Friday, 5 June 2026
กัมพูชา

‘กองทัพเรือ’ เปิดยุทธการ!! ‘ตราดพิฆาตไพรี1’ ผลักดัน!! ทำลายพื้นที่ ‘ทหารกัมพูชา’ ให้ถอยออกไป

(26 ก.ค. 68) ทหารกัมพูชาเปิดพื้นที่ใหม่เริ่มโจมตีทหารไทยเวลา05.10 น.
บริเวณบ้านชำราก จ.ตราด ทางทหารจากกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้ตอบโต้ เริ่มการปะทะ 

กองทัพเรือ จึงได้เปิดยุทธการ 'ตราดพิฆาตไพรี1' ทำการผลักดันและทำลายพื้นที่ทหารกัมพูชาวางกำลังรุกล้ำเขตแดนไทย 3 จุด กระทั่งเวลา 05.40 น. กำลังทหารเรือได้สามารถผลักดัน ฝั่งกัมพูชาได้ถอยออกไป

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ประกาศ เรื่องให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ โดยที่ปรากฏว่า ประเทศกัมพูชาใช้กำลังและอาวุธรุกรานเข้ามาในราชอาณาจักรไทยตลอดแนวชายแดน จึงมีความจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคน เพื่อป้องกันประเทศให้พ้นจากภัยคุกคามอันมีที่มาจากภายนอกราชอาณาจักรดังกล่าว

เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย และจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่เพิ่มเติม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 176 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ 2457

จึงให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

1.จังหวัดจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอท่าใหม่ อำเภอมะขาม อำเภอแหลมสิงห์ อำเภอแก่งหางแมว อำเภอนายายอาม และอำเภอเขาคิชฌกุฏ

2.จังหวัดตราด อำเภอเขาสมิง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ต่อมามีประกาศกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด(เฉพาะ) ที่ 1290/2568 
เรื่อง การปิดจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเล ตามมาตรการเสริมความเข้มแข็งในการรักษาอธิปไตยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเลในพื้นที่ จ.จันทบุรี และพื้นที่ จ.ตราด

โดยกำหนดมาตรการดังนี้

1.งดการผ่านเข้า-ออกของยานพาหนะทุกประเภท 

2.งดการเดินทางผ่านเข้า-ออกของประชาชน การค้าขายทุกประเภท นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย 

3.งดการสัญจรทางทะเลในเขตน่านน้ำประเทศไทย (พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

รัฐบาลไทย ย้ำท่าที!! ตอบโต้เท่าที่จำเป็น เน้นหลักสันติวิธี ยินดี!! ให้ข้อมูลอย่างเปิดเผย บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

(26 ก.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่ากรณีที่มีการรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศบางสำนัก เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีการนำเสนอข้อความและภาพข่าวในลักษณะที่คลาดเคลื่อนจากความจริงหลายประการ เช่น 

1. การพาดหัวข่าวว่า “Thailand bombs Cambodia with F-16s” โดยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นการตอบโต้หลังจากที่ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทยก่อน ในเวลา 08.20 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

2.การใช้ภาพที่ถ่ายจากฝั่งประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นพลเรือนชาวไทยหลบหนีเข้าไปยังหลุมหลบภัยในฝั่งไทย (ในภาพเป็นภาพในโรงเรียนไทยที่มีอักษรไทยอย่างชัดเจน )แต่กลับระบุว่าเป็นภาพของพื้นที่กัมพูชา

3. การใช้ภาพร้านสะดวกซื้อ ในปั๊มน้ำมัน ปตท.ในประเทศไทยที่กองทัพกัมพูชาระดมยิงด้วยอาวุธร้ายแรง จนได้รับความเสียหายมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ระบุว่าเป็น สถานที่พลเรือนของฝั่งไทยและกลับไม่ได้ชี้แจงแหล่งที่มาของการโจมตี ทำให้ผู้อ่านเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นผลจากการทิ้งระเบิดโดยฝ่ายไทย

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลไทยทราบถึงความตั้งใจดีของสื่อมวลชนในการรายงานข่าวและเข้าใจดีว่า สถานการณ์การโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดจากฝ่ายกัมพูชา ทำให้รีบร้อนในการรายงาน จนไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริง แต่ขอให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อความถูกต้องของข่าวสาร

ทั้งนี้ขอย้ำท่าทีของรัฐบาลไทย ดังนี้ 

1. ประเทศไทยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อปกป้องอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน โดยในกรณีที่เกิดการใช้กำลัง ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตอบโต้เท่าที่จำเป็น และมีเป้าหมายเพื่อระงับยับยั้งสถานการณ์ ไม่ให้ลุกลามบานปลาย

2. การดำเนินการของฝ่ายไทยในครั้งนี้ เป็นการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองตามหลักการสากล หลังจากที่ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนักยิงเข้ามาในเขตแดนไทย ซึ่งมีประชาชน ที่อยู่ในโรงพยาบาลโรงเรียนและบ้าน ได้รับผลกระทบ บาดเจ็บและเสียชีวิต

3. ภาพที่ใช้ประกอบข่าวบางภาพเป็นภาพเหตุการณ์ในฝั่งประเทศไทย ไม่ใช่ในกัมพูชา

4. การรายงานข่าวที่ขาดความครบถ้วนในบริบท อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงในระดับนานาชาติ

“รัฐบาลไทยยินดีให้ข้อมูลอย่างเปิดเผย บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และด้วยความเคารพในบทบาทของสื่อมวลชนในการสะท้อนข้อเท็จจริงไปยังประชาคมโลก โดยหากสื่อมวลชนมีข้อสงสัย หรือประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนสามารถติดต่อได้ทั้งกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.)” นายจิรายุกล่าวทิ้งท้าย

ทูตไทย ประจำสหประชาชาติ ทัพหน้าสู้ปมขัดแย้งกัมพูชา ในเวทีคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น

(26 ก.ค. 68) ในบริบทของความขัดแย้งระหว่างประเทศไทย และประเทศกัมพูชา ในครั้งนี้ บทบาทสำคัญของการแก้ไขสถานการณ์ในเวทีระหว่างประเทศจะตกอยู่ที่ นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ซึ่งจะต้องเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการต่อรองและชี้แจงจุดยืนของไทยต่อประชาคมระหว่างประเทศ

นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เกิดวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2512 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท Master of Arts (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) Faculty of Social Science,Keynes College University of Kent at Canterbury สหราชอาณาจักร

ด้วยประสบการณ์การทำงานในกระทรวงการต่างประเทศเป็นเวลากว่า 30 ปี นายเชิดชายมีความเชี่ยวชาญในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่กองเอเชียใต้ในปี 2537 จนถึงการเป็นอัครราชทูตไทยประจำญี่ปุ่นระหว่างปี 2560-2562 และดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศก่อนจะมาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติในเดือนพฤษภาคม 2567 

บทบาทและความรับผิดชอบในวิกฤตครั้งนี้

ในฐานะเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ นายเชิดชายมีหน้าที่สำคัญในการเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการเข้าร่วมประชุมและกิจกรรมของสหประชาชาติ ประสานงานและสร้างความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอื่น รวมทั้งนำเสนอและผลักดันนโยบายและผลประโยชน์ของประเทศไทยในเวทีสหประชาชาติ

การประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติครั้งนี้จะเป็นการทดสอบทักษะการทูตและประสบการณ์ของนายเชิดชายในการปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศไทย ท่ามกลางข้อกล่าวหาจากประเทศเพื่อนบ้านและความกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศ

‘กลุ่ม ปตท.’ ยืนหยัดเคียงข้างคนไทย ส่ง!! ถุงยังชีพช่วยเหลือประชาชน จากเหตุการณ์ไม่สงบชายแดน ไทย-กัมพูชา และผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวานนี้ (25 ก.ค. 68) กลุ่ม ปตท. ได้ส่งมอบความช่วยเหลือไปยังศูนย์พักพิงผู้อพยพของพี่น้องไทยในสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ จ.อุบลราชธานี และ จ.บุรีรัมย์ ให้แก่ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ส่งมอบถุงยังชีพจำนวน 2,000 ชุด บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ส่งมอบน้ำดื่มจำนวน 9,480 ขวด และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)(GPSC) มอบยาสามัญประจำบ้าน 200 ชุด 

พร้อมกันนี้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ได้ส่งมอบถุงยังชีพผ่านกองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 1,000 ชุด และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) มอบถุงยังชีพและน้ำดื่ม 3,200 ชุด ให้แก่ กองทัพภาคที่ 3 นอกจากนี้ ปตท. และ TOP ยังได้ส่งมอบถุงยังชีพรวม 500 ถุงเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์อุทกภัยที่จังหวัดน่าน ด้วย  

กลุ่ม ปตท. มุ่งมั่นในการยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องไทยพร้อมส่งมอบความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเต็มที่

‘Khmer News’ สร้างเฟคนิวส์!! ใส่ความ ให้ร้ายประเทศไทย อ้าง!! สำนักสงฆ์ ที่อยู่ติดกับตีนเขาดงเร็ก ถูกปืนใหญ่ยิง

(26 ก.ค. 68) ‘Khmer News’ เผยแพร่ข่าวใส่ร้ายประเทศไทย โดยมีใจความว่า ...

โศกนาฏกรรมที่เจ็บปวดที่สุดจากกองทัพเสียมบุกกัมพูชา ยิงปืนใหญ่ทำลายสำนักสงฆ์ Taman Senchey ในเขต Banteay Ampil จ.อุดาร์ Meanchey พระสงฆ์อยู่ติดกับตีนเขาดงเร็ก สถานที่สักการบูชาของชาวพุทธในบริเวณนั้น

กัมพูชาเรียกร้องให้มีการ “หยุดยิงโดยทันที” หลังการสู้รบข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน ยังยืดเยื้อ

(26 ก.ค. 68) กัมพูชาเรียกร้องให้มีการ “หยุดยิงโดยทันที” หลังการสู้รบข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน ยังยืดเยื้อ

นายเจีย แก้ว เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่ากัมพูชาร้องขอให้มีการหยุดยิง “โดยไม่มีเงื่อนไข” และเสริมว่าต้องการทางออกข้อพิพาทโดยสันติ อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอการหยุดยิงดังกล่าว แต่มีการส่งสัญญาณถึงการเปิดกว้างต่อการเจรจาเช่นกัน

“กัมพูชาขอให้หยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข และเราขอเรียกร้องให้มีการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ” นายเจีย แก้ว กล่าวหลังการประชุมลับของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ซึ่งมีกัมพูชาและไทยเข้าร่วม

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์ขอบคุณ ‘ทรัมป์’ ที่อาสาช่วยหย่าศึก ‘ไทย-กัมพูชา’ พร้อมบลัฟต่อ!! หวังว่าไทยจะไม่เปลี่ยนจุดยืน เหมือนที่เคยรับปาก

(27 ก.ค. 68) ‘ฮุน มาเนต’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ในคืนวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ผมได้สนทนาทางโทรศัพท์กับท่านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการปะทะด้วยอาวุธตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย

ระหว่างการสนทนา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาได้แสดงความปรารถนาที่จะไม่เห็นสงครามหรือการสู้รบที่จะนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บจำนวนมากของทั้งสองฝ่าย รวมถึงทหารและพลเรือน ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงพยายามไกล่เกลี่ยและยุติความขัดแย้งในหลายประเทศทั่วโลกได้สำเร็จมาโดยตลอด
เกี่ยวกับการสู้รบระหว่างกองทัพกัมพูชาและกองทัพไทย ท่านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปรารถนาที่จะเห็นการหยุดยิงและสันติภาพระหว่างสองประเทศโดยทันที

เพื่อเป็นการตอบโต้ ผมได้ชี้แจงอย่างชัดเจนต่อท่านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่ากัมพูชาเห็นด้วยกับข้อเสนอการหยุดยิงโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไขระหว่างกองทัพทั้งสอง อันที่จริง ก่อนหน้านี้ ผมได้แสดงจุดยืนนี้ต่อท่านอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียนหมุนเวียนคนปัจจุบัน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

หลังจากที่ท่านได้พูดคุยกับท่านภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีของไทย ท่านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แจ้งข่าวดีแก่ผมว่า ฝ่ายไทยก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านประธานาธิบดีที่ให้มีการหยุดยิงโดยทันที ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับทหารและประชาชนของทั้งสองประเทศ

ผมหวังว่าฝ่ายไทยจะไม่เปลี่ยนจุดยืนเหมือนที่เคยทำกับความพยายามประสานงานของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม

ผมได้มอบหมายให้ท่านปรัก โสคนน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ หารือกับท่านมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และให้ท่านช่วยประสานงานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อนำหลักการที่ตกลงกันไว้ไปปฏิบัติโดยเร็ว โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติการเสียชีวิตและการบาดเจ็บของทหารและพลเรือนทั้งสองฝ่าย

ผมขอขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับความคิดริเริ่มและการไกล่เกลี่ยเพื่อยุติการสู้รบและสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยโดยทันที ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมนี้จะช่วยปกป้องชีวิตของทหารและพลเรือนจำนวนมากที่อาจสูญเสียหรือได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ และจะช่วยให้ผู้ลี้ภัยหลายแสนคนสามารถเดินทางกลับหมู่บ้านของตนเพื่อดำเนินชีวิตประจำวันต่อไปอย่างปลอดภัยและสงบสุข

มาเลเซียขยับหมากเงียบ สงครามพรมแดนเปิดพื้นที่ลงทุน จับตาช่องว่างทุนไทยในกัมพูชา!! จากบทไกล่เกลี่ยเปิดทางสู่ผู้เล่นเศรษฐกิจ

(30 ก.ค. 68) ขณะที่มาเลเซียได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติในบทบาทผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลมาเลเซีย และภาคเอกชนกลับเดินเกมคู่ขนาน ด้วยการเร่งขยายบทบาททางเศรษฐกิจในกัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักลงทุนไทยต้องถอนตัวออกมา

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา การลงทุนจากไทยมีมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร อุตสาหกรรม และค้าปลีก ทว่าความขัดแย้งชายแดนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 40 รายและผู้อพยพอีกหลายแสนคน ส่งผลให้บริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น Carabao Group และ President Foods ต้องระงับกิจการชั่วคราว สูญเสียรายได้รวมกันหลายร้อยล้านดอลลาร์

จุดผ่านแดน 7 แห่งถูกปิดลง ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การค้าชายแดนไทย-กัมพูชาหดตัวกว่า 65% ภายในสัปดาห์เดียว ในสภาพที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก กัมพูชาจำเป็นต้องมองหาพันธมิตรรายใหม่ และมาเลเซียกำลังก้าวเข้ามาแทนที่ด้วยความพร้อมและประสบการณ์

บริษัทมาเลเซียหลายแห่งเริ่มขยับ เช่น Axiata Group ที่เป็นเจ้าของเครือข่ายมือถือ Smart Axiata ในกัมพูชา, Gamuda และ IJM Corporation ที่เร่งเสนอแผนฟื้นฟูถนน-โรงพยาบาลที่เสียหายจากการสู้รบ รวมถึง Petronas ซึ่งกำลังศึกษาพื้นที่พลังงานใหม่ใกล้ชายแดนที่คาดว่ามีทรัพยากรธรรมชาติมูลค่ามหาศาล

ในภาคการท่องเที่ยว บริษัท Berjaya Corporation ของมาเลเซียก็เริ่มเจรจากับทางการเสียมราฐเพื่อพัฒนาโรงแรม รีสอร์ต และโครงการอสังหาริมทรัพย์รองรับการฟื้นตัวหลังความขัดแย้ง โดยอาศัยจังหวะที่คู่แข่งอย่างไทยต้องชะลอหรือถอนตัว

แม้มาเลเซียจะไม่ใช่ผู้เล่นที่ดังที่สุดในสมรภูมินี้ แต่การเดินเกมอย่างสุขุม มีระยะห่างทางการทูตจากทั้งจีนและสหรัฐ ทำให้มาเลเซียสามารถขยับตัวได้ยืดหยุ่นกว่า และในขณะที่ทุนไทยยังรอความชัดเจนทางความมั่นคง เพื่อนบ้านรายนี้อาจกลายเป็นผู้ครองพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของกัมพูชาในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top