อโครงการ: โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ ช่วงทับปุด-กระบี่
* ระยะทางประมาณ 68 กิโลเมตร
* รูปแบบ: รถไฟทางคู่ ขนาดราง 1 เมตร
* วงเงินก่อสร้างเบื้องต้นประมาณ 16,660 ล้านบาท
* จุดเริ่มต้น: อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เชื่อมกับทางรถไฟสายใต้หลัก
* จุดสิ้นสุด: ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่

แนวเส้นทาง

โครงการพาดผ่านพื้นที่จังหวัดพังงาและกระบี่ รวมประมาณ 15 ตำบล ใน 4 อำเภอ ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองกระบี่และสนามบินกระบี่

สถานีที่วางแผนไว้

มีสถานีหลัก 5 แห่ง ได้แก่

1. สถานีอ่าวลึก
2. สถานีคลองหิน
3. สถานีเขาคราม
4. สถานีกระบี่
5. สถานีท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่

และมีที่หยุดรถเพิ่มเติม 3 แห่ง ได้แก่

* นาเหนือ
* เขาใหญ่
* บ้านกลาง

รวมทั้งหมด 8 จุดจอด

จุดเด่นของโครงการ

* เป็น Feeder เชื่อมจากทางรถไฟสายใต้หลักเข้าสู่จังหวัดกระบี่
* เป็นรถไฟสายแรกของไทยที่วางแผนเข้าสู่พื้นที่สนามบินโดยตรง
* ช่วยลดการพึ่งพารถยนต์และรถโดยสาร
* สนับสนุนการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน ทั้งกระบี่ พังงา ภูเก็ต
* รองรับการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ในอนาคต

ความคืบหน้าล่าสุด (2569)

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอน

* สำรวจและออกแบบรายละเอียด
* จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
* เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่

รฟท.คาดว่าจะเสนอขออนุมัติโครงการและงบประมาณต่อคณะรัฐมนตรีในช่วงปี 2571 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างจริง

ประเด็นที่ชาวบ้านกำลังติดตาม

มีประชาชนบางส่วนในอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เสนอให้ทบทวนแนวเส้นทางบางช่วง เนื่องจากกังวลผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตร ซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นและศึกษาผลกระทบเพิ่มเติม

จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ รถไฟ “ทับปุด-กระบี่” ไม่ได้เชื่อมเข้ากับทางรถไฟสายใต้เดิมโดยตรงครับ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายรถไฟสายใหม่ฝั่งอันดามัน

โครงสร้างที่วางไว้คือ

กรุงเทพฯ → ชุมทางสุราษฎร์ธานี → รถไฟสายใหม่ สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น → สถานีทับปุด → กระบี่ → สนามบินกระบี่

ดังนั้น “สถานีทับปุด” จะเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ โดยสถานีนี้อยู่บนโครงการรถไฟสายใหม่ช่วง สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ซึ่งจะเป็นเส้นทางแยกออกจากทางรถไฟสายใต้เดิมบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้ววิ่งข้ามฝั่งไปยังพังงา ก่อนแตกแขนงเข้าสู่กระบี่ในโครงการที่กำลังศึกษาอยู่ขณะนี้

หากโครงการทั้งหมดสร้างครบ ผู้โดยสารจะสามารถนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ มายังสุราษฎร์ธานี แล้วเปลี่ยนเข้าสู่เส้นทางฝั่งอันดามันไปยังกระบี่และสนามบินกระบี่ได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์หรือรถบัสต่ออีกทอดหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นหนึ่งที่น่าติดตามคือ

* โครงการ ทับปุด-กระบี่ กำลังเดินหน้า EIA และออกแบบรายละเอียด
* ส่วนโครงการแม่บท สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะเชื่อมเข้ากับสายใต้เดิมนั้น ยังไม่ได้ก่อสร้างเช่นกัน

จึงอาจพูดได้ว่า รถไฟกระบี่จะเดินรถครบวงจรได้จริง ก็ต่อเมื่อทั้งสองโครงการสร้างเสร็จเชื่อมกันเป็นเครือข่ายเดียวครับ

ศึกมหาดไทยภูเก็ตเดือด!! มหาดไทยจับตาภูเก็ต หลังผู้ว่าฯ ขอสอบข้อเท็จจริง ปมขัดแย้งรองผู้ว่าฯ และข่าวบุกรุกพื้นที่สาธารณะ

มหาดไทยร้อนฉ่า กับปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกับร้องผู้ว่าฯฉายา “รองซีฟู้ด หรือรองกุ้ง” รอดูใครจะอยู่ใครจะไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต คือ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร
ส่วน “รองฯ ซีฟู้ด” สื่อหลายสำนักใช้เป็นฉายาเรียก แต่ไม่ได้ระบุชื่อในข่าวโดยตรง อย่างไรก็ตาม จากกระแสที่พูดถึงกันในวงมหาดไทยและข่าวที่ออกมา บุคคลที่ถูกโยงกับฉายารองกุ้งในจังหวัดภูเก็ตมีสองคนด้วยกัน ก็ไม่รู้ว่าเป็นรองคนไหน

เรื่องร้อนมาจากการที่อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต และสั่งกำชับเรื่องการปราบปรามเอาจริงเอาจังกับกับผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่บุกรุกพื้นที่สาธารณะ

มีข่าวในเชิงลึกว่า คนสนิทของรองซีฟู้ด เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่สาธารณะอยู่ด้วย และทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตก็ต้องเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติตามนโยบายนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย แน่นอนว่าจะต้องกระทบชิ่งไปยังคนสนิทของร้องซีฟู้ดด้วย

ความร้อนฉ่าพุ่งกระฉูดในวันนี้เรื่องระหว่างผู้ว่าฯ กับ “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” นั้น ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าใครผิดหรือถูก แต่มีสัญญาณว่ามีความขัดแย้งภายในฝ่ายปกครองจังหวัดด้วยกันเองอยู่พอสมควรครับ

กล่าวถึงรองผู้ว่าฯภูเก็ต มีหลายคน ประกอบด้วย
ปัจจุบัน (มิถุนายน 2569) จังหวัด ภูเก็ต มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ปรากฏตามคำสั่งมอบอำนาจและข่าวการเข้ารับตำแหน่ง ประกอบด้วย

1. อดุลย์ ชูทอง
2. รณรงค์ ทิพย์ศิริ
3. สุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม
4. ธีระพงศ์ ช่วยชู

ส่วนรองกุ้งมีสองคน คือรองฯอดุลย์ กับรองธีระพงศ์

ประเด็นที่เป็นข่าวมีอยู่ 2 เรื่องหลัก

1. มีโพสต์ในโซเชียลกล่าวหาว่า “รองฯ ซีฟู้ด” อ้างว่าสามารถย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้ และมีการท้าชนอำนาจกันระหว่างฝ่ายผู้ว่าฯ กับรองผู้ว่าฯ
2. มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับบุคคลใกล้ชิดรองผู้ว่าฯ ในประเด็นบุกรุกพื้นที่ชายหาดและผลประโยชน์บางอย่างในพื้นที่เชิงทะเล ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยด้วย

เรื่องลุกลามจน อนุทิน ชาญวีรกูล หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดกลางวงประชุมผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ โดยถามหารองฯ ที่ถูกเรียกว่า “ซีฟู้ด” และย้ำว่ารองผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจไปย้ายผู้ว่าฯ ได้ พร้อมระบุว่าหากมีการพูดเช่นนั้นจริงถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

“ถ้าจะย้ายผู้ว่าฯแบบนั้นก็ต้องย้ายรัฐมนตรีมหาดไทยด้วยสิ” อนุทิน กล่าว

ขณะที่ฝ่ายผู้ว่าฯ ภูเก็ตก็ได้ขอให้กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ดังนั้น ณ ตอนนี้ สิ่งที่รู้แน่ ๆ คือ

-มีข่าวลือเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าฯ ภูเก็ตกับรองผู้ว่าฯ คนหนึ่ง
-มีการกล่าวอ้างเรื่อง “ย้ายผู้ว่าฯ”
-กระทรวงมหาดไทยรับเรื่องตรวจสอบแล้ว
-ยังไม่มีผลสอบหรือข้อยุติอย่างเป็นทางการว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่

วงในฝ่ายปกครองภูเก็ตแจ้งว่า เวลานี้หน่วยงานสืบสวนสอบสวน ทั้งดีเอสไอ /ปปง./ปปช.ลงไปสืบสวนสอบสวนหาข้อมูลเต็มพื้นที่ อีกไม่นานถ้าไม่ลูบหน้าปะจมูก ก็จะรูดม่านให้ได้เห็นหน้าเห็นตากัน

ถ้าอนุทิน สอบพบว่า รองซีฟู้ดพูดจริง อนุทินบอกแล้วว่า ไม่เหมาะสม ฉนั้นอนาคตของรองซีฟู้ด หรือรองกุ้งก็น่าจะไม่สดใสนักในตำแหน่งรองผู้ว่าฯภูเก็ต

ภูเก็ตพร้อมหรือยัง? เปิดแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง ยกระดับการบริหารอย่างอิสระ ผู้ว่าฯ เลือกตั้งตรงประชาชน ปัญหาเมืองแก้ไขรวดเร็วขึ้น

ก้าวข้ามความขัดแย้งยกฐานะ “มหานครภูเก็ต ต้นแบบจังหวัดจัดการตนเอง”

สถานการณ์ของภูเก็ต ที่ฝ่ายปกครองแตกแยกกันในห้วงเวลาที่มีปัญหามากมายให้แก้ไข ผลประโยชน์มาบังตา ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายที่อ้างตัวว่า เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายก้าวหน้า ควรเสนอแนวคิด ผู้ว่าฯ หรือผู้บริหารเมืองควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง อาจจากเรียกฝ่ายบริหารว่า ผู้ว่าราชการนครภูเก็ต หรือนายกนครภูเก็ต ก็แล้วแต่ฝ่ายนิติบัญญัติจะออกแบบมา มีสภาฯควบคุมฝ่ายบริหารเหมือน กทม.หรือพัทยา
ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค หรือถ่ายโอนภารกิจไปให้ท้องถิ่นใหม่

จริง ๆ แล้วภูเก็ตเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น “พื้นที่ต้นแบบ” ของการกระจายอำนาจ เพราะมีลักษณะพิเศษหลายอย่าง เช่น ความเป็นเกาะ เมืองท่องเที่ยว

-มีรายได้จากการท่องเที่ยวระดับโลก
-มีประชากรแฝงจำนวนมาก
-มีปัญหาเมืองที่ซับซ้อนกว่าจังหวัดทั่วไป
-สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาล แต่กลับมีอำนาจตัดสินใจด้านงบประมาณและการบริหารจำกัด

หากจะเสนอแนวคิดเชิงนโยบาย อาจเรียกว่า “มหานครภูเก็ต” คล้ายรูปแบบของ กรุงเทพมหานคร หรือ เมืองพัทยา

รูปแบบที่อาจเป็นไปได้
-ผู้ว่าราชการมหานครภูเก็ต
หรือ
-นายกมหานครภูเก็ต

ทำหน้าที่บริหารเมืองโดยตรง มีสภามหานครภูเก็ตืทำหน้าที่
-อนุมัติงบประมาณ/ออกข้อบัญญัติ
-ตรวจสอบฝ่ายบริหาร
-ตั้งกระทู้ถาม
-ตรวจสอบโครงการของฝ่ายบริหาร

ยุบราชการส่วนภูมิภาคในพื้นที่ /โอนย้ายภารกิจ /บุคลากร /เครื่องมือ ไปขึ้นกับหน่วยใหม่ เปิดสมัครใจให้เลือกจะ
เข้าสู่ระบบมหานครภูเก็ต
หรืออยู่กับระบบเก่าที่จะต้องโอนไปขึ้นกับส่วนกลาง หรือจังหวัดอื่น

หน่วยงานที่อาจจะต้องโอนย้ายไป เช่น
-ผังเมือง
-ขนส่งมวลชน
-การจัดการชายหาด
-สิ่งแวดล้อม
-น้ำเสีย
-การท่องเที่ยว
-การอนุญาตก่อสร้างบางประเภท

การบริหารในรูปแบบใหม่ มีข้อดี ประชาชนเลือกคนบริหารโดยตรง
ผู้บริหารตอบโจทย์คนภูเก็ตมากกว่าราชการจากส่วนกลาง
แก้ปัญหาเมืองได้รวดเร็ว
วางแผนเมืองระยะยาวได้
สอดคล้องกับเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

แต่ก็มีข้อกังวล อาจเกิดการผูกขาดอำนาจโดยกลุ่มการเมืองท้องถิ่นบ้านใหญ่ จึงต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง รัฐบาลกลางอาจกังวลเรื่องความเป็นเอกภาพในการบริหารประเทศ ต้องแก้กฎหมายหลายฉบับ ทั้งโครงสร้างกระทรวงมหาดไทยและกฎหมายปกครองท้องถิ่น

ประเด็นที่น่าขายทางการเมือง

หากมองในเชิงนโยบายสาธารณะ ภูเก็ตถือเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมมากที่สุดจังหวัดหนึ่งสำหรับการทดลองรูปแบบ “มหานคร” เพราะมีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่ มีฐานรายได้ชัดเจน และมีปัญหาเมืองที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็วกว่าโครงสร้างราชการส่วนภูมิภาคแบบเดิม แต่โจทย์สำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ เพียงอย่างเดียว หากคือการออกแบบระบบตรวจสอบถ่วงดุลให้เข้มแข็งพอที่จะป้องกันการรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง ไปสู่การรวมศูนย์อำนาจในมือกลุ่มการเมืองท้องถิ่นแทน
รูปแบบการบริหารเมืองใหม่อาจจะเรียกว่า
“จังหวัดจัดการตนเอง” อันเป็นแนวคิดที่มีทั้งข้อดีและข้อท้าทาย แต่สำหรับจังหวัดอย่างภูเก็ต ผมมองว่าเป็นแนวคิดที่ควรศึกษาอย่างจริงจัง

จังหวัดจัดการตนเอง คืออะไร

ไม่ใช่การแยกประเทศ ไม่ใช่รัฐอิสระ

แต่เป็นการให้ประชาชนในจังหวัดมีอำนาจกำหนดอนาคตของตัวเองมากขึ้น เช่น

-เลือกผู้บริหารจังหวัดโดยตรง
-จัดทำงบประมาณได้เองมากขึ้น
-กำหนดแผนพัฒนาเมืองเอง
-บริหารขนส่ง สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และบริการสาธารณะบางส่วนเอง

รัฐบาลกลางยังดูแลเรื่อง
-ความมั่นคง
-การต่างประเทศ
-การคลังระดับชาติ
-กระบวนการยุติธรรมหลัก

แนวคิดนี้มาจากทฤษฎีทางการเมือง “คนในพื้นที่รู้ปัญหาของพื้นที่ดีที่สุด”
ภูเก็ตย่อมเข้าใจปัญหาการท่องเที่ยว การจราจร น้ำเสีย และแรงงานต่างชาติดีกว่าส่วนกลาง
ลดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาหลายเรื่องไม่ต้องรออนุมัติจากกรุงเทพฯเกิดการแข่งขันเชิงพัฒนา แต่ละจังหวัดต้องพัฒนาตัวเองเพื่อดึงดูดการลงทุนและคุณภาพชีวิต

ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้น รู้ว่าใครรับผิดชอบ ไม่ต้องโยนกันระหว่างกระทรวง จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ข้อเสียและความเสี่ยง
นักการเมืองท้องถิ่นอาจครอบงำอำนาจ
หากระบบตรวจสอบอ่อนแอ อาจเกิด “เจ้าพ่อจังหวัด” หรือเครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่น

ปัญหาใหญ่คือ กระทบต่อโครงสร้างของกระทรวงมหาดไทย และระบบราชการส่วนภูมิภาคทั้งหมด ที่ราชสีห์จะหวงอำนาจ อันเป็นอุปสรรคใหญ่ของระบบเสนาบดี

ถ้าถามว่า “ภูเก็ตพร้อมหรือยัง”
หลายคนมองว่าภูเก็ตเป็นจังหวัดที่พร้อมที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะ
-มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่
-มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูง
-มีความเป็นเมืองสากล
-มีปัญหาเฉพาะที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็ว

ดังนั้นแนวคิดที่เป็นไปได้มากกว่าในทางการเมือง คือ
“มหานครภูเก็ต” หรือ “ภูเก็ตปกครองตนเองรูปแบบพิเศษ”
คล้ายกับกรุงเทพมหานครหรือพัทยา แต่มีอำนาจมากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป

“จะออกแบบอย่างไรให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น โดยยังมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง”
ในสถานการณ์ ภูเก็ตจังหวัดจัดการตนเอง น่าจะเป็นประเด็นที่หยิบขึ้นมาถกกันมากที่สุด

EM เป็นเพียงมาตรการเสริม!! น้ำ EM ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายบ่อขยะหัวไทร ตรวจระบบฝังกลบ–น้ำชะขยะตามมาตรฐานจริง จี้หน่วยงานรัฐ สาธารณสุขร่วมตรวจ อย่าปล่อยประชาชนรับกรรม

น้ำ EM ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหาบ่อขยะหัวไทร

บ่อขยะหัวไทรแจ้งว่า รับกำจัดขยะให้ท้องถิ่น 19 แห่ง ด้วยวิธีฝังกลบ และใช้น้ำ EM ป้องกันกลิ่นและช่วยย่อยสลายด้วย

บริษัทบ้านบ่าวสาวจำกัด แจ้งผ่านเฟสบุ้คว่า รับจัดการขยะของท้องถิ่นในอำเภอหัวไทรและใกล้เคียงจำนวน19ท้องถิ่นทั้งเทศบาลและอบต.จำนวนขยะวันหนึ่งประมาณ 45 ตัน โดยวิธีฝังกลบและคัดแยกรีไชเคิลเป็นบางส่วน ใช้น้ำหมักEMฉีดพ่นป้องกันกลิ่นและช่วยย่อยสลาย มีบ่อบำบัดน้ำเสีย น้ำชะขยะบำบัดน้ำโดยใช้จุลินทรีย์สูตรที่คิดค้นร่วมกับนักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักณ์และ มอ.สงขลา
เป็นบ่อขยะที่ได้รับการรับรองจากสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 เป็นบ่อฝังกลบถูกต้องตามหลักวิศวกรรมแห่งเดียวในจังหวัดนครศรีธรรมราช
ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบแนะนำ

สำหรับปัญหาที่เกิดการมีกลิ่นรบกวนชุมชนข้างเคียงเป็นบางครั้งทางบริษัทต้องกราบขออภัยต่อผู้ไดรับผลกระทบด้วยและจะพยายามแก้ไขจัดการให้ปัญหาหมดในที่สุดและจะทำทุกอย่างตามคำแนะนำของทุกหน่วยงาน”เราจะร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน“

ข้อมูลในเชิงวิชาการในการจัดการขยะด้วยการฝั่งกลบ และใช้น้ำ EM เป็นตัวช่วย เพื่อร่วมกันช่วยตรวจสอบว่าบ่อกำจัดขยะหัวไทร ดำเนินการถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ ซึ่งสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 (สุราษฏร์ธานี) จะเข้าไปตรวจสอบในวันที่ 29 มิถุนายนนี้

ในทางวิชาการและการจัดการหลุมฝังกลบขยะอย่างถูกหลักสุขาภิบาล (Sanitary Landfill)

-ไม่มีมาตรฐานการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ (EM) เป็นระบบหลัก แต่จะใช้เป็น ตัวช่วย หรือมาตรการเสริม

-มาตรการเสริมเพื่อลดผลกระทบ (Mitigation Measure) ในระยะสั้น เช่น ช่วยดับกลิ่นและเร่งการย่อยสลายขยะอินทรีย์ก่อนฝังกลบสถานะของการใช้อีเอ็ม (EM) ในระบบฝังกลบขยะ

-ในหลักเกณฑ์ของ กรมควบคุมมลพิษ การฝังกลบที่ถูกต้องจะเน้นการควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันมลพิษในระยะยาว

การใช้ EM ราดกองขยะสามารถทำได้ แต่มีข้อจำกัดที่ควรทราบดังนี้ครับ

-การใช้เพื่อควบคุมเหตุรำคาญ (กลิ่นและแมลง): ในทางปฏิบัติ การจัดการสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย มักนำ EM เจือจาง (อัตราส่วน 100-500 เท่า) ฉีดพ่นเพื่อลดกลิ่นเหม็นและไล่แมลงวันบริเวณหน้าเทขยะการเร่งการย่อยสลาย: หมายถึงความเข้มข้นสูง ปริมาณมากพอ ความถี่ในการฉีดพ่นราดรดลงกองขยะ เวลาที่ฉีดพ่น ต้องในช่วงเวลาอากาศเย็นไม่มีแสงแดด ไม่ร้อนจัด ช่วงเวลาพลบค่ำจึงดีที่สุด และไม่ฉีดพ่นในวันที่ฝนตก

-จุลินทรีย์ใน EM ช่วยย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้รวดเร็วขึ้น ทำให้อัตราการยุบตัวของขยะในหลุมฝังกลบสูงขึ้นข้อพึงระวังและข้อจำกัดทางวิชาการห้ามใช้แทนการฝังกลบแบบถูกสุขาภิบาล: การราด EM ไม่ได้ทำให้ขยะทั้งหมดหายไปหรือปลอดสารพิษ หลุมฝังกลบยังคงต้องมีการบดอัดขยะเป็นชั้น และกลบด้วยดินหนาอย่างน้อย 15 ซม. ทุกวัน เพื่อป้องกันการคุของไฟและสัตว์พาหะ

-ไม่ได้แก้ปัญหาน้ำชะขยะ (Leachate) ระยะยาว: แม้ EM จะช่วยย่อยสารอินทรีย์ แต่น้ำชะขยะที่ไหลออกจากหลุมฝังกลบยังคงมีค่าความสกปรกสูง (BOD/COD) และอาจมีโลหะหนักปนเปื้อน จึงจำเป็นต้องมีระบบรวบรวมน้ำชะขยะไปบำบัดในบ่อบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน

-หมายเหตุ EM./Effective Microorganism หรือจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ มีหลายชนิดหลายสายพันธุ์ในทางวิชาการตัวท็อปที่ดีที่สุดที่ได้จากการเพาะและแยกเชื้อบริสุทธิ์เท่านั้นคือในการย่อยสลายของเน่าเสียคือเชื้อBS/Bacillus Subtilis และสารเร่งที่ใช้สำหรับย่อยน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นคือ สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 จาก กรมพัฒนาที่ดิน หรือสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายสารอินทรีย์

-EM.มิใช่คำตอบสุดท้ายโครงสร้างการบริหารจัดการที่ถูกต้องตามมาตรฐานกรมควบคุมมลพิษต่างหากคือคำตอบ อย่าหลงทางในท่ามกลางความมืด

เมื่อสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 เข้าไปตรวจสอบ ควรมีองค์กรท้องถิ่น ตัวแทนภาคประชาชน ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการร่วมตรวจสอบด้วย น่าแปลกใจว่า ในการเข้าไปเก็บตัวอย่าง น้ำดิน ขยะ ไปตรวจสอบวันก่อน ไม่มีตัวแทนท้องถิ่นเข้าร่วมด้วย ทั้งๆที่เขาดูแลประชาชนในพื้นที่อยู่

นอกจากหน่วยงานตามที่กล่าวมาแล้ว สาธารณะสุขอยู่ไหน ไม่เห็นมีส่วนร่วมตรวจสอบ

ได้แต่หวังว่า ปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างเร็ววัน ก่อนฝนใหญ่จะมาปลายปีนี้ อย่าปล่อยให้ประชาชนรับกรรมบนผลประโยชน์ส่วนบุคคล

ใครทำงาน ใครหายตัว?! ‘นายกฯ อนุทิน’ ชูผลงานเป็นตัวชี้วัด จับตารัฐมนตรีเงียบเสี่ยงหลุดเก้าอี้ เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน เปิดบัญชีคนชื่อหาย–ผลงานไม่ชัด ก่อนศึกปรับ ครม.

เปิดรายชื่อรัฐมนตรีที่โลกลืม ทำอะไรอยู่ตรงไหน ไม่มีใครรู้ หมดเวลาฝึกงาน

นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีระกูล ออกมาตอกย้ำแล้วว่า จะประเมินผลงานของรัฐบาลใน 1 ปี และอาจเป็นข้อมูลไปกองบนโต๊ะ นำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคต ในสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังถูกรุมกระหน่ำ ตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพรรคฝ่ายค้าน สื่อมวลชน และภาคประชาชน

เรามาไล่เรียงกันดูว่า รัฐมนตรีคนไหนบ้างที่หลังได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีแล้ว ชื่อหายไป ไม่รู้ทำอะไรอยู่ที่ไหน ไม่ปรากฏเป็นข่าว เช็คดูเบื้องต้น มีทั้งบ้านใหญ่ และลูกเทพ

“เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน” และต้องมีผลงานที่ประชาชนมองเห็นได้จริง” อนุทินย้ำ

รัฐมนตรีที่โลกลืม…ไร้ผลงาน

หากพิจารณาจากการรับรู้ของสาธารณะในช่วงที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีหลายคนที่ถูกตั้งคำถามว่า “หายไปไหน” และ “กำลังทำอะไรอยู่”

เริ่มจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดบ้านใหญ่บุรีรัมย์ แม้จะได้รับการขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่บทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบ

เช่นเดียวกับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนางสุขสมรวย วันทนียกุล สองรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แทบไม่มีผลงานหรือภารกิจสำคัญที่ถูกนำเสนอจนกลายเป็นที่จดจำของสังคม

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชรพล ขาวขำ และนายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างก็ยังไม่ปรากฏบทบาทโดดเด่นในระดับประเทศ แม้กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหนึ่งในกระทรวงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ในขณะที่เกษตรกรประสบปัญหามากมายรอรัฐบาลแก้ไขปัญหา

ด้านกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ยังไม่สามารถสร้างภาพจำหรือผลงานที่โดดเด่นจนเป็นที่รับรู้ของสาธารณะได้

ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจในช่วงเข้ารับตำแหน่ง แต่หลังจากนั้นบทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบเช่นกัน

ส่วนในกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังไม่ปรากฏนโยบายหรือผลงานที่กลายเป็นประเด็นสาธารณะในวงกว้าง

แน่นอนว่า การไม่เป็นข่าว ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำงาน เพราะงานจำนวนมากในระบบราชการอาจเกิดขึ้นหลังฉาก แต่ในโลกการเมืองยุคใหม่ การสื่อสารผลงานและการสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จทางการเมืองเช่นกัน

เมื่อผู้นำรัฐบาลประกาศชัดว่าจะใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัด และพร้อมปรับเปลี่ยนผู้ที่ไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้ คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนของบ้านใหญ่ หรือใครเป็นลูกเทพทางการเมือง แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นได้ว่า สมควรนั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีต่อไป

อีกไม่ถึงหนึ่งปีข้างหน้า บัญชีรายชื่อรัฐมนตรีที่เงียบหายเหล่านี้ อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญบนโต๊ะพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นได้

คดีลอบสังหาร ‘สส.กมลศักดิ์’ ยังไม่จบ!! ยิงถล่มเกือบ 30 นัดหวังสังหาร สส.กมลศักดิ์ พรรคประชาชาติเร่งจี้ลากตัวผู้บงการ หลังพบพฤติการณ์วางแผนเป็นระบบ จี้อายัดข้อมูล สาวให้ถึงคนสั่งฆ่า

คดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ “วันนอร์-ทวี” จี้อายัดข้อมูลการใช้มือปืน สาวถึงผู้บงการ

เวลา 01.00 น.เสียงมฤตยูร้าย แผดก้องคำรามขึ้น จากกลุ่มมือปืน หวังลอบสังหาร “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ แต่วิถีกระสุนไม่ได้เฉียดผิวกายของ กมลศักดิ์เลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนร่วม 30 นัด

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องหลายสมัย และเป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงสำคัญในพื้นที่อำเภอบาเจาะและพื้นที่ใกล้เคียง

วันเกิดเหตุกมลศักดิ์พร้อมคนขับรถและผู้ติดตาม เดินทางกลับจากกรุงเทพมหานคร ภายหลังเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เครื่องบินลงจอดสนามบินหาดใหญ่ แวะจอดทานอาหารที่ อ.จะนะ และจอดทำละหมาดที่ อ.เทพา จ.สงขลา โดยในการเดินทางกมลศักดิ์เลือกเครื่องบินไฟด์สุดท้ายที่ลงหาดใหญ่

ขณะรถยนต์กำลังจะเข้าบ้านพักในพื้นที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส คนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะ ดักซุ่มอยู่บริเวณใกล้บ้าน ก่อนใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถยนต์อย่างต่อเนื่อง กระสุนจำนวนมากพุ่งเข้าใส่ตัวรถ ส่งผลให้คนขับรถและผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่กมลศักดิ์รอดชีวิตจากการหมอบหลบภายในรถทันเวลา

จากการตรวจสอบพบว่า
-คนร้ายมีการวางแผนล่วงหน้า
-มีการติดตามความเคลื่อนไหวของเป้าหมาย
-เลือกช่วงเวลากลางดึกซึ่งมีผู้คนสัญจรน้อย
-ใช้อาวุธปืนสงครามในการก่อเหตุ
-หลังก่อเหตุสามารถหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว

ฝ่ายความมั่นคงและตำรวจประเมินว่าเป็นปฏิบัติการที่มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไปหรือเหตุทะเลาะวิวาทส่วนบุคคล

ผลการสืบสวนเบื้องต้นของตำรวจและหน่วยความมั่นคง พบว่ามีผู้ร่วมขบวนการอย่างน้อย 5 คน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้บางส่วน โดยพฤติการณ์บ่งชี้ว่ามีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้งการสะกดรอย ติดตามข่าวสาร และจัดเตรียมยานพาหนะสำหรับก่อเหตุและหลบหนี

กมลศักดิ์ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติม โดยระบุว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลบางกลุ่ม รวมถึงมีการกล่าวหาว่านายทหารเรือ 2 นายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการวางแผนหรือจัดหาทรัพยากรที่ใช้ก่อเหตุ

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีข้อสงสัยหลายประเด็น ได้แก่

1. แรงจูงใจที่แท้จริงของผู้บงการ /กลุ่มมือปืน
2. ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ก่อเหตุกับบุคคลในหน่วยงานรัฐ
3. ที่มาของอาวุธปืนสงครามที่ใช้ก่อเหตุ
4. เครือข่ายผู้สนับสนุนทางการเงินและการข่าว

กมลศักดิ์เคยเปิดเผยว่าพบข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ถูกนำมาใช้ในคดี ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวข้องกับบัญชีอาวุธของหน่วยงานรัฐ และเรียกร้องให้มีการสอบสวนถึงตัวผู้บงการอย่างจริงจัง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจต่อสังคมและวงการการเมืองชายแดนใต้ เนื่องจากเป็นกรณีลอบสังหารสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจ พรรคประชาชาติได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงเร่งคลี่คลายคดี พร้อมยกระดับมาตรการคุ้มครองนักการเมืองและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ล่าสุดวันมูหะมัดนอร์ มะทา และทวี สอดส่อง สองผู้ใหญ่ของพรรคประชาชาติ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เรียกร้องให้อายัดข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของกลุ่มคนร้ายที่จับกุมได้แล้ว เพื่อสืบค้นการเชื่อมโยงกับผู้บงการที่ยังลอยนวลอยู่

คดีลอบสังหารกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถือเป็นคดีสำคัญของปี 2569 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลักษณะการก่อเหตุสะท้อนถึงการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายชัดเจน แม้ผู้เสียหายจะรอดชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ขณะที่การสืบสวนยังคงเดินหน้าขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการและผู้บงการเบื้องหลัง ซึ่งจนถึงปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก!! พรรคเล็กไม่ต้องรวยที่สุด แต่ต้องชัดที่สุด เปิดสูตรแจ้งเกิดในสนามการเมืองยุคทุนครองเมือง เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง ชูยุทธศาสตร์ศรัทธาชนทุนใหญ่

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก สูตรความอยู่รอดในยุคประชาธิปไตยเงินสด

การเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา น่าสนใจว่า พรรคเล็กหลายพรรคแจ้งเกิด 1 ที่นั่งบ้าง 2 ที่นั่งบ้าง 3 ที่นั่งบ้าง และที่สำคัญได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ด้วยระบบการเลือกตั้งมี 2 ระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ

เช่น พรรคครูไทย พรรคท้องถิ่นไทย พรรคท้องที่ไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ หรืออย่างการเลือกตั้งล่าสุดปี 69 มีพรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยภักดี หรือแม้แต่พรรคเศรษฐกิจ ก็แจ้งเกิดทางการเมือง แต่ก็มีบางพรรคที่ไม่สำเร็จก็มี เช่น พรรคพร้อม

พรรคที่สำเร็จ ส่วนใหญ่ก็จะมีนักการเมืองตัวจี๊ด แสดงนำ เช่น เต้-มงคลกิตติ์ หมอวรงค์ ราเชน และ/หรือ พล.อ.รังษี ซึ่งตัวจี๊ดเหล่านี้จะใช้คำพูดแรงๆ นโยบายแปลกๆ อาจจะเป็นที่ถูกใจของสายฮาร์ดคอ

ล่าสุดมาร์ค พิตบูล กำลังจะเดินสายนี้ ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์พรรคเล็ก เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง แต่เลือกตั้งจริงอาจจะได้ 2-3 ที่นั่ง

มาร์ค พิตบูล กำลังจะเข้าไปนั่งบริหาร เป็นหัวหน้าพรรคศรัทธา ที่จะใช้พรรคพร้อม เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคศรัทธา ช่วงนี้เป็นช่วงระดมพรรคพวกร่วมกันก่อตั้งพรรค

พรรคเล็กควรมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอย่างไร เพื่อให้ถูกใจประชาชนในสถานการณ์ที่การภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไป เงินสด (money politic) เป็นตัวกำหนดชัยชนะ

มีผู้นำพรรคที่โดดเด่นในการนำเสนอประเด็นปัญหาสังคม

แค่ในอนาคต พรรคเล็กที่อยู่รอดอาจไม่ใช่พรรคที่มีเงินมากที่สุด แต่เป็นพรรคที่มี “เรื่องเล่า” มีจุดยืน และมีบุคลิกทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุด เพราะในยุคที่ประชาชนรับข้อมูลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือทุกวัน การเมืองไม่ใช่เพียงการแข่งขันเรื่องทุนอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเรื่องความสนใจของประชาชน และสำหรับพรรคเล็ก การทำให้ประชาชนหันมาฟัง อาจเป็นชัยชนะก้าวแรกที่สำคัญกว่าการมีงบประมาณมหาศาลเสียด้วยซ้ำ

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก : สูตรอยู่รอดในสมรภูมิการเมืองยุคทุนครองเมือง

การเมืองไทยในปัจจุบันเป็นการเมืองยุคทุนนิยมทางการเมืองมีบทบาทสูงขึ้น การเลือกตั้งหลายพื้นที่ถูกกำหนดด้วยเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ฐานคะแนนเดิม และเม็ดเงินมหาศาล ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กยากที่จะต่อสู้กับพรรคใหญ่ในสนามเดียวกัน

แต่ประสบการณ์จากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องมีเงินมากที่สุด ขอเพียงมียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ก็สามารถแจ้งเกิดและส่งตัวแทนเข้าสภาได้เช่นกัน ด้วยการเลือกตั้งสองระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ การคำนวณคะแบบไม่ตกหล่น

ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก

1. หา “จุดยืน” ให้เจอ อย่าเป็นพรรคสารพัดนึกความผิดพลาดของพรรคเล็กจำนวนมาก คือ พยายามพูดทุกเรื่องเหมือนพรรคใหญ่
ในความเป็นจริง พรรคเล็กต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน จนประชาชนจดจำได้ทันทีว่า พรรคนี้เกิดมาเพื่ออะไร
บางพรรคยืนเรื่องชาตินิยม บางพรรคยืนเรื่องท้องถิ่น บางพรรคยืนเรื่องเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย
ยิ่งชัด ยิ่งมีโอกาสสร้างฐานเสียงเฉพาะกลุ่มได้

2. ต้องมี “ตัวจี๊ด” เป็นหัวหอกนำ การเมืองยุคสื่อออนไลน์คือการแข่งขันด้านความสนใจ พรรคเล็กไม่มีงบประมาณซื้อสื่อจำนวนมาก จึงต้องใช้บุคคลเป็นสื่อ ผู้นำพรรคต้องมีบุคลิกโดดเด่น กล้าพูด กล้าแสดงจุดยืน สร้างประเด็นได้ด้วยตัวเอง และต่อเนื่อง (ทฤษฎีของอัลโตนิโอ กรัมชี่)
บางคนอาจไม่ชอบก็ได้ แต่ต้องไม่มองข้ามคนชอบก็มี แต่ทำอย่างไรให้แปลเป็นคะแนน สำหรับพรรคเล็ก การถูกพูดถึงสำคัญกว่าการถูกลืม

3. เปลี่ยนโซเชียลมีเดียให้เป็น “สถานีโทรทัศน์ของพรรค”อดีตพรรคเล็กเสียเปรียบเพราะไม่มีสื่อ
แต่ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั้งประเทศ
ไลฟ์สดทุกวัน ทำคลิปสั้นทุกวัน สื่อสารทุกวันในประเด็นทางสังคม นำเสนอทางออกด้วยมธุรสวาจา ไม่กระโชกโฮกฮาก จนกลายเป็นไร้สาระ
เมื่อทำต่อเนื่องนานพอ พรรคจะมีฐานผู้ติดตามที่กลายเป็นฐานคะแนนเสียงในอนาคต

4. เลือกสนามรบ อย่าส่งคนทั่วประเทศ เลือกส่งผู้สมัครในเขตเป้าหมาย ไม่หว่านไปทั่ว พรรคเล็กจำนวนมากพ่ายแพ้ เพราะอยากเป็นพรรคใหญ่เร็วเกินไป
ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดลงใน 5-10 เขตเลือกตั้งที่มีศักยภาพ และเป็นพื้นที่เป้าหมาย ชนะ 2 ที่นั่ง ดีกว่าแพ้ 400 เขต

5. สร้างเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ นายกฯอบต.ส่ง.อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อดีตสมาชิกสภาท้องถิ่น กลุ่มอาชีพ และผู้นำชุมชน คือกำลังสำคัญของพรรคเล็ก
แม้จะไม่มีเงินมหาศาล แต่หากมีเครือข่ายคนทำงานในพื้นที่ ก็สามารถสร้างคะแนนเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเมืองไทยยังคงเป็นการเมืองที่ต้องใช้ “คนรู้จัก” ควบคู่กับ “คนรู้ใจ”

6. สร้างประเด็นก่อนเลือกตั้ง อย่ารอหาเสียง
หลายพรรคเริ่มทำงานการเมืองก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือน แต่พรรคที่ประสบความสำเร็จ มักสร้างประเด็นต่อเนื่องตลอด 4 ปี ยิ่งมีเวลาทำงานมากยิ่งดี ออกมาแสดงความคิดเห็นทุกเรื่องที่ประชาชนสนใจ แต่เน้นประเด็นที่เป็นจุดยืนของพรรคให้มาก ทำให้ชื่อพรรคติดอยู่ในความทรงจำของสังคม เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนจึงรู้จักพรรคอยู่แล้ว

7. ตั้งเป้าหมายให้เหมาะกับขนาดพรรค พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องฝันเป็นรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
เป้าหมายที่เหมาะสมอาจเป็น 1 ที่นั่ง 3 ที่นั่ง หรือ 5 ที่นั่ง

เพราะการมี ส.ส.แม้เพียงคนเดียว ก็สามารถสร้างพื้นที่สื่อ สร้างการยอมรับ และต่อยอดสู่การเติบโตในอนาคตได้

การเมืองไม่ใช่การแข่งขันระยะสั้น แต่เป็นการวิ่งมาราธอน
หลายพรรคใหญ่ในวันนี้ ก็เคยเริ่มต้นจากพรรคเล็กเมื่อวานนี้

สรุปว่า ในยุคที่เงินยังมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง พรรคเล็กอาจไม่มีทางเอาชนะพรรคใหญ่ด้วยงบประมาณ
แต่สามารถเอาชนะด้วยความชัดเจน ความแตกต่าง และความสามารถในการดึงความสนใจของประชาชน
เพราะในโลกการเมืองปัจจุบัน พรรคที่ประชาชนมองเห็น ย่อมมีโอกาสมากกว่าพรรคที่มีเงิน แต่ไม่มีตัวตน

บางครั้ง เสียงที่ดังที่สุดในสภา ก็อาจไม่ได้มาจากพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดเสมอไป ตัวอย่างมีให้เห็น ทำไม “หมอวรงค์”จึงเสียงดัง เป็น ส.ส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี

นายก อบจ.สงขลา บนเก้าอี้ร้อน!! ‘สุพิศ’ ยังมุ่งมั่น แต่เก้าอี้ อบจ.สงขลาไม่ง่าย ปมเรือท้องแบนคือบทพิสูจน์ความโปร่งใสครั้งใหญ่ ยังต้องพิสูจน์อีก 3 ปี เส้นทาง อบจ.สงขลาไม่โรยกลีบกุหลาบ ถูกจับตาปมเรือท้องแบน แต่ยังเดินหน้าพิสูจน์ผลงาน

“สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ที่นายหัวไทรรู้จัก “ยังมุ่งมั่น ตั้งใจสูง”

สุพิศ พิทักษ์ธรรม นั่งบริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.)ในตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น จากภาคประชาชน นำโดยพี่ใหญ่ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ นักธุรกิจ ทนายอาร์ม สุวรรณรักษา เกรียงไกร คมขำ และอีก 2-3 คน

จริงๆลูกชายของเฉลิมชัย หรือเถ้าแก่หลี ก็เป็นรองนายกฯอบจ.สงขลาอยู่ด้วยนะ คือฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ แต่คนอย่างเถ้าแก่หลี เดินหน้าลุย เพื่อประโยชน์รักผลประโยชน์ของบ้านเมือง ดูแลภาษีที่ตัวเองจ่ายไป

ล่าสุดภาคประชาชนนำโดยเถ้าแก่หลี นำทีมลุยเข้าไปเก็บข้อมูลเรื่องการจัดซื้อเรือท้องแบนของ อบจ.ช่วงวิกฤตน้ำท่วมสงขลา 74 ลำ จากแผนที่ตั้งงบไว้ 100 ลำ เฉลี่ยลำละ 400,000 บาท

แรงเสียดทานสุดจะทน อบจ.ต้องออกมาชี้แจงถึงโครงการจัดซื้อเรือท้องแบน

แต่เมื่อมีข่าวซ้ำมาจากเทศบาลนครหาดใหญ่ในการจัดซื้อเรือกู้ภัยกับข้อสังเกตแพงเกินเหตุหรือเปล่า ปปช./สตง.ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบจะเข้าไปตรวจสอบทั้ง อบจ.สงขลา และเทศบาลนครหาดใหญ่ 26 มิ.ย.นี้

การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐโดยภาคประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนครับ ในขณะเดียวกัน สื่อบางสื่อ ทำตัวเป็นภาคประชาชน แต่หวังผลทางการเมือง เอาข้อมูลอันเป็นเท็จไปลง เพื่อต้องการทำลายความเชื่อมั่นในการบริหารงาน และเพื่อเรียกกระแส สร้างเครดิตให้กับตนเอง ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ทำให้สังคมสับสน แต่ยังกลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ทางภาคประชาชนก็ยังตั้งข้อสังเกตว่า ราคาถัวเฉลี่ยลำละ 400,000 บาท กับภาคที่เห็นราคาน่าจะต่ำกว่านี้ ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ

หากถามว่า ผมรู้จัก “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” มากน้อยแค่ไหน คงต้องตอบตามตรงว่า ไม่ได้เป็นคนสนิทสนมหรือรู้จักมักคุ้นกันเป็นการส่วนตัว ถึงขั้นคลุกคลีตีโมง เพียงแต่มีโอกาสพบปะพูดคุยกันอยู่ 3 ครั้ง เพื่อสัมภาษณ์ในฐานะนักข่าวเท่านั้น ผมยังรักษาระยะห่างระหว่างนักข่าวกับแหล่งข่าวตามจรรยาบรรณสื่อ

ครั้งแรก ก่อนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ผมได้พูดคุยสัมภาษณ์ถึงแนวคิด เจตนารมณ์ และนโยบายในการลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมกับสมพร หลงจิ นักข่าวอาวุโส และมีผู้ร่วมสังเกตการณ์อีก 2-3 คน

ครั้งที่สอง หลังจากได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ไม่ได้สัมภาษณ์ แค่พบปะกันร้านอาหารก่อนถึงสนามบินหาดใหญ่ ผมไปรอขึ้นเครื่อง

และครั้งที่สาม ในวาระครบรอบ 1 ปีของการบริหารงาน อบจ.สงขลา จึงอยากรู้ว่า นโยบายที่แถลงไว้ได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว กี่เปอร์เซ็นต์

แม้จะมีโอกาสพบกันไม่มาก แต่ก็พอเห็นเส้นทางชีวิตและวิธีคิดของชายคนนี้อยู่บ้าง ได้เคยฟังเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับสุพิศอยู่ไม่น้อย

จากลูกชาวบ้านปะโอ สู่รองอธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมฝนหลวง และนายกฯอบจ.สงขลา

เท่าที่ทราบ สุพิศเป็นลูกชาวบ้านปะโอ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เริ่มต้นชีวิตราชการในกรมชลประทานจากตำแหน่งเล็ก ๆ ระดับซี 1

การเติบโตจากข้าราชการชั้นผู้น้อย จนก้าวขึ้นไปถึงตำแหน่งผู้อำนวยการกองช่าง รองอธิบดีกรมชลประทาน ถือว่าไม่ธรรมดา ต้องอาศัยทั้งความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นอย่างมาก

ต่อมา สุพิศถูกโยกไปเป็นอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ท่ามกลางกระแสข่าวและข้อครหาหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงดำรงตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีคดีใดที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลจนมีคำพิพากษาถึงที่สุด ขณะที่ประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลา ก็ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบและยุติลงแล้วเช่นกัน

เดิมพันครั้งใหญ่บนสนามการเมือง

การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพื่อเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของชีวิต

หลายคนมองว่า หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งในเวลานั้น สุพิศมีความพร้อมมากกว่า ทั้งประสบการณ์บริหาร เครือข่าย และปัจจัยสนับสนุนในหลายด้าน

ผลการเลือกตั้งก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เขาสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างขาดลอย และก้าวขึ้นมาเป็นนายก อบจ.สงขลา

แต่ชัยชนะในการเลือกตั้ง ไม่ได้หมายความว่าหนทางหลังจากนั้นจะราบรื่นเสมอไป

นายก อบจ.ที่ถูกจับตามอง

ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา การบริหารงานของสุพิศถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดเวลา

ในสังคมสงขลา มีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงตั้งข้อสังเกต โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่ถูกประชาคมคนสงขลาจับตามอง และมีคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใส การใช้งบประมาณ และความคุ้มค่าในการดำเนินงาน แต่ก็มีหน่วยงานตรวจสอบ ที่ ปปช.และ สตง.เข้าใจว่า หลายเรื่องภาคประชาชนยื่นร้องไปทั้งสองหน่วยงานตรวจสอบแล้ว 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ สุพิศไม่ใช่คนที่หวั่นไหวต่อแรงกดดันแรงเสียดทานมากนัก

เขายังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวคิดการขับเคลื่อนจังหวัดสงขลาไปสู่การเป็น “เมืองกีฬา” ผ่านกิจกรรมและการแข่งขันระดับต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมจัดงานมวยไทยไฟท์ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่บนความมุ่งมั่นตั้งใจของสุพิศ โดยเฉพาะการผลักดันโครงการใหญ่ เน้นการก่อสร้าง มีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ ไม่อาจทราบได้ และยังพิสูจน์ไม่ได้

จุดแข็งและจุดท้าทาย

หากจะวิเคราะห์ในมุมส่วนตัว ผมมองว่า สุพิศยังคงมีบุคลิกของ “ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่” แฝงอยู่มาก อันเป็นบุคคิคที่แตกต่างจากนักการเมือง อันเป็นปัญหาในการวางตัว

ด้วยเส้นทางชีวิตที่เติบโตมาจากระบบราชการ การทำงานจึงมักสะท้อนรูปแบบการสั่งการ การกำหนดทิศทาง และการขับเคลื่อนงานแบบผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่

แต่สนามการเมืองท้องถิ่นนั้นแตกต่างจากระบบราชการ นักการเมืองจำนวนมากเลือกใช้วิธีรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย สร้างฉันทามติ และค่อยตัดสินใจ ขณะที่สุพิศดูจะเป็นคนทำงานรวดเร็ว ตรงไปตรงมา และบางครั้งถูกมองว่าแข็งกร้าวหรือมุทะลุในสายตาของผู้วิจารณ์

นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การนั่งเก้าอี้นายก อบจ.สงขลาของเขา ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และต้องเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา

บทพิสูจน์ยังไม่จบ

อย่างไรก็ตาม สุพิศ พิทักษ์ธรรม เพิ่งเริ่มต้นการทำงานในวาระนี้เท่านั้น เวลายังเหลืออีกเกือบ 3 ปีเต็มสำหรับการพิสูจน์ผลงาน พิสูจน์แนวทางบริหาร และพิสูจน์ว่าการตัดสินใจออกจากชีวิตราชการมาสู่สนามการเมืองท้องถิ่นนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่

เส้นทางข้างหน้ายังมีทั้งอุปสรรค ความท้าทาย และคำถามอีกมากมายรออยู่

ส่วนบทสรุปสุดท้ายของ “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ในฐานะนายก อบจ.สงขลา จะออกมาเป็นอย่างไร คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นผู้ให้คำตอบ

“เถ้าแก่หลี–สุพิศ” มวยถูกคู่สงขลา!! มวยคนละเส้นทางแต่สนามเดียวกัน วัดกันบนเวทีประโยชน์สาธารณะ ‘สุพิศ’ สดกว่าแต่ ‘เถ้าแก่หลี’ หมัดหนัก ศึกตรวจสอบโครงการร้อน อบจ.สงขลายังไม่จบ

“เถ้าแก่หลี&สุพิศ” มวยถูกคู่ในศึกวันดวลงาน อบจ.สงขลา

ผมไม่รู้ว่า “เถ้าแก่หลี“ หรือเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ ลูกพี่ใหญ่สายภาคประชาชน นักธุรกิจสายเหมืองหิน โกรธแค้น หรือเจ็บช้ำน้ำใจอะไรกับ ”สุพิศ พิทักษ์ธรรม“ นายกฯอบจ.สงขลา ที่ ”กัดไม่ปล่อย“ ทั้งๆที่เป็นคนถิ่นฐานบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ย่านสิงหนคร จ.สงขลา

เส้นทางที่เดินของทั้งสองคนก็ไม่น่าจะมาบรรจบกันจนกลายเป็น ”คู่กัด“ หรือคู่ชก ที่อาจจะพูดได้ว่า ”มวยไฟท์เตอร์“ทั้งคู่

วันก่อนได้กล่าวเล่าความถึง ”สุพิศ“ไปแล้วว่า เป็นคนเกิดบ้านปะโอ สิงหนคร เช่นเดียวกับเถ้าแก่หลี ที่เกิดสิงหนครเหมือนกัน เพียงแต่เส้นทางชีวิตแตกต่างกัน

สุพิศ หลังจบมัธยมต้นจากโรงเรียนแจ้งวิทยา ก็ไปเรียนต่อสายเทคนิค สายช่าง และสอบบรรจุเป็นข้าราชการกรมชลประทาน ในระดับ 1 ไต่เต้าจนเป็น ผอ.กองช่าง เป็นรองอธิบดีกรมชลประทาน แล้วถูกโยกไปกินตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จนสุกงอมแล้วลาออกมาสมัครนายกฯอบจ.สงขลา

ในตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา สุพิศถูกจับตามองและตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน นำทีมโดยนายหัวใหญ่อย่างเถ้าแก่หลี พูดได้ว่ากัดไม่ปล่อย เกาะติดทุกประเด็นร้อน

เถ้าแก่หลี พร้อมทีมภาคประชาชนทำหน้าที่ลุยตรวจสอบทุกโครงการร้อนของ อบจ.สงขลา ที่เรื่องคาอยู่ใน ปปช. /สตง.หลายเรื่อง เรื่องล่าสุดคือ เรือท้องแบน และซุ้มประตู อบจ.

กล่าวถึง “เถ้าแก่หลี” เรียนจบแค่ ป.4 ออกจากระบบการเรียนก็ไปช่วยแม่ขายน้ำตาลแว่น (น้ำผึ้งแว่น) ตระเวนไปทั่วสงขลา ทะลุไปถึงนราธิวาส ด้านเหนือก็ล่องเรือไปถึงนครศรีฯ
ต่อมาผันตัวเองมาจับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จนเป็นรายใหญ่ของสงขลา ก่อนจะมาร่วมหุ้นกับพรรคพวกทำธุรกิจเหมืองหินมีมูลค่าหลายพันล้าน และยังทำอยู่จนถึงปัจจุบันในวัย 70 กว่า และเริ่มทยอยโอนธุรกิจให้ลูกไปทำต่อ

เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ หรือเถ้าแก่หลี ดีดตัวเองจากเด็กเน่ขายน้ำผึ้งแว่น มาเป็นนักธุรกิจและผู้มีบทบาททางสังคมในจังหวัดสงขลา

เป็นเจ้าของกิจการโรงโม่หิน และเกี่ยวข้องกับ บริษัท เขาบันไดนางศิลา จำกัด ในจังหวัดสงขลา
ประสบความสำเร็จในธุรกิจแล้วไม่อยู่นิ่ง บริจาคเงินให้โรงพยาบาลมามาก เช่น โรงพยาบาลสิงหนคร โรงพยาบาลสงขลา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลพัทลุง โรงพยาบาลปากพนัง จนได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นคหบดีและเศรษฐีใจบุญของพื้นที่

-หาเงินบริจาคประมาณ 35 ล้านบาท พร้อมจัดหาที่ดินสร้างอาคารใหม่สร้างอาคารทันตกรรม “ครุอำโพธิ์-คงสุวรรณ” ให้โรงพยาบาลสิงหนคร
-ช่วยเหลือหน่วยงานสาธารณสุขและชุมชนที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง
-ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ ยังทำหน้าที่อยู่จนถึงปัจจุบัน

วันนี้เถ้าแก่หลี กับสุพิศ ถ้าเป็นมวยก็ถือว่า เป็นมวยถูกคู่ สุพิศจะได้เปรียบตรงหนุ่มกว่าสด
กว่า แต่เจอมวยวัดอย่างเถ้าแก่หลี บางหมัดก็เซพิงเชือกไปเหมือนกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top