Friday, 5 June 2026
นายหัวไทร

ไร้สัญญาณตอบรับ ‘อภิสิทธิ์’ กลับประชาธิปัตย์ คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ ‘นายกฯชาย’ ยังขวางลำหรือไม่

(2 ต.ค. 68) การตัดสินใจของนายกฯชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คือคำตอบว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะกลับเข้ามายังพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

ถ้านายกฯชายยังอยู่ อภิสิทธิ์ก็ไม่มา ถ้านายกฯชายไปอภิสิทธิ์ก็มา โจทย์ก็มีอยู่แค่นั้น แต่การที่นายกฯชายบอกว่า จะมีคำตอบ หลังเลือกหัวหน้าพรรคยังขวางลำอยู่ จึงทำให้อภิสิทธิ์ยังเงียบ

ไม่พบหลักฐานที่ “ยืนยันชัดเจน” ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีหลายข่าวที่อ้างถึงท่าที สนับสนุน และการทาบทาม 

Bangkok Post รายงานว่า “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอบรับที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” หลังจากเฉลิมชัย ศรีอ่อนลาออก

สำนักข่าว Thaiger รายงานว่า สาทิตย์ วงศ์หนองเคย ยืนยันว่า อภิสิทธิ์จะกลับเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง   
สำนักข่าว Pattaya Mail รายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์วางแผนจัดเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ ในวันที่ 18 ตุลาคม และ “อภิสิทธิ์ได้รับการยืนยันว่าจะกลับมา”

มีข่าวว่า “ชัยชนะ เดชเดโช” ส.ส. ประชาธิปัตย์ รองหัวหน้าพรรค ได้เข้าพบอภิสิทธิ์ เพื่อเสนอให้การสนับสนุนให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค แต่ในข่าวระบุว่า “อภิสิทธิ์รับฟังและขอบใจ แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ” ในขณะนั้น

มีข่าวว่า “ถาวร เสนเนียม” และนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ต่างประกาศเชียร์อภิสิทธิ์กลับมาชิงหัวหน้าพรรค รวมถึงแฟนพันธุ์แท้ประชาธิปัตย์อีกจำนวนมากต่างสนับสนุนอภิสิทธิ์ให้กลับมา และเชื่อว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ในการฟื้นฟูพรรค และเรียกศรัทธากลับคืนมา

การประเมินยังไม่ถือว่ามีการ “ยืนยันแน่นอน”

แม้จะมีข่าวอ้างว่าอภิสิทธิ์ตอบรับหรือมีการทาบทามจริง แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังอยู่ในลักษณะ คำกล่าวอ้าง หรือรายงานภายนอก ไม่มีเอกสารหรือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากเจ้าตัวเอง หรือจากแหล่งข่าวหลักในพรรคที่ได้รับการตรวจสอบชัดเจน

ส่วนหนึ่งเพราะกระบวนการภายในพรรค เช่น การส่งชื่อเข้าแข่ง การประชุมพรรคใหญ่ หรือการประชุมเลือกหัวหน้าพรรค มีอิสระและต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น ดังนั้น “การตอบรับ” หรือ “ถูกทาบทาม” มิได้หมายความว่า “ตอบรับแล้ว” จนกว่าเจ้าตัวจะออกมาพูด

เข้าใจว่าเป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่งในการต่อสู้ “ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แต่เชื่อว่า ผู้อาวุโสทั้งหลาย มีการล็อบบี้โหวตเตอร์ เช็คเสียงกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น”ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน จุรินทร์ ลักษณะวิศิฏฐ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นต้น

วันที่ 18 ตุลาคม เราก็จะรู้กันแล้วว่า ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใครจะเป็นเลขาธิการ และกรรมการบริหารอื่นๆ

‘สจ.หมอ’ เปิดเกมล้มช้าง ตรัง เขต 2 เดิมพันสูง!! ใครอยู่ ใครไป ยังไม่แน่

(4 ต.ค. 68) กิตติเดช วรรณบวร หรือ สจ.หมอ สมัครสมาชิกพรรคไทยก้าวใหม่แล้ว เตรียมลงชิง สส.เขต 2 ตรัง ชนกับ 'ทวี สุรบาล' และสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

หมายเหตุ ทวี น่าจะลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ส่วนสาทิตย์ น่าจะลงสมัครในนามประชาธิปัตย์

กล่าวสำหรับสาทิตย์ยังต้องรอดูผลการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และยังต้องดูท่าทีของโกหน่อ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ไปอยู่ภูมิใจไทย หรือยังอยู่ประชาธิปัตย์ ภายใต้เงื่อนไข มีสาทิตย์ ต้องไม่มีสมชาย มีสมชายต้องไม่มีสาทิตย์

ให้จำไว้นะครับว่า ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งใหญ่ จะมี สส.เก่าสอบตก 30-50% และบางเขตเลือกตั้ง เป็นการล้มช้าง ซึ่งก็ไม่แน่ตรังช้างอาจจะล้มก็ได้

‘นิพนธ์’ ไม่หันหลังกลับไป ‘ประชาธิปัตย์’ เปิดดีลย้ายซบ ‘ภูมิใจไทย’ ลุย!! ดูแล 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่แคร์ข่าวลือช่วย ‘อภิสิทธิ์’ ฟื้นพรรค

(13 ต.ค. 68) แม้จะยังมีคนพยายามปล่อยข่าวว่า ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ จะยังอยู่ประชาธิปัตย์ เพื่อช่วย ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ที่จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค

แต่ยืนยันว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ “ผมเดินทางมาไกลแล้ว” นิพนธ์ กล่าวย้ำ

คำว่าเดินทางมาไกลแล้ว หมายถึงการติดต่อพูดคุยกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยในรายละเอียดมันลึก และยาวนานมาแล้ว ยากที่จะทบทวนเพื่อกลับไปประชาธิปัตย์

ค่ำของวันที่ 10 ตุลาคม ก่อนฟุตบอลการกุศลระหว่างทีมบุรีรัมย์ยูไนเตท กับทีม BG ปทุมธานี ยูไนเตท จะเริ่มขึ้นที่สนามติณสูลานนท์ ในวันที่ 11 ตุลาคม

เนวิน ชิดชอบ ผู้ขนทีมบุรีรัมย์ไปสงขลา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เดินทางเข้าบ้านเขารูปช้างทานอาหารมื้อเย็น โดยมีจุรี นุ่มแก้ว ร่วมวงสนทนาด้วย

ในแง่ของจำนวนผู้เข้าชมฟุตบอล อาจจะผิดหวังกับตัวเลข 5000 คน ซึ่งจริงๆควรจะไม่ต่ำกว่า 20000-30000 คน น่าจะเกิดจากความผิดพลาดในการประชาสัมพันธ์ และการประสานงาน

แต่ในเงินการเมืองถือว่าประสบความสำเร็จ 
1.ยืนยันว่า นิพนธ์ไปอยู่ภูมิใจไทย 
2.ตกลงกันได้ว่า ไม่ทิ้งจุรี แต่ให้จุรีไปลงในระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ได้ลงเขต 2 ส่วนลำดับก็ไม่เกิน 20 หรือดีกว่านั้น 
3 นิพนธ์ รับผิดชอบสงขลา ปัตตานี ยะลา

เช้าขึ้นมา 12 ตุลาคม นิพนธ์ปฏิบัติหน้าที่ทันที เดินทางเข้าพื้นที่ยะลา แวะปัตตานี เพื่อสานต่อภารกิจ

‘นริศ-ร่มธรรม’ แพ็คคู่กอดคอลุยเขต 3 พัทลุง แต่ยังรอประเมินก่อนตัดสินใจเข้าพรรคไหน

“ผม และร่มธรรม ยังไม่ตัดสินใจว่าจะไปอยู่พรรคไหน ต้องรอประเมินสถานการณ์สักระยะ แต่ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง” นริศ ขำนุรักษ์ อดีต สส. เขต 3 พัทลุง กล่าว

นริศ ได้ตัดสินใจไม่ลงเลือกตั้งในการเลือกตั้งปี 2566 เพื่อเปิดทางให้ 'ร่มธรรม ขำนุรักษ์' น้องหวาย ลูกชายลงสมัครแทน และเมื่อไม่นานมานี้นริศ ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคและทุกตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเหตุผลทางการเมืองบางประการ

เมื่อปี่กลองทางการเมืองรัวขึ้น น่าจับตามองสำหรับสนามการเมืองพัทลุงว่านริศ ขำนุรักษ์ อดีตสส.พัทลุงหลายสมัย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ลงพื้นที่ในพัทลุงอย่างถี่ยิบ คาดกันว่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้คงมาเพื่อประเมินสถานการณ์ในทางการเมือง และทำพื้นที่แน่นอนจะเป็นอื่นไปไม่ได้เพียงแต่อาจจะต้องตอบคำถามมากหน่อยว่า ตกลงจะอยู่พรรคไหน ในขณะที่คู่ต่อสู้ทยอยเปิดตัวกันต่อเนื่อง ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย รวมถึงพรรคกล้าธรรม

กล่าวสำหรับนริศคนนี้ไม่ธรรมดาแม้ในวันที่พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ให้กับภูมิใจไทยทั้งจังหวัดก็ยังเหลือเขาที่แข็งแกร่งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 3 แม้ในวันที่เขาหยุดการเมืองในพัทลุงและพรรคประชาธิปัตย์ เลือกให้ร่มธรรม ลงแทนเขาก็ชนะคู่แข่งห่างกันมาก

นริศไม่ใช่นักเลงหรือผู้ยิ่งใหญ่ที่คนอื่นต้องกลัว และไม่ใช่คนเล็กตัวน้อยที่ใครจะเหยียบย่ำได้

เขาอยู่แบบถูกใจถูกจริตคนพัทลุง เขาจึงอยู่ยงคงกระพันอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ แม้ต้นทุนทางเศรษฐกิจของเขามีไม่มาก แต่ทุนทางสมองเขามีมากมาย เขาเฉลียวฉลาดที่หาตัวจับยากคนหนึ่งในสังคมการเมือง

แม้เขาจะลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ แต่เขายังไม่สมัครเป็นสมาชิกหรือปรากฏตัวในพรรคการเมืองใด การเฝ้ารอและการประเมินสถานการณ์ของเขาเป็นที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่พรรคใหญ่เริ่มขยับกันหมดแล้ว

ส่วนลูกชาย สส.ร่มธรรม ก็ไม่น้อยกว่าคุณพ่อทั้งงานในสภาที่มีการอภิปรายสม่ำเสมอ และงานพื้นที่ที่ไม่เคยขาด เป็นดาวรุ่งในทางการเมืองที่น่าจับตาอีกคนหนึ่ง หลังโหวตนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา ภายในหนึ่งชั่วโมงเขาโพสต์ว่า ที่เขาโหวตสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเขาไม่อยากให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่อยากให้เป็นฝ่ายค้านจึงโหวตเหมือนพรรคประชาชน 

ทุกโพลและทุกวงวิจารณ์ในพัทลุงยังให้เป็นตัวเต็งในเขต 3 พัทลุง แม้จะมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งก็ตาม แน่นอนว่า ร่มธรรมจะต้องชนกับผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย กล้าธรรม

หรือร่มธรรมอาจจะยังอยู่ประชาธิปัตย์ช่วยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฟื้นฟูพรรคในฐานะคนรุ่นใหม่ ก็เป็นไปได้

‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ อดีตนายก อบจ.สงขลา มือวางน้ำดีที่ชาวบ้านยังเชื่อมั่น กับอนาคตทางการเมืองคลุมเครือ เบื่อการเมืองจริงหรือเพียงพักชั่วคราว

(30 ต.ค. 68) ผมไม่รู้ว่า 'ไพเจน มากสุวรรณ์' อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) คิดอย่างไรกับการเมืองในปัจจุบัน แม้ผมจะได้ยินจากปากตัวเองว่า “เบื่อๆ กับการเมือง”

แต่ผมคิดว่า ไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง น่าจะเป็นความรู้สึกเบื่อไอยากๆมากกว่า เหมือนคนกิน “ข้าวเหนียวทุเรียน” คืออยากจะกิน แต่กินมากก็ “เอือน” แต่ปากก็ยังอยากจะกิน ไหนจะกลัวอ้วนมั่ง กลัวน้ำตาลสูงบ้าง 

ไพเจนน่าจะมีอาการแบบนั้น แต่เห็นจากการเดินสายพบโน้นพบนี้ น่าจะคิดอะไรอยู่เป็นแน่แท้ คิดอะไรบ้าง คิดจะลงสมัคร สส.คิดว่าจะลงเขตไหนดี หรือคิดว่าจะลงสมัครนายกฯอบจ.อีกสมัย ก็ต้องรออีก 3 ปีกว่า อายุก็มากขึ้นทุกวัน หรืออาจจะมีข้อมูลถึงอนาคตของนายกฯสุพิศ พิทักษ์ธรรม ว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในเร็วๆเร็วๆ นี้

อุบัติเหตุว่า จะโดนใบแดงหรือไม่ กับข้อร้องเรียนหาเสียงอ้างอิงสถาบัน ก็อยู่ที่ กกต.ว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง คือยกคำร้อง หรือให้ใบแดง เป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจ โดยอ้างอิงข้อกฎหมายประกอบ

คำว่า เบื่อๆ กับการเมือง อาจจะมาจากการเมืองที่เข้ามากระแทกแรงๆ เช่น เรื่องสัญญากู้เงิน มีสัญญาจริงหรือไม่ กู้จริงไหม หรือเปล่าการเข้าใจผิด สัญญาถูกฉีกทิ้งไปแล้ว และเป็นการฉีกทิ้งก่อนหมดวาระ จึงไม่ต้องแสดงในรายการบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินกับ ปปช.หลังพ้นตำแหน่ง เป็นต้น

อยากๆ เห็นได้ชัดว่า นายกฯไพเจนยังเดินทางไปร่วมงานโน้นงานนี้ เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชน สังคมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะเป็นสำนึกต่อคะแนนเสียงที่เคยมอบให้ หรือยังประสงค์จะก้าวเข้ามาสู่การเมืองอีกครั้ง จึงยังมีเยื่อใยต่อกันอยู่

ต้องยอมรับความจริงว่า นายกฯไพเจนยังเป็นที่นิยมชมชอบของชาวบ้านอยู่ ช่วงหมดวาระก็มีกระแสเรียกร้องสูงให้ลงสมัครต่อ แต่ด้วยเหตุปัจจัยบางอย่างต้องตัดสินใจวางมือ ทั้งๆ ที่เสียงดี มีภาพพจน์ดี ไม่ค่อยมีข่าวในทางลบ

ถ้าให้อ่านใจผมว่า 50:50 ว่าจะลง สส.หรือลงนายกฯอบจ.อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมืองในวันข้างหน้า

ถ้าไพเจนตัดสินใจลงอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างน้อยก็ได้ก็ภาพสีเทา-ดำ ของสงขลาได้บ้าง

‘ผกก.อ๊อด’ เปิดตัวชิง สส.เขต 9 สงขลา ในนามพรรคภูมิใจไทย ชน ‘สิงโต ขาวทอง’

(31 ต.ค. 68) อาจจะหวั่นไหวกันบ้างสำหรับแชมป์เก่า เมื่อพันตำรวจเอก พิทักษ์ พุทธวิโร หรือที่ชาวบ้านคุ้นชื่อกันดีในนาม 'ผู้กำกับอ๊อด' หรือ 'หมวดอ๊อด' เขาเป็นคนพื้นถิ่นโดยแท้ของเมืองสงขลา เป็นลูกหลานแผ่นดินเกิดตำบลควนลัง และย่านข้างเคียงตำบลฉลุง และตำบลทุ่งตำเสา ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนหนาแน่น

บรรพบุรุษอยู่ที่นี่มาหลายชั่วคน ตั้งแต่เทียด ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย ทำให้ 'ผู้กำกับอ๊อด' ถือเป็นคนบ้านเดียวกันกับประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

เขาเรียนจบระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จาก โรงเรียนวัดม่วงค่อม หมู่ 5 ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มุ่งสู่รั้วรามคำแหงในยุคเบบี้บูมจนรัฐศาสตร์บัณฑิต ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางราชการตำรวจ ไต่เต้ามาจนได้รับตำแหน่งถึงระดับ พันตำรวจเอก เป็นนายตำรวจที่มีภาพลักษณ์ของความตรงไปตรงมา เข้าใจปัญหาชาวบ้าน และเป็นที่เคารพรักของคนในชุมชน

ชีวิตราชการตำรวจก็วนเวียนอยู่ย่านบางกล่ำ หาดใหญ่ และพื้นที่ข้างเคียง จนเป็นที่รู้จักของชาวบ้าน ปัจจุบัน 'ผู้กำกับอ๊อด' กำลังเตรียมตัวลงสนามการเมืองในนาม พรรคภูมิใจไทย เขต 9 สงขลา ภายใต้การชักชวนของ 'นิพนธ์ บุญญามณี' ที่ขยับตัวออกจากประชาธิปัตย์ ไปสู่บ้านใหม่ภูมิใจไทย โดยตั้งเป้าจะเป็น “ตัวแทนคนบ้านเรา” ที่เข้าใจชีวิตจริงของประชาชนในพื้นที่

”รู้งานในพื้นที่ รู้หน้าที่ในสภา รู้ปัญหาประชาชน“ 

จุดแข็งของผู้กำกับอ๊อดเป็น “ลูกหลานคนควนลัง” ของแท้ มีรากเหง้าชัดเจนในพื้นที่ทั้งทุ่งตำเสา ควนลัง และฉลุงมีฐานสนับสนุนแน่นในย่านทุ่งตำเสา (บ้านเกิด) และหมู่บ้านใกล้เคียง เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่ที่ชาวบ้านรู้จักตัวจริง

เป็นคนที่มีภาพลักษณ์ดีในวงราชการ เป็นตำรวจที่ทำงานลงพื้นที่จริง มีแรงหนุนสำคัญจาก 'นิพนธ์ บุญญามณี' และ สส.สมยศ พลายด้วง (โกถึก) ซึ่งเป็นเครือข่ายการเมืองที่มีอิทธิพลในสงขลาและภูมิใจไทย

จุดอ่อนของผู้กำกับอ๊อดฐานคะแนนในเขตคลองแห ยังไม่แข็งแรง เนื่องจากพื้นที่นั้นเป็นฐานเดิมของคนเก่า และ 'คูเต่า' ที่มีอิทธิพลทางการเมืองระดับท้องถิ่นเข้ามากุมฐานเสียงอยู่ แต่ไม่น่าเป็นปัญหา เพราะย่านคลองแห-คูเต่า เป็นเขตอิทธิพลของโกถึกที่น่าจะเข้าไปจัดการได้ไม่ยาก

ประเด็นสำคัญคือ ผู้กำกับอ๊อดยังใหม่ในสนามเลือกตั้งระดับชาติ ยังใหม่กับการเมือง ต้องเร่งสร้างการรับรู้ในวงกว้างและขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่สำคัญคือการปรับตัวให้เข้ากับชาวบ้าน เพราะตำรวจกับชาวบ้านจะมีระยะห่างกันอยู่ การเข้าหาอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน น่าจะเป็นวิธีการ และทางออกที่ดี คลุกคลีตีโมงกัน

อีกอย่างที่เป็นจุดอ่อน คือการใช้สื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลัก และสื่อโซเชี่ยล จะต้องมีมืออาชีพเข้าไปช่วยจัดการ พรรคอาจจะต้องยื่นมือเข้าไปช่วย หรือหาผู้เชี่ยวชาญไปจัดการให้

คู่แข่งหลักในสนามนี้คือ 'สิงโต' ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.เก่าจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นลูกชายของ 'นายกฯชาย' เดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีบารมีในพื้นที่มายาวนาน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่นิ่ง เพราะ 'สิงโต' อาจขยับฐานทางการเมืองตามทิศทางของพ่อ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนพรรคจริง อาจทำให้สนามเขต 9 กลายเป็น “ศึกชิงคนบ้านเดียวกัน” ระหว่างเครือข่ายภูมิใจไทยกับกลุ่มขาวทอง

จุดอ่อนของสิงโต คือ สมัยแรกของการเป็น สส.บทบาทในสภาไม่โดดเด่นนัก งานในพื้นที่ก็ภารกิจปกติ พ่อจะมีบทบาททับไปหมด ทำให้ดูเหมือนผลงานไม่เป็นชิ้นเป็นอันที่จับต้องได้

สรุปภาพรวม 'ผู้กำกับอ๊อด' พันตำรวจเอกพิทักษ์ พุทธวิโร คือผู้สมัครหน้าใหม่ที่น่าจับตาในเขต 9 สงขลา เขามีทุนทางสังคมจากความเป็นคนท้องถิ่นแท้ มีเครือข่ายผู้สนับสนุนในพรรคที่แข็งแรง และมีโอกาสเจาะพื้นที่ได้ดี หากสามารถสร้างกระแส “คนบ้านเรา” และทำให้คนสงขลาเชื่อว่า เขาคือ “ตำรวจที่กลับมารับใช้บ้านเกิด” ได้สำเร็จ

เลือกตั้งครั้งหน้า เขต 4 สงขลา ระอุแน่ ‘ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘สิทธิพัฒน์ เสนเนียม’ หวังล้มแชมป์เก่า ‘สส.กฤต’ จากกล้าธรรม แม้ชื่อชั้นเป็นรองแต่เชื่อแบรนด์ “เสนเนียม” ยังขายได้

‘น้องภู สิทธิพัฒน์’ ทายาทเสนเนียม คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ผู้หาญกล้าอาสาลง สส. เขต 4 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ชน ‘สส. กฤต ชนนพัฒฐ์’

แทน-ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ภาคใต้)นำตัว “น้องภู – สิทธิพัฒน์ เสนเนียม” ลูกชายของวินัย เสนเนียม อดีต สส.สงขลา และเป็นหลานของถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลาเช่นกัน เข้าเสนอตัวเข้ารับการคัดสรรเป็นผู้สมัคร สส.เขต 4 สงขลา เดิมเขตนี้จะมี “ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว” เป็น สส.ในนามประชาธิปัตย์ แต่แพ้มาสองสมัย และชัยวุฒิยังมีคดีเสียบบัตรแทนกันติดตัวอยู่

เขต 4 สงขลา อันประกอบด้วยอำเภอระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร บางตำบลถือว่าเป็นหมากสำคัญของพรรคเก่าแก่นี้ ที่พยายาม “ชุบชีวิต” ตัวเองในฐานะพรรคหลักของภาคใต้ หลังจากเสียที่นั่งให้พรรคใหม่ๆ มาหลายสมัย

ชัยวุฒิแพ้ให้กับ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี พรรคพลังประชารัฐ และมาแพ้ให้กับ “กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” พรรคพลังประชารัฐ แล้วย้ายมาอยู่พรรคกล้าธรรม

“น้องภู – สิทธิพัฒน์ เสนเนียม” สายเลือดการเมืองเข้มข้นเป็นบุตรของ “วินัย เสนเนียม” และหลานของ “ถาวร เสนเนียม” ซึ่งทั้งคู่มีบทบาททางการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นมายาวนาน โดยเฉพาะ “ถาวร” ที่มีชื่อเสียงดี ได้รับการยอมรับในสงขลา

แบรนด์ “เสนเนียม” ยังมีน้ำหนัก ในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นเก่าของประชาธิปัตย์ ที่ยังผูกพันกับชื่อ “ถาวร”และคำว่า ประชาธิปัตย์

ภาพลักษณ์ความเป็นคนรุ่นใหม่ในตระกูลการเมืองเก่า อาจช่วยรีแบรนด์พรรคประชาธิปัตย์ให้ดูทันสมัยขึ้นได้บ้าง ถ้าสื่อสารดี ก็มีโอกาสกลับมาแจ้งเกิดได้

คู่แข่งหลัก “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” (พรรคกล้าธรรม)ถือว่าเป็น “ตัวแข็ง” เป็นแชมป์ในสนามนี้เพราะมีฐานเสียงจริงในพื้นที่ และมีบทบาทต่อเนื่องกับชุมชน เป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน

แต่ตอนนี้ชื่อของเขา ถูกโยงถูกเปิดโปงกับประเด็นด้านลบ เช่น การพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ ซึ่งหากกระแสข่าวนี้แรงและมีหลักฐานชัด อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างรุนแรง และอาจทำให้พรรคเสียหายได้

พรรคกล้าธรรมยังถือว่าเป็น “พรรคเกิดใหม่” ที่พึ่งบารมีผู้นำเป็นด้านหลัก รวมถึงปัจจัยที่มากพอ ดังนั้นหากตัวบุคคลถูกโจมตีจนเสียภาพลักษณ์ อาจไม่มีพลังพรรคมาช่วยพยุงได้มาก

ผู้เล่นที่สาม “โยธิน ทองเนื้อแข็ง” เปิดตัวลงสมัครในนามภูมิใจไทย ที่กำลังอู้ฟู่อยู่ทางภาคใต้ โยธินปัจจุบันเป็น สจ.กระแสสินธุ์ ทำให้มีเครือข่ายท้องถิ่นที่แน่นในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มอบจ.และผู้ใหญ่บ้าน ยิ่งถ้าได้รับแรงหนุนจาก “นิพนธ์ บุญญามณี” ที่เข้าไปมีบทบาทสูงในพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้ จะทำให้โยธินแข็งขึ้น

จุดแข็งคือ พรรคภูมิใจไทยยังคงมีงบลงพื้นที่ต่อเนื่อง และมีภาพลักษณ์ “พรรคทำงาน ไม่พูดเยอะพูดแล้วทำ“ อย่างล่าสุดเตรียมลงนามสร้างสะพานมโนราห์ เชื่อมระหว่าง กระแสสินธุ์ของสงขลา ข้ามทะเลสาบสงขลาไปควนขนุน ของพัทลุง ถือว่าถ้านำไปใช้หาเสียงจะมีคะแนนมากทีเดียว

จุดอ่อนคือ ชื่อเสียงส่วนตัวของโยธินยังไม่กว้างเท่าคู่แข่งและหากประชาธิปัตย์กับกล้าธรรมเปิดศึกหนัก อาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการ “แย่งคะแนนกันเอง”

น่าจะเป็นผลดีต่อโยธิน

แนวโน้มโดยรวมตอนนี้สนาม เขต 4 สงขลา กำลังกลายเป็น “ศึกสามเส้า” แต่แกนกลางอยู่ที่ “เสนเนียม vs นาคสั้ว”

หากข่าวเรื่องพนันออนไลน์ของฝ่ายชนนพัฒฐ์พัฒนาไปถึงระดับที่กระทบความน่าเชื่อถือจริงประชาธิปัตย์อาจพลิกกลับมาคืนชีพได้ในเขตนี้

แต่น้องภูยังขาดประสบการณ์การเมืองภาคสนาม และพรรคไม่ส่งทีมลงช่วยเต็มที่ก็อาจถูกมองว่า “เด็กเสนเนียมที่พ่ออุ้มมา” ได้เช่นกัน

แต่เชื่อว่าถาวร เสนเนียม คงไม่ปล่อยให้หลานต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว จะต้องกระโดดเข้าไปช่วยอย่างเต็มกำลังแน่นอน เพราะเดิมบ้านของถาวรอยู่ที่แดนสงวน อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 4 

ถึงที่สุดแล้ว เชื่อว่า ทีมประชาธิปัตย์ จะต้องสู้เต็มประตู ยังมีแรงหนุนจาก “จุรี นุ่มแก้ว” ที่เป็นคนอำเภอระโนดอีกคนหนึ่ง ก็จะเป็นแรงบวกให้น้องภูได้เป็นอย่างดี

อบจ.นครศรีฯร้าวหนัก “ผึ้งแตกรัง” แล้ว หลัง ‘นายกฯน้ำ’ สั่งปลดรองนายกฯ จับตาจะเดินต่ออย่างไรในภาวะไร้ทีมงาน อาจเสี่ยงล้มทั้งกระดานหากไม่เร่งฟื้นศรัทธา

อบจ.นครศรีฯส่อวุ่น นายกฯน้ำ สั่งปลดรองนายกฯ เดินหน้าตั้งทีมใหม่ เลขาฯส่อไขก๊อกอีก ประธานสภาฯก็ป่วย 

เรามาลองวิเคราะห์กันดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายกฯน้ำ (อบจ.นครศรีฯ)วาริน ชิณวงศ์ นายกฯอบจ.นครศรีฯ สั่งปลดรองนายกฯ อำนวย ยุติธรรม (ดร.อัครเดช)
-ประธานสภาฯอบจ. (สจ.ยา) ก็ลาป่วย ท่ามกลางข่าวลืออาจจะลาออก
-เลขานุการฯนายกฯ สิทธิรัก ทิพย์อักษร เตรียมลาออกไปสมัคร สส.
-ทีมที่ปรึกษาหลายคนเตรียมตีจาก
-นายกฯจะอยู่อย่างไร

มองแบบนักวิเคราะห์การเมืองท้องถิ่น ถือเป็น “สัญญาณอันตราย” ต่อเสถียรภาพทางการเมืองของ นายกฯน้ำ (นายก อบจ.นครศรีธรรมราช) อย่างชัดเจนครับ

ขอแยกวิเคราะห์เป็นประเด็นดังนี้ 

1. “สั่งปลดรองอำนวย ยุติธรรม” จุดเริ่มของรอยร้าวในทีม จริงๆก็ส่อร้าวมาตั้งแต่ต้น จากการแบ่งงานที่ไม่เป็นธรรม รวบงานไว้ที่นายกฯเป็นหลัก

รองอำนวยถือเป็น “เสาหลักฝ่ายบริหาร” ที่อยู่ใกล้นายกฯน้ำมาตั้งแต่ช่วงหาเสียง การปลดออกโดยเฉพาะถ้าไม่ได้มาจากเรื่องงานตรง ๆ (แต่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองหรือผลประโยชน์) จะสะเทือนฐานะภายในทันที เพราะรองอำนวยน่าจะมีฐานมวลชนและเครือข่ายในพื้นที่จำนวนหนึ่ง การปลดเขาออกเท่ากับ “สูญเสียขา” ไปหนึ่งข้างของทีม 

2. มีข่าวลือ “ประธานสภาฯ อบจ. (สจ.ยา) จะลาออก เนื่องจากป่วยรอแพทย์วินิจฉัยยิ่งหนักเข้าไปอีก 

นี่สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหาร–ฝ่ายสภา “ไม่ราบรื่น” อีกต่อไป เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ประธานสภา อบจ. คือคนที่นายกฯต้องอาศัยในการผลักดันงบประมาณและโครงการ ถ้าถึงขั้นลาออก หรือตีตัวออกห่างแสดงว่า “หมดใจ” กับทีมเดิมแล้ว หรือมองว่าเรือใหญ่ใกล้จะล่ม จึงรีบลงจากเรือไปหาฐานที่มั่นใหม่

 3. “เลขานุการฯ นายกฯ เตรียมลาออกไปสมัคร ส.ส.”

นี่คือสัญญาณว่าคนในทีมระดับใกล้ชิดกำลังมอง “เส้นทางการเมืองส่วนตัว” แทนที่จะอยู่ค้ำอำนาจเดิม แปลตรง ๆ ได้ว่า ทีมอบจ.ชุดนี้อาจไม่ใช่จุดรวมอำนาจอีกต่อไปแล้ว หากคนใกล้ชิดยังมองว่าไปต่อกับนายกฯน้ำแล้ว “ไม่โต” ก็จะทยอยย้ายค่ายหรือหาช่องทางใหม่

4. “ทีมที่ปรึกษาหลายคนเตรียมตีจาก”

นี่คือภาพของ ภาวะสุญญากาศทางการเมือง เหมือนวงล้อมกำลังแตก การเมืองท้องถิ่นถ้าเสียทีมที่ปรึกษาไป หมายถึงขาดกลไกวางกลยุทธ์ หาเสียง ประสานผลประโยชน์ และคอนเนกชันระดับพื้นที่

5. “นายกฯจะอยู่อย่างไร?”

ตรงนี้มี 2 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้:

(ก) อยู่แบบ “โดดเดี่ยวแต่ทรงอิทธิพล” ถ้านายกฯน้ำยังมีฐานเสียงในสภาอบจ. จำนวนมาก หรือคุมระบบราชการท้องถิ่นได้ ก็อาจอยู่ต่อได้ในรูปแบบ “ขาใหญ่ไม่ต้องมีทีมเยอะ” แต่ต้องเร่งปรับภาพลักษณ์ สร้างพันธมิตรใหม่ และควบคุมงบประมาณสำคัญไว้ในมือ แต่เข้าใจว่า ฐานเสียง สจ.เริ่มร่อยหรอ

(ข) อยู่แบบ “นับถอยหลังทางการเมือง”

ถ้าแรงเสียดทานภายในมากขึ้น ทั้งสภาไม่หนุน ทีมบริหารแตก และคู่แข่งเริ่มจับกลุ่มท้าทาย (เช่น กลุ่มเดิมของรองอำนวยหรือเครือข่ายท่าศาลา) นายกฯน้ำอาจอยู่ไม่ครบเทอม หรือถูกกดดันให้ถอยทางการเมืองก่อนเลือกตั้งท้องถิ่นรอบหน้า

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า อาณาจักรทางการเมืองของนายกฯน้ำกำลังอยู่ในช่วง “ถอดรหัสอำนาจ” คนรอบข้างเริ่มไม่มั่นใจในเส้นทางต่อไป และกำลังหาช่องทางสร้างอนาคตของตนเอง

ถ้าไม่รีบ “รีแบรนด์” สร้างทีมใหม่ และฟื้นศรัทธาฐานมวลชนใน 6 เดือนข้างหน้า มีสิทธิเสี่ยงต่อการ “ถูกล้มโต๊ะ” หรือแพ้สนามเลือกตั้งท้องถิ่นรอบหน้าได้เลยครับ

นายกฯน้ำมองว่า พวกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นพวกปั่น รู้ไปหมดทุกเรื่อง คนเดินอยู่ในซอยดีดี ก็ไปเขียน ไปพูดว่าเป็นคนบ้า พูดกันต่อ ๆ ว่า ไอ้นั้นมันบ้า ทุกคนก็เลยเชื่อกันว่า บ้าจริง 

เรื่องของนายกฯน้ำ ก็มีการเขียนการพูด ถามหาผลงาน ไม่มีผลงาน เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.

น่าแปลกว่า นายกฯน้ำเลือกที่จะตอบโต้ แทนที่จะเลือกแจกแจงผลงานว่าในรอบ 1 ปี ทำอะไรไปบ้างที่เป็นรูปธรรม และปฏิเสธอย่างสมจริงสมจังกับข้อกล่าวหาร่วมฮั้ว สว.

น่าสนใจยิ่ง นายกฯน้ำจะปรับขบวนยุทธอย่างไร เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายให้ได้ ไม่งั้นจะล้มทั้งกระดาน

วิบากกรรม 'ชนนพัฒฐ์' สะเทือนภาพลักษณ์นักการเมืองรุ่นใหม่ หลังถูกปปง.ยึด-อายัดทรัพย์ 159 ล้าน ปมถูกกล่าวหาพัวพันพนันออนไลน์ วัดใจ 'ธรรมนัส' ให้ไปต่อหรือพอแค่นี้

คดีพนันออนไลน์ เกมชี้ชะตาอนาคต ‘ชนนพัฒฐ์-กล้าธรรม’ วัดใจ ‘ธรรมนัส’

น่าสนใจยิ่งต่อวิบากกรรมของ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. กฤต” หลังถูก สำนักงาน ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึด-อายัดทรัพย์ 159 ล้านบาท ตามคดีพนันออนไลน์

ภูมิหลังและฐานะทางการเมือง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 จากพรรคพรรคกล้าธรรม เขาแจ้งเกิดทางการเมืองในนามพรรคพลังประชารัฐ จากการเขียนไปเบียด ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี ที่เป็น สส.เขตนี้อยู่ด้วยวิธีการใด ไม่อาจทราบได้ ซึ่งถือว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ในภาคใต้ที่ถูกจับตาอย่างมาก

ถูกจับตามอง เพราะชื่อเสียงของเราโด่งดังในทางลบกับข้อครหาพัวพันพนันออนไลน์ไม่แก๊งเด็กรุ่นใหม่ในแวดวงการเมืองด้วย ซึ่งเป็นรุ่นทายาทของนักการเมืองหลายคน

นอกจากนี้ยังมีบทบาททางธุรกิจหลายด้าน ทั้งอสังหาริมทรัพย์ โรงงานผลิตเสื้อกีฬา อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงธุรกิจเรือท่องเที่ยว เขาเป็นคนนครศรีฯ บ้านเกิดอยู่ ต.ท่าเสม็ด อ.ชะอวดเขาจึงเป็นประธานสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ดด้วย 

ด้วยบทบาททั้งการเมืองและธุรกิจ ทำให้เขามีภาพลักษณ์ทั้ง “นักการเมืองไฟแรง” และถูกตั้งข้อสงสัยในแง่ความโปร่งใส ซึ่งกลายมาเป็นจุดที่ถูกกระบวนการกฎหมายและสื่อจับตามองเป็นพิเศษมาตลอด เขาเคยถูกรวบคาสนามบินดอนเมืองมาแล้ว คดียังไม่จบยังอยู่ในมือของตำรวจ ซึ่งผกก.สภ.หาดใหญ่เตรียมสั่งคดีไม่เกิน 15 พฤศจิกายนนี้ 

คดีของ สส.กฤต ในชั้นพนักงานสอบสวน ตำรวจชุดจับกุมสองนายกลับคำให้การ และสำนวนอ่อน และด้วยกลยุทธ์ทำให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง และมีอัยการสองคนถูกย้าย และถูกตั้งกรรมการสอบด้วย

เมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้อง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เห็นแย้ง สำนวนจึงถูกส่งไปยังอัยการสูงสุด กำลังรอว่าอัยการสูงสุดจะสั่งคดีว่าอย่างไร หลังสั่งให้ตำรวจสอบเพิ่มอีก 8 ประเด็น

กล่าวสำหรับข้อกล่าวหาและกระบวนการสอบสวน ของ ปปง.เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 คณะกรรมการธุรกรรมของปปง. มีมติ ยึด-อายัดทรัพย์สินของชนนพัฒฐ์และพวกรวม 69 รายการ มูลค่าประมาณ 159 ล้านบาท เนื่องจากพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายพนันออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ เช่น “gini88.com”, “gimi44.com”, “ts911goal.com” และอื่นๆ

รายละเอียดทรัพย์สินที่ถูกอายัด ได้แก่ เงินสด รถยนต์ ที่ดิน เงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และเงินฝากธนาคารหลายบัญชี

คดีของเขาถูกตั้งข้อหาในหลายมิติ เช่น ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์, ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยการพนัน, โอน-จำหน่าย / ซ่อนเร้นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด

ผลสอบของตำรวจ พบว่า พนักงานสอบสวนบางส่วนของคดีดังกล่าวมีความบกพร่อง เช่น เอกสารและการสอบพยานคลาดเคลื่อน ข้อมูลไม่ครบถ้วน

บทบาทของ ปปง. และการยึดอายัดทรัพย์ ปปง.ระบุว่า ตามมติ ครม. เมื่อ 21 ต.ค. 2568 เรื่อง “การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” เป็นวาระแห่งชาติ ทำให้มีการขยายผลเรื่องพนันออนไลน์และฟอกเงินอย่างจริงจัง การยึดอายัดนั้นเป็นมาตรการ ชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน เพื่อให้ได้เวลาตรวจสอบทรัพย์สินว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามมาตรา 3(9) ของ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 (ปปง.) หรือไม่

ผู้ถูกยึดหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นอุทธรณ์ขอเพิกถอนคำสั่งได้ภายใน 30 วัน พร้อมหลักฐานว่า “ทรัพย์สินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด”

ผลกระทบทางการเมืองและภาพลักษณ์สำหรับชนนพัฒฐ์แล้ว คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ถูกสอบ” แต่เป็น การทดสอบความโปร่งใสของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เคยถือว่าเป็นพื้นที่อิทธิพลทางการเมืองสูง ภาพลักษณ์ที่เขาสร้างไว้ว่าเป็น “นักธุรกิจการเมืองรุ่นใหม่” ถูกท้าทายอย่างหนักเมื่อข่าวยึด-อายัดทรัพย์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง

ฝ่ายคู่แข่งและสื่อใช้กรณีนี้เป็น “สัญญาณ” ของการเมืองภาคใต้ที่มีเครือข่ายธุรกิจ–พนันออนไลน์–เงินทุนที่ซับซ้อน ซึ่งอาจเป็น “รอยแผล” ในระบบการเมือง

ไม่ควรลืมว่า การเข้ามาแจ้งเกิดของชนนพัฒฐ์ เป็นการเข้ามาเบียดแทรกเจ้าถิ่นเดิม เจ้าถิ่นจึงจ้องจะเอาคืน เมื่อจังหวะมาถึงเขาจึงถูกถล่มแบบไม่ยั้งมือ

ชนนพัฒฐ์เองก็เคยเปิดเกมแรงท้าชนนายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง แบบไม่มีใครยอมใคร ยิ่งมีข่าวนายกฯชายจะมากล้าธรรม ชนนพัฒฐ์เองก็ออกแรงกีดกันหนัก ข้ามไปถึงเขต 6 ที่ภรรยานายกฯชายเป็น สส.อยู่ด้วย 

กระบวนการสอบสวนที่ได้รับการวิจารณ์ว่า “บกพร่อง” ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เกิดข้อสงสัยว่าการบังคับใช้กฎหมายมีความ “เสมอภาค” หรือไม่ หรือมีอะไรมาบังตาพนักงานสอบสวน จึงทำให้สำนวนบกพร่อง หรือถึงขั้นจับกุมเองกลับคำให้การเอง

5. สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและจุดที่ต้องจับตา

การยึด-อายัดทรัพย์ของปปง. เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ลุย“เครือข่าย”เว็บพนันออนไลน์ยังต้องถูกขยายผลถึงโครงข่ายทั้งหมด  

ในทางการเมือง ผลของคดีนี้อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคกล้าธรรม และโอกาสทางการเมือง ของชนนพัฒฐ์เองที่หวังผลสูงถึงตำแหน่งรัฐมนตรี

‘เดชอิศม์’ เบนเข็มอาจไม่ไป ‘กล้าธรรม’ จ่อซบ ‘ลุงป้อม’ หลังร่วมโต๊ะอาหาร แต่ขอนั่งตำแหน่ง ‘เลขาธิการพรรค’ ขณะ ‘อนุมัติ อาหมัด’ หวน พปชร.อีกครั้ง

อย่าเพิ่งเชื่อว่า นายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะไม่ย้ายไปไหนจะยังอยู่ประชาธิปัตย์ และก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวกำลังเจรจาจะย้ายมาอยู่กับพรรคกล้าธรรม (กธ.) 

แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง หลังจาก ‘ลุงป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางไปร่วมบุญกฐิน ที่วัดช้างไห้ จ.ปัตตานี มีนักการเมืองหลายคนเข้าร่วมด้วย

ประเด็นสำคัญ หลังเสร็จงานบุญกฐิน ลุงป้อมเดินทางไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ท่าเรือใหญ่ อ.เทพา จ.สงขลา

รับประทานอาหารมื้อไม่ธรรมดา เพราะมีนายกฯชาย ร่วมวงด้วย แค่นั้นยังไม่พอยังมี ‘อนุมัติ อาหมัด’ อดีต สว.สงขลา เจ้าของท่าเรือร่วมอยู่ด้วย

แน่นอนว่าวงอาหารมื้อนี้เป็นวงการเมืองอย่างแน่ชัด ลุงป้อมขอให้อนุมัติกลับมาช่วยพลังประชารัฐอีกครั้ง หลังจากเคยร่วมมือกันเมื่อปี 2562 สร้างความสำเร็จในระดับน่าพอใจให้พลังประชารัฐ

แต่อนุมัติได้เฟดตัวเองออกไปหลังจาก รอ.ธรรมนัส เข้าร่วมงานกับพลังประชารัฐ แต่วันนี้ไม่มี รอ.ธรรมนัสในพลังประชารัฐแล้ว ลุงป้อมจึงขอให้อนุมัติกลับมา ซึ่งอนุมัติก็ไม่ขัดข้องยินดีเข้ามาช่วยงาน

มีการทาบทาม เจรจากับนายกฯชายด้วยให้มาอยู่กับพลังประชารัฐ แต่นายกฯชายมีเงื่อนไขขอเป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งยังเป็นตำแหน่งที่ว่างอยู่ หลังจากสันติ พร้อมพัฒน์ ถอยออกไปอยู่ภูมิใจไทย ซึ่งลุงป้อมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่ขอหารือกับสมาชิกคนอื่นก่อน

เป้าหมายของสองคนนี้ จะจับมือกันดัน ‘สุภาพร กำเนิดผล’ (ภรรยานายกฯชาย) สู้เพื่อชนะน้องโบ๊ต อนุกูล พฤกษาศักดิ์ และเล็งไกลไปถึงการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นย่านชายแดนสะเดาด้วย

ทั้งนี้ ‘อนุมัติ’ ได้รับมอบหมายให้ดูแลสงขลา เขต 6 เป็นหลัก และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย

ถึงเวลานี้จึงอย่าเพิ่งสรุปถึงทิศทางที่แน่ชัดของนายกฯชาย จนกว่าจะหลุดออกมาจากปากของเจ้าตัวเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top