Friday, 5 June 2026
ญี่ปุ่น

Dongtaan Racing จาก ม.เกษตรศาสตร์ สุดเจ๋ง คว้าอันดับ 4 จากเวที Formula Student ญี่ปุ่น

(16 ก.ย. 68) เพจ Kasetsart Mechanical Engineering โพสต์ข้อความระบุว่า Dongtaan Racing ทีมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คว้ารางวัลใหญ่บนเวที Formula Student ระดับโลกที่ญี่ปุ่น!

ทีม Dongtaan Racing (DTR) จากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตัวแทนประเทศไทย สร้างความภาคภูมิใจให้กับมหาวิทยาลัยและประเทศ ด้วยผลงานโดดเด่นในการแข่งขัน Formula Student Japan 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–13 กันยายน 2568 ณ Aichi Sky Expo เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันภายใต้เครือข่าย Formula SAE ระดับโลก

Dongtaan Racing ลงแข่งขันใน Internal Combustion Vehicle (ICV) Class ซึ่งมีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 58 ทีม จากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายประเทศ โดยทีมประกอบด้วยนิสิตจากหลากหลายคณะของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มาร่วมแรงร่วมใจกันจนสำเร็จ

✨ ผลการแข่งขันในแต่ละรายการของ Dongtaan Racing (DTR)
 • 🥇 อันดับ 1 – Skidpad (ชนะเลิศ)
 • 🥈 อันดับ 2 – PR Award
 • 🥉 อันดับ 3 – Best Aerodynamics Award
 • 🏅 อันดับ 4 – Endurance
 • 🏅 อันดับ 6 – Acceleration
 • 🏅 อันดับ 12 – Autocross
 • 🏅 อันดับ 6 – Design Event
 • 🏅 อันดับ 17 – Presentation Event
 • 🏅 อันดับ 25 – Cost & Manufacturing Event

ด้วยผลงานในแต่ละด้านข้างต้น ทำให้ทีม Dongtaan Racing มีคะแนนรวมอยู่ในลำดับสูง และสามารถคว้า อันดับ 4 Overall Result (ICV Class) จากทีมที่เข้าร่วมทั้งหมด 58 ทีมได้สำเร็จ 

การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพด้านวิศวกรรม การทำงานเป็นทีม และความทุ่มเทของนิสิตจากหลายคณะ ที่ร่วมกันพัฒนาและสร้างรถแข่งฟอร์มูล่าด้วยตนเองจนคว้ารางวัลระดับโลกได้สำเร็จ

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ขอแสดงความยินดีกับนิสิตและทีมที่ปรึกษาทุกท่าน พร้อมขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกฝ่าย และเชิญชวนทุกคนร่วมภาคภูมิใจกับความสำเร็จของ Dongtaan Racing ที่นำชื่อเสียงมาสู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และประเทศไทย

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ วิธีแก้เกมจีนแห่เที่ยวเวียดนามเมินไทย แนะใช้ญี่ปุ่นโมเดล เน้นปลอดภัย-พรีเมี่ยม ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนแห่ไปเวียดนามแซงไทย หากเป็นแค่ตัวเลขเชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำของนักท่องเที่ยวจีน อาจจะไม่ต้องกังวลมาก เหตุเป็นเพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กรุ๊ปทัวร์จีน และค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย จึงไม่ใช่นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ แนะรัฐบาลใหม่เร่งยกเครื่องเรื่องความปลอดภัยอันดับแรก พร้อมกวาดล้าง สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ปลุกความเชื่อมั่นดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเข้าประเทศ หลังคนจีนไม่มั่นใจความปลอดภัยของไทย ระบุหากไม่แก้ไขเรื่องความปลอดภัย แม้จะทำบิ๊กอีเว้นท์อย่างไรนักท่องเที่ยวจีนก็ไม่กลับมา เสนอทิศทางการพัฒนาแนวทางโมเดลญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด เน้นสะอาด-ปลอดภัย-พรีเมี่ยม-มีระเบียบ

รศ. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้าหากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามเป็นแค่เชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำ ก็อาจจะยังไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของไทย จากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามในช่วงเดือน ม.ค.- มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าเวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวจีนไปเยือนมากกว่าไทยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงก็คือประเทศที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น ตัวเลขของเวียดนามเป็นเพียงการรายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่อหัวในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ราคาต่ำเป็นส่วนใหญ่ และอาจจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่งไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก กลุ่มนี้มักจะมีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัวไม่สูงมากนัก เหตุที่กรุ้ปทัวร์จีนสนใจไปเวียดนาม ก็เพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์นั่นเอง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากมีภาพจำในแง่ลบเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะจากกรณีที่ หวัง ซิง นักแสดงชาวจีน ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงให้เดินทางเข้ามายังไทยก่อนจะถูกส่งตัวไปค้ามนุษย์ต่อในเมียนมาและได้รับการช่วยเหลือออกมาในท้ายที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือการยกระดับมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย และจัดการปัญหาศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลบล้างภาพจำที่ไม่ดีและสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวจีน

“ถ้ายังไม่แก้ไขให้คนจีนมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย การทำอีเว้นท์มาร์เก็ตติ้งต่างๆ ในช่วงปลายปีเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทยนั้น ส่วนตัวมองว่าอาจจะไม่ได้ช่วยมากนัก ตราบใดที่คนจีนยังรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย อีกเรื่องที่สำคัญคือการแก้ไขเรื่องเงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในไทยสูงขึ้นในสายตาต่างชาติ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพการแข่งขันของไทยด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออก” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ประเทศที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปมากที่สุดในโลก คือ ญี่ปุ่น แม้จีนจะไม่ได้รับสิทธิเรื่องฟรีวีซ่าจากรัฐบาลญี่ปุ่นก็ตาม หากแต่ญี่ปุ่นมีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย อยู่ไม่ไกลจากจีน มีไฟล์ทบินให้เลือกจำนวนมาก และมีระบบการคมนาคมที่สะดวก เดินทางได้ง่าย รวมทั้งค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งหมดนี้ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นมากที่สุด ญี่ปุ่นจึงเป็นตลาดพรีเมี่ยมที่นักท่องเที่ยวจีนยินดีจ่าย แม้ค่าครองชีพในญี่ปุ่นจะแพงกว่าไทยหรือเวียดนาม

“ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้พัฒนาตนเองในด้านการท่องเที่ยวยกระดับในแนวทางของโมเดลญี่ปุ่น เป้าหมายของไทยจึงควรเป็นการพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และมีความพรีเมี่ยม มาท่องเที่ยวไทยได้ในราคาไม่สูงเท่าญี่ปุ่น แต่ได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน ดังนั้น ในการแก้เกมในเรื่องนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามมากกว่าไทย คือ การสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และเน้นยกระดับการท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่การลงไปแข่งขันในตลาดล่างกับเวียดนามที่มุ่งเน้นจำนวนเชิงปริมาณของนักท่องเที่ยว” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

ชาวญี่ปุ่นจวกนโยบายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้นตอปัญหาทำขยะเกลื่อนเมือง และทำสังคมวุ่นวายมากขึ้น

(29 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊กเจแปน - แจนแปล โพสต์ข้อความว่า…ตอนนี้สังคมญี่ปุ่นกำลังถกเถียงร้อนแรงเรื่องการเปิดรับคนต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยหลายคนในโซเชียลแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน ถึงขั้นเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “การถูกบังคับให้รับวัฒนธรรมอื่นเข้ามา” เพราะมองว่าทำให้ประเทศที่เคยเป็นระเบียบ สะอาด และปลอดภัย กลายเป็นสังคมที่วุ่นวายมากขึ้น กรณีล่าสุดที่จุดกระแสก็คือภาพ “กองขยะ” ที่ถูกทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง จนถูกนำมาโยงกับพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติ

นักการเมืองญี่ปุ่น โคซากะ เอจิ ได้โพสต์ภาพกองขยะพร้อมข้อความประชดว่าเป็น “สถานที่ที่ถูกบังคับให้ต้องรับวัฒนธรรมอื่น” ซึ่งยิ่งทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็น หลายคนเล่าว่าเจอปัญหาคล้ายกัน ทั้งการทิ้งเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎ หรือพื้นที่ส่วนกลางที่สกปรกจากครอบครัวชาวต่างชาติไม่กี่ครอบครัว จนเกิดความกังวลว่าหากมีผู้อพยพเพิ่มขึ้น สังคมญี่ปุ่นอาจ “พังยับ”

กระแสความโกรธยังพุ่งไปที่นักการเมืองที่ออกนโยบายเปิดรับแรงงานและผู้อพยพ โดยบางคนถึงขั้นกล่าวโทษอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ ว่าเป็นผู้ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศผู้อพยพ ขณะที่อีกกลุ่มกล่าวหา สส.ที่หนุนการย้ายถิ่นว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว และทำลายความมั่นคงของชาติ ทั้งด้านวัฒนธรรม ความปลอดภัย และอัตลักษณ์ของญี่ปุ่นเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ปัญหาขยะหรือระเบียบชุมชน แต่ถูกยกระดับเป็น “วิกฤตประเทศ” มีการยกตัวอย่างยุโรปที่พยายามอยู่ร่วมกับผู้อพยพ แต่กลับเผชิญอาชญากรรมและปัญหาสังคมรุนแรง พร้อมเตือนว่าญี่ปุ่นอาจเดินซ้ำรอยหากยังดึงคนต่างชาติเข้ามาเพิ่มโดยไม่ควบคุม

เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อนว่า ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากรู้สึก “ทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ” กองขยะที่เห็นไม่ใช่เพียงขยะธรรมดา แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวของรัฐบาล ที่เลือกแลกความสงบเรียบร้อยของประชาชนกับผลประโยชน์จากการเปิดประเทศรับแรงงานต่างชาติ

‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ว่าที่ นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น อาจทำสัมพันธ์กับจีนปะทุเดือด!! จากประเด็นหนุนไต้หวัน

(6 ต.ค. 68) ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คนใหม่ เตรียมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น หลังเอาชนะคู่แข่ง ชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการชูจุดยืนอนุรักษ์นิยมอย่างแข็งกร้าว โดยเฉพาะในประเด็นไต้หวันและประวัติศาสตร์สงคราม ถูกมองว่าอาจทำให้ความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

ตลอดเส้นทางการเมือง ทาคาอิจิมีท่าทีสนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผย ทั้งการพบปะผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในไทเป รวมถึงการผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงและเทคโนโลยี ซึ่งจีนแสดงความไม่พอใจต่อการเคลื่อนไหวเหล่านี้ และมองว่าเป็นการแทรกแซงในกิจการภายใน อีกทั้งท่าทีของทาคาอิจิต่อการเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง ก็เป็นประเด็นอ่อนไหวที่กระทบความสัมพันธ์กับจีนและเกาหลีใต้มาหลายครั้ง

ด้านรัฐบาลจีนเรียกร้องให้โตเกียว “เคารพพันธกรณีทางการเมือง” โดยเฉพาะเรื่องไต้หวันและประวัติศาสตร์ พร้อมเตือนว่าการกระทำใด ๆ ที่ไปแตะต้องประเด็นเหล่านี้จะสร้างอุปสรรคต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่า แม้จะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่สร้างแรงเสียดทาน แต่จีนและญี่ปุ่นยังคงต้องพึ่งพากันทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

ความท้าทายของทาคาอิจิหลังขึ้นสู่อำนาจ จึงไม่เพียงแต่การจัดการกับปัญหาภายในประเทศ แต่ยังรวมถึงการรักษาสมดุลระหว่างการยืนหยัดในอุดมการณ์ทางการเมืองของตนเอง กับการประคับประคองความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีน ที่ยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออก

‘ผู้สูงอายุญี่ปุ่น’ แห่!! กลับทำงาน ตั้งเป้าทำงานถึง 90 ปี เพื่อความมั่นคง และคุณค่าในสังคม

(23 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Japan - แจนแปล’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ความจริงเบื้องหลังบำนาญญี่ปุ่น: "เงินไม่พอใช้" คนแก่แห่กลับไปทำงาน-ตั้งเป้า "อยากทำงานถึง 90 ปี"เรื่องจริงหลังวัยเกษียณที่ญี่ปุ่น …

ชายวัย 67 ปีคนหนึ่ง เคยทำงานบริษัทขนส่งมาทั้งชีวิต แกตัดสินใจลาออกมาพักเมื่อ 2 ปีก่อน ตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างสงบด้วยเงินบำนาญ แต่พอใช้จริง ๆ กลับรู้สึกไม่มั่นคงเลย เงินที่ได้มามันไม่พอใช้จ่ายเหมือนเมื่อก่อน สุดท้ายแกเลยต้องกลับไปหางานทำอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ทำงานต่อเพื่อเก็บเงินไว้ใช้เติมความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ

• เช่น ไว้ไปเที่ยวบ้าง ไว้ไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ้าง อีกด้านหนึ่ง มีชายวัย 89 ปี ที่ใช้ชีวิตแบบต้องคุมเข้มทุกอย่าง ค่าอาหารต่อวันต้องไม่เกิน 500 เยน ต้องใช้ชีวิตประหยัดสุด ๆ แต่แกก็ยังพอมีมุมที่ทำให้มีความสุขได้บ้าง คือการไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน ๆ สัปดาห์ละครั้ง 

•แกบอกว่า “แค่ได้ร้องเพลงกับเพื่อน ๆ แค่นี้ก็พอแล้ว”

นี่คือภาพชีวิตจริงของผู้สูงอายุญี่ปุ่นในยุคที่ “เงินบำนาญอย่างเดียวอยู่ไม่ได้”
หลายคนจึงเลือกที่จะกลับไปทำงาน ทั้งที่เลยวัยเกษียณมานานแล้ว
บางคนบอกว่า “จะทำงานไปจนกว่าร่างกายจะไม่ไหว” เหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่มันคือความต้องการที่จะมีคุณค่า ไม่เป็นภาระใคร และได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

• จากตัวเลขสถิติตอนนี้
ญี่ปุ่นมีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 36 ล้านคน คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด และจำนวนคนแก่ที่ยังต้องทำงานก็เพิ่มขึ้นทุกปี โดยปี 2024 นี้มีคนสูงอายุทำงานมากถึง 9.3 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
• งานวิจัยของรัฐบาลญี่ปุ่นพบว่า
ประมาณ 4 ใน 10 ของผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่ ให้เหตุผลว่า “อยากทำงานไปจนกว่าร่างกายจะไม่ไหว” เหตุผลในการทำงานต่อไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องรายได้เท่านั้น แต่รวมไปถึงการรักษาสุขภาพ การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และการรู้สึกว่าตัวเองยังมีส่วนร่วมในสังคม

ปัจจุบัน คนอายุ 65–69 ปีในญี่ปุ่นกว่าครึ่งยังคงมีงานทำอยู่ ส่วนช่วงอายุ 70–74 ปี ก็ยังมีเกือบหนึ่งในสามที่ยังทำงาน และแม้แต่คนอายุเกิน 75 ปี ก็ยังคงมีบางส่วนที่ไม่หยุดทำงาน เพราะสำหรับผู้สูงอายุหลายคน การทำงาน มันคือวิธีที่ทำให้พวกเขายังมีชีวิตอยู่ต่อได้อย่างมีความหมาย…

มือยิง ‘ชินโซ อาเบะ’ รับสารภาพ สังหารอดีตนายกฯ ญี่ปุ่น กลางเวทีหาเสียง ปมแค้นโยงลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี ทำครอบครัวบริจาค 100 ล้านเยน จนหมดตัว

(29 ต.ค. 68) ศาลญี่ปุ่นเปิดการพิจารณาคดีนายเท็ตสึยะ ยามากามิ (Tetsuya Yamagami) วัย 45 ปี ผู้ต้องหาคดีลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) เมื่อปี 2022 โดยยามากามิได้รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา รวมถึงข้อหาฆ่าคนตายและฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาวุธ หลังใช้ปืนประดิษฐ์เองยิงอาเบะระหว่างขึ้นเวทีหาเสียงที่เมืองนารา

รายงานระบุว่า แรงจูงใจเกิดจากความไม่พอใจที่ครอบครัวของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับโบสถ์ยูนิฟิเคชัน ( Unification Church) หรือ ลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี ซึ่งแม่ของเขาบริจาคเงินกว่า 100 ล้านเยนจนหมดตัว (ราว 21 ล้านบาท) ยามากามิเชื่อว่าอาเบะมีความเชื่อมโยงกับองค์กรนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การเปิดโปงความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) กว่าร้อยรายกับกลุ่มศาสนา

ทั้งนี้ การไต่สวนคดีนี้จะมีขึ้นอีก 17 ครั้ง ก่อนศาลจะมีคำตัดสินในวันที่ 21 มกราคมปีหน้า ขณะที่คดีนี้ยังคงเป็นบาดแผลใหญ่ในสังคมญี่ปุ่น และเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพบกันที่กรุงโตเกียว โดยต่างกล่าวถึงอาเบะในฐานะผู้นำผู้ทรงอิทธิพลของญี่ปุ่น

“ออปชัน–ราคา–ดีไซน์” ยังห่างชั้น!! ซีอีโอลั่นไม่ยอมแพ้ พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีทวงตลาดคืน

(3 พ.ย. 68) นายโทชิฮิโร มิบะ (Toshihiro Mibe) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ยอมรับตรงไปตรงมาในการให้สัมภาษณ์สื่อจากไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียว่า “ฮอนด้าเพลี่ยงพล้ำให้กับรถ EV จีนใน 3 ด้านหลัก คือ ออปชัน ราคา และดีไซน์” แต่ยืนยันว่า “เราจะไม่ยอมแพ้ และจะใช้เทคโนโลยีของเรา ทวงคืนตลาดนี้กลับมาให้ได้”

อย่างไรก็ตาม ซีอีโอบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ยังระบุอีกว่า ฮอนด้าไม่ได้พัฒนา EV ช้ากว่าคู่แข่งอย่างที่หลายคนคิด เพราะยังมีเทคโนโลยีไฮบริด (HEV) ที่ตอบโจทย์ในหลายประเทศ ขณะที่การผลักดันรถไฟฟ้า 100% ยังมีข้อจำกัดเรื่องการปล่อยมลพิษจากแหล่งผลิตไฟฟ้า ฮอนด้าจึงเลือกพัฒนา EV ควบคู่เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบช่วยขับอัจฉริยะ เพื่อให้แข่งขันกับแบรนด์จีนได้อย่างสมศักดิ์ศรี

สำหรับตลาดไทย ฮอนด้ายืนยันจะเปิดตัว “Honda 0 Series Alpha” และ “Honda 0 Series SUV” ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าราคาประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว ราว 1.11 ล้านบาท) และจะมีรุ่นราคาต่ำกว่านี้ตามมา พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับสมบูรณ์แบบ รวมถึงระบบความปลอดภัย SDV ที่ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050



 

นอร์เวย์คิดการใหญ่!! ตั้งกองทุน 100 ล้าน ดึงนักวิจัยตัวท็อป เข้ามาพัฒนาประเทศ หลังถูกสหรัฐฯ หั่นงบ ญี่ปุ่น-เวียดนาม ไม่น้อยหน้า เพิ่มสิทธิประโยชน์ ออกแพ็กเกจฉุกเฉิน-แก้กฎหมายสัญชาติ

(6 พ.ย. 68) นอร์เวย์เปิดโครงการใหม่เพื่อดึงดูดนักวิจัยระดับนานาชาติ ท่ามกลางแรงกดดันต่อเสรีภาพทางวิชาการในสหรัฐ โดยสภาวิจัยนอร์เวย์ประกาศตั้งกองทุน 100 ล้านโครน (ราว 330 ล้านบาท) เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับนักวิจัยจากต่างประเทศ ครอบคลุมสาขาสภาพภูมิอากาศ สุขภาพ พลังงาน และปัญญาประดิษฐ์ โครงการจะเดินหน้าหลายปี โดยกันงบไว้สำหรับปี 2026 พร้อมเปิดรับข้อเสนอภายในเดือนหน้าที่จะถึงนี้

ซิกรุน ออสลันด์ รัฐมนตรีด้านการวิจัยและอุดมศึกษา ระบุว่า “นอร์เวย์ต้องรุกในสถานการณ์ที่ท้าทายต่อเสรีภาพวิชาการ เราสามารถสร้างความแตกต่างให้แก่นักวิจัยชั้นเลิศและองค์ความรู้สำคัญได้ และต้องทำอย่างรวดเร็ว” สอดคล้องกับมุมมองของมารี ซุนด์ลี ท์เวต ผู้บริหารสภาวิจัย ซึ่งชี้ว่าแรงกดดันต่อเสรีภาพวิชาการและการตัดงบในสหรัฐทำให้มาตรการนี้ “ยิ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ”

กระแสย้ายถิ่นของนักวิชาการไม่ได้จำกัดอยู่แค่นอร์เวย์ ยุโรปหลายประเทศเดินเกมคล้ายกัน ทั้งฝรั่งเศสที่เปิดรับ “ผู้ลี้ภัยทางวิชาการ” มหาวิทยาลัยในเบลเยียม-เนเธอร์แลนด์ เพิ่มตำแหน่งเฉพาะสำหรับนักวิจัยอเมริกัน ขณะที่ผลสำรวจของวารสาร Nature พบว่า นักวิจัยกว่า 75% กำลังพิจารณาโยกย้ายออกจากสหรัฐหลังเผชิญแรงกดดันเชิงนโยบายในมหาวิทยาลัย

เอเชียเองเร่งเครื่องเช่นกัน เมื่อญี่ปุ่นออกมาตรการฉุกเฉินวงเงินอย่างน้อย 100,000 ล้านเยน (ราว 22,000 ล้านบาท) เมื่อ 13 มิถุนายน 2025 เพื่อดูดนักวิจัยต่างชาติ โดยเน้น AI ควอนตัม และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมปฏิรูประบบค่าตอบแทนและโครงสร้างพื้นฐานวิจัย รวมถึงบริการภาษาและดูแลครอบครัวนักวิจัย ส่วนเวียดนามกำลังพิจารณาผ่อนกฎหมายสัญชาติ-วีซ่าและสิทธิประโยชน์ภาษี เพื่อดึงคนทักษะสูงกลับมาหนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคในภูมิภาค ถือเป็นเกมเร่งพัฒนากำลังคนความรู้ขั้นสูงให้ทัดเทียมมหาอำนาจในยุคใหม่

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ หลัง รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เยือนโซลไม่กี่วัน จรวดพุ่งไกล 700 กิโลเมตร ตกในทะเลญี่ปุ่น ‘คิม จองอึน’ ยังปฏิเสธเจรจา แต่จับมือรัสเซียแน่น พร้อมส่งทหารอีก 5,000 นาย ช่วยเครมลิน

(8 พ.ย. 68) เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้เข้าสู่ทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังการเยือนของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) ที่เดินทางมาเกาหลีใต้เพื่อหารือความมั่นคงประจำปี โดยกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่าขีปนาวุธลูกดังกล่าวบินได้ราว 700 กิโลเมตร ก่อนตกลงในน่านน้ำสากล ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าจรวดตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน และไม่พบความเสียหาย

การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่กว่า 10 นัดลงน่านน้ำตะวันตกเมื่อไม่กี่วันก่อน พร้อมกันนั้นยังเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุญาตให้เกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านกลาโหมของเกาหลีใต้ในระดับภูมิภาค โดยเกาหลีใต้มีแผนจะขอรับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจากสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโครงการดังกล่าว

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ยังคงปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หลังการพูดคุยในปี 2019 ล้มเหลว โดยคิมย้ำว่าเกาหลีเหนือเป็น “รัฐนิวเคลียร์ที่ไม่อาจหวนกลับ” พร้อมเปิดทางหารือก็ต่อเมื่อวอชิงตันยอมถอยจากข้อเรียกร้องให้ยุติโครงการนิวเคลียร์ของตน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างเปียงยางและมอสโกกลับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของทั้งสองประเทศเพิ่งพบกันในกรุงเปียงยางในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้รายงานว่าเกาหลีเหนืออาจกำลังสรรหาทหารเพิ่มเติมเพื่อส่งไปช่วยรัสเซียในสงครามยูเครน โดยคาดว่ามีทหารราว 15,000 นาย ถูกส่งไปร่วมรบแล้ว และอีกราว 5,000 นาย ถูกส่งไปปฏิบัติงานด้านก่อสร้างและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่พันธมิตร ซึ่งสะท้อนถึงการขยายบทบาทของเกาหลีเหนือในความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียที่ลึกซึ้งมากขึ้น

เป็นห่วงความปลอดภัย แนะงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง “นายกฯ ทาคาอิจิ” พูดปมไต้หวัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวแดนมังกรลดฮวบ ตลาดหุ้น–ร้านค้าปลีกดิ่งรับแรงสั่นสะเทือน

(17 พ.ย. 68) กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนออกคำแนะนำอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ย.) ขอให้ชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ โดยอ้างถึง “สถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เลวร้ายลง” ต่อพลเมืองจีนในญี่ปุ่น และกระแสตึงเครียดทางการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นให้ความเห็นเกี่ยวกับไต้หวันในเชิงเผชิญหน้า จนถูกมองว่าเป็นถ้อยแถลงที่ “ยั่วยุ” ปักกิ่ง 

แถลงการณ์ระบุให้ชาวจีนที่ยังอยู่ในญี่ปุ่นติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพิ่มความระมัดระวัง ดูแลความปลอดภัยตนเอง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น หรือสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลจีนในญี่ปุ่นทันที ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกคำเตือนด้านการเดินทางล่วงหน้าไว้แล้ว ก่อนที่กระทรวงวัฒนธรรมฯ จะซ้ำย้ำอีกครั้ง

คำเตือนดังกล่าวกระทบทันทีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยเช้าวันจันทร์ หุ้นบริษัทที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนร่วงหนัก เช่น ชิเซโด้ ผู้ผลิตเครื่องสำอาง รายงานว่าหุ้นดิ่งราว 9% ขณะที่ห้างสรรพสินค้าทาคา‌ชิมายะลดลงกว่า 5% และฟาสต์รีเทลลิ่ง เจ้าของแบรนด์ยูนิโคล่ ร่วงมากกว่า 4% ทั้งที่จีนถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ชนวนเริ่มจากคำพูดของทาคาอิจิในสภาญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน เธอกล่าวว่า หากจีนใช้กำลังทหารกับไต้หวัน อาจถือเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น” และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้กำลังตอบโต้ได้ตามกติกาของตัวเอง

แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมาย้ำทีหลังว่า นโยบายต่อไต้หวัน “ยังเหมือนเดิม” ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เพราะทาคาอิจิมีภาพลักษณ์เป็นคนวิจารณ์จีนอย่างหนัก และเคยแสดงท่าทีหนุนไต้หวันหลายครั้ง จีนจึงยิ่งจับตามองเธอและท่าทีของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top