Friday, 5 June 2026
นายหัวไทร

‘สว.สายสีน้ำเงิน’ เริ่มหวั่นไหว!! บางคนถูกเรียก เป็นผู้ถูกกล่าวหา บางคนขอเป็นพยาน หลัง ‘สว.คะแนนเป็นศูนย์’ เริ่มถูก ‘ดีเอสไอ’ เรียกสอบ เผย!! ใกล้สาวไปถึงตัวการใหญ่

(1 พ.ค. 68) รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ.) แจ้งว่า หลังจากดีเอสไอ.รับคดีฟอกเงิน อั้งยี้ฮั้วการเลือก สว.ไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว ดีเอสไอ.ก็ทำงานร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอัยการมาโดยตลอด มีการแยกกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นสามกลุ่ม 1.กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับขบวนการจัดฮั้วในระดับนำ ซึ่งมีบุคคลระดับรัฐมนตรีเกี่ยวข้อง 3 คน และระดับนำสูงสุดอีก 1 คน และมีแกนนำระดับโซนอีกหลายคน กลุ่มที่สอง คือกลุ่มที่คณะกรรมการสอบสวนจะเรียกมาสอบสวนในฐานะผู้ถูกกล่าวหา กลุ่มที่สาม บุคคลที่จะเรียกมาเป็นพยาน รวมถึงอดีตผู้สมัครที่มีคะแนนเป็นศูนย์ด้วย

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการสอบสวนทั้ง 3 ฝ่าย ได้ทยอยเรียกพยาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลที่ได้มาเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีเป็นอย่างยิ่ง รู้ถึงวิธีการจัดการทั้งหมด และคณะกรรมการสอบสวนกำลังลงลึกในรายละเอียดถึงเส้นเงินที่โยงใยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

รายงานข่าวจากดีเอสไอ.แจ้งว่า จริงๆแล้วเรื่องฮั้วเลือก สว.ดีเอสไอ.ซุ่มทำข้อมูลมานานแล้ว การเรียกพยานมาให้เพียงคำเป็นเพียงการยืนยันข้อมูลข้อเท็จจริงเท่านั้น

กล่าวสำหรับนครศรีฯ คณะกรรมการสอบสวนพุ่งเป้าพิเศษไปยังอำเภอชะอวด เนื่องจากมีตัวเลขผู้สมัครรับการเลือกเป็นสว.มากเป็นพิเศษเกือบ 300 คน และอำเภอเดียวมี สว.ถึงสองคน

มีรายงานจากดีเอสไอ.ว่า มีสว.สายสีน้ำเงิน ท่านหนึ่ง ติดต่อไปยังดีเอสไอ เพื่อขอให้ปากคำเป็นพยาน แต่ดีเอสไอยังไม่รับปาก เพราะเป็น สว.ที่อยู่ในข่ายเรียกมาสอบเป็นผู้ถูกกล่าวหาอยู่แล้ว

วันที่ 7 พฤษภาคม คณะกรรมการสอบสวนจะเรียกพยานจากนครศรีฯมาสอบอีก 2 คน ซึ่งอาจจะรวมถึงอดีตผู้สมัคร สว.ที่มีคะแนนเป็นศูนย์ด้วย เพราะให้น่าสงสัยว่าทำไมไม่ลงคะแนนให้ตัวเอง ซึ่งดีเอสไอมีข้อมูลว่า กลุ่มขบวนการฮั้วแจ้งว่า ไม่ต้องเลือกตัวเอง จะมีผู้สมัครจากกลุ่มอื่นมาลงคะแนนให้ แต่ผู้สมัครที่มีคะแนนเป็นศูนย์ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย จึงไม่มีชื่ออยู่ในโพย จึงไม่มีใครเลือก

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ผลการสอบปากคำพยานที่ผ่านมาเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมาก นอกจากโยงใยไปถึงรัฐมนตรีบางคนแล้ว ยังมีนักการเมืองท้องถิ่นร่วมในขบวนการจัดฮั้วด้วย ซึ่งนักการเมืองท้องถิ่นจะเป็นคนจัดการในระดับจังหวัด ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนจะสาวไปถึงหมดทุกคน

มีข้อมูลที่น่าวิตกกังวล คือข้อมูลการให้ปากคำของพยานบางคน หลุดไปถึงมือของฝ่ายจัดฮั้ว ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องหลุดไปจากใครคนใดคนหนึ่งในคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งถือเป็นอันตรายต่อพยาน เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องเปลี่ยนตัวคณะกรรมการสอบสวนบางคนที่ทำตัวเป็นไส้ศึก ที่วงใน กกต.ก็สงสัยในพฤติกรรมอยู่บ้างแล้ว ที่สำคัญในสถานการณ์นี้ดีเอสไอก็ควรจะให้การคุ้มครองพยานด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้พยานเก็บตัวเครียดอยู่คนเดียว

ถอดรหัส อนาคตการเมือง ‘ภาคใต้’ หลัง!! ‘กล้าธรรม’ ปักธงเขต 8 เมืองคอน

(31 พ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์คมชัดลึก เนชั่นทีวี เปิดเผยว่า ได้รับสายโทรศัพท์จำนวนมากสอบถามถึง #อนาคตการเมืองในภาคใต้ จะเป็นอย่างไร ยิ่งหลังพรรคกล้าธรรม ชนะการเลือกตั้งซ่อม เขต 8 นครศรีธรรมราช ยิ่งมีการสอบถามเข้ามามากยิ่งขึ้น

”ลึก ๆ แล้วผมก็ไม่ทราบจริง ๆ ว่าอนาคตการเมืองภาคใต้จะเป็นอย่างไร และทำไมถึงมีคำถามเข้ามามาก ผมก็ตอบไม่ได้ แต่ตอบแบบกลาง ๆ พอได้ จึงมานั่งคิดและหารือกับพรรคพวกว่า ถ้างั้นเราจัดเสวนาดีกว่าเพื่อถอดรหัส และหาคำตอบเรื่องนี้จากผู้รู้ จากคนวงใน

โครงการจัดเสวนา 'ถอดรหัสเลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีฯ บิ๊กโอ ปักธงให้พรรคกล้าธรรมกับอนาคตการเมืองภาคใต้' จึงเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2568 โดยเครือข่ายสื่อมวลชนจับตาสังคม ณ ลานเพลิน หนองนกเพา คาเฟ่ ต.เขาพังไกร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป จนกว่าจะสิ้นกระบวนความ

นายเฉลียว กล่าวอีกว่า

การเลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีธรรมราช แทน มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล จากพรรคภูมิใจไทย โดยก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ จากพรรคกล้าธรรม ชนะคู่แข่งขาดลอย ชนะพ่อตา 'ชินวรณ์ บุณยะเกียรติ' จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถือว่าพ่ายแพ้อย่างบอบช้ำกับคะแนนที่ได้แค่ 4000 กว่าคะแนน 'Money politic' คือปัจจัยสำคัญที่มีการกล่าวถึงทำให้พรรคกล้าธรรม ปักธงในจังหวัดนครศรีธรรมราชได้กับการเลือกตั้งครั้งแรกใช่หรือไม่ แม้จะมีความพยายามรณรงค์ 'กินเหยื่อไม่กินเบ็ด' หมายถึงรับเงิน แต่ไม่เลือก แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะการเมืองนครศรีธรรมราช การเมืองในภาคใต้เปลี่ยนไปแล้ว นักเลือกตั้งผ่านหน้าบ้าน เจ้าของบ้านถามว่า “เท่าไหร่”

เมื่อก่อนถ้าพูดถึงการใช้เงินซื้อเสียง ต้องพูดถึงภาคอีสาน ภาคใต้เขาเลือกกันด้วยอุดมการณ์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่ และเริ่มเป็นมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 62 เรื่อยมา โรคร้อยเอ็ดระบาดหนักเข้าสู่ภาคใต้ในการเลือกตั้งทุกระดับ

คะแนน 39000 กว่าคะแนนของก้องเกียรติ์ น่าสนใจยิ่งว่า มาได้อย่างไร จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งตัวเลขกลม ๆ 120,000 คะแนน ถ้ามาใช้สิทธิ์ 70% ก็น่าจะอยู่ที่ 70,000 คะแนน นั้นก็แปลว่า ก้องเกียรติ์ได้ไปเกินกว่าครึ่ง ทิ้งพ่อตาให้คะแนนเรี่ยดิน ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่ได้คะแนนมาแค่ 6000 กว่าคะแนน จากการเลือกตั้งครั้งก่อนคะแนนมีอยู่ 11000 กว่าคะแนน กระแสนิยมของพรรคประชาชนถดถอยขนาดนั้นเหรอ ก็ไม่น่าจะใช่ ปัจจัยที่เป็นกระสุนดินดำ จึงน่าจะเป็นตัวชี้วัดที่มาของคะแนน เพราะพรรคกล้าธรรมก็ไม่ได้ฟรีเว่อร์อะไรนักหนา แม้ตัวผู้สมัครจะโดดเด่นในพื้นที่ก็ตาม

การปักธงแรกของพรรคกล้าธรรม จึงน่าถอดรหัสยิ่งว่า จะเป็นแนวทางในการเป็นธงนำในการเลือกตั้งครั้งต่อไป (ปี 70) หรือไม่ ในสถานการณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์เจ้าถิ่นก็ป่วยติดเตียง พรรคภูมิใจไทยที่ก้าวคืบเข้าไป ก็เป็นมะเร็งร้าย พรรคประชาชาติ แกนนำหลักก็อ่อนล้าหมดเรี่ยวหมดแรง จะเป็นช่องทางให้พรรคกล้าธรรมรุกคืบไปอย่างฮึกเหิมกับความสำเร็จ หรือไม่

น่าสนใจถอดรหัส กับการเสวนา การปักธงเมืองคอนของบิ๊กโอ จะเป็นก้าวที่ฮึกเหิมของพรรคกล้าธรรมในสนามภาคใต้หรือไม่

พบกับนักการเมือง อดีตนักการเมือง นักวิชาการสายการเมือง สื่อมวลชน นายเฉลียว กล่าวถึงวิทยากรที่จะมาร่วมวงเสวนา ประกอบด้วย
 
-นิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย อดีต สส.หลายสมัยของสงขลา
-รศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ อดีต สส.นครฯ พรรคพลังประชารัฐ นักวิชาการผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเมือง
-อานนท์ มีศรี นักสังเกตการณ์ทางการเมือง
-พุฒิพงศ์ ลุ่ยจิ๋ว ตัวแทนจากพรรคประชาชน
-สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.เขต 4 สงขลา ตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม 
-พระครูรัตนสุตากร ดร.
รองเจ้าคณะอำเภอหัวไทร เจ้าอาวาสวัดคลองแดน ต.รามแก้ว อ.หัวไทร
เป็นต้น

วันที่ 14 มิย.เสวนา ณ ลานเพลิน ร้านหนองนกเภาคาเฟ่ (บ้านสวนสจ.ละม้าย เสนขวัญแก้ว) เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป และพบกับครับ เรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านครับ 

‘ปวิช พรหมทอง’ แต่งตัว!! ลงชิง สส.เขต 2 พัทลุง ‘พรรคกล้าธรรม’

(1 มิ.ย. 68) ผมไล่ดูในเฟซบุ๊กของพรรคพวก @ปวิช พรหมทอง กรรมการในการยางแห่งประเทศไทย พบข้อมูลที่น่าสนใจ

น่าสนใจว่า ปวิช พรหมทอง ลงไปพัทลุงบ่อยครั้งในช่วงปีนี้ น่าจะมีภารกิจพิเศษที่น่าสนใจมากกว่าการลงไปปฏิบัติภารกิจในฐานบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)

พบข้อมูลว่า ปวิชลงไปแจกเอกสารประเภทหนึ่งที่เรียกว่า 'โฉนดต้นยาง' บอกตามตรงว่า ไม่รู้จัก เคยรู้ที่ นส.3 /โฉนด/หรือ สค.1 แต่คำว่า โฉนดต้นยาง ยังไม่เคยรู้จักมาก่อน

สืบค้นพบว่า เอกสารโฉนดต้นยางเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ขออนุญาตนำเรียนว่าด้วยความไม่รู้จึงไปสืบค้นผ่าน 'ปัญญาประดิษฐ์' หรือ AI ด้วยการเสิร์ชหาผ่าน Chat GPT พบข้อมูลที่น่าจะพออธิบายคำว่า 'โฉนดต้นยาง' ซึ่งแตกต่างจากโฉนดเพื่อการเกษตร ที่แปลงโฉมมาจาก สปก.4-01

อธิบายความอย่างนี้จากข้อมูลผ่าน Chat GPT พบว่า คำว่า 'โฉนดต้นยาง' อาจหมายถึงเอกสารสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับ ต้นยางพารา หรือ ที่ดินที่ปลูกต้นยาง แต่ในกฎหมายไทย ไม่มีเอกสารชื่อว่า 'โฉนดต้นยาง' โดยตรง ดังนั้นคำนี้อาจมีความหมายในบริบทใดบริบทหนึ่งต่อไปนี้:

1. โฉนดที่ดินที่ปลูกต้นยางพารา
• เป็นโฉนดที่ดิน (น.ส.4) ที่เจ้าของใช้ปลูกสวนยาง
• ใช้เป็นหลักฐานกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ปลูกต้นยาง
• สามารถนำไปใช้ค้ำประกันกู้เงินจากธนาคารหรือกองทุนต่าง ๆ ได้

2. ทะเบียนต้นยางพารา (เอกสารขึ้นทะเบียนสวนยาง)
• เอกสารที่กรมส่งเสริมการเกษตร หรือการยางแห่งประเทศไทย ออกให้เมื่อเกษตรกรไปแจ้งขึ้นทะเบียนต้นยาง
• ใช้ประกอบการขอรับเงินสนับสนุน หรือเงินช่วยเหลือจากรัฐ เช่น โครงการประกันรายได้
• ไม่ใช่โฉนด แต่เป็นหลักฐานแสดงการครอบครองและดูแลต้นยาง

3. ใบรับรองหรือสัญญาซื้อขายต้นยาง
• หากเป็นกรณีซื้อขายต้นยางโดยเฉพาะ เช่น ขายยางก้อนถ้วยหรือขายต้นยางที่ตัดแล้ว อาจมีใบสัญญาหรือใบรับรองแยกต่างหาก
• เอกสารเหล่านี้ใช้ในการค้ายางหรือขอสินเชื่อในรูปแบบที่เกี่ยวกับสินค้าเกษตร

แต่ข้อมูลที่พบปรากฏว่า ปวิช พรหมทอง เดินทางไปแจก โฉนดต้นยาง ในจังหวัดพัทลุง โซนเหนือแบบถี่ยิบ ผิดสังเกต เช็กข้อมูลพบว่า ปวิช กับ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มีบทบาทสำคัญในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น่าจะร่วมกันผลักดันนโยบายโฉนดต้นยาง เพื่อให้เกษตรกรใช้เอกสารนี้เข้าถึงแหล่งทุน

ฟังดูแล้วน่าจะยังพื้น ๆ แต่เช็คลงไปในเชิงลึกพบว่า พรรคกล้าธรรม ที่มี รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธานที่ปรึกษา กำลังเปิดเกมรุกในภาคใต้ หลัง บิ๊กโอ-ก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ ปักธงให้กล้าธรรม ในการเลือกตั้งซ่อม เขต 8 นครศรีธรรมราช

ปวิช พรหมทอง ถูกวางตัวให้ลงสมัคร สส.พัทลุง เขต 2 ในนามพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงไม่แปลกที่ปวิช ปรากฏตัวในจังหวัดพัทลุงบ่อยครั้งหนึ่งในช่วง 3-4 เดือนมานี้

ปวิช เป็นคนพัทลุง เคยเป็นสมาชิกสภาเขต ในย่านห้วยขวาง เขาก็มีฐานเสียงอยู่ไม่น้อยย่านป่าพะยอม ควนขนุน เขามีประวัติที่น่าสนใจไม่น้อยกับการแทรกตัวเข้าไปในสนามการเมืองระดับชาติ

ดวงเมืองคอน กับ ปรากฏการณ์ข่าวน่าละอาย  สส.ทำร้ายประชาชน!! กระทืบนักธุรกิจ

(3 มิ.ย. 68) ปรากฏการณ์ข่าวใหญ่ในเมืองนครศรีฯ “สส.คนดังเมืองนครศรีฯกร่าง กระทืบนักธุรกิจ” นั้นคือหัวข่าวเบื้องต้น

ต่อมานักข่าวในพื้นที่ และสื่อสังคมออนไลน์สืบค้นพบว่า คนก่อเหตุน่าจะเป็น “แทน-ชัยชนะ เดชเดโช” และคณะ ส.อบจ. อันเป็นการก่อเหตุในงานอุปสมบทลูกชายนายกฯอบต.ควนพัง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีฯ

ปฐมเหตุเกิดจากการนั่งร่วมโต๊ะอาหารระหว่างทีมของ สส.แทน กับเสี่ยเจ้าของร้านวัสดุก่อสร้าง และมีการพูดคุยกันถึงศึกเลือกตั้งนายกฯอบต.ควนพัง ในการเลือกตั้งปลายปี 2568 

แน่นอนว่า การเมืองต้องมีการแข่งขัน และกำลังมีการฟอร์มทีมใหม่ เพื่อลงแข่งกับนายกฯปัจจุบัน ที่สนิทชิดเชื้อกับ สส.แทน จึงมีการเอื้อนเอ่ยเชิงขอร้องไม่ให้มีการส่งทีมลงแข่ง แต่คู่สนทนาที่กำลังฟอร์มทีมสู้ปฏิเสธข้อเรียกร้อง

สุราเม…ออกอาการ เมื่อการพูดคุยไม่รู้เรื่อง ฝ่ามือ 1 ฉาด จึงพุ่งตรงเข้าหน้าของคู่สนทนา และลุกลามถึงขั้นลากไปกระทืบหลังเวทีตามข่าว

กรณีที่เกิดขึ้น ไม่มีใครกล้าพูดกล้าวิจารณ์ พยานในงานบวชก็พากันเงียบกริบ แต่เกิดมวยคู่เอกปรากฏขึ้น “เชาว์ มีขวด” อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถือว่า เป็นคู่กรณี และคนรู้จัก รวมทั้งอาจจะเป็นคู่แข่งทางการเมืองในอนาคตก็ออกโรงขย่ม สส.แทนทันที ทั้งเรื่องจริยธรรม คุณธรรม คดีอาญายอมความไม่ได้ รับอาสาเป็นทนายความให้เหยื่อ เรียกร้องให้โอนคดีให้กองปราบปรามทำแทนตำรวจในพื้นที่ 

แม้คู่กรณีของ สส.แทนจะถอนแจ้งความในวันเดียวกันกับวันแจ้งความ โดยให้เหตุผลว่าเข้าใจผิด แน่นอนว่า ต้องเกิดจากเหตุไม่ปกติแน่นอน เพราะก่อนหน้านั้น มีข่าวสับสนว่า แจ้งความแล้วยังถูกข่มขู่ให้ถอนแจ้งความ ระดับผู้การฯบอกว่า ไม่มีการแจ้งความ แต่หลักฐานหลุดมาจนได้ “ใบแจ้งความ ใบถอนแจ้งความ” ส่วน สส.แทน ปฏิเสธไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่

ผมสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองคอน เกิดเหตุร้าย เหตุให้ละอาย เหตุภัยพิบัติขึ้นบ่อยครั้ง จึงไปสืบค้นข้อมูลที่น่าสนใจ ขออนุญาตนำมาเสนอต่อจากข่าวนี้
ใครทำอะไรผิด หรือฝ่าฝืนจารีต ถึงทำให้เมืองนครศรีฯตกต่ำ ไม่เจริญก้าวหน้า

คำถามที่ว่าทำไมเมืองนครศรีธรรมราช “ถึงตกต่ำ” หรือ “ไม่เจริญก้าวหน้า” นั้นเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อน และอาจมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง โครงสร้างสังคม รวมถึงความเชื่อทางจิตวิญญาณ เช่นเรื่อง “ดวงเมือง” ที่คุณพูดถึง ซึ่งคนในพื้นที่บางกลุ่มก็มีความเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง

ต่อไปนี้คือ สาเหตุที่คนทั่วไปหรือกลุ่มนักวิชาการ–นักไสยศาสตร์บางส่วน มองว่าอาจเกี่ยวข้องกับความถดถอยของเมืองนครศรีธรรมราช

 1. ความเชื่อเรื่อง “ลบหลู่ดวงเมือง”
มีความเชื่อในหมู่ชาวนครบางส่วนว่า:
• มีการเปลี่ยนแปลง/เคลื่อนย้าย/ปรับปรุงบริเวณศาลหลักเมือง หรือพระบรมธาตุเจดีย์ โดยไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกฤกษ์
• มีบุคคลบางกลุ่มในอดีต “ไม่เคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์” หรือทำพิธีกรรมผิดขั้นตอน
เช่น ความเชื่อว่าถ้ามีผู้ปกครองที่ “ไม่ถูกโฉลกกับดวงเมือง” เมืองจะเจอภัยพิบัติ เศรษฐกิจตกต่ำ หรือการเมืองวุ่นวาย

 2. การเมืองภายในจังหวัดที่แตกแยก
• เมืองนครศรีธรรมราชมีประวัติความขัดแย้งทางการเมืองในท้องถิ่นยาวนาน
• การแข่งขันระหว่างกลุ่มการเมือง/นักธุรกิจ/ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น อาจทำให้การพัฒนาเมืองล่าช้า หรือไม่ยั่งยืน

 3. โครงสร้างพื้นฐานไม่ทันยุค
แม้เมืองนครฯ จะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ในบางมุมเมืองยังมี:
• ระบบคมนาคมที่ไม่เชื่อมโยงกับศูนย์กลางเศรษฐกิจใหญ่
• ระบบบริการสาธารณะที่ไม่ทันสมัยเท่าเมืองอื่น ๆ ในภาคใต้ เช่น ภูเก็ตหรือสุราษฎร์ฯ

 4. การเปลี่ยนผ่านด้านวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ
• หลังยุคบูมของ “จตุคามรามเทพ” (ราวปี 2549–2550) เมืองมีความหวังใหม่ด้านเศรษฐกิจและจิตวิญญาณ
• แต่เมื่อความเชื่อเหล่านั้นถูกมองว่า “กลายเป็นเชิงพาณิชย์” ความศักดิ์สิทธิ์ก็เสื่อมลงในสายตาของบางคน
• บางกลุ่มจึงมองว่าดวงเมือง “อ่อนแรง” เพราะความศรัทธาเสื่อม

 5. ปัญหาเชิงระบบ
• การกระจายอำนาจไม่เพียงพอ: งบประมาณพัฒนาท้องถิ่นมีจำกัด
• การศึกษาหรือนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ตอบโจทย์ท้องถิ่น

สรุป:
ไม่มีใคร “ทำผิดคนเดียว” ที่จะทำให้เมืองนครศรีธรรมราชตกต่ำหรือไม่ก้าวหน้า
แต่ปัจจัยร่วมกันทั้ง คนในเมือง, การบริหารท้องถิ่น, โครงสร้างอำนาจ และ ความเชื่อ/ศรัทธา ล้วนมีบทบาท
เมื่อศึกษาค้นคว้าลึกลงไปจะพบว่า….

ดวงเมืองนครศรีธรรมราชมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์และผู้สถาปนาเมืองนครศรีธรรมราช พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานทางการเมือง ศาสนา และวัฒนธรรมของเมือง

การสถาปนาเมืองและดวงเมือง
พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงสถาปนาเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 1830 หลังจากอาณาจักรศรีวิชัยล่มสลาย โดยมีการกำหนดดวงเมืองในวันพฤหัสบดี แรม 12 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ จุลศักราช 649 ซึ่งตรงกับวันสถาปนาเมือง การกำหนดดวงเมืองนี้เป็นการวางรากฐานทางจิตวิญญาณและการปกครองของเมือง

การส่งเสริมพระพุทธศาสนา
พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงเป็นผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างมาก โดยทรงสร้างพระบรมธาตุเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และทรงจัดระเบียบการปกครองแบบธรรมราชา ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการปกครองและหลักธรรมทางศาสนา 

ความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับดวงเมือง
ดวงเมืองนครศรีธรรมราชยังถูกผูกโยงกับความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับองค์จตุคามรามเทพ ซึ่งเป็นเทพที่ชาวนครศรีธรรมราชเคารพนับถือ การสร้างเสาหลักเมืองและการกำหนดดวงเมืองจึงเป็นการผสมผสานระหว่างการปกครองและความเชื่อทางศาสนา

สรุป
ดวงเมืองนครศรีธรรมราชถูกผูกโยงอย่างแน่นแฟ้นกับพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ผ่านการสถาปนาเมือง การกำหนดดวงเมือง และการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นรากฐานทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมของเมืองที่ยังคงมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน 
จริงๆมีข้อมูลมากเกี่ยวกับดวงเมืองนครศรีธรรมราช กับปรากฏการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการวางรากฐานทางจิตวิญญาณ ความเชื่อ ศาสนา กับการเมืองการปกครอง

แนะประชาธิปัตย์ถอนตัวจากรัฐบาล แต่ต้องวางยุทธศาสตร์พรรคให้ชัดเจน

‘นิพนธ์ บุญญามณี’ อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในยุคก่อน กล่าวบนเวทีเสวนา “อนาคตการเมืองภาคใต้ หลังพรรคกล้าธรรมปักธงเขต 8 นครศรีฯ เรียกร้องให้กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์พิจารณาถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล

เวทีนี้เปิดโอกาสให้ผู้ฟังพูดและตั้งคำถาม จึงมีคำถามที่แหลมคมไปยังนิพนธ์ว่า จะฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ เรียกศรัทธาคืนมาอย่างไร แม้จะเป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะนิพนธ์ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคชุดนี้ ทำได้แค่แนะนำให้ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

หลังคลิปลับการสนทนาระหว่างนายกฯแพทองธาร กับอดีตนายกฯฮุนเซนของกัมพูชาหลุดออกมา พร้อมกับคำดูหมิ่นดูแคลนจาก ‘ฮุนมาเนต’ นายกฯกัมพูชา ไม่มียุคสมัยใดที่ไทยกลัวกัมพูชาเท่ายุคนี้ อันเป็นประโยคที่ผู้นำประเทศต้องหน้าชา ทหารก็มือเท้าสั่น

พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคแรกที่หน้าบาง จากแรงกดดันหลายด้านตัดสินใจทิ้งรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’เก็บข้าวเก็บของออกจากมหาดไทย ทำเนียบรัฐบาล และน่าจะมีแอคชั่นต่อด้วยการลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภาของ ‘ภราดร ปริศนานันทกุล’

มีกระแสเรียกร้องอีกมากมายตามมา 'ยุบสภา-ลาออก' ยุบสภาในสถานการณ์ตกต่ำคงไม่มีแกนนำรัฐบาลไหนทำ ลาออกก็คิดหนัก จะเอาใครมาเป็นนายกฯคนต่อไป พรรคเพื่อไทยได้ใช้ไปแล้วสองตัว เหลือ ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ อยู่เพียงคนเดียวในบัญชีนายกรัฐมนตรี หันซ้ายมองขวา ก็มีแต่คนพรรคอื่น

พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจนำร่อง เรียกคะแนนนิยมไปก่อนแล้ว ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล เหลือพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคกล้าธรรม จะกำหนดท่าทีอย่างไร

11.00 น. วันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติประชุมกำหนดท่าที 17.00 น. พรรคประชาธิปัตย์ประชุมปกติ แต่น่าจะมีประเด็นการกำหนดท่าทีแทรกเข้ามาในวันนี้

ถ้าพิจารณาตามคำเรียกร้องของนิพนธ์ให้ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลมีประเด็นพิจารณาทั้งข้อดี และข้อเสีย หาก 'ถอนตัว' ตอนนี้ เท่ากับเดิมพันครั้งใหญ่!

ข้อดี:
1.ฟื้นภาพลักษณ์พรรคอุดมการณ์ ประชาธิปัตย์จะถูกมองว่า “กล้าพอ” ที่จะไม่ทนอยู่ในรัฐบาลที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใส ได้คะแนนนิยมจากกลุ่มประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาล
2.ไม่ต้องเป็นเงาของเพื่อไทย (ทักษิณ)ในฐานะพรรคร่วมเสียงข้างน้อย ประชาธิปัตย์ไม่มีอำนาจจริง และภาพลักษณ์ก็จมไปกับการบริหารของเพื่อไทยภายใต้การกำกับของทักษิณ
 3.มีโอกาส 'นิยามตัวเองใหม่' ถอนตัวตอนนี้ เท่ากับเปิดทางรื้อโครงสร้างพรรค ดึงคนรุ่นใหม่ ปั้นจุดยืนใหม่ทันก่อนเลือกตั้งหน้า

ข้อเสีย:
1.สูญเสียตำแหน่งรัฐมนตรี อำนาจบริหารที่ไม่มีใครอยากสูญเสีย คนในพรรคบางกลุ่มอาจไม่ยอม เพราะเกี่ยวข้องกับอำนาจและผลประโยชน์
2.ถ้าไม่ชัดว่าจะยืนตรงไหนต่อ อาจไร้พลัง
ถ้าถอนแต่ 'ไม่มีจุดยืน' ที่ชัด (จะค้าน? จะตั้งพรรคใหม่? จะจับมือกับใคร?) ประชาชนอาจมองว่าแค่โหนกระแส
3.เสี่ยง 'หลุดจากสารบ'” ทันที ถ้าถอนตัวแล้วประชาชนยังไม่เห็นความแตกต่างจากพรรคอื่น อาจไม่มีใครให้โอกาสอีก

ถ้าพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์:ประชาธิปัตย์ถอนตัวได้ — ถ้า “คิดวางยุทธศาสตร์ วางโครงสร้างพรรคใหม่ไป พร้อมกัน!

ประชาธิปัตย์ “ควรถอนตัวจากรัฐบาล” เฉพาะเมื่อมีการเตรียมพร้อมด้านยุทธศาสตร์ เช่น เปิดตัวผู้นำใหม่อย่างชัดเจนเปิดวิสัยทัศน์ใหม่ของพรรค มีแนวร่วมใหม่ เช่น นักวิชาการ คนรุ่นใหม่ ฯลฯ และอธิบายให้ประชาชนเห็นว่า “นี่ไม่ใช่แค่การถอนตัว แต่เป็นการปฏิรูปพรรค ฟื้นพรรคประชาธิปัตย์ เพื่ออนาคตประเทศ”

ถ้า “ถอนตัวอย่างกล้าหาญ และวางหมากล่วงหน้าได้” จะเป็นจุดเปลี่ยนของพรรคที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปี แต่ถ้า “ถอนเพราะแค่ตามภูมิใจไทย” โดยไม่มีวิสัยทัศน์ต่อจากนั้น อาจกลายเป็นพรรคที่หายไปจากการเมืองไทยเลยก็ได้

กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานผลประโยชน์ของชาติ และประชาชน แล้วจะเห็นทางออก ทางเดินของพรรค

อนาคต!! ‘พรรคประชาธิปัตย์’ โจทย์ยาก!! ของกรรมการบริหาร พรรคเก่าแก่!! แต่สมาชิกโบกมือบ๊ายบาย เพราะหมดศรัทธา

(6 ก.ค. 68) น่าสนใจยิ่งต่อการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ว่าอนาคตจะเดินต่อไปอย่างไร หรือพอแค่นี้

การออกมากล่าวให้สัมภาษณ์ของ “เดชอิศม์ ขาวทอง”ในวันเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยไทย

“ใครรับมติพรรคไม่ได้ก็ต้องออกไป และในการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้าพรรคไม่มีเอกภาพ ก็จะไม่มีชื่อเดชอิศม์ ขาวทอง อยู่ในพรรค”

เดชอิศม์ ขาวทอง พูดในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำพาพรรคถดถอยมาเรื่ิอยๆ พร้อมกับ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” หัวหน้าพรรค

“นิพนธ์ บุญญามณี” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเสยเต็มคางของเดชอิศม์ว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ดั่งเดิม เลือดแท้ รับไม่ได้กับมติพรรคประชาธิปัตย์ ที่นิพนธ์เรียกว่า “มติโจร”

ระเบียบพรรคประชาธิปัตย์ว่าด้วยการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง จะต้องผ่านหลายขั้นตอน

1.ประชุม สส.คัดเลือกมา
2.ประชุมคณะกรรมการบริหาร
3.ประชุมร่วม สส.และคณะกรรมการบริหาร

ในการปรับ ครม.ของรัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร” พรรคประชาธิปัตย์เสนอตัวบุคคลผ่านทั้ง 3 ขั้นตอนแล้วหรือยัง หรือข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไปหรือไม่

ลองมาวิเคราะห์กันเล่นๆว่า ภาพรวมสถานการณ์ปัจจุบันของพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างไร และจะเดินต่อไปอย่างไร ในภาวะที่ “เดชอิศม์”จะไม่แคร์ต่อการเดินออกไปของสมาชิก “เป็นช่วงรีเซต” คือคำกล่าวอ้างของเดชอิศม์

1. มีมติชัด “ร่วมรัฐบาลแพทองธารต่อ” แม้เสียงแตกก็ตาม
พรรคประชาธิปัตย์ในการประชุมคณะกรรมการบริหารเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2568 มีมติ 19 ต่อ 7 เสียง ให้พรรคยังคงเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่นำโดยไม่มีการต่อรองตำแหน่งเพิ่ม แต่ได้เพิ่มมา 1 ตำแหน่ง “แทน-ชัยชนะ เดชเดโช” นั่ง รมช.สาธารณสุข แทน “เดชอิศม์” ที่ขยับไปนั่งช่วยมหาดไทย

2. สมาชิก “เลือดใหม่” ลาออกต่อเนื่อง ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (หรือ “ดร.เอ้”) รองหัวหน้าพรรค ลาออกเมื่อ 4 ก.ค.2568 เพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ “ไทยก้าวใหม่” โดยมีท่าทีเน้นนโยบายการศึกษา นวัตกรรม

มีอดีต ส.ส. และคนรุ่นใหม่ลาออกอีกหลายราย เช่น “มาดามเดียร์” วทันยา วงศ์โอภาสี หลังจากก่อนหน้านี้ก็มีสมาชิกในระดับผู้ปกครองพื้นที่ทยอยถอนตัวไหลเป็นระลอก

3. แบ่งเป็นสองขั้วภายในพรรคชัดเจน คือฝ่ายกรรมการบริหารสนับสนุนให้ร่วมรัฐบาล กับฝ่ายผู้อาวุโส กลุ่มอนุรักษ์ ค้านการเดินหน้าสนับสนุนรัฐบาล

4. แนวโน้มและอิทธิพลมีแนวโน้มลดลง ในการเลือกตั้ง 2566 พรรคได้ สส.เพียง 25 ที่นั่ง ร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 6 ไม่มี สส. ใน กทม. เลย สะท้อนว่าฐานเสียงดั้งเดิมถูกกวาดไปจากพรรคก้าวไกลและกลุ่มอื่น ๆ 

การสูญเสียคนเก่งอย่าง “ดร.เอ้” และ “คุณหญิงกัลยา” จะกดดันภาพลักษณ์และกลยุทธ์จัดระเบียบใหม่ของพรรคไปไม่น้อย และทำให้เกมยากขึ้น

5. ความท้าทายในอนาคต พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับมือกับการขาดเลือดใหม่ และตีตรา “พรรคอนุรักษ์นิยม” ที่ไม่เปลี่ยนตัวเองแม้รักษาตำแหน่งในรัฐบาล แต่การไม่มี สส. ใน กทม. และความอ่อนแอบนเวทีระดับชาติ อาจทำให้ไม่เป็นตัวเลือกหลักในอนาคต หากพรรคใหม่ที่คนรุ่นใหม่ตั้งขึ้น (เช่น ไทยก้าวใหม่) ดึงคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นต่อไป อาจยิ่งลดอำนาจของพรรคเก่าไปตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

โดยสรุปภาพรวมพรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้อยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ชัดเจน ยังคงมีอำนาจผ่านการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่มี “เลือดใหม่” ทยอยลาออก ด้านภายนอก พรรคถูกจัดว่ายังไม่สามารถปรับภาพลักษณ์ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ และมีความเสี่ยงสูงในสนามเลือกตั้งหน้าถ้าไม่รีบปรับตัว

ภาคใต้ฐานเสียงใหญ่ของประชาธิปัตย์อาจไม่เหลือร่องรอยให้เชยชมอีกต่อไปก็ได้ ถ้า “มึงกับกู”ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง

เลือกตั้งสงขลาเขต4 ครั้งหน้าเดือดแน่ นายกฯชาย สาดน้ำมันเข้ากองไฟ สส.กฤต แมวนอนหวด ก็พร้อมสู้ตาย!! คาสนามรบ

(19 ก.ค. 68) พลันที่ ‘นายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง’ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปรากฏกายขึ้นที่โรงพัก อ.ระโนด จ.สงขลา พร้อมมวลชนรอตัอนรับ อันเป็นการปรากฏกายในสถานการณ์ร้อนในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 4 สงขลา ทำให้การเมืองสนามเลือกตั้งสงขลาร้อนระอุขึ้นมาทีเดียว แต่ก็เป็นสิทธิของนายกฯชาย ที่จะเดินทางไปไหนก็ได้ในประเทศนี้ เพียงแต่นายกฯชายเลือกไปในพื้นที่ระอุ

เขตเลือกตั้งที่ 4 สงขลา อันประกอบด้วยระโนด กระแสสินธ์ุ สะทิงพระ สิงหนคร ที่มี กฤต-ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม เป็น สส.อยู่ และกำลังมีประเด็นหัวคะแนน สส.กฤต หิ้วคนชราจากบ้านระวะ ไปกระทืบ ด้วยความโมโหว่าชายชราคนนั้นชอบปาหลังคาบ้าน และทำมาแล้วหลายครั้ง แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ สส.กฤตโดยตรง แต่มีการ กล่าวอ้างว่า เป็นคนของ สส.กฤต

คือถ้านายกฯชายลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้าน ถือเป็นเรื่องปกติ แต่มีการกล่าวให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงคดีเก่าของ สส.กฤต ที่คั่งค้างอยู่ในขบวนพิจารณา โดยระบุว่า มีการวิ่งเต้นกันถึง 100-200 ล้าน อันเป็นการก้าวล่วงขบวนการยุติธรรม

นายกฯชายอาจจะรู้ลึก รู้มากไปจนเข้าข่ายอวดรู้จนลืมไปว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การเข้าไปในพื้นที่แล้วพาดพิงเจ้าของพื้นที่ด้วยแน่นอนว่า เจ้าของพื้นที่ก็น่าจะไม่ค่อยพอใจนัก อันอาจจะทำให้สนามเลือกตั้งสงขลา 9 เขตลุกเป็นไฟขึ้นมาได้

กล่าวภาพรวมของการชิงฐานเสียงในจังหวัดสงขลา โดยมี 3 ขั้วใหญ่ที่น่าสนใจ ณ ปัจจุบัน:

1. พรรคประชาธิปัตย์ (Democrat Party)เป็นขั้วหลักในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลา ได้ สส. เขต 6 ที่นั่ง จาก 9 เขตเลือกตั้ง กำลังเผชิญปัญหาภายในแบ่งเป็น 'New Democrat' และ 'Old Guard' มีนายกฯชายเป็นแม่ทัพใหญ่อยู่

2. พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai Party) มี สส. สงขลา 1 ที่นั่ง และฐานเสียงค่อนข้างแข็งในบางจุดในภูมิภาคใต้   

3. พรรคกล้าธรรม (Kla Tham Party) พรรคใหม่แต่เติบโตเร็วในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลาและนครศรีธรรมราช ชนะเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 8 นครศรีธรรมราช โดยมี 'บิ๊กโอ' ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ชนะการเลือกตั้งและทำคะแนนกระฉูด ~38,000 โหวต   

ซึ่งจริง ๆ แล้วสงขลาก็ยังมี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติอีก 1 คนด้วย

แน่นอนว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการฟาดฟันกันหนักในสามพรรคนี้ เดิมพรรคกล้าธรรม คิดว่าจะเลือกส่งแค่บางเขตในสงขลาที่คิดว่าพอสู้ได้ เช่น เขต 4 เขต 6 เป็นต้น 

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน โดนเหยียบย่ำ แมวนอนหวด พรรคกล้าธรรมจึงน่าจะส่งเกือบทุกเขตของสงขลา เว้นเขต 7 (ณัฐฏชนน ศรีก่อเกื้อ จากพรรคภูมิใจไทย)

“เราจะส่งเกือบทุกเขตของสงขลา ไม่เว้นแม้เขต 5 เขต 9 ซึ่งเป็นถิ่นของนายกฯชาย ส่วนเขต 6 เรามีตัวชัดเจนที่จะสู้กับ สส.เก่า ภรรยานายกฯชายอยู่แล้ว” แหล่งข่าวจากพรรคกล้าธรรม กล่าว

ส่วนพรรคภูมิใจไทย ที่มี สส.อยู่ 1 คน ก็ยังอยู่ระหว่างการตั้งลำ ดูเหมือนอนาคตอาจจะเป็นเรือขาดหางเสือ ขาดคนคัดท้าย อาจจะต้องหานายหัวใหม่ หลังนายหัวเก่าทุนใหญ่เริ่มอ่อนล้า

เช่นเดียวกับประชาธิปัตย์ยังลูกผีลูกคน ยังมองไม่ออกว่า นายกฯชายยังจะอยู่ขับเคลื่อนประชาธิปัตย์ให้พ้นจากการเกยตื้นต่อไปหรือไม่ รวมถึง 'นิพนธ์ บุญญามณี' อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังละล้าละลังว่าจะเอาอย่างไรดี

มองจากคนนอกคิดว่า นิพนธ์คงอยู่ประชาธิปัตย์ยากแล้วกับความไม่ลงรอยกับกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน ความจริงอย่างหนึ่งที่ปรากฏดูเหมือนว่า ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ สส.สงขลา ลูกชายของนิพนธ์ จะถูกลดบทบาทอย่างผิดฟอร์ม

“เขาห้ามไม่ให้ใช้โควต้าพรรคในการหารือ ตั้งกระทู้ เสนอญัตติ หรือแม้กระทั่งอภิปราย ในกรรมาธิการใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้เป็น” คนใกล้ชิดสรรเพชญ กล่าว

แต่สำหรับนิพนธ์ และสรรเพชญไม่น่าจะยากในการหาพรรคใหม่สังกัด เข้าใจว่าเวลานี้คงมีหลายพรรคจีบอยู่ เตรียมยกขันหมากไปสู่ขอ รอฝ่ายเจ้าสาวตกลงปลงใจเท่านั้นเอง

กล่าวสำหรับ สส.กฤต เมื่อเทียบกับนายกฯชายในภาวะการนำ สส.กฤตไม่มีอะไรไปเทียบกับนายกฯชายได้เลย นายกฯชายโตมาจากการเมืองท้องถิ่นสงขลายาวนาน ใช้เวลาก้าวเดินจนเป็นนายกฯอบจ.สงขลา และเป็น สส.สงขลา ส่วน สส.กฤต ก็ยังเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน เพียงแค่ทะเยอทะยานทางการเมือง มีความกล้า มีทุนรอนเพียงพอ

“เมื่อหมาบ้ามันลุกขึ้นมาสู้ นายกฯชายก็ประมาทไม่ได้นะ ตาใสเหมือนกัน ถ้าเป็นทหารก็พร้อมรบ แม้จะตายคาสนามรบก็ตาม มีความบ้าบิ่นอยู่ไม่น้อย” คนใกล้ชิด สส.กฤต กล่าว

จากภาพที่ฉายให้เห็นเชื่อว่า เลือกตั้งครั้งหน้า สนามเลือกตั้งสงขลาดุเดือดแน่นอน

‘นิพนธ์ - สรรเพชญ’ ยึดมั่นในอุดมการณ์ ไปแพ็คคู่ จะเลือกเข้าพรรคไหน เมื่อบ้านเก่าไม่ยินดี

(20 ก.ค. 68) “สรรเพชญ” ยังจะได้ลงสมัคร สส.ในนามประชาธิปัตย์หรือไม่

เป็นคำถามที่ประเดประดังเข้ามามากในช่วงนี้ อันน่าจะเกิดจากการเมืองเขม็งเกรียวเข้ามามากแล้ว อาจจะมีการเลือกตั้งในไม่นานนี้ก็เป็นได้

เหตุที่มีคำถามนี้มาก เพราะเป็นที่รับรู้กันเป็นการทั่วไปว่า สรรเพชญ เป็น 1 ใน 4 ของ สส.ประชาธิปัตย์ จาก 25 คน ที่เห็นต่างกับกรรมการบริหารพรรคมาโดยตลอด และยืนหยัดอยู่กับผู้อาวุโส “ชวน หลีกภัย -บัญญัติ บรรทัดฐาน-จุรินทร์ ลักษณะวิศิฏฐ์” ยึดแนวอุดมการณ์เดิมของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่เห็นด้วยกับมติเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ที่มีแพรทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรี

มีข้อเท็จจริงประการหนึ่ง คือ ไม่ค่อยปรากฎข่าวสรรเพชญ หารือประธาน ตั้งกระทู้ถาม เสนอญัตติ หรือการอภิปรายในสภา ซึ่งผิดฟอร์มจากชายชื่อ “เพชร”ที่สร้างผลงานโดกเด่นคู่ขนานมากับ “ร่มธรรม ขำนุรักษ์” สส.เขต 3 พัทลุง มาโดยตลอด จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า “ถูกจำกัดบทบาท” หรือง่ายๆคือลดบทบาทลง เข้าสุภาษิตที่ว่า “อย่าทำตัวให้เด่นจะเป็นภัย” วันนี้กับบทบาทที่โดดเด่นของสรรเพชญ แต่แนวคิดตั้งข้ามกับฝ่ายบริหาร จึงเป็นภัยต่อสรรเพชญแล้ว

มีรายงานชัดเจนครับว่า สรรเพชญ บุญญามณี ซึ่งเป็น สส.สงขลา “ยังคงยืนยันจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติของพรรคประชาธิปัตย์ในการร่วมรัฐบาลต่อกับพรรคเพื่อไทย” โดยเฉพาะกรณี “คัดค้านการเป็น 1 ใน 25 เสียง เพื่อรักษาอำนาจของนายกฯ แพทองธาร”

สิ่งที่ชี้ว่าความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์ยังมีอยู่จริง สรรเพชญได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 19–20 มิ.ย. 2568 ว่าเขา “ไม่ขอเป็นหนึ่งใน 25 เสียง” ซึ่งสะท้อนการคัดค้านอย่างเปิดเผยต่อแนวทางของพรรค ไทยรัฐออนไลน์ และโพสต์ทูเดย์รายงานข้อความจากสรรเพชญโดยตรง เช่น“ผมยังยืนยันในจุดยืนและอุดมการณ์เดิม…ไม่ขอเป็นหนึ่งในนั้น”   

คำถามสำคัญ… แล้วสรรเพชญจะได้ลงชื่อในนามพรรคอีกหรือไม่?

1. ทางพรรคยังไม่ได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ เท่ากับยังไม่ยืนยันว่าเขาจะถูกส่งลงสมัครหรือไม่

2. แต่จากท่าทีล่าสุด สรรเพชญเองก็ยังยึดจุดยืน “อุดมการณ์หลักของพรรค” แม้จะไม่เห็นด้วยกับมติภาพรวม ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ และการตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรคว่าจะส่งลงหรือไม่

สรุปภาพรวม สรรเพชญมีความขัดแย้งกับมติพรรคอย่างชัดเจน และยืนยันว่าต้องการยืนหยัดในอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์

นี่ยังไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่ได้รับการรับรองให้ลงสมัคร แต่แนวโน้มคือเขาอาจถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากกรรมการบริหาร

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของพรรค “สำหรับผมคงอยู่ยากแล้วในพรรคประชาธิปัตย์” นิพนธ์ บุญญามณี อดีต สส.หลายสมัยของสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสรุป แต่นิพนธ์ คงหาพรรคใหม่สังกัดไม่ยาก บันไดบ้านคงไม่แห้งอยู่แล้ว เพียงแต่จะเลือกพรรคไหนที่มีเจตนารมณ์ อุดมการณ์ที่ไปกันได้ ในพื้นที่ประชาชนให้การยอมรับ

ประเด็นคือ นิพนธ์ไปไหน สรรเพชญจะไปนั้นหรือเปล่า แต่เข้าใจว่า นิพนธ์จะต้องจัดที่ทางให้สรรเพชญให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร

‘อรรถกร’ เดินหน้า!! โครงการสวนยางอารยเกษตร ส่งเสริมใช้ แก๊สเอทธิลีน ตั้งเป้าหมาย!! ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ให้ชาวสวน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

(20 ก.ค. 68) อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน้าใหม่ เดินทางไปพัทลุงเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการใช้แก๊สเอทธิลีนร่วมกับการติดตั้งระบบน้ำในสวนยางพารา ตามโครงการ ‘สวนยางอารยเกษตร’ ภายใต้แผนงาน ‘พัทลุงโมเดล’ 

โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กรมชลประทาน

อรรถกร กล่าวว่าแนวทางการทำสวนยางแบบ “อารยเกษตร” นั้นเป็นรูปแบบการจัดการสวนยางแนวใหม่ ที่ผสานองค์ความรู้จากงานวิจัย เทคโนโลยีสมัยใหม่ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สวนยางอย่างยั่งยืน โครงการฯ นี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการระหว่าง กยท. และกรมชลประทาน สะท้อนถึงเป้าหมายในการมุ่งมั่นยกระดับการทำเกษตรกรรมโดยปรับใช้แนวคิดการจัดการสวนยางที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรชาวสวนยางใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างความมั่นคงในครัวเรือน โดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อให้สวนยางกลายเป็นแหล่งผลิตที่ให้ทั้งรายได้ อาหาร และความยั่งยืนในระยะยาว

“เป้าหมายหลักของโครงการฯ คือต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และให้ชาวสวนยางมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ “สวนยางอารยเกษตร” จึงไม่ใช่แค่แนวทางในการผลิตยาง แต่คือแนวคิดเชิงระบบที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทําสวนยางในประเทศไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืน ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นรากฐานที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต” รมว.อรรถกร กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ โครงการนี้จะมีการส่งเสริมการใช้แก๊สเอทิลีนร่วมกับการติดตั้งระบบน้ำในสวนยางพารา “สวนยางอารยเกษตร” พัทลุงโมเดล กยท. ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมชลประทาน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังบน ในการวางระบบส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยใส เข้าสู่พื้นที่สวนยางอารยเกษตรของเกษตรกร (ในระยะแรก) จำนวน 13 ราย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 80.80 ไร่ โดยระบบน้ำดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในหลากหลายกิจกรรม ทั้งการให้น้ำแก่ต้นยางโดยตรง การให้น้ำแก่พืชแซมยาง และการทำประมงในสวนยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ กยท. ยังสนับสนุนการนำนวัตกรรมแก๊สเอทิลีน มาใช้ในการเพิ่มผลผลิตยางพารา ซึ่งช่วยกระตุ้นให้น้ำยางไหลได้นานขึ้น และส่งผลให้ปริมาณน้ำยางที่กรีดได้เพิ่มขึ้นด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการพัฒนาอาชีพสวนยางอย่าง ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่มาเลเซียใช้มาระยะหนึ่งแล้ว

กล่าวสำหรับ ‘พัทลุงโมเดล’ เป็นแนวคิดหรือโครงการต้นแบบในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราโดย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดยเน้นการยกระดับเกษตรกรชาวสวนยางแบบครบวงจรจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มใช้ที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของการปลูกยางในภาคใต้

แนวคิดหลักของ ‘พัทลุงโมเดล’ โดย กยท.

1. รวมกลุ่มเกษตรกร
ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางรวมกลุ่มกันเป็น สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์ชาวสวนยาง เพื่อให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น และเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและการสนับสนุนจากรัฐได้ง่ายขึ้น

2. แปรรูปยางในพื้นที่
สนับสนุนให้มี โรงงานแปรรูปยางระดับชุมชน หรือ โรงงานผลิตยางแผ่นรมควัน/ยางแท่ง เพื่อไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง โดย กยท.ช่วยเรื่องเทคโนโลยีและการจัดการ

3. สร้างมูลค่าเพิ่ม
ส่งเสริมการ นำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี มาต่อยอดผลิตภัณฑ์ยาง เช่น การผลิตหมอนยาง, ที่นอนยางพารา, ยางกันกระแทก ฯลฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มีมูลค่าสูง

4. ตลาดนำการผลิต
ใช้แนวทาง ‘ตลาดนำการผลิต’ โดยหาความต้องการของตลาดก่อน แล้วส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตตาม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาล้นตลาด

5. เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรผสมผสาน
แทรกแนวคิดเกษตรยั่งยืน เช่น ปลูกพืชแซมในสวนยาง หรือทำปศุสัตว์ร่วมกับสวนยาง เพื่อเพิ่มรายได้หลายทาง

ผลที่คาดหวังจากพัทลุงโมเดล
 •เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงจากการทำสวนยาง
 •ลดการพึ่งพาตลาดยางดิบเพียงอย่างเดียว
 •สร้างงานในท้องถิ่นจากกิจการแปรรูปยาง
 •เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด

ความสำคัญ

‘พัทลุงโมเดล’ ถือเป็นต้นแบบที่ กยท. ตั้งใจจะ ขยายผลไปยังจังหวัดอื่น โดยเฉพาะในภาคใต้ ที่มีพื้นที่ปลูกยางจำนวนมาก เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง และสุราษฎร์ธานี

'ลุงเนวิน' ยกทีม 'บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด' ลุยสงขลา เยือนสนามติณสูลานนท์ ในช่วงข่าวย้ายขั้ว เปลี่ยนค่าย

ลุงเนวิน-เนวิน ชิดชอบ ประธานบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดโพสต์เฟซบุ๊ก “เพื่อสนับสนุนเยาวชนเล่นกีฬา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตอบรับเตะแมตช์การกุศล บีจีปทุม ยูไนเต็ด 11 ตุลาคม 68 ณ สนามติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา“

แม้เป้าหมายโปรเจกต์ 'บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เตะที่สนามติณสูลานนท์' ที่ เนวิน ชิดชอบ ประธานบุรีรัมย์ฯ ประกาศนั้นเป็นนัดการกุศล ซึ่งจัดขึ้นเพื่อ ระดมทุนช่วยเหลือเยาวชนและโรงเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์กีฬาในจังหวัดสงขลา เป็นนัดฟาดแข้งกับคู่แข่งคือทีม บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

แต่น่าจะมีเป้าหมายทางการเมืองแฝงอยู่ด้วยเป็นแน่แท้…?

'เนวิน' เลือกสนามติณสูลานนท์และช่วงเวลานี้ อาจจะด้วยเหตุผล
1. สนามติณสูลานนท์ (Tinsulanonda Stadium)เป็นสนามใหญ่กลางจังหวัดสงขลา รองรับผู้ชมได้หลายหมื่นที่นั่ง จึงเป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับจัดแมตช์ระดับนี้   
สนามอยู่ในพื้นที่ที่การสนับสนุนด้านกีฬาและประชาชนยังต้องการโอกาสมาก

2. นัดการกุศลเพื่อสังคม ยิ่งทำในพื้นที่ห่างไกลอย่างสงขลา ยิ่งช่วยเสริมสร้างโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรง รายได้จากแมตช์ (หักค่าใช้จ่ายน้อยมาก) จะนำไปซื้ออุปกรณ์กีฬาแจกให้โรงเรียนและส่งเสริมกิจกรรมกีฬาในชุมชน   

จึงไม่แปลกที่ 'เนวิน' จะเลือกสนามติณสูลานนท์ ที่ผ่านการทดสอบ แมตช์ ใหญ่อย่าง 'คิงส์คัพ' มาแล้ว ตัวเลขแฟนบอลสงขลาหลายหมื่นคนแน่นสนาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาก็ปรับปรุงดูแลสนามอย่างดี

แม้จะจัดว่าเป็น 'แมตช์การกุศล' แต่การที่เนวิน ชิดชอบ นำทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปเตะที่สนามติณสูลานนท์ จ.สงขลา วันที่ 11 ตุลาคม 2568 มีนัยทางการเมืองชัดเจน โดยเฉพาะในบริบทของการเมืองภาคใต้และการเปลี่ยนขั้วอำนาจ

'เนวิน' ไปเจรจาเปิดดีลฟุตบอลการกุศลในช่วงเวลาที่การเมืองในสงขลากำลังมีข่าวหนาหูเรื่อง 'ย้ายค่าย-เปลี่ยนขั้ว' ของบ้านเขารูปช้าง

นิพนธ์ บุญญามณี เมื่อครั้งคิดสร้างทีมฟุตบอลก็ได้รับความกรุณาจากเนวินยกทีมฟุตบอลมาให้หนึ่งทีม และเปลี่ยนชื่อเป็นทีมวัวชน ความสัมพันธ์ในเชิงลึกจึงยังมีอยู่ ดีลฟุตบอลการกุศลจึงง่ายขึ้น

เหตุผลที่แมตช์นี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการเมือง

1. สงขลาเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจังหวัดที่ยึดครองโดยประชาธิปัตย์มานาน แต่การเลือกตั้งปี 2566 คะแนนเสียงถูกแบ่งออกมากขึ้น (ภูมิใจไทย-รวมไทยสร้างชาติ-พลังประชารัฐ ก็เริ่มเข้ามาเบียดแทรก ประชาธิปัตย์เริ่มถดถอย

การที่เนวินเข้ามาจัดกิจกรรมใหญ่แบบนี้อาจตีความได้ว่า 'ทดสอบกระแส' หรือ 'ปักธงทางการเมือง'

ต้องเข้าใจว่า เนวินเป็นผู้อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่มีตำแหน่งในพรรค แต่เนวินเป็นที่รับรู้ในวงการการเมืองว่าอยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลสูง การเคลื่อนไหวของเนวินในภาคใต้จึงมักถูกจับตามองว่า

“พรรคภูมิใจไทยจะขยับฐานเสียงหรือไม่” ทั้งการพบกับ นิพนธ์ บุญญามณี และโกหน่อ-สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่จังหวัดตรัง

การเลือกช่วงเวลา 11 ต.ค. 2568 อันเป็นช่วงใกล้กับการเตรียมเลือกตั้งท้องถิ่น / หรือระดับชาติหากมีการยุบสภา

การจัดแมตช์ลักษณะนี้อาจถูกใช้เป็นเวทีสร้างชื่อ สร้างเครือข่ายในพื้นที่ และวางรากฐานการเมืองท้องถิ่น การเมืองระดับชาติผ่านกีฬา

กลยุทธ์ 'กีฬาเป็นเครื่องมือการเมือง' ของเนวิน เขาใช้กีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล เป็นเครื่องมือทางการเมืองมานาน (เช่นการสร้างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ให้เป็นพลังแห่งภูมิภาค) การขยายกิจกรรมสู่ 'ภาคใต้' ที่เดิมไม่ใช่ฐานของเนวิน เป็นสัญญาณว่ากำลังมีการขยายอิทธิพล

อ่านสัญญาณทางการเมือง แมตช์นี้มีโอกาสเป็นการเปิดทางให้ภูมิใจไทยหรือแนวร่วมเข้าไปยืนในสงขลาและภาคใต้ลึกซึ้งขึ้น

สนามติณสูลานนท์ 11 ตุลาคม จึงไม่ใช่แค่สนามกีฬา แต่เป็นสนามทดลองการเมืองแบบซอฟต์พาวเวอร์ ทดสอบศักยภาพ 'นิพนธ์ บุญญามณี'


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top