Friday, 5 June 2026
จีน

จนท.จีนเผย ‘สีจิ้นผิง’ มีบทบาทสำคัญ ร่วมกำหนดคำแนะนำแผนพัฒนาฯ 5 ปี ฉบับที่ 15

(24 ต.ค. 68) เจ้าหน้าที่จีนเปิดเผยว่าสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดคำแนะนำของคณะผู้นำพรรคฯ สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน

เจียงจินเฉวียน ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยนโยบายของคณะกรรมการกลางพรรคฯ กล่าวในการแถลงข่าวเกี่ยวกับหลักการชี้นำที่ได้จากการประชุมเต็มคณะที่เพิ่งสิ้นสุดลงว่า สีจิ้นผิงในฐานะผู้นำคณะร่างคำแนะนำ ได้กำหนดวิสัยทัศน์โดยรวมและให้การชี้แนะตลอดทั้งกระบวนการ

เจียงระบุว่าคำแนะนำของคณะกรรมการกลางพรรคฯ สำหรับการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 เป็นผลลัพธ์สำคัญที่สุดจากการประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ชุดที่ 20 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันจันทร์-พฤหัสบดี (20-23 ต.ค.)

ด้าน หานเหวินซิ่ว รองผู้อำนวยการบริหารสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการการเงินและเศรษฐกิจ แถลงว่าคำแนะนำของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) สำหรับการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ได้กำหนดเป้าหมายหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไว้ใน 7 ด้านสำคัญ

โดยมีเป้าหมายหลักดังกล่าว ได้แก่ การบรรลุความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง การยกระดับการพึ่งพาตนเองและความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสร้างความก้าวหน้าใหม่ในการปฏิรูปอย่างรอบด้าน การผลักดันให้วัฒนธรรมและคุณธรรมของสังคมมีความคืบหน้าเด่นชัด การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน การสร้างก้าวสำคัญใหม่ๆ ในการผลักดันโครงการริเริ่มจีนที่สวยงาม (Beautiful China) และการเสริมแกร่งเกราะคุ้มกันความมั่นคงระดับชาติ

ยาทั่วสหรัฐฯ พึ่ง ‘จีน’ เกือบหมด วัตถุดิบสำคัญในยา 700 ชนิด สาร!! ‘อะม็อกซีซิลลิน’ ผลิตจาก ‘จีน’ เพียงประเทศเดียว

(25 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

มียา #สหรัฐฯ เกือบ 700 ชนิด ที่ต้องพึ่งพาส่วนผสม (ingredients) ซึ่งมาจากจีนเพียงประเทศเดียว

จีนเป็นผู้ผลิต สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredients - API) สำหรับทุกอย่าง ตั้งแต่ยาปฏิชีวนะราคาถูก ไปจนถึงยาชีวิตสำคัญ (life-saving generics)

โดยเฉพาะ สารเคมี 4 ชนิดที่จำเป็นในการผลิตยาอะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) — ทั้งหมดผลิตในประเทศจีน

สำหรับ API หรือ สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม หมายถึง สารสำคัญที่ให้ผลทางการรักษาในยา — เป็นส่วนประกอบหลักของยาที่ทำให้ยาออกฤทธิ์ทางชีวภาพในร่างกาย

พูดง่าย ๆ คือ API คือ 'หัวใจ' ของยา เพราะมันคือสารที่ทำให้ยานั้นมีผลต่อโรคหรืออาการที่รักษา

ตัวอย่าง
• พาราเซตามอล (Paracetamol) → API ในยาแก้ปวดลดไข้ เช่น Tylenol หรือ Panadol
• อีบูโพรเฟน (Ibuprofen) → API ในยาแก้อักเสบลดปวด เช่น Nurofen
• อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) → API ในยาปฏิชีวนะ
 ส่วนประกอบอื่น ๆ ของยา (นอกจาก API)
นอกจากสารออกฤทธิ์ (API) ยายังมีส่วนประกอบที่เรียกว่า Excipient ได้แก่
• สารเติมแต่ง (Fillers)
• สารช่วยแตกตัว (Disintegrants)
• สารยึดเกาะ (Binders)
• สารเคลือบเม็ดยา ฯลฯ
ซึ่งสารเหล่านี้ไม่มีฤทธิ์ทางการรักษา แต่ช่วยให้ตัวยาเสถียร เก็บได้นาน และกินง่ายขึ้น

การผลิต API
API สามารถผลิตได้ 2 รูปแบบหลัก:
1. Chemical synthesis – สังเคราะห์ทางเคมี (เช่น ยาแก้ปวดทั่วไป)
2. Biotechnological process – ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (เช่น วัคซีน หรืออินซูลินจากจุลชีพ)
สำหรับ “4 สารประกอบหลักที่ใช้ในการผลิตอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin)” คืออะไร และแต่ละตัวมีบทบาทอย่างไรในกระบวนการผลิตยา
ภาพรวมของการผลิต Amoxicillin
อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม β-lactam (เบต้าแลคแทม) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ Penicillin (เพนิซิลลิน)
การผลิตเริ่มจากสารตั้งต้นที่มาจากจุลชีพ (เช่น Penicillium chrysogenum) แล้วผ่านกระบวนการทางเคมีและเอนไซม์ เพื่อให้ได้ตัวยาสำเร็จรูป

สารประกอบหลัก 4 ชนิด
1.) 6-APA (6-Aminopenicillanic acid)
2.) p-Hydroxyphenylglycine (p-HPG)
3.) Phenylglycine chloride hydrochloride (PGCl·HCl)
และ 4.) Penicillin G (Benzylpenicillin)
 ทำไมถึงบอกว่า “all Chinese” ?
เพราะว่าในตลาดโลก:
• โรงงานผลิต 6-APA, p-HPG และ intermediates ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศจีน
• จีนเป็นผู้ผลิตและส่งออก KSMs สำหรับยาปฏิชีวนะกว่า 70–80% ของตลาดโลก
ดังนั้นจึงมักพูดว่า

“The 4 compounds needed to make amoxicillin are all Chinese.”
หมายถึง “วัตถุดิบหลักทั้งหมดสำหรับผลิตอะม็อกซีซิลลินมาจากจีน”

‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมยกย่องพระราชกรณียกิจ ส่งเสริมมิตรภาพจีน–ไทย ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในนามของรัฐบาลจีนและประชาชนชาวจีน ประธานาธิบดีแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชนชาวไทย

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นที่เคารพรักอย่างสูงยิ่งในหมู่ราชวงศ์และประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงส่งเสริมมิตรภาพจีน-ไทยอย่างแข็งขัน และเสด็จฯ เยือนจีนในพระนามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีคุณูปการอันใหญ่หลวงในการส่งเสริมมิตรภาพ “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เราจะรำลึกถึงพระองค์ตลอดไป

 

 ศึก "แร่หายาก” สหรัฐ-จีนในสมรภูมิอาเซียน : โอกาสใหม่ของไทยผู้ผลิต Rare Earth อันดับ 6 ของโลก : มุมมองของ “อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.”

ในยุคที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจและความมั่นคงเดินควบคู่กัน "แร่หายาก" (Rare Earths)ได้กลายเป็นอาวุธที่สำคัญในเกมของมหาอำนาจโดยมีสมรภูมิใหม่คืออาเซียน สถานการณ์ล่าสุดคือการลงนามข้อตกลงการค้าและแร่หายากระหว่างสหรัฐอเมริกากับ 4 ชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งคือหมากสำคัญที่อาจเปลี่ยนเกมการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนการแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมได้เร็วที่สุด จะได้เปรียบในเกมการแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่โดยเฉพาะไทย ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลก

นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์(Fields for Knowledge Integration and Innovation)
อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเขียนบทความวันนี้เรื่อง
“ศึก“แร่หายาก”สหรัฐ-จีนในสมรภูมิอาเซียน:โอกาสใหม่ของไทยผู้ผลิตRare Earthอันดับ6ของโลก” ไว้อย่างน่าสนใจและทันต่อเหตุการณ์ล่าสุดดังมีข้อความต่อไปนี้“ศึก“แร่หายาก”สหรัฐ-จีนในสมรภูมิอาเซียน:โอกาสใหม่ของไทยผู้ผลิตRare Earthอันดับ6ของโลก”โดย นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์(Fields for Knowledge Integration and Innovation)
อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“….การแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมได้เร็วที่สุด จะได้เปรียบในเกมการแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่โดยเฉพาะไทย ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลก…”อลงกรณ์ พลบุตร

ในยุคที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจและความมั่นคงเดินควบคู่กัน "แร่หายาก" (Rare Earths)ได้กลายเป็นอาวุธที่สำคัญในเกมของมหาอำนาจโดยมีสมรภูมิใหม่คืออาเซียนสถานการณ์ล่าสุดคือการลงนามข้อตกลงการค้าและแร่หายากระหว่างสหรัฐอเมริกากับ 4 ชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งคือหมากสำคัญที่อาจเปลี่ยนเกมการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

จุดเปลี่ยนของอาเซียน: เมื่อสหรัฐฯรุกกลับ

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังจากจีนประกาศใช้มาตรการใหม่อย่างครอบคลุมเพื่อจำกัดการส่งออกแร่หายาก โดยกำหนดให้บริษัทต่างชาติที่ต้องการส่งออกสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่เหล่านี้แม้เพียงเล็กน้อย ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนล่วงหน้า และต้องระบุวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างชัดเจน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้ทันทีด้วยการขู่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มอีก 100% และเตรียมออกข้อจำกัดใหม่ต่อการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญบางประเภท เพื่อปกป้องเศรษฐกิจเทคโนโลยีของตนเอง
           การลงนามข้อตกลงกับ 4 ชาติอาเซียนในครั้งนี้ คือการปฏิบัติการเชิงรุกโดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1. กระจายความเสี่ยง เพื่อลดการพึ่งพาแร่หายากจากจีน
2. สร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อพัฒนาเครือข่ายการผลิตและแปรรูปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับกลุ่มประเทศอาเซียน
3. เสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน
โดยเฉพาะอาเซียนกลายเป็นเป้าหมายหลักของสหรัฐฯในการพัฒนาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

จีนรุกก่อน: ความร่วมมือมาเลเซียโรงสกัดแร่หายากแห่งใหม่

ข้อมูลจาก U.S. Geological Survey 2025 ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบอย่างยิ่งของจีนในตลาดแร่หายากโลก โดยจีนควบคุม 71% ของการผลิตแร่หายากทั่วโลก และครองส่วนแบ่งสูงถึง 86% ของการแปรรูปแร่หายาก ซึ่งปัจจุบัน แร่หายากจัดเป็นหมวดแร่ธาตุยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง ซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานหมุนเวียน จนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงเช่น หลอดไฟ หน้าจอโทรทัศน์ที่ใช้ยูโรเปียมเป็นส่วนประกอบ และการขัดกระจกหรือกลั่นน้ำมันที่ใช้ซีเรียมและอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงทางยุทธวิธีเช่นขีปนาวุธนำวิถีและระบบอาวุธต่าง ๆ ความได้เปรียบของจีนถูกแปลงเป็นอำนาจต่อรองผ่านมาตรการจำกัดการส่งออก โดยในเดือนกรกฎาคม 2023 จีนประกาศควบคุมการส่งออกแกลเลียมและเจอร์เมเนียม ซึ่งส่งผลกระทบถึง 94% ของอุปทานโลก กล่าวได้ว่าจีนคือผู้เล่นที่ถือไพ่เหนือกว่า เพราะเป็นทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และประเทศที่มีทรัพยากรแร่หายากมากที่สุดในโลกในขณะที่สหรัฐฯ เพิ่งเริ่มสร้างพันธมิตรในอาเซียน จีนเดินหน้าก่อนหนึ่งก้าวด้วยการลงนามความร่วมมือสำคัญกับมาเลเซีย เพื่อสร้างโรงงานแปรรูปแร่หายากแห่งใหม่ในรัฐปะหัง ประเทศมาเลเซียมูลค่าการลงทุนประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐมีกำลังการผลิตสามารถแปรรูปแร่หายากได้ 5,000 ตันต่อปีด้วยเทคโนโลยีนำเข้าจากจีนโดยบริษัท China Nonferrous Metal Mining Groupคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มผลิตได้ในปี 2027

โอกาสของอาเซียน: จากการเป็น "ผู้ตาม" สู่ "ผู้เล่นหลัก"

อาเซียนไม่เพียงเป็นสนามแข่งขันใหม่ของมหาอำนาจเท่านั้นแต่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานโลก
1.มาเลเซียกำลังพัฒนาตนเองเป็นศูนย์กลางแร่หายากของภูมิภาค
2.เวียดนามมีศักยภาพเป็นฐานผลิตแร่หายากแทนจีน
3.อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อุดมด้วยทรัพยากรแร่และกำลังแรงงาน
4.ไทย ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลกและเติบโตเร็วที่สุดในโลกสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์

ทั้งนี้ทำเนียบข่าวเผยแพร่เอกสารบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลไทยว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ การแปรรูปในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

โครงการแร่หายากในประเทศไทย: ศักยภาพและความคืบหน้า

เมื่อ“แร่หายาก”กลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ แต่สิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้คือ ประเทศไทยก็มีแร่หายาก และเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลกในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ6 ของโลกโดยผลิตได้ 13,000 ตันในปี2024เพิ่มขึ้นกว่า 260% จากปีก่อนหน้าและมากกว่า 13 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2018
ถือเป็นการเติบโตที่ “เร็วที่สุดในโลก” ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตแร่หายากโดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกและภาคใต้
1. โครงการในจังหวัดนครราชสีมาโรงงานNeo Magnequenchที่นครราชสีมาผลิตแม่เหล็กถาวรสำหรับอุตสาหกรรม EV และอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่ง BYD (จีน) ลงทุนโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามูลค่า 486 ล้านดอลลาร์ในไทย เพื่อเชื่อมโยงซัพพลายเชนแร่หายากและแม่เหล็ก
2.โครงการในจังหวัดกาญจนบุรี บริษัท Lynas Rare Earths จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตแร่หายากนอกประเทศจีนรายใหญ่ที่สุด กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานแปรรูปแร่หายากในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ การศึกษาครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้พื้นที่อำเภอทองผาภูมิมีการค้นพบแหล่งแร่โมนาไซต์ (Monazite) ซึ่งมีธาตุหายากกลุ่ม LREE (Light Rare Earth Elements) ที่มีค่าสูง เช่น แลนทานัม (Lanthanum) เซอเรียม (Cerium) และนีโอดิเมียม (Neodymium) ซึ่งเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง จากการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี คาดว่ามีปริมาณสำรองเบื้องต้นประมาณ 50,000 ตัน โดยมีเป้าหมายเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2028
3.โครงการในจังหวัดภูเก็ตและพังงา
การสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีพบแร่เซอไรต์ (Xenotime) และเซนอไทต์ (Synchysite) ในพื้นที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต มีธาตุหายากกลุ่ม HREE (Heavy Rare Earth Elements) ที่มีมูลค่าสูง เช่น ดิสโพรเซียม (Dysprosium) เทอร์เบียม (Terbium) และเออร์เบียม (Erbium) โดยบริษัท Thaisarco ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการถลุงแร่ดีบุก กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการแยกแร่โคลัมเบต-แทนทาไลท์ (Columbite-Tantalite) ที่มีธาตุหายากปนอยู่ โดยใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแยกแร่
4.โครงการวิจัยและพัฒนากรมทรัพยากรธรณีกำลังดำเนินการทำแผนที่แหล่งแร่หายากทั่วประเทศอย่างละเอียด โดยใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) และการวิเคราะห์ทางธรณีฟิสิกส์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2026 ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิจัยกระบวนการแยกแร่หายากด้วยวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาระบบรีไซเคิลสารเคมีและลดของเสียจากการผลิต ผลการศึกษาคาดว่าจะเผยแพร่ภายในไตรมาสแรกของปี 2026

สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมแร่หายากถือเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องเตรียมพร้อมความพร้อมได้แก่
1.การพัฒนาบุคลากร 
ต้องเร่งพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
2.การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 
เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแปรรูปแร่หายาก
3.การจัดการสิ่งแวดล้อม 
กระบวนการแปรรูปแร่หายากต้องได้มาตรฐานสากล
4.การรักษาสมดุลทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และจีน

อนาคตที่ต้องจับตา

การแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมได้เร็วที่สุด จะได้เปรียบในเกมการแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

สำหรับประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลกไม่ใช่แค่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นโอกาสในการกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เพื่ออัปเกรดสู่บทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน(Global Supply Chain)แร่หายากของโลก
ดังนั้นการเตรียมความพร้อมและวางยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจนรวมทั้งการขับเคลื่อนความร่วมมือกับทั้งจีนและสหรัฐอย่างสมดุลจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในเกมใหญ่เกมนี้ของเรา.

แหล่งอ้างอิงข้อมูล
1. U.S. Geological Survey (2025). Mineral Commodity Summaries: Rare Earths
2. Reuters (26 ตุลาคม 2025). "U.S. signs trade and critical minerals pacts with four ASEAN nations"
3. Department of Mineral Resources Thailand (2025). "รายงานการศึกษาศักยภาพแร่หายากในประเทศไทย"
4. Lynas Rare Earths (2025). "Thailand Project Feasibility Study Report"
5. Thaisarco (2025). "การศึกษาความเป็นไปได้การแยกแร่หายากจากแร่โคลัมเบต-แทนทาเลต"
6. King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang (2025). "งานวิจัยกระบวนการแยกแร่หายากอย่างยั่งยืน"
6. China Nonferrous Metal Mining Group 2025“ข้อมูลโครงการมาเลเซีย”
หมายเหตุ:
10 อันดับประเทศผู้ผลิตแร่หายากมากที่สุดในโลก ปี 2024
1.จีน 270,000 ผู้นำเบอร์หนึ่งของโลก ควบคุมตลาดกว่า 70% มีเหมือง Bayan Obo ที่มองโกเลีย
2.สหรัฐอเมริกา 45,000 ผลิตจากเหมือง Mountain Pass (California) ภายใต้บริษัท MP Materials
3.เมียนมา (พม่า) 31,000 แม้มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและกลุ่มติดอาวุธ แต่ยังเป็นแหล่งแร่หลักสำคัญของจีน
4.ออสเตรเลีย 13,000 บ้านของ Lynas Rare Earths เหมือง Mount Weld หนึ่งในแหล่งแร่หายากชั้นนำของโลก
5.ไนจีเรีย 13,000 ดาวรุ่งใหม่ของแอฟริกา เริ่มจับมือฝรั่งเศสพัฒนาเหมืองและโรงแปรรูป
6.ประเทศไทย 13,000 ผลิตพุ่ง 261% ในปีเดียวมีโรงงาน Neo Magnequench ที่โคราช
7.อินเดีย 2,900 มีทรัพยากรชายฝั่งมากแต่ผลิตน้อย เข้าร่วมโครงการ Minerals Security Partnership (MSP)
8.รัสเซีย 2,600 มีแหล่งสำรองใหญ่แต่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เหมืองหลักคือ Tomtor
9.มาดากัสการ์ 2,000 มีศักยภาพสูงแต่ถูกต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นเรื่องสิ่งแวดล้อม
10.เวียดนาม 300 มีแหล่งแร่ใหญ่ แต่สะดุดเพราะคดีทุจริตในวงการเหมืองปี 2023

‘อินเดีย’ กลับมาเปิดเที่ยวบินตรงสู่จีนอีกครั้ง พร้อมให้บริการเส้นทาง ‘โกลกาตา–กว่างโจว’ ช่วยกระชับสัมพันธ์–หนุนเศรษฐกิจสองประเทศ หลังระงับไปกว่า 5 ปี ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 กระหน่ำ

(27 ต.ค. 68) เจ้าหน้าที่ทางการอินเดียเปิดเผยว่าอินเดียกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงสู่แผ่นดินใหญ่ของจีนอีกครั้งเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา หลังระงับไปนานกว่า 5 ปี โดยกลับมาเริ่มให้บริการที่ท่าอากาศยานนานาชาติเนตาชี สุภาษ จันทระ โพส ในเมืองโกลกาตา รัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งมีเที่ยวบินมุ่งหน้าไปยังเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน

ทางท่าอากาศยานฯ รายงานว่าเที่ยวบินดังกล่าวหมายเลข 6อี1703 (6E1703) ให้บริการโดยสายการบินอินดิโก (IndiGo) มีผู้โดยสารเดินทาง 176 คน 

โดยในช่วงก่อนหน้านี้ช่วงเดือนตุลาคม ปีเตอร์ เอลเบอร์ส (Pieter Elbers) ซีอีโอของอินดิโก เปิดเผยว่า การกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงครั้งนี้จะช่วยให้การเดินทางของผู้คน สินค้า และแนวคิดเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมทั้งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เที่ยวบินตรงระหว่างอินเดียกับแผ่นดินใหญ่ของจีนเคยเปิดให้บริการจนถึงช่วงต้นปี 2020 ก่อนจะถูกระงับเนื่องจากการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

 

จีนเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงเดือน ม.ค. – ก.ย. 68 ขอเงินช้อปปิ้งคืน (Tax Refund) เพิ่ม 229.8% ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศอู่ฟู่

(28 ต.ค. 68) จีนรายงานตัวเลขการคืนเงินภาษีของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเดือนมกราคม–กันยายน 2568 ว่า มีนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีเพิ่มขึ้น 229.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่มูลค่าการคืนภาษีรวมเพิ่มขึ้น 97.4% ตามข้อมูลของกรมสรรพากรจีน

ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เป็นต้นมา จีนได้ปรับปรุงระบบคืนภาษีผู้เดินทางชาวต่างชาติหลายด้าน เช่น เพิ่มความเร็วในการดำเนินการ และเปิดบริการคืนภาษีข้ามเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว

ขณะที่มาตรการสำคัญ ได้แก่ การตั้งเคาน์เตอร์คืนภาษีทันทีในย่านชอปปิงหลักของเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฉงชิ่ง เฉิงตู และกวางโจว รวมถึงเมืองอย่างเซี่ยงไฮ้และหางโจวที่เปิดบริการคืนภาษีออนไลน์ ทำให้ขั้นตอนสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

ทั้งนี้ จีนเริ่มนโยบายคืนภาษีผู้เดินทางต่างชาติครั้งแรกในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) และตั้งแต่นั้นมาก็มีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการคืนภาษีและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ

MIXUE จับมือสายการบิน ‘ไห่หนาน แอร์ไลน์’ เปิดตัว 2 เครื่องบินลายพิเศษ Snow King พร้อมเนรมิตห้องโดยสารสุดน่ารัก สื่อถึงความสุขและความสดชื่นทุกการเดินทาง

เมื่อวันที่ (28 ต.ค. 68) บริษัท มี่เสวี่ย (MIXUE) ร้านไอศกรีมและเครื่องดื่มชาของประเทศจีน เปิดตัวสองเครื่องบินลายพิเศษ 'Snow King' ร่วมกับสายการบินไห่หนาน แอร์ไลน์ (Hainan Airlines) โดยเครื่องบินทั้งสองลำประสบความสำเร็จในการบินเที่ยวแรกอย่างราบรื่น ตัวเครื่องโดดเด่นด้วยภาพ Snow King ถือคทาไอศกรีม สวมผ้าคลุมสีแดง ลอยอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าและเมฆขาว สื่อถึงความสุขและความสดชื่นในทุกการเดินทาง

ภายในห้องโดยสารยังคงธีม 'Snow King' อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งบนพนักพิงศีรษะ โต๊ะอาหาร และช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะที่ตกแต่งด้วยภาพตัวการ์ตูนเอกลักษณ์ของ MIXUE เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางแสนสดใสให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนได้นั่งอยู่ในโลกแห่งไอศกรีม

ก่อนเปิดตัวจริง MIXUE ยังถ่ายทอดสดเบื้องหลังการตกแต่งเครื่องบิน พร้อมเชิญแฟนคลับเยี่ยมชม 'โรงงานซูเปอร์แฟคทอรี' ที่ไห่หนาน เพื่อชมขั้นตอนการผลิตกาแฟและเครื่องดื่มคุณภาพ ในโลกออนไลน์ ซึ่งแฟนๆ พากันคอมเมนต์อย่างตื่นเต้นว่า “Snow King บินได้แล้ว!” และ “จะจองเที่ยวบินนี้แน่นอน!” สะท้อนกระแสความนิยมที่แบรนด์ขนมหวานสัญชาติจีนรายนี้ สร้างได้ทั้งบนพื้นดินและบนท้องฟ้า

โซเชียลเกาหลีเดือด จวก ‘ฮุน มาเนต’ มาสาย 9 นาที ปล่อยให้ ปธน.โสมขาว นั่งรอ ก่อนประชุมปราบแก๊งสแกมเมอร์ ที่มาเลเซีย ชาวเน็ตจี้ตัดงบช่วยเขมร เหตุไม่ให้เกียรติผู้นำ

(29 ต.ค. 68) เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกาหลีใต้ หลังสื่อ KBS เผยคลิปเหตุการณ์ระหว่างที่ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ต้องนั่งรอถึง 9 นาที ระหว่างรอการเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ หลังเกิดกรณีนักศึกษาเกาหลีเสียชีวิตในกัมพูชา

ในคลิปดังกล่าว อี แจ-มยอง ถูกจับภาพขณะนั่งเล่นโทรศัพท์และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระหว่างรอการประชุม ทำให้ชาวเน็ตเกาหลีใต้จำนวนมากแสดงความไม่พอใจ โดยมองว่าผู้นำกัมพูชา “ไม่ให้เกียรติ” และ “ไร้มารยาททางการทูต” หลายความเห็นเรียกร้องให้รัฐบาลยุติความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่กัมพูชา พร้อมนำงบประมาณ 400,000 ล้านวอน (ราว 1 หมื่นล้านบาท) กลับมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศตนเอง

ชาวเน็ตบางรายถึงขั้นเปรียบเปรยว่า “ฮุน มาเนต ทำตัวเหมือนปูติน” ขณะที่อีกหลายความเห็นระบุว่า “มาสาย 9 นาทีเท่ากับดูถูกเกาหลีใต้ทั้งประเทศ” จนเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาความสัมพันธ์กับกัมพูชาใหม่ทั้งหมด เหตุการณ์ดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมและยูทูบของเกาหลีใต้

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ชี้แจงภายหลังว่า นายฮุน มาเนต มาถึงบริเวณอาคารตรงเวลา แต่ไม่สามารถเข้าห้องประชุมได้ทันที เนื่องจากนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเพิ่งมาถึงก่อนหน้า เจ้าหน้าที่จึงต้องเคลียร์เส้นทางเพื่อความปลอดภัย เป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นบ่อยในการประชุมระดับนานาชาติ แม้มีคำอธิบายดังกล่าว แต่เสียงวิจารณ์ในโลกออนไลน์ก็ยังไม่สงบลงง่ายๆ

 

‘เสียวหมี่’ เปิดโรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ แห่งแรกที่อู่ฮั่น มูลค่าลงทุน 2.5 พันล้านหยวน ขยายอาณาจักรไกลกว่า ‘สมาร์ทโฟน–รถยนต์’ ชูเทคโนโลยีล้ำ ผลิตแอร์พรีเมียมได้ทุก 6.5 วิ

(29 ต.ค. 68) เสียวหมี่ (Xiaomi) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน เปิดโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะแห่งแรกที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการขยายฐานการผลิตครั้งใหญ่จากเดิมที่เน้นเฉพาะสมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้า สู่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเต็มรูปแบบ

โรงงานแห่งใหม่นี้มุ่งเน้นผลิตเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ เป็นโรงงานขนาดใหญ่แห่งที่ 3 ของเสียวหมี่ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 750 หมู่ หรือประมาณ 312.5 ไร่ ใช้งบลงทุนกว่า 2.5 พันล้านหยวน (ราว 1.28 หมื่นล้านบาท) และติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Digital Twin, ระบบตรวจสอบด้วย AI และระบบขนส่งทางอากาศอัตโนมัติ

เสียวหมี่เผยว่า โรงงานสามารถผลิตแอร์ระดับพรีเมียมได้ทุก 6.5 วินาที และจะมีกำลังการผลิตสูงสุดปีละกว่า 7 ล้านเครื่อง สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์รวมกว่า 14,000 ล้านหยวน (ราว 7.2 หมื่นล้านบาท)

สำหรับ การเปิดโรงงานใหม่นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาด “สมาร์ทโฮม” ในจีน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 756,000 ล้านหยวนในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มแตะเกือบ 800,000 ล้านหยวนในปีนี้ ขณะที่ยอดส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนโตขึ้นถึง 14.8% สะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศที่ยังขยายตัวไม่หยุด


 

‘ทรัมป์–สี จิ้นผิง’ พบกันในรอบ 6 ปี จับตารีเซ็ตสัมพันธ์สองมหาอำนาจโลก ถกหนักสงครามการค้า–เทคโนโลยี–ไต้หวัน โลกรอดูจะจับมือจริงหรือแค่ภาพสวย

(30 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่ฐานทัพอากาศคิมแฮ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ท่ามกลางความคาดหวังจากทั่วโลกว่า การพูดคุยครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์สองมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ตึงเครียดมานานจากสงครามการค้าและข้อพิพาททางเทคโนโลยี

ผู้นำทั้งสองเริ่มต้นด้วยท่าทีเป็นมิตร ทรัมป์กล่าวชื่นชมสีจิ้นผิงว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศที่ยิ่งใหญ่” พร้อมระบุว่าต้องการให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปในทางที่ดี ขณะที่สีตอบว่า “เป็นเกียรติที่ได้พบกันอีกครั้ง” และยอมรับว่าแม้สองประเทศจะมีความเห็นต่าง แต่ก็สามารถ “รุ่งเรืองไปด้วยกันได้” หากร่วมกันกำหนดทิศทางที่ถูกต้อง

การเจรจาครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นหลากหลาย ทั้งภาษี การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน มาตรการคุมเข้มสินค้าส่งออกอย่างแร่แรร์เอิร์ธ ปัญหายาเฟนทานิล การซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐฯ รวมถึงประเด็น TikTok ยูเครน และไต้หวัน ซึ่งล้วนเป็นจุดอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ด้าน นักวิเคราะห์มองว่า การพบกันของทรัมป์และสีจิ้นผิงในครั้งนี้ แม้อาจยังไม่ถึงขั้นบรรลุข้อตกลงใหญ่ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการ “รีเซ็ต” ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ–จีน ที่ผันผวนมานาน หากสามารถสร้างกรอบความร่วมมือใหม่ได้ ก็จะเป็นผลดีทั้งต่อทรัมป์ที่ต้องการคะแนนจากนโยบายต่างประเทศ และต่อจีนที่อยากลดแรงกดดันในช่วงเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top