Friday, 5 June 2026
ญี่ปุ่น

เมื่อ “ทัวริสต์” กลายเป็น “คอนเทนต์ครีเอเตอร์” ฉายภาพสะท้อนเคส “แจ็กแปปโฮ” ทำไทยเสียชื่อกระทบภาพลักษณ์

ดราม่า “แจ็กแปปโฮ ถอดเสื้อเต้นบนหลังคารถหน้าร้าน Lawson วิวภูเขาไฟฟูจิ” ที่ญี่ปุ่น ไม่ได้สะเทือนแค่ชื่อเสียงของยูทูบเบอร์คนหนึ่ง แต่สะเทือน “ภาพจำคนไทยทั้งชาติ” ว่าพอไปต่างประเทศ เราเคารพกติกาคนอื่นมากน้อยแค่ไหน

แต่ถ้าหันกระจกกลับมาดูฝั่งเราเอง คำถามก็คือ เวลาคนต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทย เขาเคารพกติกาเราแค่ไหน? และหลายเคสก็ “ดราม่าไม่แพ้กัน” แถมมีจุดร่วมสำคัญเหมือนกันคือ – เอาคอนเทนต์ เอาความมันส์ เอายอดไลก์ มาก่อน “ความเคารพพื้นที่และวัฒนธรรม”

บทความนี้ชวนดูเคสจริงของคนต่างชาติมาเที่ยวไทยแล้ว #หาทำ จนเป็นข่าว และลองเทียบกับเคสแจ็กแปปโฮ ว่าโลกท่องเที่ยวยุคโซเชียลมันกำลังพาเราไปทางไหนกันแน่

หัวข้อ: เคสต่างชาติในไทย: ดราม่าแบบเดียวกับแจ็กแปปโฮ แค่สลับประเทศ

1) บิกินี่อาบแดดหน้าเขตพระราชวัง – สนามหลวง / เชียงใหม่ / วัดไทย
- นักท่องเที่ยวต่างชาติใส่บิกินี่อาบแดดบนสนามหลวง ด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง กลางพื้นที่สาธารณะซึ่งผูกพันกับสถาบันหลักของประเทศและพิธีกรรมสำคัญของรัฐ
- หญิงชาวตะวันตกล้มตัวนอนอาบแดดในบริเวณวัดที่เชียงใหม่ กลายเป็นข่าวในสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ เพราะเป็น “วัด” ที่คนไทยมองว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สระว่ายน้ำหรือชายหาดส่วนตัว

ในมุมของนักท่องเที่ยว อาจคิดว่า “ก็แค่นอนอาบแดด ไม่ได้ทำร้ายใคร”
แต่มุมของคนไทย นี่คือ “การใช้ร่างกายและการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมต่อพื้นที่ที่เราถือว่าเป็นเขตเคารพ”

2) ปีนพระ ปีนโบราณสถาน – เพื่อรูปสวยไม่กี่ช็อต
- นักท่องเที่ยวหญิงชาวต่างชาติปีนขึ้นไปบนฐานพระพุทธรูปในวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา เพื่อเก็บมะม่วง มีเพื่อนยืนถือถุงรออยู่ด้านล่าง คลิปถูกแชร์ใน TikTok จนเป็นข่าวใหญ่ เพราะเข้าข่ายทำลายโบราณสถาน และละเมิดต่อสิ่งที่ชาวพุทธเคารพ
- นักท่องเที่ยวต่างชาติปีนองค์เจดีย์/ปรางค์วัดโบราณ เพื่อถ่ายรูปเท่ ๆ ลงโซเชียล ทั้งที่พื้นที่เหล่านี้ประกาศชัดเจนว่า “ห้ามปีนป่าย”

3) “คอนเทนต์อนาจาร” ในพื้นที่สาธารณะและโบราณสถาน
- กรณี 2 หนุ่มอเมริกันถ่ายภาพ “โชว์ก้น” ที่พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม แล้วโพสต์ลงโซเชียล จนถูกตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายไทย
- เคสในเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา ตำรวจดำเนินคดีนักท่องเที่ยวต่างชาติทำอนาจารกับหญิงไทยในที่สาธารณะ จนคลิปไวรัล และกระทบภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังคลิปเหล่านี้ คือ “เศรษฐกิจคอนเทนต์ + อีโก้”
บางคนไม่สนแล้วว่าประเทศเจ้าบ้านมีกฎหมาย วัฒนธรรม หรือเส้นแดงตรงไหน ขอแค่ “แรงพอจะไวรัล” ก็พอ

หัวข้อ: จุดร่วมระหว่าง “แจ็กแปปโฮในญี่ปุ่น” กับ “ทัวริสต์ห่าม ๆ ในไทย”

1. คอนเทนต์มาก่อนกติกา
ทั้งแจ็กแปปโฮ และนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย ล้วนเอาเฟรมภาพให้สุด เอาคอนเทนต์ให้เดือด ก่อนค่อยคิดถึง “กติกาของเจ้าบ้าน”

2. ไม่อินกับ “ความศักดิ์สิทธิ์” ของเจ้าบ้าน
สำหรับบางคน ภูเขาไฟฟูจิอาจเป็นแค่ “วิวสวย” แต่มันมีมิติทางจิตวิญญาณและสัญลักษณ์ชาติของญี่ปุ่น
วัดไทย สนามหลวง พระปรางค์วัดอรุณ หรือโบราณสถานอยุธยา ก็ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่คือประวัติศาสตร์และศรัทธาของคนไทย

3. ตรรกะ “เค้าจะรู้เหรอว่าผมเป็นคนไทย / ชาติไหน”
เคสแจ็กแปปโฮตอบคนเตือนว่า “เค้าจะรู้เหรอครับว่าผมเป็นคนไทย” กลายเป็นดราม่า เพราะสังคมมองว่านี่คือการปัดความรับผิดชอบต่อ “ภาพรวมคนไทย”
ในทางกลับกัน เวลาเห็นข่าวฝรั่งทำอะไรในไทย คนไทยก็มักพูดว่า “อย่าทำแบบนี้ คนไทยทั้งประเทศเสียหน้า”

4. แพลตฟอร์มโซเชียลคือเชื้อเพลิง
ถ้าไม่มียอดวิว ไม่มีคอมเมนต์ ไม่มีรายได้จากแพลตฟอร์ม ก็คงไม่มีใครอยากเสี่ยงทำอะไรสุดโต่ง ดราม่าทั้งหลายจึงเป็นผลข้างเคียงของยุคที่คนจำนวนมาก “หาเลี้ยงชีพจากความสนใจของคนดู”

หัวข้อ: ผลกระทบ – ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่กระทบคนทำมาหากินตัวเล็ก ๆ

1. ภาพลักษณ์ประเทศ = ปัจจัยในใจนักท่องเที่ยวรุ่นต่อไป
เมื่อมีข่าวคนไทยทำเรื่องฉาวในญี่ปุ่น หรือฝรั่งทำอะไรแรง ๆ ในไทย สื่อทั้งในและต่างประเทศเอาไปเล่นซ้ำ ย้ำภาพลบให้ฝังในหัวคนทั่วโลก

2. คนไทย / คนท้องถิ่นที่ทำงานสุจริตโดนเหมารวม
คนไทยที่ไปทำงานในญี่ปุ่นกังวลว่าเคสดราม่าจะทำให้เจ้าถิ่นมองแรงขึ้น
คนไทยที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวในอยุธยา กรุงเทพ เชียงใหม่ พัทยา ฯลฯ เสี่ยงโดนมองว่า “ประเทศนี้ปล่อยปละละเลย” เมื่อมีข่าวฝรั่งทำอนาจาร ปีนวัด หรือแต่งตัวไม่เหมาะสมในวัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

3. เจ้าหน้าที่ต้องตามเก็บกวาด – ดราม่า = ค่าทำความสะอาดสังคม
ทุกเหตุการณ์ที่เป็นข่าว หมายถึงเวลาและทรัพยากรของตำรวจ กรมศิลป์ ททท. และหน่วยงานท้องถิ่น ที่ต้องตามแก้ปัญหา ออกประกาศชี้แจง ปรับกฎ ทำป้ายภาษาอังกฤษเพิ่ม

หัวข้อ: ไทยควรรับมืออย่างไร? จาก “ดราม่านักท่องเที่ยว” สู่ “มาตรฐานเที่ยวอย่างเคารพ”

1. ตั้งมาตรฐาน “เที่ยวไทยอย่างเคารพ” ให้ชัด และสื่อสารแบบตรงจุด
- ทำคู่มือสั้น ๆ หลายภาษา “DO / DON’T ในวัด โบราณสถาน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์”
- ใช้รูปภาพง่าย ๆ ให้เข้าใจได้แม้ไม่อ่านภาษาไทย
- ดันให้สายการบิน โรงแรม บริษัททัวร์ เอาคู่มือชุดนี้ไปใส่ในแพ็กเกจ/อินโฟก่อนเข้าเมือง

2. แยก “ไม่รู้จริง ๆ” ออกจาก “รู้แต่ยังทำ” แล้วจัดการต่างกัน
- “ไม่รู้กติกา” -> ใช้การตักเตือน + ให้เซ็นรับทราบ + บันทึกชื่อ
- “จงใจละเมิด / ทำซ้ำ / ทำคอนเทนต์อนาจาร” -> ดำเนินคดีเต็มที่ตามกฎหมายไทย และสื่อสารให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจน

3. ทำงานกับแพลตฟอร์มและอินฟลูเอนเซอร์
- ประสานกับแพลตฟอร์มให้ช่วยลดการกระจายคอนเทนต์ที่ละเมิดกฎหมายหรือทำลายโบราณสถาน
- ชวนอินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติที่รักเมืองไทย มาทำแคมเปญ #RespectThailand หรือ #TravelWithRespect
- ฝั่งไทยเองควรมี “โค้ดออฟคอนดักต์ของครีเอเตอร์” เวลาไปทำคอนเทนต์ต่างประเทศ

4. กล้าพูดกับนักท่องเที่ยวแบบตรง ๆ แต่ไม่เหยียด
สร้างวัฒนธรรมว่า การเดินเข้าไปบอกด้วยภาษาอังกฤษง่าย ๆ ว่า “Here it’s not allowed. This place is sacred.” ไม่ใช่การเหยียด แต่คือการปกป้องบ้านของเรา

บทสรุป
เคสแจ็กแปปโฮในญี่ปุ่น และเคสนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย สุดท้ายสะท้อนว่า เมื่อโลกทั้งใบกลายเป็นฉากหลังให้คอนเทนต์ เราจะยอมให้ “ยอดวิว” สำคัญกว่าความเคารพกันและกันหรือไม่

หากคนไทยอยากให้ชาวโลกมองเราเป็น “นักท่องเที่ยวที่เคารพกติกา” เราก็ควรคาดหวังมาตรฐานเดียวกันกับคนที่มาเยือนบ้านเรา

ดราม่าท่องเที่ยวอาจจบใน 24 ชั่วโมงบนโซเชียล แต่รอยจำในสายตาชาวโลกและในใจคนท้องถิ่น – มันอยู่นานกว่านั้นเสมอ

จีนเตือนญี่ปุ่น!! อย่าได้ริอ่านฟื้นลัทธิทหาร ชี้เสี่ยงละเมิดกฎระเบียบโลก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ปฏิญญาพอตส์ดัม “ห้ามญี่ปุ่น” กลับมาติดอาวุธ

(19 พ.ย. 68) เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงข่าวว่าลัทธิทหารต้องไม่ถูกฟื้นคืนกลับมาในญี่ปุ่น ระเบียบระหว่างประเทศของยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องไม่ถูกละเมิด และสันติภาพและเสถียรภาพของโลกต้องไม่ถูกทำลายอีกครั้ง

คำแถลงข้างต้นของเหมามีขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจำนวนมากเปิดเผยว่าญี่ปุ่นกำลังวางแผนแก้ไขระบบยศของกองกำลังป้องกันตนเอง ซึ่งรวมถึงการฟื้นคืนยศเก่าของทหารญี่ปุ่นอย่าง "ไทสะ" (พันเอก) โดยสื่อมวลชนระบุว่านี่จะทำลายธรรมเนียมของกองกำลังฯ ที่ไม่เน้นย้ำการเป็นกองทัพทหารตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงจะซ้ำเติมหลายประเทศที่ทุกข์ทรมานจากการล่าอาณานิคมและการรุกรานของญี่ปุ่น

เหมากล่าวว่าประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมและการรุกรานของญี่ปุ่น ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและประชาคมระหว่างประเทศจับตามองความเคลื่อนไหวทางทหารและความมั่นคงของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดตลอดมา โดยปฏิญญาพอตส์ดัม (Potsdam Proclamation) กำหนดอย่างชัดเจนว่าญี่ปุ่นจะไม่ได้รับอนุญาตให้ "กลับมาติดอาวุธเพื่อทำสงคราม" และรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น ซึ่งยึดมั่นสันตินิยม ได้กำหนดนโยบายที่มุ่งเน้นการป้องกันประเทศโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ดี เรื่องน่าตกใจคือช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงและการป้องกันประเทศอย่างมาก เพิ่มงบประมาณการป้องกันประเทศทุกปี ผ่อนปรนข้อจำกัดการส่งออกอาวุธ พยายามพัฒนาอาวุธโจมตี และวางแผนละทิ้งหลักการปลอดนิวเคลียร์ 3 ประการ ส่วนกองกำลังฝ่ายขวาจัดของญี่ปุ่นพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลุดพ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพและถลำลึกสู่เส้นทางเสริมสร้างกำลังทหาร

ทั้งนี้ เหมากล่าวว่าสงครามการรุกรานของลัทธิทหารญี่ปุ่นสร้างความทุกข์ทรมานแสนสาหัสแก่เอเชียและโลก การลืมเลือนสงครามย่อมนำสู่หายนะ การปลุกปั่นสงครามย่อมนำสู่ความพินาศ ดังนั้นบทเรียนจากประวัติศาสตร์ต้องไม่ถูกลืมเลือน บิดเบือน หรือลบทิ้ง

จีนซัดญี่ปุ่นกลางยูเอ็น แทรกแซงกิจการภายในของจีน สร้างความร้าวฉานพูดเรื่องไต้หวัน ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกถาวร ของคณะความมั่นคงฯ UNSC

(20 พ.ย. 68) เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ได้แสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับไต้หวันอย่างเปิดเผย และแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างรุนแรง ประเทศเฉกเช่นนี้ไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศได้ และไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

เมื่อวันอังคาร (18 พ.ย.) ผู้แทนถาวรของจีนประจำสหประชาชาติกล่าวระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติประเด็นการปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงว่า ญี่ปุ่นไม่มีคุณสมบัติที่จะเรียกร้องเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง

เหมาเผยว่ากฎบัตรสหประชาชาติระบุว่าคณะมนตรีความมั่นคงมีหน้าที่รับผิดชอบหลักในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เปิดฉากสงครามเลวร้ายที่สร้างหายนะร้ายแรงต่อประชาชนในเอเชียและโลก อย่างไรก็ดี จวบจนทุกวันนี้ญี่ปุ่นยังไม่ได้ถอดบทเรียนจากอาชญากรรมสงครามของตนอย่างถ่องแท้ ยังมีผู้ที่ส่งเสริมมุมมองที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ไปเยือนศาลเจ้ายาสุคุนิ รวมทั้งบิดเบือน ปฏิเสธ หรือแม้กระทั่งยกย่องประวัติศาสตร์การรุกรานของตน

เหมากล่าวว่าเมื่อไม่นานนี้ทาคาอิจิได้แสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับไต้หวันอย่างเปิดเผย แทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างรุนแรง เหยียบย่ำกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งท้าทายระเบียบระหว่างประเทศหลังสงคราม

เหมาระบุว่าประเทศเฉกเช่นนี้ไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศได้ และไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ญี่ปุ่นยืนยันแผนติดตั้งขีปนาวุธ บนเกาะโยนากุนิ ใกล้ไต้หวัน ด้านจีนซัด! เป็นการก่อความตึงเครียดในภูมิภาค ซ้ำยังยั่วยุการเผชิญหน้าทางทหาร

ญี่ปุ่น ยืนยันแผนการติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางบนเกาะโยนากุนิ ใกล้ไต้หวัน ท่ามกลางความขัดแย้งทางวาทะกับจีน

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในระหว่างการเยือนฐานทัพใกล้ไต้หวันเมื่อ 23 พฤศจิกายนว่า แผนการติดตั้งขีปนาวุธที่ฐานทัพบนเกาะโยนากุนิจะดำเนินต่อไป เพื่อลดความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะถูกโจมตีด้วยอาวุธ ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนเกี่ยวกับไต้หวันยังคงคุกรุ่นอยู่

ย้อนไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายเก็น นากาตานิ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าญี่ปุ่นต้องการติดตั้งขีปนาวุธ Type 03 Chu-SAM บนเกาะโยนากุนิ ในจังหวัดโอกินาวา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ขีปนาวุธที่ยิงจากรถบรรทุกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศที่อยู่ห่างออกไปถึงราว 48 กิโลเมตร

“ทุกวันนี้ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เลวร้ายและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง” โคอิซูมิกล่าว และระบุอีกว่า “เพื่อปกป้องวิถีชีวิตที่สงบสุขของชาวญี่ปุ่น รวมถึงทุกคนที่เกาะโยนากุนิ เราต้องเสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังป้องกันตนเอง”

นายโคอิซูมิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อเดือนที่แล้วกล่าวว่า กระทรวงยังคงดำเนินการตามแผนดังกล่าวอยู่ และจะแจ้งรายละเอียดกับรัฐบาลท้องถิ่นและประชาชนในเมืองโยนากุนิ เมื่อรายละเอียดเสร็จสิ้นแล้ว

แผนการติดตั้งขีปนาวุธพื้นสู่อากาศพิสัยกลางบนเกาะโยนากุนิ ซึ่งอยู่ห่างจากไต้หวันไปทางตะวันออกประมาณ 110 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของการขยายกำลังทหารบนเกาะทางตอนใต้ของประเทศ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับอำนาจทางทหารที่กำลังเติบโตของจีน และความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันในประเด็นไต้หวัน

ความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในไต้หวันทวีความรุนแรงขึ้น จากความคิดเห็นล่าสุดของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีที่กล่าวถึงความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ว่าญี่ปุ่นอาจส่งกำลังทหารไปร่วมกับประเทศอื่น ๆ หากจีนโจมตีไต้หวัน ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงและการตอบโต้ทางเศรษฐกิจจากจีน ซึ่งจีนนมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งที่ต้องรวมกับแผ่นดินใหญ่ด้วยกำลังหากจำเป็น

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกาะโยนากุนิจากวิกฤตไต้หวัน โคอิซูมิกล่าวว่า เขาจะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์สมมติ

ก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศจีนประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น อ้างประชาชนไม่พอใจต่อคำพูดของทาคาอิจิ และต้องการให้ถอนคำพูด

เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกแผนติดตั้งขีปนาวุธนี้ของญี่ปุ่นว่า จะสร้างตึงเครียดในภูมิภาค และยั่วยุการเผชิญหน้าทางทหาร

“พลังฝ่ายขวาในญี่ปุ่น… กำลังนำญี่ปุ่นและภูมิภาคสู่หายนะ” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าว

นายหวัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศประจำพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อ 23 พฤศจิกายน กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าตกใจที่ผู้นำญี่ปุ่นส่งสัญญาณที่ผิดพลาดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่าความพยายามแทรกแซงทางทหารในไต้หวัน

“ญี่ปุ่นกำลังข้ามเส้นแดงที่ไม่ควรแตะต้อง” หวัง อี้กล่าว

ฮายาชิ ทาดาทากะ ไดเมียวแห่งแคว้นโจไซ ในช่วงปลายยุคเอโดะ ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ เขาคือ “ซามูไรคนสุดท้าย” ที่แท้จริง

ฮายาชิ ทาดาทากะ (Hayashi Tadataka) ซามูไร...คนสุดท้าย

เมื่อกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่เราท่านมักนึกถึงคือ การเป็นดินแดนแห่งซามูไร ซึ่งแน่นอนว่า ญี่ปุ่นเป็นชาติเดียวในโลกเท่านั้นที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับตำนานของซามูไร

ซามูไรคือใคร ซามูไรถือเป็นชนชั้นนักรบที่มีทักษะสูงในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งมีอยู่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 12 ถึงปลายศตวรรษที่ 19 โดยซามูไรทำหน้าที่รับใช้ขุนนาง และมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองของญี่ปุ่น คำว่า “ซามูไร” มาจากคำภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึง "การรับใช้" พวกเขาเหล่านั้นต่างมีชื่อเสียงในด้านทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม, ความจงรักภักดี, และชุดเกราะที่ประณีตงดงาม

เชื่อกันว่า รูปแบบของเหล่านักรบบนหลังม้า มือธนู และทหารเดินเท้าในช่วงศตวรรษที่ 6 น่าจะเป็นตัวบทต้นแบบของซามูไรดั้งเดิม ขณะที่จุดกำเนิดของซามูไรสมัยใหม่ยังเป็นปัญหาที่โต้เถียงกันอยู่ หลังจากการสู้รบในสงครามนองเลือดกับราชวงศ์ถังของจีน และอาณาจักรซิลลาของเกาหลี ญี่ปุ่นก็เข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูป โดยการปฏิรูปครั้งสำคัญที่สุดคือการปฏิรูปไทกะ ซึ่งกระทำโดยจักรพรรดิโคโตกุเมื่อปี 646 การปฏิรูปในครั้งนั้น ได้เริ่มนำเอาวัฒนธรรมการปฏิบัติและเทคนิคการบริหารต่าง ๆ ของจีนมาใช้กับกลุ่มชนชั้นสูงและระบบราชการของญี่ปุ่น

ต่อมาประมวลกฎหมายโยโรและประมวลกฎหมายไทโฮก็ถือกำเนิดขึ้นในปี 702 พร้อมกับประกาศคำสั่งที่ให้ประชาชนมารายงานตัวกับทางการเป็นประจำ เพื่อเก็บข้อมูลมาจัดทำสำมะโนประชากร ที่ต่อมาจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเกณฑ์ทหาร หลังจากนั้น เมื่อการทำสำมะโนประชากรเสร็จสิ้นลง ทำให้รู้ว่าประชากรในญี่ปุ่นมีการกระจายตัวกันอย่างไร จักรพรรดิคัมมุก็ได้ริเริ่มกฎหมายให้ประชากรเพศชายที่เป็นผู้ใหญ่ 1 ใน 3 ถึง 4 คนต้องถูกเกณฑ์เป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นทหารเหล่านี้จะถูกขอความร่วมมือให้ส่งมอบอาวุธของตนแก่ทางการ แต่พวกเขาจะได้รับการยกเว้นในการเสียภาษีและการรับหน้าที่ต่าง ๆ เป็นสิ่งตอบแทน

โดยซามูไรปรากฏขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 8 และมีบทบาทโดดเด่นที่สุดในช่วงการปกครองของโชกุนระหว่างปี ค.ศ. 1185-1868 คำว่า "ซามูไร" (侍) มาจากคำในภาษาญี่ปุ่นว่า "ซาบุเรา" (saburau) ซึ่งแปลว่า "รับใช้" โดยมีหลักการที่ยึดถือคือ ด้วยวิถีแห่งนักรบ นั่นก็คือ บูชิโด (武士道) ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่เน้นความกล้าหาญ, เกียรติยศ และความจงรักภักดี

เมื่อการปฏิรูปสมัยเมจิเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นการแสดงว่าญี่ปุ่นมีความทันสมัย สมาชิกในคณะรัฐบาลเมจิจึงตัดสินใจที่จะเดินตามรอยเท้าของสหราชอาณาจักรและเยอรมนี โดยให้อยู่บนฐานคติที่ว่า “สิทธิพิเศษย่อมมีข้อผูกมัด” (Noblesse obligé) ส่วนซามูไรนั้น ก็ถูกลดอำนาจทางการเมืองไปเหมือนกับของปรัสเซีย ชนชั้นซามูไรจึงสูญสลายไป และกองทัพประจำชาติแบบตะวันตกก็เกิดขึ้นแทน ทหารในกองทัพสมัยใหม่ขององค์พระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นล้วนแล้วแต่เป็นทหารที่ถูกเกณฑ์เข้ามาทั้งสิ้น แต่ก็มีซามูไร (เก่า) หลายคนที่อาสาไปเป็นทหารให้ และอีกหลายคนก็เข้าไปฝึกเพื่อที่จะเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในกองทัพ ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ในกองทัพนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะมีจุดเริ่มต้นมาจากซามูไรแทบทั้งสิ้น ทำให้พวกเขาเข้ามาทำงานพร้อมกับแรงจูงใจและวินัยขั้นสูง ประกอบกับการหมั่นฝึกฝนที่โดดเด่นผิดธรรมดา

นักเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศของญี่ปุ่นหลายต่อหลายคนในช่วงนั้นก็ล้วนเป็นซามูไรมาก่อนเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะว่าซามูไรเท่านั้นถึงจะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนได้ แต่เป็นเพราะว่า ซามูไรหลาย ๆ คนอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษาที่ดี นักเรียนแลกเปลี่ยนบางคนเริ่มต้นเรียนที่โรงเรียนเอกชนก่อนเพื่อโอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ซามูไรเก่าอีกหลายคนก็หันมาจับปากกาแทนปืน และได้กลายเป็นนักข่าวและนักประพันธ์ และยังได้ตั้งสำนักหนังสือพิมพ์ของตนเองอีกด้วย ส่วนอดีตซามูไรคนอื่นๆ ก็เข้าไปรับใช้คณะรัฐบาล เนื่องจากพวกเขาอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษานั่นเอง

ฮายาชิ ทาดาทากะ (Hayashi Tadataka: 林忠崇) (26 สิงหาคม 1848-22 มกราคม 1941) เป็นไดเมียว (ขุนนาง) แห่งแคว้นโจไซในสมัยโชกุนคนสุดท้ายในช่วงปลายยุคเอโดะ เป็นบุตรชายคนแรกของทาดาอากิระ ฮายาชิ ในแคว้นโจไซ เนื่องจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของพี่ชาย ลุงของเขา ฮายาชิ ทาดาคาตะ จึงได้เป็นไดเมียว และได้เป็นไดเมียวหลังจากลุงของเขาเสียชีวิตรัฐบาลโชกุนเอโดะคาดหวังให้เขาเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการบรรลุตำแหน่งระดับสูงได้โดยการผสมผสานทักษะด้านวรรณกรรมและการทหารทั้งหมดของเขา

เขายังเป็นที่รู้จักในชื่อ Ichimu (一夢) ในช่วงสงครามโบชินปี 1868 ด้วยวัยเพียง 20 ปี ฮายาชิได้นำกองกำลังของแคว้นสนับสนุนกองทัพของอดีตโชกุน และต่อมาเขาได้ยอมจำนนโดยสมัครใจ เมื่อได้รับข่าวว่าตระกูล Tokugawa จะได้รับที่ดินในShizuoka เขาวางดาบลง และต้องจ่ายราคาแพงจากการไปทำสงคราม แม้แต่ผู้ที่ต่อสู้และพ่ายแพ้ในปี 1868 ก็ได้รับเงินบำนาญอย่างสุขสบาย

แต่ ฮายาชิก็ยังคงประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เขาประกอบอาชีพต่าง ๆ ต้องทำไร่ทำนาในที่ดินศักดินาเก่า ต่อมาได้ลองทำงานเป็นเสมียนในร้านขายของชำในฮาโกดาเตะ เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในโตเกียว และช่วงหนึ่งเป็นเสมียนในโอซาก้า จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1890 ทาดาฮิโระ หลานชายและทายาทบุญธรรมของทาดาทากะ จึงได้รับการสถาปนาเป็นขุนนาง จากการล็อบบี้ของอดีตข้ารับใช้ของเขา ตัวทาดาทากะเองก็ได้รับยศชั้นราชสำนักชั้นรองที่ห้า ต่อมา เขายังเคยบวชเป็นพระชินโตที่วัดโทโชกูอันเลื่องชื่อในนิกโก ในชุดสามัญชนของเขา ไม่มีใครสามารถแยกแยะเขาออกจากชายอื่นได้ ในสมัยเมจิ ครอบครัวของเขาได้รับการสถาปนาเป็นขุนนาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Kazoku เขายังรับราชการที่โทโชกูในนิกโกช่วงหนึ่งด้วย ฮายาชิมีชีวิตอยู่จนถึงศตวรรษที่ 20 และมีชื่อเสียงในฐานะ " ไดเมียวคน สุดท้าย " หรือ "อดีตซามูไรคนสุดท้าย"

หยุดป่วนซ้อมรบทางทหาร ยันจีนซ้อมรบตามปกติไม่ได้หาเรื่อง ลั่นไม่รับคำประท้วงจากญี่ปุ่น เตือนอย่าปล่อยข่าวบิดเบือนความจริง

(8 ธ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศจีนออกมาเตือนญี่ปุ่นอย่างแข็งกร้าว ให้ “ยุติทันที” กับการเคลื่อนไหวที่เป็นอันตรายและรบกวนการฝึกซ้อมทางทหารตามปกติของจีน พร้อมตำหนิโตเกียวว่ากำลังกุข่าวและเล่นการเมือง หลังรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น ชินจิโร โคอิซูมิ แถลงข่าวด่วนในช่วงเช้ามืด อ้างกรณีเรดาร์ของจีนส่องใส่เครื่องบินญี่ปุ่น

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า ข้อเท็จจริงชัดเจนอยู่แล้ว สิ่งที่เป็น “ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางทะเลและทางอากาศที่ใหญ่ที่สุด” ไม่ใช่การฝึกของกองทัพจีน แต่คือการที่เครื่องบินรบญี่ปุ่นบินสอดแนมประชิด และเข้ามารบกวนการปฏิบัติการตามปกติของจีนถี่ครั้ง จีนจึงไม่อาจยอมรับคำประท้วงจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้

ทางการจีนเผยด้วยว่า ได้ปฏิเสธ “การประท้วง” ของญี่ปุ่นทันทีที่เกิดเหตุ ทั้งในจุดปฏิบัติการภาคสนาม รวมถึงได้ยื่นหนังสือ “คัดค้านกลับ” อย่างเป็นทางการทั้งที่กรุงปักกิ่งและกรุงโตเกียว เพื่อย้ำจุดยืนว่าจีนกำลังทำภารกิจทางทหารตามสิทธิและกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มสร้างความตึงเครียด

นอกจากนี้ จีนยังกล่าวว่าญี่ปุ่นว่ากำลัง “ปั่นกระแส” เรื่องที่เรียกว่า “การส่องเรดาร์ใส่เครื่องบินญี่ปุ่น” เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สถานการณ์ดูรุนแรงเกินจริง และหวังใช้ประเด็นนี้สร้างความหวาดระแวงต่อจีนในสายตาประชาคมโลก พร้อมย้ำว่าจีนคัดค้านการใส่ร้ายและการเล่นการเมืองในทุกมิติ และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นกลับมาดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค


ที่มา : Xinhua

เตือนก่อนสาย!! ญี่ปุ่นประเมินแผ่นดินไหวใหญ่ โอกาสเกิดในโตเกียวสูงภายใน 30 ปี สูญเสียหนักทั้งคนทั้งเศรษฐกิจ มาตรการป้องกันช่วยลดความรุนแรงได้

(21 ธ.ค. 68) รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่าเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.3 แมกนิจูดที่อาจเกิดขึ้นในกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียงในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 18,000 ราย

คณะทำงานของรัฐบาลแจ้งว่าการประเมินเกิดจากสมมติฐานแผ่นดินไหวศูนย์กลางทางตอนใต้ของใจกลางโตเกียว ซึ่งมีความเสียหายลดลงราว 20% จากการประเมินในปี 2013 เนื่องจากการพัฒนาอาคารที่ทนทานและมาตรการป้องกันอัคคีภัยที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ที่ 82.6 ล้านล้านเยน (ประมาณ 16.65 ล้านล้านบาท) ลดลงจากเดิมที่ 95 ล้านล้านเยน (ประมาณ 19.11 ล้านล้านบาท)

โดยมีโอกาสประมาณ 70% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 แมกนิจูดภายใน 30 ปีข้างหน้าในพื้นที่กรุงโตเกียวและรอบข้าง ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดซึ่งอาจเกิดในช่วงเย็นฤดูหนาว รัฐบาลคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 8,000 รายในโตเกียวเพียงแห่งเดียว หรือมากกว่าร้อยละ 40 ของยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด

คำเตือนนี้สะท้อนผ่านมาตรการป้องกันที่ทำให้ความรุนแรงของเหตุการณ์ลดลง แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่คงอยู่และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องในประเทศที่มีความหนาแน่นทางประชากรสูงเช่นญี่ปุ่น

ที่มา : Xinhua

 

ญี่ปุ่นแจงไข้หวัดนก!! ระบาดครั้งที่ 11 ในฮอกไกโด กำจัดไก่ไข่กว่า 6,000 ตัว จำกัดเคลื่อนย้ายในพื้นที่ใกล้เคียง ติดตามมาตรการควบคุมต่อเนื่อง

(30 ธ.ค. 68) กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่นยืนยันการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดก่อโรครุนแรง (HPAI) ที่ฟาร์มสัตว์ปีกแห่งหนึ่งในจังหวัดฮอกไกโด เมื่อวันจันทร์ (29 ธ.ค.) ซึ่งเป็นการระบาดครั้งที่ 11 ของฤดูกาลในญี่ปุ่น และทำให้ต้องกำจัดไก่ไข่มากกว่า 6,000 ตัว

รายงานระบุว่า แนวปฏิบัติของทางการกำหนดให้กำจัด เผา และฝังกลบไก่ทุกตัวในฟาร์มดังกล่าว ส่วนฟาร์มที่ตั้งอยู่ภายในรัศมี 3 กิโลเมตร ห้ามเคลื่อนย้ายไก่และไข่ ขณะที่ฟาร์มในรัศมี 3-10 กิโลเมตร จะห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกออกนอกพื้นที่

การระบาดโรคไข้หวัดนกในญี่ปุ่นมักเริ่มต้นในฤดูใบไม้ร่วงจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีถัดไป โดยฤดูกาลนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่จังหวัดฮอกไกโด การระบาด 10 ครั้งก่อนหน้านี้ส่งผลให้ต้องกำจัดไก่เกือบ 3.65 ล้านตัว ท่ามกลางความพยายามควบคุมโรคตามมาตรการเข้มงวด

กระทรวงฯ ย้ำว่า "มาตรการเหล่านี้มีความสำคัญเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดสู่พื้นที่อื่นและรักษาความปลอดภัยในห่วงโซ่อาหาร" ซึ่งสะท้อนถึงความตื่นตัวและความเข้มงวดในการรับมือพันธ์ไข้หวัดนกในญี่ปุ่น

ที่มา : Xinhua

จีนเรียกร้อง 'ทาคาอิจิ' ถอนคำพูดเกี่ยวกับไต้หวัน หลังเสร็จสิ้นเลือกตั้งทั่วไป

ปักกิ่ง, 9 ก.พ. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (9 ก.พ.) หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าจีนเรียกร้องญี่ปุ่นถอนคำพูดเกี่ยวกับไต้หวันที่ผิดพลาดของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ และแสดงความจริงใจพื้นฐานในการคุ้มครองรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นผ่านการกระทำอันเป็นรูปธรรม

หลินกล่าวว่าแม้การเลือกตั้งเป็นเรื่องภายในประเทศของญี่ปุ่น แต่ประเด็นเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก รวมถึงกระแสอุดมการณ์บางประการ ซึ่งปรากฏอยู่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนผู้มีสายตาแหลมคมจากทุกชนชั้นในสังคมญี่ปุ่นและประชาคมระหว่างประเทศใคร่ควรพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ญี่ปุ่นเจอหนัก!! คดีหลอกโอนเงินออนไลน์พุ่งไม่หยุด ความเสียหายจากมิจฉาชีพสูงสุดในประวัติการณ์ ปี 2025 เสียหายพุ่งทะลุ 1.04 หมื่นล้านเยน บริษัทเสียหายพุ่งกว่า 4 เท่า

(12 มี.ค. 69) สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นเผยว่าในปี 2025 การโอนเงินผ่านระบบธนาคารออนไลน์ที่เกิดจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงทำให้เกิดความเสียหายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.04 หมื่นล้านเยน หรือราว 2.08 พันล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นราว 1.7 พันล้านเยนจากปีที่ผ่านมา

ในรายงานระบุว่า บุคคลทั่วไปเป็นผู้เสียหายราว 55% ของยอดความเสียหายทั้งหมด ขณะที่บริษัทต่าง ๆ มีความเสียหายราว 45% มูลค่าความเสียหายของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 4.7 พันล้านเยน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าจากปีก่อน

การฉ้อโกงแบบฟิชชิง ครองสัดส่วนสูงสุดถึง 90% ของความเสียหายทั้งหมด โดยมีจำนวนกรณีโอนเงินผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นสูงสุดมากกว่า 2.45 ล้านกรณี หรือเพิ่มขึ้นกว่า 7.3 แสนกรณีเมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ จำนวนรายงานเว็บไซต์ปลอมก็เพิ่มขึ้นเกิน 1 ล้านกรณี และการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ มีจำนวน 226 กรณี เพิ่มขึ้น 4 กรณี สัดส่วนผู้เสียหายถึงราว 60% เป็นบริษัทขนาดเล็กถึงกลาง

ผลสำรวจพบว่าเกือบร้อยละ 50 ของบริษัทที่ถูกโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ต้องเสียค่าใช้จ่ายฟื้นฟูข้อมูลมากกว่า 10 ล้านเยน โดยมี 5 กรณีที่เสียหายมากเกิน 100 ล้านเยน สะท้อนว่าการโจมตีไซเบอร์ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในญี่ปุ่น

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top