Tuesday, 21 July 2026
ญี่ปุ่น

OTOP ไทยครองใจชาวญี่ปุ่น กรมการพัฒนาชุมชนปลื้ม ยอดขาย Thai Festival 2026 ทะลุเป้า พุ่งสวนตลาดญี่ปุ่น ยอดขายกว่า 2 ล้านบาท สะท้อนพลังคราฟต์ไทยบนเวทีสากล

กรมการพัฒนาชุมชน ปลื้ม OTOP ไทยครองใจชาวญี่ปุ่น กวาดยอดขายทะลุเป้า

ต่อยอดออร์เดอร์–เจรจาการค้า ดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลก

ระหว่างวันที่ 9–10 พฤษภาคม 2569 ณ สวนโยโยงิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำผู้ประกอบการ OTOP ไทยเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงานเทศกาลไทย หรือ Thai Festival 2026 ครั้งที่ 26 งานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับสินค้าไทยจาก “สินค้าชุมชน” สู่ “งานคราฟต์ระดับนานาชาติ” ผ่านการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “OTOP Thai Craft: Beat Your Heart” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีเอกลักษณ์ คุณภาพ และสะท้อนเรื่องราวทางวัฒนธรรมไทย

ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยกล่าวว่า งานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว นับเป็นเทศกาลไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 300,000 คนต่อปี

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้าและสร้างการรับรู้สินค้า OTOP ไทยในตลาดต่างประเทศ สำหรับการนำผู้ประกอบการสินค้า OTOP จากทั่วประเทศกว่า 23 แบรนด์ชั้นนำ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยตลอด 2 วันของการจัดงาน สามารถสร้างยอดจำหน่ายรวม 2,081,370 บาท แบ่งเป็นยอดจำหน่ายสินค้าภายในงาน 1,966,570 บาท และยอดสั่งซื้อเพิ่มเติม (Order) อีก 114,800 บาท ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ระฆังทอง จ.อุบลราชธานี มียอดจำหน่ายสูงกว่า 269,780 บาท รองลงมา ได้แก่ พรีม่าเพิร์ล จ.ภูเก็ต จำหน่ายได้ 177,325 บาท อันดับ 3 กลุ่มแปรรูปผ้าย้อมสีธรรมชาติ Indygo จ.สกลนคร จำหน่ายได้ 111,889 บาท สะท้อนความนิยมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ และมีเรื่องราวของผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น อาทิ Asia Super Store ซุปเปอร์มาเก็ตไทยขนาดใหญ่ ที่มีสาขาทั้งในโตเกียวและโอซาก้า โดยความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและต่อยอดความร่วมมือในอนาคต ควบคู่กับกิจกรรม Workshop และการสาธิตผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อสินค้า

ความสำเร็จของการดำเนินงานครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของสินค้า OTOP ไทยในตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันสินค้าไทยสู่เวทีสากลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“จีน” เมินสาร ‘ทากาอิจิ’!! สะท้อนรอยร้าว ปักกิ่ง–โตเกียว ปมไต้หวันและญี่ปุ่นหวนเสริมกำลังทหาร ปักกิ่งเลี่ยงรับสารทากาอิจิ ขณะรายงานสีจิ้นผิงฉุนหนักถึงทรัมป์

Nikkei Asia ออกบทวิเคราะห์ “จีนเมินสารแสดงความเสียใจของทากาอิจิ เหตุเหมืองถ่านหินระเบิด

สี จิ้นผิง ฉุนทรัมป์ ปมญี่ปุ่น “หวนติดอาวุธ” ภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ ถูกปิดเงียบ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดความเคลื่อนไหวทางการทูตหลายด้านภายหลังการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยจุดที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือท่าทีของจีนต่อคำแสดงความเสียใจจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทากาอิจิ ต่อเหตุระเบิดเหมืองถ่านหินในมณฑลซานซี ซึ่งคร่าชีวิตคนงานจำนวนมากและถูกมองว่าเป็นอุบัติเหตุเหมืองร้ายแรงที่สุดของจีนในรอบ 17 ปี

ทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจถึงสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม โดยระบุว่าขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว พร้อมอวยพรให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว และหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้มากที่สุด ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงปักกิ่ง รวมถึงสถานกงสุลญี่ปุ่นทั่วจีน และทากาอิจิยังโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เป็นภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และจีนเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนไม่ได้ประกาศรับสารแสดงความเสียใจดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ขณะที่สื่อหลักของจีนก็ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ ทำให้ถูกมองว่าปักกิ่งจงใจเพิกเฉยต่อท่าทีจากผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า หน่วยงานควบคุมข้อมูลข่าวสารของจีนได้จำกัดการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับทากาอิจิ ทั้งในเสิร์ชเอนจินและแพลตฟอร์ม AI ของจีน เพื่อควบคุมกระแสความคิดเห็นภายในประเทศ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสารแสดงความเสียใจดังกล่าว ระบบจะขึ้นข้อความปฏิเสธว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้

ต่อมาในวันอังคาร ระบบค้นหาและ AI ของจีนเริ่มแสดงสัญญาณว่าจะเปิดเผยข้อมูลบางส่วน แต่กลับเปลี่ยนไปเป็นข้อความปฏิเสธอีกครั้งในเวลาไม่กี่วินาที สะท้อนความลังเลของฝ่ายจีนในการจัดการประเด็นนี้

แม้จีนจะไม่รายงานสารแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ แต่กลับอนุญาตให้ปรากฏข่าวเกี่ยวกับโพสต์ X ของทากาอิจิที่อ้างอิงจากสื่อญี่ปุ่นและฮ่องกง เพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้ถูกกดไม่ให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นของผลการค้นหา นอกจากนี้ยังมีบทความวิจารณ์ทากาอิจิเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ซึ่งอ้างอิงความเห็นจากสื่อรัฐบาลจีนปรากฏอยู่ด้วย

ความขัดแย้งระหว่างจีนกับทากาอิจิเริ่มรุนแรงขึ้นหลังเธอกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน อาจถือเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่น และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมกับพันธมิตรได้ คำพูดดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับรัฐบาลสี จิ้นผิง จนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว และจีนเริ่มโจมตีตัวทากาอิจิอย่างต่อเนื่อง

รายงานวิเคราะห์ว่า การตอบสนองของจีนต่อสารแสดงความเสียใจครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนของปักกิ่ง ซึ่งพยายามรักษาท่าทีแข็งกร้าวต่อญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ประชาชนจีนเห็นว่า ญี่ปุ่นอาจกำลังส่งสัญญาณปรับท่าทีบางอย่างต่อจีน และยังใช้โอกาสนี้ย้ำจุดยืนต่อต้านญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวันอีกครั้ง โดยจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน

ในอดีต การส่งสารแสดงความเสียใจระหว่างผู้นำญี่ปุ่นและจีนเคยช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย แม้ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งหนัก โดยในสมัยนายกรัฐมนตรีจุนอิจิโร โคอิซูมิ ซึ่งเดินทางไปศาลเจ้ายาสุกุนิทุกปีและสร้างความไม่พอใจให้จีนอย่างมาก อดีตนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ของจีนก็ยังส่งโทรเลขแสดงความเสียใจถึงญี่ปุ่นถึงสองครั้งในปี 2004 จากเหตุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดนีงาตะ ซึ่งช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่อนคลายลงชั่วคราว แม้จีนในเวลานั้นจะพยายามไม่ให้สื่อภายในประเทศรายงานเรื่องดังกล่าวมากนักก็ตาม

อีกพัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นก่อนทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจเพียงหนึ่งวัน เมื่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เรียวเซ อาคาซาวะ ได้พบพูดคุยสั้น ๆ กับรัฐมนตรีพาณิชย์จีน หวัง เหวินเทา ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกที่เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ถือเป็นการติดต่อระดับรัฐมนตรีครั้งแรกนับตั้งแต่กรณีคำพูดเรื่องไต้หวันของทากาอิจิเมื่อเดือนพฤศจิกายน

ขณะเดียวกัน อิวาโอะ โฮริอิ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศญี่ปุ่น ก็ได้พบกับหวัง เหวินเทา เช่นกัน และเรียกร้องให้จีนดูแลความปลอดภัยของชาวญี่ปุ่นในจีน หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้มีดทำร้ายผู้คนในร้านอาหารญี่ปุ่นที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 คน รวมถึงชาวญี่ปุ่น 2 คน

อีกประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น คือรายงานของหนังสือพิมพ์ Financial Times ที่ระบุว่า สี จิ้นผิง แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อทากาอิจิระหว่างการหารือกับทรัมป์ที่ปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม โดยกล่าวโจมตี “การกลับมาสร้างกองทัพ” ของญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ และทรัมป์ได้ออกมาปกป้องผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า สี จิ้นผิง มีท่าทีรุนแรงและใช้อารมณ์มากเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงญี่ปุ่น จนเจ้าหน้าที่สหรัฐรู้สึกประหลาดใจ และถือเป็นช่วงที่ตึงเครียดที่สุดของการประชุมสุดยอดตลอดสองวัน

รัฐบาลญี่ปุ่นตอบโต้รายงานดังกล่าวทันที โดยโยชิมาสะ ฮายาชิ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า ญี่ปุ่นยังคงยึดหลักนโยบายป้องกันประเทศเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น และรักษาขีดความสามารถทางทหารไว้เพียงเท่าที่จำเป็น

ด้านเหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ถูกผู้สื่อข่าว Reuters ถามตรง ๆ ว่า ญี่ปุ่นเป็นประเด็นในการหารือระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง หรือไม่ และทรัมป์ได้ปกป้องทากาอิจิตามที่มีรายงานจริงหรือไม่ แต่เหมาตอบเพียงว่า รายงานดังกล่าว “ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ฝ่ายจีนมี” พร้อมย้ำว่าจุดยืนของจีนต่อญี่ปุ่นมีความชัดเจน

บทวิเคราะห์มองว่า จีนหลีกเลี่ยงการยืนยันรายงานของ Financial Times เพราะไม่ต้องการยอมรับว่าทรัมป์เข้าข้างทากาอิจิ เนื่องจากจะกระทบต่อภาพลักษณ์ที่จีนพยายามสร้างว่า การประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งประสบความสำเร็จ และสหรัฐเข้าใจจุดยืนของจีนต่อไต้หวัน

รายงานยังระบุว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์ถึงทากาอิจิจากเครื่องบิน Air Force One ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน เพื่อสรุปผลการหารือกับสี จิ้นผิง ทำให้จีนกังวลว่าสหรัฐอาจแบ่งปันรายละเอียดสำคัญให้ญี่ปุ่นรับรู้

เหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การควบคุมข้อมูลของ AI จีน การหลีกเลี่ยงตอบคำถามของกระทรวงต่างประเทศจีน ไปจนถึงรายงานว่าทรัมป์ปกป้องทากาอิจิ ล้วนสะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางการทูตและความมั่นคงอย่างหนักในเวลานี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3667666416719359/?rdid=57JNypSETrHZM7ht#

“ญี่ปุ่น” ย้ายซ้อมบอลโลก!! ย้ายสนามซ้อมหลังสนามเดิมแย่ เตรียมตัวชิงชัยฟุตบอลโลก 2026 ร่วมกลุ่มกับเนเธอร์แลนด์-สวีเดน-ตูนีเซีย แคมป์หลักที่แนชวิลล์พร้อมรับทีมซามูไร

ญี่ปุ่น ได้ทำการย้ายสนามฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวสำหรับฟุตบอลโลก 2026 เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่สภาพสนามซ้อมที่แรกของพวกเขาในเม็กซิโกนั้นแย่มาก

ญี่ปุ่น ทีมดังจากเอเชีย จะทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ในกลุ่ม เอฟ ร่วมกับ เนเธอร์แลนด์, สวีเดน และ ตูนีเซีย

โดยเริ่มแรกทีมซามูไรบลู ได้ทำการฝึกซ้อมที่สนามซ้อมของสโมสรติเกรส ทีมดังในลีกเม็กซิโก แต่ปรากฎว่าสภาพของสนามนั้นแย่มาก ทั้งเป็นหลุมและไม่เรียบ ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อการฝึกซ้อม และเมื่อมีคนเผยคลิปการซ้อมของทีมชาติญี่ปุ่นนั้น ทางโซเชียลมีเดียของเม็กซิโกก็พากันออกมาวิจารณ์ถึงสนามซ้อมของติเกรสกันอย่างหนัก

และล่าสุดอีเอสพีเอ็นรายงานว่าทางทีมชาติญี่ปุ่นได้ตัดสินใจย้ายแคมป์ซ้อมไปใช้สนามเอล บาร์เรียลของสโมสรมอนเตอร์เรย์แทนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้แคมป์ซ้อมอย่างเป็นทางการของทีมชาติญี่ปุ่นนั้นจะอยู่ที่แนชวิลล์ ซึ่งพวกเขาจะเดินทางไปถึงที่นั่นในวันที่ 8 มิ.ย. นี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10271100

กลาโหมจีนเตือน ญี่ปุ่น–ฟิลิปปินส์!! ยุติยั่วยุในน่านน้ำตะวันออกไต้หวัน ก่อนปัญหาบานปลาย เตือนหยุดยั่วยุก่อนสาย พร้อมใช้มาตรการเด็ดขาด

โฆษกกลาโหมจีน ชี้ หากญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยังคงยืนกราน จะนำมาซึ่งปัญหา
เมื่อบ่ายวันที่ 9 มิ.ย.69 พันเอกพิเศษจาง เสี่ยวกัง โฆษกกระทรวงกลาโหมจีนได้เผยแพร่ประเด็นทางการทหารที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามที่แหล่งข่าวอ้างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ประกาศริเริ่มการเจรจาเพื่อกำหนดขอบเขตในน่านน้ำทะเลจีนตะวันออกที่ตั้งอยู่ในเขตบริเวณทางตะวันออกของเกาะไต้หวันของจีนโดยลำพังฝ่ายเดียว ตำรวจทะเลจีนจึงมีการลาดตระเวนและสำรวจในน่านน้ำที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงการคมนาคมและขนส่งจีนได้ดำเนินปฏิบัติการเฉพาะด้านในน่านน้ำบริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง

พันเอกพิเศษจาง เสี่ยวกัง กล่าวว่า สำหรับเรื่องญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ประกาศริเริ่มการเจรจาเพื่อกำหนดขอบเขตในน่านน้ำทะเลจีนตะวันออกที่ตั้งอยู่ในเขตบริเวณทิศทางตะวันออกของเกาะไต้หวันของจีนนั้น กระทรวงการต่างประเทศจีนได้แสดงย้ำจุดยืนอันหนักแน่นอย่างเด็ดขาดหลายครั้งแล้ว เพื่อเร่งรัดให้ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยุติพฤติกรรมละเมิดอธิปไตยและยั่วยุที่ผิดกฎหมายทันที หากญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยังคงยืนกรานในแนวทางของตนเอง จะนำมาซึ่งปัญหา ทั้งนี้ จีนจะใช้มาตรการที่เด็ดขาดและมีพลังเพื่อพิทักษ์อธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิทางทะเลของประเทศชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1419315296892735&id=100064428352622&rdid=xi9lB0vmbm2iuLFZ#

FIFA ชื่นชมแฟนบอลญี่ปุ่น!! แฟนบอลญี่ปุ่นสร้างภาพจำอีกครั้ง ญี่ปุ่นเสมอเนเธอร์แลนด์ 2-2 แต่แฟนบอลชนะใจโลก ด้วยการช่วยกันเก็บขยะหลังเกม สะท้อนวัฒนธรรมแห่งความเคารพ

เฟซบุ๊ก FIFA เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ โพสต์คลิปชื่นชมแฟนบอลญี่ปุ่น หลังจากเกมที่ทัพซามูไรบลูส์ เสมอกับ เนเธอร์แลนด์ 2-2 ในศึกฟุตบอลโลก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอฟ หลังแฟนๆช่วยกันเก็บขยะหลังเกมดังกล่าว

แฟนบอลทีมชาติญี่ปุ่น ได้รับคำชื่นชมอยู่เสมอ เนื่องจากพวกเขามักจะเดินเก็บขยะในพื้นที่บริเวณที่นั่งหลังจบเกม ซึ่งถือเป็นภาพชินตาของแฟนบอลชาติอื่นๆ

ล่าสุด เฟซบุ๊กทางการของ FIFA ได้โพสต์คลิปที่สัมภาษณ์แฟนบอลชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งถึงเหตุผลที่พวกเขามักจะเก็บขยะหลังเกมอยู่เสมอ

โดยในคลิปดังกล่าวแฟนบอลรายนี้ระบุว่า “”นั่นคือวัฒนธรรมของเรา แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของการให้ความเคารพต่อทุกสิ่ง ทั้งนักเตะ แฟนบอล และรวมถึงสนามกีฬาด้วย

พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาอยู่ที่นี่ ดังนั้นเราจึงไม่อยากสร้างความสกปรกหรือทิ้งขยะเอาไว้แล้วเดินจากไป ฉันคิดว่านั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงทำแบบนี้”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10283181

ญี่ปุ่น ปรับชื่อกองกำลัง!! เตรียมเปลี่ยนชื่อ ASDF เป็นกองกำลังอวกาศ ขยายกำลังพลอวกาศเพิ่มเป็น 880 นายในปี 26 ความกังวลเพิ่มขึ้นเรื่องขยายกำลังทหาร 'โทโมโกะ' เตือนอวกาศเสี่ยงแข่งอาวุธรุนแรง

โตเกียว, 15 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) นิกเคอิ (Nikkei) สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่น รายงานว่ารัฐ

สภาญี่ปุ่นอยู่ระหว่างพิจารณาร่างกฎหมายเปลี่ยนชื่อกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศ (ASDF) เป็น "กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศและอวกาศ" ภายในปีงบประมาณ 2026 เพื่อขยายกรอบงานความมั่นคงสู่ภาคอวกาศ ทว่าแผนการนี้ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับการขยายกำลังทางทหารภายในญี่ปุ่น

รายงานระบุว่าหากร่างกฎหมายข้างต้นผ่านการอนุมัติ จะถือเป็นการเปลี่ยนชื่อกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการก่อตั้งกองกำลังป้องกันตนเองทางบก ทางทะเล และทางอากาศในปี 1954 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีจุดประสงค์กำหนดให้ห้วงอวกาศเป็นหนึ่งในขอบเขตปฏิบัติการของกองกำลังป้องกันตนเองอย่างเป็นทางการ และสิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นก้าวสำคัญในการขยายแนวคิดด้านความมั่นคงของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นได้จัดตั้งและขยายหน่วยงานที่อุทิศให้กับปฏิบัติการด้านอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีการริเริ่มกองกำลังอวกาศในปี 2020 ด้วยการจัดตั้งฝูงบินปฏิบัติการในอวกาศ ซึ่งในระยะแรกมีบุคลากรราว 20 นาย ต่อมาหน่วยดังกล่าวถูกปรับโครงสร้างเป็นกลุ่มปฏิบัติการอวกาศในปี 2022 และขยายตัวเพิ่มเติมเป็นกองบินปฏิบัติการอวกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2026 พร้อมด้วยบุคลากรที่เพิ่มเป็น 670 นาย โดยในช่วงปีงบประมาณ 2026 ญี่ปุ่นมีแผนยกระดับกองบินนี้ให้เป็นกองบัญชาการปฏิบัติการด้านอวกาศ พร้อมทั้งขยายกำลังพลเพิ่มขึ้นเป็นราว 880 นาย

แผนดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขยายกรอบนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศ โดยประชาชนญี่ปุ่นตั้งคำถามต่อการที่รัฐบาลเดินหน้าขยายขอบเขตการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงและเพิ่มงบประมาณกลาโหม พร้อมแสดงความกังวลว่านโยบายดังกล่าวอาจสร้างภาระต่อการคลังสาธารณะ และลดทอนงบประมาณที่ควรนำมาใช้สำหรับสวัสดิการสังคม

โทโมโกะ ทามูระ ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น (JCP) ได้กล่าวเตือนในการอภิปรายสภาครั้งล่าสุดว่า ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลจะทำให้กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นรับหน้าที่ปฏิบัติภารกิจการสู้รบในอวกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจยิ่งผลักดันให้อวกาศกลายเป็นเวทีการแข่งขันทางทหาร และเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้การแข่งขันด้านอาวุธในอวกาศทวีความรุนแรงขึ้น

ที่มา : Xinhua

หนุ่มญี่ปุ่นถูกปล้น!! เงินสด 5 ล้านเยนจ่อขโมย เกิดเหตุที่โอซาก้าช่วงดึกวันที่ 13 มิ.ย. ถูกทำร้ายร่างกายบาดเจ็บกระดูกขาหัก ตำรวจเร่งล่าผู้ต้องสงสัยสองรายหลบหนี

หนุ่มญี่ปุ่นถูกปล้น 5 ล้านเยน ที่โอซาก้า หลังนัดซื้อรถผ่านทางโซเชียล

วันนี้ (14 มิ.ย. 69) สื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นหลายสำนักเช่น FNN Prime Online, Asahi Broadcasting Corporation ต่างรายงานถึงเหตุการณ์ที่ชายวัย 24 ปีจากเมืองโยโกฮาม่า ถูกปล้นเงินสด 5 ล้านเยน (ราว 1.03 ล้านบาท) บนถนนในเมืองโอซาก้าเมื่อคืนวานนี้ (13 มิ.ย.) ภายหลังจากที่เขาเดินทางมาเพื่อซื้อรถยนต์จากผู้ขายที่รู้จักกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์

รายงานระบุว่าชายรายนี้เดินทางมาจากเมืองโยโกฮาม่า โดยมาถึงจุดนัดพบในเขตมิยาโกจิมะของเมืองโอซาก้าตอนเวลาประมาณ 23.15น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนถูกชาย 2 คนทำร้ายและชิงกระเป๋าที่บรรจุเงินสดราว 5 ล้านเยน ก่อนที่คนร้ายทั้ง2 คนจะหลบหนีไปด้วยรถยนต์

ผู้เสียหายให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตนเองได้เดินทางมาที่โอซาก้าเพื่อซื้อรถยนต์จากบุคคลที่รู้จักกันผ่านทาง โซเชียลมีเดียแต่เมื่อเดินทางมาถึงยังจุดนัดพบ กลับถูกคนร้ายเข้ามาทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธที่ลักษณะคล้ายกับกระบองดิ้ว (警棒)"

ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามตัวผู้ก่อเหตุทั้งสอง ฐานก่อเหตุปล้นทรัพย์จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บ โดยเหยื่อผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บกระดูกขาซ้ายหัก และเขาเป็นผู้โทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉินด้วยตนเอง

ที่มา : FNN Prime Online / ABC News / Xinhua
: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1599000228899115&id=100063674585845&rdid=U0XOfy077ofXQulp#

ญี่ปุ่นปรับขึ้นค่าวีซ่าต่างชาติ 5 เท่า!! เริ่ม 1 ก.ค. รับชาวต่างชาติพำนักเพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าครั้งแรกในรอบ 48 ปี ค่าธรรมเนียมถิ่นพำนักถาวรสูงขึ้นเป็น 300,000 เยน รายได้เสริมใช้บริหารจัดการชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ โดยการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นการปรับอัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าครั้งแรกในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1978

ภายใต้กฎใหม่ ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โดยวีซ่าเข้าออกครั้งเดียว (Single-entry Visa) จาก 3,000 เยน (613 บาท) เป็น 15,000 เยน (3,062 บาท)/ วีซ่าเข้าออกหลายครั้ง (Multiple-entry Visa) จาก 6,000 เยน (1,225 บาท) เป็น 30,000 เยน (6,124 บาท) โดยอัตราใหม่จะมีผลกับคำร้องขอวีซ่าที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป

โทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ค่าธรรมเนียมเดิมถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 1978 และแทบไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเลยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนับจากนั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว วุฒิสภาญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐบาลสามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับวีซ่าและการพำนักของชาวต่างชาติได้สูงสุดถึง 30 เท่าของอัตราปัจจุบัน

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้รองรับภาระงานด้านการบริหารจัดการประชากรชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น

ภายใต้กฎหมายเดิม เพดานค่าธรรมเนียมสำหรับการเปลี่ยนสถานะการพำนักหรือการต่ออายุการพำนักอยู่ที่ 10,000 เยน หรือราว 2,042 บาท ขณะที่ค่าธรรมเนียมการยื่นขอถิ่นพำนักถาวร (Permanent Residency) มีเพดานอยู่ที่ 10,000 เยนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายครั้งล่าสุดได้เพิ่มเพดานดังกล่าวเป็น 100,000 เยน หรือราว 20,142 บาท สำหรับการเปลี่ยนสถานะหรือขยายระยะเวลาพำนัก และ 300,000 เยน หรือราว 61,238 บาท สำหรับการขอถิ่นพำนักถาวร โดยอัตราค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจริงจะถูกกำหนดผ่านคำสั่งคณะรัฐมนตรีภายใต้เพดานใหม่ที่กฎหมายกำหนด
รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ โดยการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นการปรับอัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าครั้งแรกในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1978

ภายใต้กฎใหม่ ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โดยวีซ่าเข้าออกครั้งเดียว (Single-entry Visa) จาก 3,000 เยน (613 บาท) เป็น 15,000 เยน (3,062 บาท)/ วีซ่าเข้าออกหลายครั้ง (Multiple-entry Visa) จาก 6,000 เยน (1,225 บาท) เป็น 30,000 เยน (6,124 บาท) โดยอัตราใหม่จะมีผลกับคำร้องขอวีซ่าที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป

สรุปข่าว

ญี่ปุ่นเตรียมเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าเพิ่มจากนักท่องเที่ยว ครั้งแรกในรอบ 48 ปี ทั้งการเข้า-ออกครั้งเดียว และการเข้า-ออกหลายครั้ง เริ่ม 1 กรกฎาคมนี้

โทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ค่าธรรมเนียมเดิมถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 1978 และแทบไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเลยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนับจากนั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว วุฒิสภาญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐบาลสามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับวีซ่าและการพำนักของชาวต่างชาติได้สูงสุดถึง 30 เท่าของอัตราปัจจุบัน

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้รองรับภาระงานด้านการบริหารจัดการประชากรชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น

ภายใต้กฎหมายเดิม เพดานค่าธรรมเนียมสำหรับการเปลี่ยนสถานะการพำนักหรือการต่ออายุการพำนักอยู่ที่ 10,000 เยน หรือราว 2,042 บาท ขณะที่ค่าธรรมเนียมการยื่นขอถิ่นพำนักถาวร (Permanent Residency) มีเพดานอยู่ที่ 10,000 เยนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายครั้งล่าสุดได้เพิ่มเพดานดังกล่าวเป็น 100,000 เยน หรือราว 20,142 บาท สำหรับการเปลี่ยนสถานะหรือขยายระยะเวลาพำนัก และ 300,000 เยน หรือราว 61,238 บาท สำหรับการขอถิ่นพำนักถาวร โดยอัตราค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจริงจะถูกกำหนดผ่านคำสั่งคณะรัฐมนตรีภายใต้เพดานใหม่ที่กฎหมายกำหนด

ADVERTISEMENT

หนึ่งในเหตุผลสำคัญของการขึ้นค่าธรรมเนียม คือ จำนวนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากนับถึงสิ้นปี 2025 ญี่ปุ่นมีชาวต่างชาติพำนักอยู่ในประเทศถึง 4.13 ล้านคน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา รัฐบาลระบุว่า รายได้เพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมจะถูกนำไปใช้ในหลายด้าน เช่น

-เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านตรวจคนเข้าเมือง 

-รองรับจำนวนผู้พำนักชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น 

-ขยายโครงการสอนภาษาญี่ปุ่น 

-เสริมมาตรการจัดการกับผู้พำนักเกินกำหนดวีซ่า 

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/world/238556/#google_vignette

“จีน” ล็อกคอห่วงโซ่กลาโหม “ญี่ปุ่น”!! ขึ้นบัญชีดำหน่วยงานกลาโหมญี่ปุ่น ยกระดับคุมส่งออกสินค้า Dual-use ตอบโต้โตเกียวหนุนทหาร ย้ำบริษัทปกติไม่ต้องกังวล

วันนี้ (29 มิ.ย.69) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศขึ้น "บัญชีดำ" สถาบันวิจัยด้านกลาโหมของรัฐบาลญี่ปุ่น 4 แห่ง พร้อมเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นใน "มาตรการควบคุมการส่งออก" ต่อหน่วยงานญี่ปุ่นอีกหลายสิบแห่ง โดยนับเป็นการยกระดับมาตรการที่ใช้มาหลายเดือนเพื่อจำกัดญี่ปุ่นในการเข้าถึงสินค้าประเภทใช้ได้สองทางทั้งทางพลเรือน และการทหาร (dual-use goods) ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากจีน

กระทรวงพาณิชย์จีนได้เพิ่มหน่วยงาน 20 แห่ง เข้าสู่ "บัญชีควบคุมการส่งออก" ซึ่งรวมถึงสถาบันแห่งชาติเพื่อการวิจัยด้านกลาโหม และบรรดาสถาบันวิจัยระบบการรบภาคพื้นดิน ทางเรือ และทางอากาศ ตลอดจนหน่วยงานหลายแห่งภายใต้บริษัท Mitsubishi Electric และ Mitsubishi Heavy Industries ที่เป็นผู้ผลิตด้านยุทโธปกรณ์

ผู้ส่งออกภายในจีนเองรวมไปถึงนิติบุคคล และบุคคลชาวต่างประเทศในจีน จะไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายโอนสินค้าประเภทใช้ได้สองทางที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนให้แก่หน่วยงานที่ถูกขึ้นบัญชี พร้อมระบุว่ากิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ทั้งหมด "จะต้องยุติลงทันที"

นอกจากการขึ้นบัญชีควบคุมการส่งออกแล้ว จีนยังเพิ่มรายชื่อหน่วยงานอีก 20 แห่งเข้าสู่ "บัญชีเฝ้าระวัง" ซึ่งรวมถึงบริษัทต่อเรือ Mitsui E&S Co., บริษัทผู้ผลิตโดรน Terra Drone Corporation, บริษัทแปรรูปเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และหน่วยงานของบริษัท OKI Electric Industry โดยการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องจะต้องผ่านการตรวจสอบใบอนุญาตที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า จะใช้มาตรการตรวจสอบผู้ใช้งานปลายทาง (end-user) และวัตถุประสงค์การใช้งานปลายทาง (end-use) อย่างเข้มงวดกับหน่วยงานที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง และจะไม่อนุมัติการส่งออกใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานทางทหารของญี่ปุ่น การใช้งานทางทหาร หรือการใช้งานใดๆ ที่อาจช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านกลาโหมของญี่ปุ่น

มาตรการดังกล่าวถือเป็นการยกระดับครั้งล่าสุดในการเคลื่อนไหวของจีนที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนม.ค.2026 ซึ่งในเวลานั้นจีนได้สั่งห้ามการส่งออกสินค้าประเภทใช้ได้สองทางให้แก่ผู้ใช้งานทางทหารของญี่ปุ่น และในเดือนก.พ. จีนได้เพิ่มบริษัท 20 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทลูกของ Mitsubishi Heavy Industries, IHI Corp. และ Kawasaki Heavy Industries เข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออก และยังเพิ่มบริษัทอีก 20 แห่ง รวมถึง Subaru Corp., TDK Corp. และ FUJI Aerospace Technology เข้าสู่บัญชีเฝ้าระวัง

ทางการจีนเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลโตเกียวมากขึ้น หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อเดือนพ.ย. 2025 ว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจใช้กำลังทหารตอบโต้ ซึ่งทำให้รัฐบาลปักกิ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า นับตั้งแต่การขึ้นบัญชีเมื่อเดือนก.พ. ญี่ปุ่นไม่ได้แสดงความสำนึกต่อการกระทำของตน แต่กลับเร่งเดินหน้าในสิ่งที่จีนเรียกว่าเป็น "ลัทธิทหารแบบใหม่" (new-style militarism) ซึ่งรวมถึงการติดตั้งอาวุธเชิงรุก และการยิงขีปนาวุธนอกประเทศ

โฆษกของจีนยังเรียกร้องให้ญี่ปุ่น "หันกลับจากเส้นทางที่ผิด" พร้อมยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างสองประเทศที่ดำเนินไปตามปกติ และบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย "ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกังวล"

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประกาศมาตรการดังกล่าว ราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องมีความเคลื่อนไหวทั้งบวก และลบผสานกันไป โดยหุ้น Mitsubishi Electric ปรับตัวลดลงประมาณ 1% ขณะที่หุ้น Mitsubishi Heavy Industries ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.9%

ที่มา: CNBC // https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1240640?anf=

ญี่ปุ่น-บราซิล สายสัมพันธ์แห่งฟุตบอลที่เต็มเปี่ยมด้วยความเคารพและการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ

หากจะเอ่ยถึงประเทศที่มีอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลญี่ปุ่น (J.League) มากที่สุด คำตอบเดียวที่ลอยเด่นขึ้นมาอย่างไร้ข้อกังขาคือ “บราซิล”
ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจการซื้อขายนักเตะ หรือความหลงใหลในเกมลูกหนังทั่วไป แต่เป็นมิตรภาพอันลึกซึ้งที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเคารพ การเรียนรู้ และการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่ง “แซมบ้า” มาหลอมรวมกับความมุ่งมั่นทุ่มเทแบบ “ซามูไร” จนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งให้ทีมชาติญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจลูกหนังแห่งเอเชียและทีมระดับแถวหน้าของโลกในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นจากความเคารพและการเปิดใจเรียนรู้
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนที่เจลีกจะถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ฟุตบอลในญี่ปุ่นยังเป็นเพียงกีฬากึ่งอาชีพ ชาติลูกหนังแห่งนี้ตระหนักดีว่าหากต้องการพัฒนาสู่ระดับสากล พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ดีที่สุด และประเทศที่ญี่ปุ่นเลือกเปิดรับนวัตกรรมลูกหนังเข้ามาเต็มตัวก็คือ บราซิล ดินแดนแห่งมนต์ขลังฟุตบอล
แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือ "ความเคารพ (Respect)" ที่ญี่ปุ่นมีต่อศาสตร์ฟุตบอลของบราซิล พวกเขาไม่ได้เพียงแค่จ้างโค้ชหรือซื้อนักเตะมาร่วมทีมเพื่อสร้างกระแส แต่ญี่ปุ่นต้อนรับบุคลากรจากบราซิลด้วยความยกย่องและพร้อมที่จะถอดรหัสความอัจฉริยะทางลูกหนัง เพื่อนำมาปรับใช้กับระบบเยาวชนและการจัดการอย่างจริงจัง

ซิโก้ (Zico): ผู้วางรากฐานและ "พระเจ้า" ของฟุตบอลญี่ปุ่น
หากจะหาบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของสายสัมพันธ์นี้ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อาร์เธอร์ แอนตูเนส โคอินบรา หรือที่ทั่วโลกรู้จักในนาม “ซิโก้” (Zico)
อดีตจอมทัพระดับตำนานทีมชาติบราซิลย้ายมาร่วมทีม คาชิม่า แอนท์เลอร์ส ในช่วงโค้งสุดท้ายของอาชีพค้าแข้ง สิ่งที่ซิโก้นำมาทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ทักษะการยิงประตูหรือการจ่ายบอลที่เหนือชั้น แต่คือ "วัฒนธรรมฟุตบอลอาชีพที่แท้จริง" เขาคอยพร่ำสอนนักเตะญี่ปุ่นในเรื่องของทัศนคติ ความกระหายในชัยชนะ และความเป็นมืออาชีพ ทั้งในและนอกสนาม
ความทุ่มเทของซิโก้ทำให้เขาได้รับความเคารพรักจากคนญี่ปุ่นอย่างสูงสุด จนถึงขั้นได้รับการขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งเจลีก" และต่อมาเขายังได้รับเกียรติให้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่น พาทีมคว้าแชมป์เอเชียนคัพในปี 2004

เมล็ดพันธุ์แซมบ้าบนผืนแผ่นดินซามูไร
นอกเหนือจากซิโก้แล้ว ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีนักเตะและโค้ชชาวบราซิลนับร้อยชีวิตที่เดินทางข้ามมหาสมุทรมาค้าแข้งในเจลีก ไม่ว่าจะเป็น ดุงก้า (Dunga), เลโอนาร์โด (Leonardo), วอชิงตัน (Washington) หรือในยุคหลังอย่าง เลอันโดร ดามิเทา (Leandro Damião)
การมาของพวกเขาสร้างผลกระทบเชิงบวกในสองมิติ:
1. ยกระดับมาตรฐานลีก: นักเตะญี่ปุ่นในลีกได้ปะทะและเรียนรู้จากผู้เล่นระดับโลกทุกสัปดาห์ ทำให้เกิดความคุ้นเคยและไม่กลัวเกรงเมื่อต้องไปเผชิญหน้ากับผู้เล่นต่างชาติในเวทีระดับโลก
2. แรงบันดาลใจสู่เยาวชน: เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นเติบโตมาพร้อมกับการซึมซับทักษะ ความพริ้วไหว และจินตนาการในการเล่นแบบบราซิลเลียน ผ่านการดูรุ่นพี่เหล่านี้ในสนาม
ความสัมพันธ์นี้ยังแน่นแฟ้นถึงขั้นที่นักเตะชาวบราซิลหลายคนเลือกที่จะโอนสัญชาติเพื่อรับใช้ทีมชาติญี่ปุ่นด้วยความเต็มใจและภาคภูมิใจ เช่น รุย รามอส (Ruy Ramos), อเล็กซ์ ซานโตส (Alex Santos) และ มาร์คัส ตูลิโอ ทานากะ (Marcus Tulio Tanaka) ซึ่งทุกคนล้วนสร้างตำนานและกลายเป็นฮีโร่ของแฟนบอลญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

จาก "ผู้รับ" สู่การพัฒนา "ความเป็นเลิศ"
ในวันนี้ สายสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและบราซิลได้ผลิดอกออกผลอย่างงดงาม ทีมชาติญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงแค่ "นักเรียน" ที่คอยเดินตามหลังครูอีกต่อไป แต่พวกเขาได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากบราซิลมาผสานเข้ากับจุดเด่นด้านวินัย การทำงานเป็นทีม และเทคโนโลยีการจัดการด้านกีฬา จนสร้างอัตลักษณ์ฟุตบอลในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จ

ภาพของทีมชาติญี่ปุ่นที่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ทั่วโลกในศึกฟุตบอลโลกได้อย่างสง่างาม ด้วยรูปแบบการเล่นที่รวดเร็ว แม่นยำ และเปี่ยมไปด้วยทักษะความสามารถเฉพาะตัว คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า การเปิดใจเรียนรู้อย่างถ่อมตนและการได้รับคำแนะนำที่ถูกทิศทางจากบราซิล สามารถนำพาชาติหนึ่งไปสู่ความเป็นเลิศในระดับสากลได้อย่างไร

บทพิสูจน์แห่งความเคารพในเวทีระดับโลก: ฟุตบอลโลก 2026

สายสัมพันธ์ที่ถักทอจากอดีตได้เดินทางมาถึงบททดสอบครั้งสำคัญในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย ณ เมืองฮิวสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา (29 มิถุนายน 2026) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่น่าจดจำที่สุดระหว่างสองชาตินี้ และเป็นข้อพิสูจน์ที่จับต้องได้ถึงคำว่า "ความเคารพและการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ" อย่างแท้จริง

ถ้อยแถลงจาก "คาร์โล อันเชล็อตติ": นัดชี้ชะตาที่ไม่ต่างจากนัดชิงชนะเลิศ
ก่อนที่เสียงนกหวีดเริ่มเกมจะดังขึ้น คาร์โล อันเชล็อตติ (Carlo Ancelotti) ยอดผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนผู้กุมบังเหียนทีมชาติบราซิลในปัจจุบัน ได้แสดงความเคารพต่อฟุตบอลญี่ปุ่นอย่างสูงสุดผ่านการแถลงข่าวก่อนเกม โดยเขาปฏิเสธคำว่า "ทีมเต็ง" และยกย่องขุนพลซามูไรบลูว่า: "ญี่ปุ่นคือหนึ่งในทีมชาติที่ดีที่สุดในโลก และเราให้ความเคารพพวกเขาอย่างสูงสุด การเจอกับพวกเขาในรอบน็อคเอาต์นี้มันไม่ต่างอะไรกับ 'นัดชิงชนะเลิศ' เลย ในโลกฟุตบอลยุคนี้ไม่มีคำว่าทีมที่ไร้ระบบอีกต่อไปแล้ว ทุกคนต่างผ่านการฝึกซ้อมและมีวินัยทางแทกติกที่ยอดเยี่ยม ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือคุณภาพส่วนตัวของนักเตะเท่านั้น คำพูดของอันเชล็อตติสะท้อนให้เห็นว่า บราซิลในยุคปัจจุบันมองญี่ปุ่นเป็นผู้ท้าชิงที่ยืนอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน ไม่ใช่ทีมรองบ่อนจากเอเชียเหมือนในอดีต

สมรภูมิที่ฮิวสตัน: ซามูไรบลูผู้เกือบสยบราชันแซมบ้า
เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ทีมชาติญี่ปุ่นแสดงให้เห็นทันทีว่าคำเตือนของอันเชล็อตติไม่ใช่เรื่องเกินจริง วินัยเกมรับอันเหนียวแน่นและการบีบพื้นที่อย่างเป็นระบบทำให้ขุนพลแซมบ้าเล่นได้ยากลำบาก
และในนาทีที่ 29 แฟนบอลทั่วโลกต้องตะลึงเมื่อ ไคชู ซาโนะ (Kaishu Sano) กองกลางของญี่ปุ่น ฉวยโอกาสดักบอลจากการจ่ายที่ผิดพลาดของบราซิล ก่อนจะกระชากเข้าไปซัดประตูขึ้นนำ 1-0 ให้ญี่ปุ่นช็อกโลกและจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นั้น
ความตึงเครียดตกไปอยู่ฝั่งบราซิล ซึ่งทำให้ยอดกุนซืออย่างอันเชล็อตติต้องปรับหมากอย่างเร่งด่วนในช่วงพักครึ่ง เขาตัดสินใจแก้เกมด้วยความอดทน เปลี่ยนมาเน้นการโจมตีจากริมเส้นและครอสบอลเข้ากรอบเขตโทษมากขึ้น จนในที่สุด คาเซมิโร่ (Casemiro) ก็โหม่งประตูตีเสมอให้บราซิลได้ในนาทีที่ 56
เกมทำท่าว่าจะต้องยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่แล้วในนาทีที่ 90+5 กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (Gabriel Martinelli) ตัวสำรองทีเด็ดก็สวมบทฮีโร่ซัดประตูชัย ดับฝันซามูไรบลูไปอย่างหวุดหวิด 2-1 ส่งบราซิลตีตั๋วสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

คำชื่นชมหลังเกม: ความพ่ายแพ้ที่เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี
แม้ว่าญี่ปุ่นจะต้องยุติเส้นทางในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไว้ที่รอบ 32 ทีม แต่หลังจบเกม คาร์โล อันเชล็อตติ ได้ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงความยอดเยี่ยมของคู่แข่งอีกครั้ง โดยยอมรับว่านี่คือแมตช์ที่สมบูรณ์และยากลำบากที่สุดตั้งแต่เริ่มทัวร์นาเมนต์มา ในครึ่งแรกเราเจอปัญหาหนักมาก เพราะญี่ปุ่นเล่นเกมรับได้ดีเยี่ยม พวกเขาต่อบอลกันแคบและตึงตัวมาก ญี่ปุ่นเป็นทีมที่ดีมาก มีการจัดการที่เป็นระบบ สร้างโอกาสที่อันตราย และมีความแข็งแกร่งทางร่างกาย ในฟุตบอลคุณต้องรู้จักที่จะทนทุกข์ และการผ่านเกมที่ยากลำบากแบบนี้มาได้ถือเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของเรา" ในขณะเดียวกัน ฮาจิเมะ โมริยาสุ (Hajime Moriyasu) หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่นก็ได้กล่าวหลังเกมด้วยความภูมิใจว่า "ช่องว่างระหว่างเรากับทีมระดับโลกกำลังลดลงเรื่อย ๆ บราซิลคือทีมระดับท็อป แต่เรากำลังเข้าใกล้ระดับนั้นอย่างแน่นอน"

การต่อสู้อันดุเดือดตลอด 96 นาทีที่ฮิวสตัน และการยอมรับอย่างจริงใจจากกุนซือระดับตำนานอย่างอันเชล็อตติ คือเครื่องยืนยันว่า "สายสัมพันธ์ญี่ปุ่น-บราซิล" ได้ยกระดับจากความสัมพันธ์แบบ "ครูกับศิษย์" ในวันวาน มาสู่การเป็น "คู่แข่งที่สมศักดิ์ศรี" บนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มิตรภาพลูกหนังระหว่างญี่ปุ่นและบราซิล จึงเป็นมากกว่าเรื่องของเกมกีฬา แต่มันคือเรื่องราวของความเชื่อใจ ความเคารพในวัฒนธรรมของกันและกัน และการส่งต่อแรงบันดาลใจที่ไร้พรมแดน ซึ่งจะยังคงโลดแล่นอย่างงดงามในใจของแฟนบอลทั้งสองชาติและกลายเป็นเรื่องราวที่สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของโลกใบนี้ตลอดไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top