Friday, 5 June 2026
จีน

'ฉงชิ่ง' เมืองเศรษฐกิจ มหานครพิเศษทางตะวันตกเฉียงใต้ เศรษฐกิจโตแซงค่าเฉลี่ยประเทศ GDP ขึ้นอันดับ 4 ของจีน แซงกวางโจวขึ้นแท่นเมืองมาแรง

📍 ภาพรวม
ฉงชิ่ง ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นหนึ่งในมหานครใหญ่โดยตรงภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางจีน (municipality) แยกตัวออกจากมณฑลเสฉวนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1997

มีพื้นที่ประมาณ 82,403 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าสมาชิกของบางประเทศ และมีประชากรราว 32 ล้านคน (ตามสำมะโนในปี 2020) เป็นเมืองที่มีภูมิประเทศโดดเด่น — ตั้งอยู่ที่จุดบรรจบของแม่น้ำ Yangtze River และ Jialing River พร้อมยังล้อมรอบด้วยภูเขาและเนินเขา ซึ่งทำให้เมืองมีลักษณะ “ชั้นๆ” หรือหลายระดับ (multi-level urbanism) ในการวางผังเมืองและถนนอาคารต่างๆ

🚀 จุดเด่นของการเติบโต
ฉงชิ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าเฉลี่ยประเทศ โดยในปี 2024 ก้าวขึ้นเป็นเมืองอันดับ 4 ของจีนจากมูลค่า GDP รวม (แซงหน้าเมืองใหญ่อย่าง Guangzhou) เศรษฐกิจของเมืองถูกผลักดันโดยภาคการผลิต (automotive, อิเล็กทรอนิกส์) และอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ภาพยนตร์ การท่องเที่ยวฯลฯ อยู่ภายในยุทธศาสตร์ “Chengdu–Chongqing Economic Circle” ที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าให้เป็นหนึ่งใน “ขั้วการเติบโต” ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งรวมเมือง Chengdu และพื้นที่โดยรอบไว้ด้วย

🏙 ลักษณะเมืองที่น่าสนใจ

เนื่องจากภูมิประเทศที่สูง-ต่ำและสลับซับซ้อน ฉงชิ่งจึงมีการก่อสร้างแบบหลายระดับ (vertical urbanism) อาคารหลายหลังอาจมีทางเข้า “ground floor” อยู่ที่ชั้นต่างๆ ขึ้นอยู่กับระดับถนนในแต่ละด้าน ระบบโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมมีความทันสมัยและใหญ่โต เช่น รถไฟระบบโมโนเรล/รถไฟฟ้าที่เชื่อมโยงหลายชั้น และสะพานข้ามแม่น้ำหลายแห่ง

🎯 ทำไมควรสนใจเมืองนี้
ถ้าคุณสนใจเรื่อง เมืองที่เติบโตเร็ว หรือ การพัฒนาเมืองในภูมิภาคที่ไม่ใช่ชายฝั่ง ฉงชิ่งคือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เป็นตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างภูมิศาสตร์ท้าทาย + นโยบายรัฐ + การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหญ่

สำหรับนำเสนอ: สามารถใช้ภาพของเมืองที่แสดงภูมิประเทศภูเขา + แม่น้ำ + ตึกสูง เพื่อสื่อถึง “การเติบโตในภูมิประเทศท้าทาย” ได้อย่างทรงพลัง

สตาร์บัคส์จับมือโปยู่!! ตั้งบริษัทร่วมทุน ขยายธุรกิจสินค้าปลีกที่จีน บุกเมืองรอง–เร่งสเกล ขยายสาขาในจีน 20,000 แห่ง

(5 พ.ย. 68) สตาร์บัคส์ประกาศตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Boyu Capital ในจีน เพื่อขยายธุรกิจกาแฟอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าขยายสาขารวมเป็น 20,000 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีราว 8,000 สาขา พร้อมตั้งสำนักงานใหญ่ร่วมที่นครเซี่ยงไฮ้

ไบรอัน นิคโคล ซีอีโอ สตาร์บัคส์กล่าวว่า “ความเชี่ยวชาญและเครือข่ายในพื้นที่ของโปยู่จะช่วยให้เราขยายสู่เมืองระดับรองและภูมิภาคใหม่ๆ ได้รวดเร็วขึ้น” ขณะที่อเล็กซ์ หว่อง หุ้นส่วน Boyu Capital ระบุว่า “แบรนด์สตาร์บัคส์มีสายสัมพันธ์แข็งแกร่งกับผู้บริโภคจีนตลอด 26 ปี การร่วมทุนครั้งนี้จะต่อยอดนวัตกรรมและความสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น”

ข้อตกลงนี้เปิดทางให้ Boyu Capital ถือหุ้นได้สูงสุด 60% ในกิจการค้าปลีกของสตาร์บัคส์ในจีน ขณะที่สตาร์บัคส์ถือ 40% และยังคงควบคุมสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด เพื่อรักษาคุณภาพแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้า

มูลค่ากิจการค้าปลีกสตาร์บัคส์ในจีนได้รับการประเมินที่ราว 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยความร่วมมือครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการปรับโครงสร้างเจ้าของเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการแข่งขันและกฎระเบียบเฉพาะของจีน นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบร้านที่ตอบโจทย์ตลาดท้องถิ่น รวมถึงบริการดิจิทัลเพื่อรองรับผู้บริโภคจีน

สตาร์บัคส์เริ่มดำเนินธุรกิจในจีนตั้งแต่ปี 1999 ขณะที่ Boyu Capital ก่อตั้งในปี 2011 ทำหน้าที่เป็นผู้ลงทุนทางเลือกที่มีเครือข่ายแข็งแกร่ง และการร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการผสานแบรนด์สากลกับทุนท้องถิ่นเพื่อเร่งการเติบโตในอนาคต

บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีน ระดมทุน 2.39 หมื่นล้าน พัฒนาเทคโนโลยี ขยายสู่ตะวันออกกลาง อาเซียน และญี่ปุ่น ตั้งเป้าปล่อยโรบอทแท็กซี่ 10,000 คันทั่วโลก

(6 พ.ย. 68) บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีน WeRide เดินหน้าปักธงเชิงพาณิชย์เต็มกำลัง หลังระดมทุน 2.39 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 1.12 หมื่นล้านบาท) จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง 

โทนี ฮั่น (Tony Han) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ WeRide ระบุว่าเงินระดมทุนจะใช้เร่งงานวิจัยพัฒนา ขยายสู่ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าปล่อยโรบอทแท็กซี่ 10,000 คันทั่วโลกในไม่กี่ปี และขยายได้ถึง “หลักแสนคัน” เพื่อมุ่งสู่บริการแท็กซี่อัตโนมัติที่เข้าถึงได้ในทุกที่

WeRide ทำคำเสนอขายหุ้นที่ฮ่องกงควบคู่กับการเป็นหุ้นคู่ (dual listing) หลังจดทะเบียนในแนสแด็กอยู่ก่อน โดยกำหนดราคาเสนอขายที่ 27.10 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น (สูงกว่าราคาปิดในแนสแด็ก ซึ่ง 1 ADS เท่ากับ 3 หุ้นสามัญ) อย่างไรก็ตาม วันเปิดซื้อขายหุ้นฮ่องกงร่วงลง 14% มาอยู่ที่ 23.22 ดอลลาร์ฮ่องกง ชี้แรงกดดันตลาดระยะสั้น ซึ่งไม่เปลี่ยนโรดแมปเติบโตของบริษัท

ปัจจุบัน WeRide มีรถไร้คนขับราว 700 คันทั่วโลก และขายเทคโนโลยีให้ผู้ผลิตรถอย่าง GAC Motor และ Chery โดยยานยนต์ดังกล่าวอยู่ในระดับอัตโนมัติ Level 4 ตามมาตรฐาน SAE ซึ่งโดยทั่วไปไม่ต้องมีมนุษย์แทรกแซงในสภาวะการใช้งานที่กำหนด 

สำรับบริษัทวางโมเดลหลายระดับ ทั้งรถพรีเมียมสำหรับลูกค้ากำลังซื้อสูง และบริการ “คุ้มค่า-ประหยัด” สำหรับคนทำงาน โดยในจีนโรบอทแท็กซี่เก็บค่าโดยสารต่ำสุดได้ราว 10% ของค่าโดยสารเฉลี่ยในพื้นที่ทดลองเดินรถ

ด้านกระแสอุตสาหกรรมหนุนแรงจากชิป AI และการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้า โดย UBS คาดว่าในปี 2030 อาจมีรถไร้คนขับถึง 3 แสนคันใน 4 เมืองระดับท็อปของจีน และแตะ 4 ล้านคันช่วงปลายทศวรรษ 2030 ขณะที่ HSBC ประเมินว่าโรบอทแท็กซี่จะมีสัดส่วน 6% ของตลาดแท็กซี่จีน มูลค่าตลาดอาจเกิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 1.46 ล้านล้านบาทต่อปี) 

ทั้งนี้ WeRide ยังขยายไปยุโรปด้วย โครงการนำร่องในสวิตเซอร์แลนด์ร่วมกับการรถไฟแห่งชาติ (SBB) ให้บริการในเขตเฟิร์ททาล ภายใต้การบริหารจัดการของ Swiss Transit Lab นอกเหนือจากแท็กซี่ บริษัทยังพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถตู้และรถกวาดถนนด้วย 

นักวิเคราะห์มอง WeRide ร่วมกับ Baidu Apollo และสตาร์ทอัพ Pony.ai คือคำตอบของจีนต่อ Waymo ของสหรัฐ โดย Pony.ai ก็เข้าตลาดฮ่องกงในวันเดียวกัน ซึ่ง WeRide เคยระดมทุน 440.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการทำ IPO และ private placement ในแนสแด็กเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เพื่อปูทางสู่การเติบโตระดับโลกต่อไป

ยูโอบี ร่วมกับ สกพอ. จัดโรดโชว์ที่ประเทศจีน เพื่อส่งเสริมการลงทุน ในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกของประเทศไทย

(6 พ.ย. 68)  ธนาคารยูโอบี และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ผนึกกำลังจัดงาน “Thailand: Your Gateway to ASEAN Growth and Prosperity” ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจจีนกับตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโต

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และสกพอ. ได้ลงนามไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับ EEC ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ พร้อมตอกย้ำความเชี่ยวชาญของธนาคารยูโอบี ในการให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจจีนสู่โอกาสการเติบโตในภูมิภาค

ยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายการลงทุนระดับภูมิภาค
EEC ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย รายงานประจำไตรมาสปี 2568 ของ สกพอ. สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมดิจิทัล และโลจิสติกส์อัจฉริยะ ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสกพอ. กล่าวว่า “การจัดโรดโชว์ในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือระหว่าง สกพอ. และธนาคารยูโอบี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการผสานพลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนชั้นนำของอาเซียน ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค EEC ถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมการลงทุนจากภาคธุรกิจจีนในช่วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสม EEC พร้อมต้อนรับนักลงทุนต่างชาติรวมถึงประเทศจีนในการเข้ามาสำรวจโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน”

เชื่อมโยงธุรกิจจีนสู่โอกาสการเติบโตในอาเซียน
ภายในงาน สกพอ. ได้นำเสนอภาพรวมด้านการลงทุนในประเทศไทย สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน และกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขต EEC แก่บริษัทชั้นนำของจีน สถาบันการเงิน และสมาคมอุตสาหกรรมขณะเดียวกัน ธนาคารยูโอบี นำเสนอบริการที่ปรึกษาด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI Advisory) และบริการทางการเงินข้ามพรมแดนในภูมิภาคอาเซียนเพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของนักลงทุนต่างชาตินอกจากนี้ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด และสำนักงานกฎหมาย Rajah & Tann Singapore LLP ยังได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจและโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและประเทศไทย 

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะธนาคารระดับภูมิภาคที่มีรากฐานมั่นคงในประเทศไทย ธนาคารยูโอบี ภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเชื่อมโยงธุรกิจจีนเข้ากับโอกาสการลงทุนใน EEC ความร่วมมือกับสกพอ. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนในประเทศไทย และเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน”

ความร่วมมือระหว่างธนาคารยูโอบี และ สกพอ.ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ทั้งสองหน่วยงานได้ได้พบปะและแลกเปลี่ยนโดยตรงกับบริษัทชั้นนำของจีน สถาบันการเงิน และสมาคมอุตสาหกรรม เพื่อสะท้อนข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของ EEC ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน และสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ

ประเทศจีนมีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์การลงทุนของประเทศไทย โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในปี 2567 จีนเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับสองของไทย มีจำนวนโครงการลงทุนรวม 810 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 174,600 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนโดยรวมของประเทศในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 แตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษที่ 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย

ด้วยเครือข่ายระดับภูมิภาคและความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ธนาคารยูโอบี พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการผลิตขั้นสูง เพื่อผลักดันให้ EEC เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

แพทย์จีนเจ๋ง!! ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดดวงตา ด้วยหุ่นยนต์ 5G ควบคุมจากนครกวางโจว ให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองอุรุมชี โดยมีระยะทางไกลกว่า 4,000 กิโลเมตร

(6 พ.ย. 68) ทีมแพทย์จีนประสบความสำเร็จในการผ่าตัดดวงตาระยะไกลครั้งสำคัญ โดยใช้หุ่นยนต์ที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G ควบคุมจากนครกวางโจว เพื่อทำ “การฉีดยาใต้จอประสาทตา” ให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียง ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 4,000 กิโลเมตร

หุ่นยนต์ที่อุรุมชีทำหน้าที่จัดวางเข็มขนาดจิ๋วจ่อดวงตาผู้ป่วย ก่อนศัลยแพทย์ที่กวางโจวเข้าควบคุมระยะไกล นำเข็มแตะผิวจอประสาทตา ทะลุลงไปตามความลึกที่กำหนด และฉีดยาตามแผนการรักษา การปฏิบัติการทั้งหมดใช้เวลาน้อยกว่า 7 นาที เครือข่ายสัญญาณคงที่ และแขนกลตอบสนองราบรื่นไร้อาการสั่นของแขนกล

กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยความแม่นยำระดับไมครอน และมีเป้าหมายช่วยกอบกู้การมองเห็นในโรคตาบอดรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออกใต้จุดภาพ ความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นก้าวย่างสำคัญในการใช้เทคโนโลยีลดช่องว่างทรัพยากรทางการแพทย์ระหว่างเมืองชายฝั่งที่พัฒนาแล้วกับพื้นที่ห่างไกล

หลิน หาวเถียน (Lin Haotian) หัวหน้าโครงการจากศูนย์จักษุวิทยาโจงซาน มหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น ระบุว่า “การผ่าตัดทางคลินิกครั้งนี้ เป็นการก้าวกระโดดจากระดับพิสูจน์ศักยภาพ สู่การใช้งานจริงของศัลยกรรมตาความแม่นยำสูงทางไกลในจีน”

จีนอัปเกรดพลัง AI เนรมิตหุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ เติมเต็มแรงงานขาดแคลน โรงงานทั่วประเทศก้าวสู่ยุค “AI+” ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

(7 พ.ย. 68) จีนเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง ล่าสุดโรงงานอัจฉริยะทางตะวันออกของประเทศผลิต “หุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ” ออกสู่ตลาดปีละกว่า 1,000 หน่วย เพื่อทดแทนแรงงานช่างเชื่อมที่ขาดแคลนทั่วประเทศกว่า 3.5 ล้านคน 

“หัวใจของเรา คือการผสานความแม่นยำของงานเชื่อมเข้ากับระบบอัตโนมัติในโรงงาน” หวัง เต๋อเจ้าหวี ซีอีโอ 3S Robotics กล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีจากปักกิ่งได้พัฒนาโมเดล AI สำหรับงานเชื่อม ที่ช่วยให้หุ่นยนต์ตัดสินใจและทำงานได้อย่างอัตโนมัติทั้งกระบวนการ ลดเวลาพัฒนาได้กว่า 60% “หุ่นยนต์ของเราสามารถคิดและตัดสินใจได้เหมือนช่างเชื่อมมืออาชีพ” หาน เถิงเยว่ จากบริษัท Botsing Technology กล่าว ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “AI+ อุตสาหกรรม” ที่จีนตั้งเป้าสร้างระบบการผลิตยุคใหม่ภายใน 5 ปี

จีนยังคงเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องมา 15 ปี และมีการใช้หุ่นยนต์ในโรงงานมากที่สุดในโลก โดยมีหุ่นยนต์เฉลี่ย 470 ตัวต่อแรงงาน 10,000 คน ปัจจุบันจีนมีโรงงานอัจฉริยะกว่า 35,000 แห่ง และโรงงานระดับก้าวหน้ากว่า 230 แห่ง ซึ่งช่วยให้การวิจัยและพัฒนาเร็วขึ้น 28% เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกว่า 22% และลดการปล่อยคาร์บอนถึง 20% “โรงงานเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของยุค AI+ อย่างแท้จริง” จง ซินหลง นักวิจัยจาก CCID Consulting กล่าว

ในภาคยานยนต์ บริษัทจากเซินเจิ้นได้พัฒนาเครื่องตรวจสอบคุณภาพด้วย AI ที่ใช้ดีปเลิร์นนิงและโมเดลขนาดใหญ่ สามารถตรวจหาข้อบกพร่องได้กว่า 70 ประเภทในครั้งเดียว เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบกว่า 85% 

“เราทำงานร่วมกับผู้ผลิตกว่า 300 ราย และตั้งเป้าช่วยเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะอีกกว่า 1,000 แห่ง” เจีย เจียหย่า ผู้ก่อตั้ง SmartMore กล่าว 

ส่วนบริษัท Envision Energy ผู้ผลิตกังหันลมรายใหญ่ก็เผยว่า ระบบ AI ของตนช่วยคาดการณ์สภาพอากาศระดับจุดได้แม่นยำในรัศมีไม่ถึง 20 เมตร เพิ่มรายได้กว่า 21% และ “คาดการณ์การขัดข้องล่วงหน้าได้ถึงสองเดือน” หวง หู รองประธานบริษัท ระบุ

รัฐบาลจีนยังเดินหน้าผลักดันนโยบาย “AI Plus” ซึ่งกำหนดแผนบูรณาการ AI กับเศรษฐกิจจริง ตั้งเป้าให้นวัตกรรมอย่างอุปกรณ์อัจฉริยะและระบบผู้ช่วย AI มีการใช้งานมากกว่า 70% ภายในปี 2027 ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ทดสอบ ไปจนถึงบริการและบริหารจัดการ

ด้านจง ซินหลง นักยุทธศาสตร์ด้าน AI วิเคราะห์ว่า สหรัฐเน้น “ทุ่มเทกำลังคอมพิวเตอร์” เพื่อรักษาความเป็นผู้นำเทคโนโลยี ขณะที่จีนเลือกแนวทาง “เน้นการใช้งานจริง” โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากระบบอุตสาหกรรมครบวงจร ตลาดภายในขนาดใหญ่ และยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งพัฒนา “ผลิตภาพคุณภาพใหม่” 

“แนวทางของจีนสะท้อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในระยะยาว” จง ซินหลง กล่าวปิดท้าย

ขออย่ายอมแพ้!! เพจเที่ยวจีนชื่อดังให้กำลังใจคนฝึกภาษา สำเนียงไม่สำคัญเท่าความกล้า อย่ากลัวที่จะพูดผิด เพราะสิ่งที่ทำให้เก่งคือต้อง “กล้าพูด” ไม่ใช่ “พูดเป๊ะ”

(7 พ.ย. 68) คุณเค้ก จากเพจ Just Pai Tiew-ก็แค่ไปเที่ยว แชร์เรื่องราว…ต่อจากโพสต์ก่อนหน้า ว่าด้วยเรื่องสำเนียงการพูดภาษาจีน จะเล่าให้ฟังแบบนี้นะครับ…

ครูสอนจีนคนแรกของผมเป็นชาวจีนภาคใต้ สำเนียงของเขามีเอกลักษณ์ชัดเจน และน่ารักมาก ตอนที่ผมไปจีนครั้งแรกก็อยู่ที่มณฑลกว่างซี (ภาคใต้เหมือนกัน) ช่วงที่เริ่มพูดได้แรกๆ ก็จะติดสำเนียงภาคใต้คล้ายสำเนียงแบบไต้หวันเลย ย้ายไปอยู่ภาคเหนือของจีนแรกๆคนทักเยอะมากว่ามาจากภาคใต้หรอ?

ต่อมาเมื่อผมย้ายไปเรียนต่อที่ซานซี เทียนจิน และปักกิ่ง ทุกวันได้ยินแต่ภาษาจีนกลางแบบภาคเหนือ สำเนียงก็เริ่มเปลี่ยนไปเองโดยไม่รู้ตัว

จนตอนนี้กลายเป็นสำเนียงผสมระหว่างเหนือกับใต้ ซึ่งสำหรับผม มันคือภาพสะท้อนเส้นทางการเรียนรู้ของชีวิตตัวเองได้ดีเลยครับ

ผมมองว่านี่คือเสน่ห์ของภาษาเลยนะครับ มันไม่หยุดนิ่ง มันเติบโตและเปลี่ยนแปลงตามชีวิตเราเสมอครับ ที่ผ่านมาผมเคยร่วมงานกับองค์กรทั้งรัฐและเอกชน ทั้งของจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน รวมถึงล่าสุดฮ่องกงด้วย เดินทางไปมาระหว่างสามที่นี้อยู่หลายครั้ง (ไปตามดูในช่องแดงเด้อ แวะขายของก่อน)

ในมหาวิทยาลัยก็จะมีเพื่อน รุ่นน้องทั้งฮ่องกงและไต้หวัน เพราะคณะผมทำ MOU กับมหาลัยในไต้หวันและฮ่องกงค่อนข้างเยอะ แล้วยิ่งสาขาที่ผมเรียน มันเป็นการเมืองด้วย ดังนั้นตอนอยู่ด้วยกัน เราก็จะถกประเด็นที่มันค่อนข้างละเอียดอ่อนกันเป็นว่าเล่น เหมือนเป็นเรื่องปกติ

พูดกันตรงๆ ส่วนตัวผมแทบจะไม่เคยโดนคนจีน ไต้หวันหรือฮ่องกงเหยียดสำเนียงเลยนะ
ส่วนใหญ่กลับจะชื่นชมมากกว่า ว่าสำเนียงฟังชัด เข้าใจง่าย (อันนี้เขาพูดนะครับ555)

ที่ผ่านมาอาจจะมีบ้างบางคนที่ติดภาพเก่าๆ หรือมุมมองแบบแคบๆ ซึ่งผมเคยเจอเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจครับ เพราะคนที่เข้าใจภาษา เขารู้ดีว่าสำเนียงไม่ใช่ปัญหา ขอแค่สื่อสารรู้เรื่องกันก็พอ

แปลกดีเหมือนกัน…เวลาผมเจอกับคนจีน คนฮ่องกง หรือไต้หวัน ทุกคนต่างชื่นชม ที่เจอเหยียดจริงๆ เรื่องสำเนียงก็คือจากคนไทยด้วยกันเองนี่แหละครับ 555555

ฝากถึงคนที่กำลังฝึกภาษาอยู่ ไม่ว่าคุณจะพูดด้วยสำเนียงแบบไหน อย่ากลัวที่จะพูดผิดหรือพูดไม่เหมือนใครครับ เพราะทุกเสียงที่ออกจากปากคุณ มันบ่งบอกถึงความพยายามของคุณ ที่คนไม่เคยลอง จะไม่มีวันเข้าใจครับ สิ่งที่ทำให้คุณเก่งภาษา ไม่ใช่สำเนียงที่สมบูรณ์ แต่คือความกล้าที่จะสื่อสารต่างหากครับ

ยูเครน vs. จีน-ไต้หวัน จากประชามติใต้ปลายกระบอกปืนในดอนบาส ถึง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่ฮ่องกงทำลายความเชื่อมั่น ทำไมโลกเห็นต่างต่อ “การรวมชาติ” ของรัสเซียและจีน

(7 พ.ย. 68) การผนวกดินแดนของรัสเซียในยูเครนและความพยายามรวมชาติของจีนกับไต้หวันเผยให้เห็นบริบทและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในยูเครน รัสเซียอ้างประชามติในพื้นที่ยึดครองรวมถึงไครเมียและแคว้นในปี 2014 และ 2022 เพื่อผนวกดินแดน ขณะที่จีนยังยืนยันเป้าหมายการรวมไต้หวันโดยใช้หลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" แต่สังคมไต้หวันส่วนใหญ่มองว่าไม่เชื่อมั่นหลังจากได้เห็นผลกระทบของกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าในยูเครน โครงสร้างอัตลักษณ์และภาษา รวมถึงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงรัสเซียมีผลทำให้บางพื้นที่ดูเหมือนต้องการรวมกับรัสเซีย อย่างไรก็ตามการประชามติที่เกิดขึ้นภายใต้สภาพการบังคับและความรุนแรง ขาดเสรีภาพในการตัดสินใจ เนื่องจากมีการข่มขู่และเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้าไปมีบทบาท ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศจึงไม่ยอมรับความชอบธรรมของประชามติครั้งนี้ โดยมติขององค์การสหประชาชาติยืนยันว่าการผนวกเป็นโมฆะตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ในทางตรงกันข้าม ไต้หวันที่ดำเนินการภายใต้สังคมประชาธิปไตยที่เลือกตั้งได้อย่างเสรี มีผลสำรวจล่าสุดระบุว่าเกือบ 84% ของประชาชนปฏิเสธแนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และส่วนใหญ่มีอัตลักษณ์เป็นชาวไต้หวันมากกว่าชาวจีน ขณะเดียวกัน การเมืองในฮ่องกงที่ถูกจำกัดเสรีภาพและการควบคุมด้วยกฎหมายความมั่นคง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในระบบดังกล่าวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ไต้หวันไม่เห็นด้วยกับการรวมชาติในลักษณะนี้

สรุปแล้ว การอ้างสิทธิรวมชาติในยูเครนเกิดขึ้นจากการบังคับและการยึดครองโดยรัฐภายนอกซึ่งถูกปฏิเสธโดยนานาชาติ ขณะที่ไต้หวันใช้กลไกทางการเมืองที่เสรีและการแสดงออกของประชาชนที่ชัดเจนเป็นฐานปฏิเสธการรวมชาติภายใต้กรอบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ที่จีนเสนอไว้ พร้อมทั้งได้รับบทเรียนล้ำค่าจากสถานการณ์ในฮ่องกงที่ตอกย้ำถึงความเสี่ยงของเสรีภาพและสิทธิพื้นฐานในระบบนั้น

"สังคมไต้หวันไม่เชื่อมั่นในระบบหนึ่งประเทศ สองระบบ หลังเห็นบทเรียนจากฮ่องกง" เป็นข้อความสำคัญที่สะท้อนความแตกต่างของบริบทและเจตจำนงของประชาชนระหว่างสองกรณีนี้

สี จิ้นผิง พบนายกรัสเซีย ย้ำจีน–รัสเซียร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เร่งเชื่อมแผนพัฒนาเศรษฐกิจสองชาติ ขยายพลังงาน–เทคโนโลยี–เศรษฐกิจดิจิทัล สร้างพลังใหม่เพื่อสันติภาพโลก

(7 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน พบกับนายกรัฐมนตรีมิเฮอิล มิชูสติน ของรัสเซียที่กรุงปักกิ่ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้กระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ พร้อมเชื่อมโยงแผนพัฒนาประเทศของทั้งสองให้สอดรับกัน เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและผลักดันการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

สีจิ้นผิงระบุว่า ตลอดปีที่ผ่านมา จีนและรัสเซียร่วมกันฝ่าฟันสถานการณ์โลกที่ซับซ้อน และยังคงพัฒนาความสัมพันธ์ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น เขาเสนอให้ทั้งสองประเทศขยายการลงทุนร่วมกัน เสริมความร่วมมือในด้านพลังงาน การคมนาคม เกษตร และอวกาศ รวมถึงเปิดพื้นที่ใหม่ในด้านปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

จีนกำลังเดินหน้าสู่ “การพัฒนาแบบจีนยุคใหม่” ภายใต้แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงและเปิดประเทศในระดับลึกมากขึ้น สีจิ้นผิงยืนยันว่าจีนพร้อมประสานยุทธศาสตร์กับรัสเซีย เพื่อให้ทั้งสองประเทศก้าวหน้าไปด้วยกัน และสร้างผลประโยชน์ร่วมแก่ประชาชนทั้งสองชาติ

ด้านนายกรัฐมนตรีมิชูสติน กล่าวขอบคุณและส่งคำทักทายจากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน พร้อมย้ำว่ารัสเซียพร้อมสานต่อความร่วมมือกับจีนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า วิทยาศาสตร์ พลังงาน เกษตรกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์ใกล้ชิดในระดับประชาชน และทำงานร่วมกันในเวทีนานาชาติเพื่อส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทำไมไต้หวันไม่เชื่อ "สองระบบ" อีกต่อไป จากกฎหมายความมั่นคงถึงอาร์ติเคิล 23 เมื่อเสรีภาพถูกตีกรอบภายใต้ชื่อ "ความมั่นคง" ไต้หวันจึงเลือก "รักษาระยะ" มากกว่า "รวมชาติ"

บทเรียนจากฮ่องกง: ทำไมไต้หวันมองว่า “สองระบบ” ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

1) จุดพลิกเกม: จากกฎหมายความมั่นคง 2020 ถึง “อาร์ติเคิล 23” ปี 2024
ฮ่องกงเปลี่ยนฉากการเมืองครั้งใหญ่เมื่อจีนบังคับใช้ “กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ” (NSL) วันที่ 30 มิ.ย. 2020 กำหนดความผิดกว้างมากตั้งแต่แบ่งแยกประเทศ-โค่นล้มอำนาจรัฐ-ก่อการร้าย-สมคบกับต่างชาติ ต่อมาวันที่ 23 มี.ค. 2024 ฮ่องกงตรากฎหมายความมั่นคงท้องถิ่นตาม “มาตรา 23” เพิ่มข้อหาหนักอย่างกบฏ ก่อการจลาจล สายลับ ล้วงความลับรัฐ และ “การแทรกแซงจากต่างชาติ”—โทษบางฐานถึงจำคุกตลอดชีวิต นี่คือจุดที่ “สองระบบ” ถูกตีความให้เข้มสุดและกินพื้นที่เสรีภาพพลเมืองโดยตรง

2) บทพิสูจน์ที่คนไต้หวันมองเห็น: “การเมืองแบบเลือกได้จริง” หายไป
หลังปี 2020 โครงสร้างเลือกตั้งของฮ่องกงถูกปรับเป็น “เฉพาะผู้รักชาติ” ทั้งระดับสภานิติบัญญัติ (2021) และสภาเขต (2023) โดยตัดสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งตรงและเพิ่มกลไกคัดกรองผู้สมัคร ผลคือการมีส่วนร่วมประชาชนถดถอย—เลือกตั้งสภาเขต 10 ธ.ค. 2023 มีผู้มาใช้สิทธิแค่ 27.5% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เทียบกับ 71% ในปี 2019 ช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน คนไต้หวันจึงเห็น “สัญญาเรื่องสิทธิเลือกตั้ง” ถูกหดตัวอย่างเป็นระบบ

3) เสรีภาพสื่อและการแสดงออก: เคสสั่นสะเทือนความเชื่อมั่น
• หนังสือพิมพ์ Apple Daily ปิดตัว 24 มิ.ย. 2021 หลังรัฐอายัดทรัพย์ตามกฎหมายความมั่นคง สะท้อนว่าเครื่องมือทางกฎหมายสามารถ “ปิดปาก” องค์กรสื่อได้จริงในทางปฏิบัติ
• ปี 2024 อดีตบรรณาธิการ Stand News ถูกตัดสินผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น (sedition)” และถูกจำคุก กลายเป็นคดีสื่อใหญ่หลัง NSL
• ปี 2024–2025 มีสื่อและองค์กรระหว่างประเทศยุติ/ลดบทบาทในฮ่องกง จากความกังวลด้านความปลอดภัยภายใต้กฎหมายใหม่
• ดัชนีเสรีภาพสื่อของ Reporters Without Borders (RSF) ปี 2025 จัดอันดับฮ่องกงรั้งที่ 140 ของโลก ขณะที่รายงาน Freedom House ปี 2025 ให้คะแนน “เสรีภาพ” ของฮ่องกงลดลงอีก
ปรากฏการณ์เหล่านี้ตอกย้ำกับสังคมไต้หวันว่า “สองระบบ” ในเวอร์ชันปัจจุบันไม่รับประกันเสรีภาพสื่อและการวิพากษ์อำนาจ

4) สังคมพลเมืองถูกเบรก: องค์กร-สหภาพ-NGO ทยอยยุบ
หลัง NSL เครือข่ายภาคประชาชนจำนวนมากยุติบทบาท เช่น สหภาพครูที่ใหญ่สุด (HKPTU) ประกาศยุบใน ส.ค. 2021 และแนวร่วม Civil Human Rights Front ก็ปิดตัวในเดือนเดียวกัน ภาพที่ส่งถึงไต้หวันคือ “พื้นที่ถกเถียง-จัดตั้ง-รวมตัว” หดแคบลงอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อหาความมั่นคง

5) ตัวเลขบังคับใช้กฎหมาย: จับกุม-หมายจับ-คดีมั่นคง ต่อเนื่อง
ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและรายงานสิทธิมนุษยชนระบุการจับกุมหลายร้อยรายตั้งแต่ปี 2020 และยังมีหมายจับพร้อม “เงินรางวัล” ไล่ล่าผู้ลี้ภัยการเมืองในต่างแดน ภาพรวมทำให้คนไต้หวันตั้งคำถามกับหลักนิติรัฐภายใต้ “สองระบบ” ว่าจะกลายเป็น “กฎหมายที่ตีความกว้างเพื่อปิดปาก” หรือไม่

6) การศึกษา-พื้นที่ความคิด: หลักสูตรใหม่และการคัดหนังสือ
วิชาสังคมศึกษาเสาหลัก “Liberal Studies” ถูกยกเครื่องและเปลี่ยนชื่อเป็น “Citizenship and Social Development” ตั้งแต่ปีการศึกษา 2021/22 พร้อมกรอบเนื้อหาย้ำ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” และศึกษาจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะเดียวกัน มีรายงานการถอด/คัดหนังสือในห้องสมุดสาธารณะและสถาบันการศึกษา ภายใต้บรรยากาศ NSL สิ่งนี้สื่อถึงไต้หวันว่าพื้นที่วิพากษ์วิจารณ์ในระบบการศึกษาถูกจำกัดมากขึ้น

7) ผลกระทบต่อชีวิตคนฮ่องกง: การอพยพ และ “สมองไหล”
หลังปี 2019 มีคลื่นการย้ายถิ่นจากฮ่องกงทั้งไปสหราชอาณาจักร (โครงการ BN(O)) และไปไต้หวันเอง—ปี 2020 ไต้หวันออกใบอนุญาตพำนักให้ชาวฮ่องกงกว่า 10,800 ราย (เพิ่มเกือบเท่าตัวจากปี 2019) และตัวเลขสถานะพำนักถาวรยังโตต่อในปี 2023 ภาพนี้สะท้อนความไม่มั่นใจในทิศทางของ “สองระบบ” ที่ผู้คนรู้สึกในชีวิตจริง

8) แล้วไต้หวันอ่านบทเรียนนี้อย่างไร
สำรวจทัศนะสาธารณะของสภากิจการจีนแผ่นดินใหญ่ (MAC) ปี 2025 ชี้ว่าคนไต้หวันกว่า 80% “ไม่เห็นด้วย” กับกรอบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ขณะที่นักการเมืองหลักในไต้หวัน—ไม่ว่าฝ่ายใด—ก็ปฏิเสธโมเดลนี้อย่างเปิดเผย แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลอัตลักษณ์จากศูนย์ศึกษาการเลือกตั้ง ม.เจิ้งจื้อ ที่สัดส่วน “รู้สึกว่าเป็นคนไต้หวัน” เพิ่มต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งยิ่งเร่งหลังวิกฤติฮ่องกงปี 2019–2024

สรุปสำหรับคนอ่านไต้หวัน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับฮ่องกงหลังปี 2019 ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าข่าว แต่มากระทบ “คุณภาพชีวิตทางการเมือง” จริง—สิทธิเลือกตั้งถูกลดทอน เสรีภาพสื่อ-การรวมตัวถูกจำกัด การศึกษาถูกตีกรอบ และการบังคับใช้กฎหมายมั่นคงขยายกรอบตีความอย่างกว้าง เมื่อมองบทเรียนนี้ ไต้หวันจึงไม่เชื่อว่า “หนึ่งประเทศ สองระบบ” จะคุ้มครองวิถีประชาธิปไตยและสิทธิของตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงเลือก “คงสถานะเดิม/รักษาระยะ” มากกว่าการรวมชาติภายใต้เงื่อนไขที่เห็นผลลัพธ์ชัดแล้วในฮ่องกง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top