Monday, 19 October 2026
กัมพูชา

ไทยโต้ข่าวชายแดน!! กองทัพภาคที่ 2 โต้กัมพูชา ยันไทยไม่ได้ขว้างระเบิด ชี้บาดแผลสอดคล้องเหยียบกับระเบิดมากกว่า ทภ.2 ขออย่าปักใจเชื่อข่าวฝ่ายเดียว

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงกรณีที่ปรากฏการเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของฝ่ายกัมพูชาโดยกล่าวอ้างว่าทหารไทยได้ขว้างระเบิดเข้าไปยังที่ตั้งของกำลังฝ่ายกัมพูชา จนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 นาย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ดังนี้

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยทหารในพื้นที่พบว่า ในห้วงเวลาประมาณ 12.45 นาฬิกา หน่วยทหารไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา และอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยไม่ได้มีการดำเนินการหรือปฏิบัติการใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่มีการสูญเสียกำลังพลหรือความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ของฝ่ายไทยแต่อย่างใด ภายหลังเกิดเหตุ ได้มีการเผยแพร่ภาพผู้ได้รับบาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชา จำนวน 3 นาย โดยจากการพิจารณาลักษณะบาดแผลเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บรายที่มีอาการหนัก มีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าข้างซ้าย หน้าแข้ง และใบหน้า ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย มีบาดแผลบริเวณแข้งขาเป็นหลัก ลักษณะดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บที่กระจุกตัวบริเวณเท้าและขา ซึ่งมีความสอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบ
กับระเบิด มากกว่าการได้รับบาดเจ็บจากระเบิดขว้าง เนื่องจากหากเป็นการระเบิดของระเบิดขว้าง โดยทั่วไปจะพบการกระจายของสะเก็ดระเบิดและบาดแผลในหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย และอาจจะมีความรุนแรงมากกว่า ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะบาดแผลที่ปรากฏในภาพข่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนยืนยันว่า จากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับการตรวจสอบในเบื้องต้น ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากำลังพลฝ่ายไทยได้ใช้กำลังหรือขว้างระเบิดเข้าไปยังพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง ทั้งนี้ เหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยกองทัพภาคที่ 2 ยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และเคารพต่อข้อตกลงที่เกี่ยวข้องตามแนวชายแดน พร้อมดำเนินทุกภารกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีบริเวณชายแดน ตลอดจนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่มีอยู่ หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1340065741615116/?rdid=qE4VYfYnaox0mY2e#

ญี่ปุ่น ส่งเรือลาดตระเวน!! โตเกียวป้อน 3.4 ล้านดอลลาร์ ส่งเรือช่วยกัมพูชาคุมทะเล เจาะกลยุทธ์ดึงพันธมิตรใหม่ ต้านอิทธิพลจีนในอ่าวไทย

ญี่ปุ่นเปย์ 3.4 ล้านดอลล์! ส่งเรือลาดตระเวนช่วยกัมพูชาคุมทะเล
โตเกียวอัดฉีดความช่วยเหลือด้านความมั่นคง (OSA) มอบเรือลาดตระเวนพร้อมอุปกรณ์สื่อสารให้กัมพูชาประเดิมชาติแรก มูลค่าราว 3.4 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการป้องกันประเทศทางทะเล

การขยับหมากของญี่ปุ่นรอบนี้เป็นกลยุทธ์เชิงระบบที่น่าจับตา เพราะเดิมทีพนมเปญถูกมองว่าเป็นพันธมิตรแนบแน่นของจีน การที่โตเกียวดึงกัมพูชาเข้ามาอยู่ในโครงการ OSA เป็นประเทศแรก จึงเป็นการรุกเจาะไข่แดงเพื่อเพิ่มดุลอำนาจและดึงกัมพูชาเข้ามาอยู่ในวงยุทธศาสตร์ความมั่นคงอินโด-แปซิฟิก

ดีลนี้ชี้ชัดว่าญี่ปุ่นกำลังปรับเกมการทูตเชิงรุก ไม่ปล่อยให้ปักกิ่งคุมเกมฝั่งเมฆองและอ่าวไทยฝ่ายเดียว การส่งมอบยุทโธปกรณ์รอบนี้จึงเป็นหลักฐานความพยายามของโตเกียวในการคานอำนาจและปักปักฐานความร่วมมือใหม่ในอ่าวไทย

คิดว่าดีลเรือลาดตระเวนจากญี่ปุ่นรอบนี้ จะช่วยดึงกัมพูชาออกมารักษาระยะห่างกับจีนเพื่อสร้างดุลอำนาจใหม่ หรือเป็นแค่ของหวานที่พนมเปญพร้อมรับไว้โดยไม่กระทบความสัมพันธ์แนบแน่นกับปักกิ่ง?

20 กรกฎาคม 2026 / คัดข่าว - หาดใหญ่
ที่มา : Kyodo News, Japanese Ministry of Foreign Affairs, Phnom Penh Post

ที่มา : https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1592049752281921/?rdid=sirlVqJXwenmsKA5#

เรือรบอังกฤษถึงกัมพูชา!! HMS Tamar เทียบท่าฐานเรือเรียมครั้งแรก เปิดบทใหม่ความร่วมมือกลาโหม หลังเข้าเทียบท่าฐานเรือเรียม สะท้อนสัมพันธ์กลาโหมอังกฤษ–กัมพูชาที่กำลังขยับใกล้ชิด

เรือรบหลวง HMS Tamar ของกองทัพเรือสหราชอาณาจักร เดินทางถึงกัมพูชาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม ซึ่งถือเป็นก้าวต่อไปในความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศที่กำลังเติบโตระหว่างสหราชอาณาจักรและกัมพูชา

การเยือนครั้งนี้รวมถึงการเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม ซึ่งถือเป็นการเยือนครั้งแรกของเรือรบจากกองทัพเรือสหราชอาณาจักรที่ฐานทัพแห่งนี้ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเรือรบระหว่างประเทศเพียงไม่กี่ลำที่มาเยือนฐานทัพเรือเรียมตั้งแต่เปิดทำการอีกครั้งในเดือนเมษายน 2025 การปรากฏตัวของ HMS Tamar สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการเปิดกว้างและมีส่วนร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างกองทัพเรือสหราชอาณาจักรและกองทัพกัมพูชา

นอกจากนี้ยังเป็นการยอมรับสิทธิอธิปไตยของกัมพูชาในการแสวงหาความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศที่หลากหลายและสมดุลกับพันธมิตรทั่วภูมิภาคและนอกเหนือจากนั้น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1496696115818201&id=100064334816576&rdid=HDxUe1kp91jjenWD#

สหรัฐฯ-กัมพูชา วางแผนซ้อมรบร่วม!! รื้อฟื้นซ้อมรบ Angkor Sentinel ปี 2027 หลังพักยาวถึง 10 ปี เตรียมฝึกด้านแพทย์และวิศวกรรม หนุนความร่วมมือรับมือภัยพิบัติระหว่างสองชาติ แสดงความมุ่งมั่นกระชับสัมพันธ์ทหารอย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่มีแค่จีน กัมพูชาและสหรัฐฯ เตรียมรื้อฟื้นการซ้อมรบร่วม “Angkor Sentinel” อีกครั้งในปี 2027 หลังระงับไปนานถึง 10 ปี

กองทัพบกกัมพูชา ร่วมกับ ศูนย์แห่งชาติเพื่อกองกำลังรักษาสันติภาพ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง กองทัพบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Army Pacific) และกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐไอดาโฮ (Idaho National Guard) จัดการประชุมวางแผนขั้นต้นสำหรับการฝึก Angkor Sentinel 2027 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม–4 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการรื้อฟื้นการฝึกร่วมระหว่างสองประเทศ หลังหยุดไปนานประมาณหนึ่งทศวรรษ

การฝึกครั้งนี้มีกำหนดจัดขึ้นใน เดือนกุมภาพันธ์ 2027 โดยทั้งสองฝ่ายหารือแผนการฝึกหลายด้าน ทั้ง การฝึกที่บังคับการ การแพทย์ทหาร งานวิศวกรรม และการเก็บกู้วัตถุระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (EOD/UXO) โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันและการรับมือภัยพิบัติ สะท้อนการกลับมากระชับความร่วมมือทางทหารระหว่าง กัมพูชา–สหรัฐฯ อีกครั้ง

ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติกัมพูชา / PM's Office of Cambodia

https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393379589617064/?rdid=qLzT8oF9RBw7lqnI#

 

‘สีหศักดิ์’ สวนกัมพูชา!! ซัดกัมพูชากลางวง UNCLOS บิดเบือนข้อเท็จจริง–สร้างภาพผู้ถูกกระทำ ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย ขอจุดยืนชัดเจนเรื่องระเบียบระหว่างประเทศ คาดหวังเจรจาเปิดทางสันติภาพสู่อนาคต

อ้างอิงจากเฟสบุ๊ค Wassana Nanuam

เอา คืน!!….’สีหศักดิ์‘ซัดเขมร’โกหกใส่ร้าย รายวัน สร้างภาพผู้ถูกกระทำ‘กลางวง UNCLOS
ย้อนเหตุ เขมรปล่อยคลิปสนทนาทางโทรศัพท์ ผู้นำ-ยิงจรวดใส่คนไทย วางทุ่นระเบิด ทำทหารไทยขาขาด

ถาม ว่า ที่ กัมพูชา ว่าเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ นั้น อยู่ที่ไหน
แฉ เขมร มักใช้สถานการณ์ มาต่อรองทางการเมือง มาโดยตลอด
แจง ไทย ยกเลิก MoU 2001 เพราะ ไม่มีอะไรคืบหน้า 25 ปี ประชุม ได้2 ครั้งเท่านั้น
ยัน กระบวนการนี้ เฉพาะทางทะเล ในอ่าวไทย ไม่เกี่ยวกับเกาะกูด ที่เขมร ลากเส้นเอง และไม่เกี่ยวข้องกับ เขตแดนทางบก
ยัน ไทยจะปกป้องอธิปไตย
ขอให้ กัมพูชา กล้า ที่จะเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลง ในเวที UNCLOS ครั้งแรก ที่สิงคโปร์ โดย นาย ปรัก สุคน รมว.ต่างประเทศ กัมพูชา ได้ กล่าวก่อน จากนั้น นายสีหศักดิ์ ขึ้นกล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยเชื่อมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างประเทศเพื่อนบ้านควรได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา นี่คือแนวทางที่เราใช้มาโดยตลอด นั่นคือ การรักษา ช่องทางการสื่อสารไว้ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น และการแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี
แต่กัมพูชา กลับใช้แนวทางแตกต่างออกไป กัมพูชากล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และพยายามสร้างภาพว่า ไทยเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ข้อกล่าวอ้างของกัมพูชานั้นเป็นการกล่าวอ้างเพื่อประโยชน์ของตนเอง มีความย้อนแย้ง

เราควรย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้ง
เมื่อกัมพูชานำการสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัวระหว่างผู้นำของเรามาเปิดเผยต่อสาธารณะ เมื่อจรวดของกัมพูชายิงเข้ามาและทำให้พลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต และเมื่อทหารของเราต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ แล้วในเวลานั้นกัมพูชาเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน
ข้าพเจ้าขอยืนยันให้ชัดเจนว่า ความมุ่งมั่นของไทยต่อกฎหมายระหว่างประเทศนั้นไม่เคยสั่นคลอน ไทยยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และจะปกป้องสิทธิของเราภายใต้กรอบระเบียบดังกล่าว

สำหรับไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นรากฐานที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันของความสัมพันธ์อันสันติระหว่างรัฐ กฎหมายเป็นกรอบที่กำหนดแนวทาง ขณะที่การทูตช่วยให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถนำกรอบดังกล่าวมาใช้ สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น และบรรลุทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้และมีความยั่งยืน

เรื่องนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในขณะนี้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาแล้ว ความขัดแย้งได้ทำลายความไว้วางใจ และสร้างความสูญเสียอย่างหนักให้แก่ชุมชนของประชาชนทั้งสองฝ่าย

แต่หากเราต้องการมีโอกาสอย่างแท้จริงที่จะค้นหาทางออกที่ยั่งยืน เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจดังกล่าวขึ้นมาใหม่ ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงเดินหน้าใช้การเจรจาและแนวทางที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นที่จำเป็นสำหรับการจัดการกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและยากยิ่งขึ้น
ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อต้นปีนี้ ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นที่จะค่อยๆ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน

และเมื่อข้าพเจ้าได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ที่นิวยอร์กเมื่อเดือนพฤษภาคม ข้าพเจ้าได้เสนอแนวทางปฏิบัติแบบเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อผลักดันพันธกรณีดังกล่าวให้เกิดความคืบหน้า แนวทางเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้เราสามารถเดินหน้าจัดการกับประเด็นข้อพิพาทที่อยู่ตรงหน้าได้ด้วยความมั่นใจ

น่าเสียดายที่แนวทางการทูตที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในทางปฏิบัติดังกล่าวไม่เคยได้รับโอกาสอย่างแท้จริงจากกัมพูชา และจากมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินการของกัมพูชาที่น่ากังวล

แทนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และจริงใจผ่านการเจรจาทวิภาคี กัมพูชากลับกล่าวร้ายประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเรื่องเล่าที่เป็นเท็จ การบิดเบือนข้อเท็จจริง และข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลต่อไทย แทบจะทุกวัน รวมถึงบนเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชายังดำเนินการดังกล่าวด้วยการวางตนเป็นฝ่ายตกเป็นเหยื่อ พร้อมแสดงท่าทีว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกต้องทางศีลธรรม เพื่อมุ่งสร้างภาพว่าตนอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าในทางศีลธรรม

เราไม่อาจมองข้ามได้ว่า ปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศกัมพูชามีส่วนกำหนดรูปแบบการดำเนินการเช่นนี้ สำหรับเราแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเรา รวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำไปขึ้นอยู่กับการคำนวณผลประโยชน์ทางการเมืองในระยะสั้น
นี่คือ เส้นทางที่กัมพูชาเลือกเดินมาตลอด แนวทางดังกล่าวนำมาซึ่งผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะทำให้กระแสความรู้สึกของประชาชนร้อนแรงขึ้น ทำให้ความตึงเครียดลึกซึ้งขึ้น และทำให้จุดยืนของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวมากขึ้น ส่งผลให้การหาจุดประนีประนอมและการปรองดองที่ทั้งสองประเทศต้องการยิ่งทำได้ยากขึ้น

เส้นทางที่ไทยพยายามเดินหน้าคือเส้นทางที่การใช้ช่องทางทางกฎหมายต้องดำเนินควบคู่ไปกับการทูตที่มองสถานการณ์อย่างชัดเจนและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตจะต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันเพื่อเอาชนะกัน หรือการพยายามแสดงว่าใครเหนือกว่าใคร เพื่อแสวงหาความได้เปรียบฝ่ายเดียว

ท่านประธานและสมาชิกคณะกรรมการทุกท่าน การดำเนินงานที่อยู่เบื้องหน้าของเราจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับที่มาที่ไปของสถานการณ์จนมาถึงจุดนี้ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะกล่าวถึงการนำเสนอของกัมพูชาเกี่ยวกับการตัดสินใจของไทยในการยุติข้อตกลงความเข้าใจปี 2544 หรือบันทึกความเข้าใจปี 2544 โดยสังเขป

กัมพูชาพยายามเสนอว่า การที่ไทยตัดสินใจยุติบันทึกความเข้าใจดังกล่าวทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มกระบวนการพิจารณานี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง
ความจริงก็คือ ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราสามารถจัดการเจรจาอย่างเป็นทางการได้เพียง 2 รอบเท่านั้น เป็นที่ชัดเจนว่าบันทึกความเข้าใจดังกล่าวไม่ได้นำไปสู่ความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มต้นการเจรจาใหม่อีกครั้ง

การที่กัมพูชาเพิ่งให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่จะกลับมาเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายร่วมกันที่ชัดเจนและมีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยข้าพเจ้าได้เสนอด้วยตนเองต่อคู่เจรจาของข้าพเจ้าว่า เราควรเริ่มการเจรจาโดยตรงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล ซึ่งจะสามารถช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัน และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นอื่นๆ ที่ยังคั่งค้างอยู่

และข้าพเจ้าได้เสนอด้วยว่า หากภายในระยะเวลา 6 เดือนยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ เราก็สามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยร่วมกันต่อไปได้

ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าหลังจากไทยยุติบันทึกความเข้าใจปี 2544 แล้ว กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มกระบวนการพิจารณานี้ จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้ง
กัมพูชาได้รับทางเลือกอย่างแท้จริง แต่กัมพูชากลับไม่เลือกทางเลือกดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ฝ่ายไทยยากจะเข้าใจ

ท่านประธาน หากเราต้องการบรรลุข้อตกลงยุติข้อพิพาท เราจะต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของประเด็นที่อยู่ต่อหน้าคณะกรรมการ

ขอบเขตของกระบวนการพิจารณานี้เกี่ยวข้องเฉพาะกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น

ไทยขอยืนยันจุดยืนเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลตามที่ระบุไว้ในประกาศพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 อีกครั้ง เราไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดมากไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมที่ไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

และข้าพเจ้าขอย้ำให้ชัดเจนว่า การไกล่เกลี่ยครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ไม่เคยมีการถกเถียงในประเด็นนี้มาก่อน ไทยไม่ยอมรับเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของกัมพูชาที่จัดทำขึ้นในปี 2515 เนื่องจากเส้นดังกล่าวไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย

ท่านประธานและสมาชิกคณะกรรมการทุกท่าน ไทยเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ด้วยความสุจริต โดยตระหนักอย่างเต็มที่ถึงบทบัญญัติของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง และความเชี่ยวชาญโดยรวมของคณะกรรมการชุดนี้
ไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมในกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายที่จะบรรลุทางออกที่ผ่านการเจรจาและมีความเป็นธรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากคณะกรรมการ การไกล่เกลี่ยสามารถช่วยให้คู่กรณีระบุจุดที่มีความเห็นร่วมกัน จำกัดขอบเขตของจุดยืนทางกฎหมายที่แตกต่างกัน และเจรจาหาทางเดินหน้าต่อไปได้

และเรามั่นใจว่า ด้วยคำแนะนำและการชี้แนะของคณะกรรมการ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุทางออกที่เป็นธรรม อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและสามารถปฏิบัติได้ และมีความยั่งยืนในระยะยาว สำหรับการกำหนดเขตแดนทางทะเล

ประตูสำหรับการเจรจายังคงเปิดอยู่ ท้ายที่สุดแล้ว ภาระหน้าที่ในการหาหนทางเดินหน้าต่อไปยังคงอยู่ที่ทั้งสองประเทศของเรา ซึ่งจะต้องร่วมกันค้นหาทางออกด้วยความจริงจังและด้วยความสุจริต
ท่านประธาน สมาชิกคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติ และเพื่อนร่วมงานชาวกัมพูชา ขณะที่เราเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาในวันนี้ เราจะต้องตระหนักว่าแนวทางที่คดีนี้จะดำเนินต่อไป รวมถึงผลลัพธ์ของกระบวนการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ จะมีนัยสำคัญต่ออนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา
กระบวนการนี้ไม่ใช่การดำเนินการทางการทูตแบบผลรวมเป็นศูนย์ ซึ่งฝ่ายหนึ่งจะได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเสีย

ขอให้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าไทยมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะยึดมั่นและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ขอให้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าไทยจะปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของเราอย่างแน่วแน่
และขอให้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เช่นกันว่าไทยมีความมุ่งมั่นต่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา

เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนมาแล้วในอดีต เมื่อไทยได้ทำงานร่วมกับประเทศต่างๆ ที่มีแนวคิดสอดคล้องกันมาเป็นเวลาหลายปี เพื่อช่วยนำสันติภาพมาสู่กัมพูชา และช่วยฟื้นฟูประเทศเพื่อประชาชนชาวกัมพูชา

ไทยยืนหยัดอย่างมั่นคงบนเส้นทางแห่งสันติภาพ
การเดินหน้าต่อไปจำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองจากทั้งสองฝ่าย ดังที่เราได้เน้นย้ำมาหลายครั้งแล้วว่า ทางเลือกอยู่ที่กัมพูชาจะเป็นผู้ตัดสินใจ และเราหวังว่ากัมพูชาจะสามารถรวบรวมเจตจำนงทางการเมืองเพื่อเข้าร่วมกับเราบนเส้นทางนี้

อีกไม่นานหลังจากกระบวนการพิจารณาเหล่านี้สิ้นสุดลง ไทยและกัมพูชาก็จะยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันต่อไป ภารกิจของเราคือการทำให้มั่นใจว่า มรดกที่เราทิ้งไว้เบื้องหลังจะเปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปสามารถได้รับประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ
ไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ และเราหวังว่ากัมพูชากล้า ที่จะทำเช่นเดียวกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/100001454030105/posts/28519481151016972/?rdid=MeaBCFKmbaPH7Hx1#

หนี้เสียกัมพูชาพุ่งแตะ 9.6% กำลังเผชิญความเสี่ยง หนี้เสียพุ่งสูงสุดในอาเซียน เศรษฐกิจปี 2569 เติบโตต่ำกว่าคาดที่ 3.9% AMRO เตือนภัยโครงสร้างต่อเอลนีโญรุนแรง ภาคผลิตแข็งแกร่ง แต่ภาคบริการซบเซารุนแรง

หัวแถวอาเซียน! หนี้เสียเขมรพุ่ง 8.3% เปราะบางต่อภาวะโลกร้อน-เอลนีโญ

วานนี้ (5 ต.ค. 69) สำนักข่าวคีรีโพสต์ของกัมพูชารายงานว่า สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office; AMRO) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาลงเหลือ 3.9% ในปีนี้ ท่ามกลางภาวะซบเซาของภาคการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินมาตรการ "อย่างทันท่วงที" เพื่อจัดการกับสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ภาคการผลิตทั้งสิ่งทอและสินค้าที่ไม่ใช่สิ่งทอยังคงเติบโตรองรับไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง

นายตง เหอ (Dong He) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) ระบุว่า ทางการกัมพูชาควรดำเนินมาตรการ "อย่างทันท่วงที" เพื่อจัดการกับปัญหาที่สั่งสมมาจากสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของกัมพูชา ซึ่งสูงที่สุดในอาเซียนที่เกือบ 8% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 พร้อมกับต้องบริหารจัดการความเชื่อมั่นในระบบการเงิน "อย่างรอบคอบ"

เมื่อหนึ่งปีก่อน AMRO พบว่าอัตราส่วนดังกล่าวยังคง "ถูกบดบังไว้บางส่วน" จากนโยบายของธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) ที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์สามารถ "ปรับโครงสร้างหนี้ได้โดยไม่ต้องจัดชั้นเป็นหนี้เสีย (NPL)" แต่ในเดือนกันยายนนี้ แบ่งชาติกัมพูชาได้ยุติมาตรการผ่อนปรนการชำระหนี้ระยะเวลา 6 ปีลง เพื่อให้พอร์ตสินเชื่อสะท้อนถึงคุณภาพสินเชื่อและความเสี่ยงที่แท้จริง

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 หนี้เสีย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 แตะระดับที่ 9.6% โดยมีการปรับโครงสร้างหนี้ไปทั้งสิ้น 239,546 บัญชี คิดเป็นมูลค่า 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7.5% ของยอดคงค้างสินเชื่อทั้งหมดในระบบ ผู้เชี่ยวชาญในภาคการธนาคารระบุว่า อัตราส่วนดังกล่าวอาจปรับตัวสูงขึ้นอีกหลังจากการยกเลิกมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตาม อัตราหนี้เสียสุทธิ (Net NPL) ยังคงอยู่ที่ราว 3.3%

ในบทวิเคราะห์ล่าสุด นายเรย์มอนด์ เซีย (Raymond Sia) กรรมการผู้จัดการของ Canadia Investment Holding Plc ระบุว่า แม้หนี้เสียสุทธิจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ 3.3% แต่การบังคับขายหลักประกันเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ถือเป็นทางเลือกสุดท้ายของสถาบันการเงินในการติดตามหนี้ให้สำเร็จ

ทั้งนี้ อัตราหนี้เสียสุทธิที่ต่ำบ่งชี้ว่าธนาคารและสถาบันการเงินยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังที่ AMRO ได้ระบุไว้ในรายงานเสถียรภาพทางการเงินฉบับล่าสุด ซึ่งจัดให้กัมพูชามีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 capital adequacy ratio) สูงกว่าเกณฑ์อย่างมาก และมีอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน (LCR) สูงเกิน 100%

อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบภายในประเทศยังคงรุมเร้ากัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปีที่แล้ว ความซบเซาในภาคอสังหาริมทรัพย์ และต้นทุนพลังงานที่สูง ส่งผลให้ AMRO ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลงเหลือ 3.9% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.2% แม้ว่าจะคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะลดลงมาอยู่ที่ 4.9% (จาก 5.1% ในเดือนกรกฎาคม) ก็ตาม ส่วนในปีหน้า ปี 2570 คาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 4.9% และอัตราเงินเฟ้อจะลดลงอีกสู่ระดับ 3%

นอกจากนี้ กัมพูชายังถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงต่อปรากฏการณ์เอลนีโญ เนื่องจากภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนการจ้างงานสูงถึง 33.4% และหมวดอาหารมีน้ำหนักในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ถึง 43.3% แม้ว่าการมีสต็อกข้าวสารรองรับการบริโภคได้ 3.1 เดือนและสถานะที่เป็นผู้ส่งออกอาหารสุทธิเล็กน้อยจะช่วยรองรับผลกระทบได้บ้าง ตามที่รายงานอัปเดตแนวโน้มเศรษฐกิจเดือนตุลาคมของ AMRO ระบุไว้

AMRO รายงานว่า ในกัมพูชา ลาว และเมียนมา ภาคเกษตรกรรมคิดเป็นสัดส่วนค่อนข้างสูงทั้งในด้าน GDP และการจ้างงาน ขณะที่หมวดอาหารมีสัดส่วนมากกว่า 40% ในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พร้อมเตือนว่า "ภาวะชะงักงันทางการเกษตรอาจส่งผลให้ผลผลิตและรายได้ในชนบทลดลง ในขณะเดียวกันก็เพิ่มค่าครองชีพของภาคครัวเรือนไปด้วย"

แม้จะมีปัจจัยท้าทายเหล่านี้ นายเหอได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยบวกในรายงาน โดยวิเคราะห์ว่าการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมของกัมพูชา "ค่อนข้างแข็งแกร่ง" จากแรงหนุนของภาคการผลิตทั้งสินค้าเครื่องนุ่งห่มและสินค้าที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่ม "การส่งออกเครื่องนุ่งห่มและการนำเข้าผ้าขยายตัว 6.7% และ 8.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) ตามลำดับ ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้"

"แต่สิ่งที่น่าจับตาเช่นกันคือ การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่มเติบโตถึง 37.3% ในช่วง 8 เดือนแรก [ของปี 2026] ซึ่งเร็วกว่าอัตราการเติบโต 16.8% ที่บันทึกไว้ในปี 2025 มาก ดังนั้น ภาพที่เห็นจึงเป็นการผสมผสานระหว่างการชะลอตัวในภาคบริการ แต่ภาคการผลิตกลับทำผลงานได้ค่อนข้างดี" นายเหอกล่าวตอบสำนักข่าว Kiripost

ที่มา : Kiripost

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1709191184546685&id=100063674585845&rdid=sfalKlNFu1v2StU8#

ปฏิเสธข่าวถังแตก!! ‘ฮุน เซน’ โต้กระแสกัมพูชาเงินขาดมือ ย้ำเงินสำรอง 2.5 พันล้านดอลลาร์ รายได้ปี 69 เพียบรับ 5 พันล้าน ชี้ ข้อกล่าวหาทำคนเข้าใจผิด

ฮุนเซนโต้ "เขมรถังแตก" โวเหลือเงินสำรองอีกตั้ง $2.5 พันล.

วานนี้ (8 ต.ค. 69) สำนักข่าว KPT English ของกัมพูชารายงานว่าสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธข้ออ้างของกลุ่มผู้วิพากษ์วิจารณ์ในต่างประเทศที่ระบุว่ารัฐบาลกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเงินสด โดยระบุว่ารัฐมีทุนสำรองเงินสดอยู่อย่างน้อย 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 84,200 ล้านบาท) และยังคงสร้างรายได้อย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

ในแถลงการณ์ที่โพสต์ลงบนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันอังคาร (6 ต.ค.) สมเด็จเดโชกล่าวว่า รายได้ของรัฐบาลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สูงกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 500 ล้านถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

อดีตนายกฯ กัมพูชา ระบุว่า รายจ่ายรายเดือนสำหรับเงินเดือนของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 7,800 ล้านบาท) พร้อมชี้ว่ารายได้ของรัฐยังคงเพียงพอต่อภาระผูกพันด้านรายจ่ายต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเงินสำรองทางการเงินไว้ได้อย่างมหาศาล

ประธานวุฒิสภากัมพูชากล่าวต่อว่า การออกมาชี้แจงครั้งนี้เป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาที่เผยแพร่โดยกลุ่มคนจำนวนไม่มากในต่างประเทศ ซึ่งอ้างว่ารัฐบาลเริ่มพิมพ์ธนบัตรใหม่เนื่องจากเงินคงคลังหมดลงแล้ว พร้อมปัดตกข้อกล่าวหาเหล่านั้นว่าเป็นความเท็จ และระบุว่าข้ออ้างดังกล่าวเสี่ยงที่จะทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ชี้แจง

นอกจากนี้ ยังกล่าวหากลุ่มชาวกัมพูชาในต่างประเทศบางกลุ่มว่ากักเก็บเงินบริจาคที่เรี่ยไรได้ ณ วัดพนมเสรี ซึ่งท่านระบุว่ามีเจตนาเพื่อนำมาช่วยเหลือพลเรือนที่ต้องพลัดถิ่นจากเหตุความขัดแย้งบริเวณชายแดนเมื่อเร็ว ๆ นี้

ฮุนเซนได้เรียกร้องให้ผู้ที่ถือครองเงินดังกล่าวนำเงินออกมาช่วยเหลือชุมชนผู้พลัดถิ่น พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเงินเหล่านั้นกลับถูกเก็บไว้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง พร้อมกล่าวเสริมว่าจะเปิดเผยคลิปเสียงที่ท่านอ้างว่าเป็นหลักฐานบันทึกการหารือในเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะต่อไป

ที่มา : KPT English

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1712428064222997&id=100063674585845&rdid=ik7tZIWxRUJ33ofw#

สถานทูตสหรัฐฯ ประจำกัมพูชา เตือนแรง!! เดินหน้าทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ค้ามนุษย์ คว่ำบาตรกว่า 200 ราย ใครเกี่ยวข้องขบวนการสแกม–ค้ามนุษย์ ต้องถูกดำเนินการ สหรัฐฯ ลั่นไม่ปล่อยผู้เกี่ยวข้องค้ามนุษย์ลอยนวล ใช้ทุกเครื่องมือจัดการแก๊งสแกม

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐอเมริกากำลังเดินหน้าทลายปฏิบัติการหลอกลวงที่อาศัยการค้ามนุษย์ โดยใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มี รวมถึงการคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลมากกว่า 200 ราย จากบทบาทเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้

สหรัฐอเมริกาจะเดินหน้าดำเนินการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1532553775572365&id=100064532720718&rdid=oIASKu8h710NdqPN#

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top