Friday, 5 June 2026
กัมพูชา

ปธน.เกาหลีใต้ สั่งลุย!! 'กัมพูชา' หลังคนเกาหลี ‘ถูกล่อลวง - ฆาตกรรม’ เดินหน้ายกระดับ!! ปกป้องประชาชน พลเมือง จากอาชญากรรมข้ามชาติ

(13 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘เมืองอาชญากรรมกัมพูชา’ ซึ่งก่อให้เกิดอาชญากรรมรุนแรงหลายรูปแบบที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา รวมถึงการหลอกลวงงาน การลักพาตัว การจำคุก การทรมาน และการฆาตกรรม

เจ้าหน้าที่จากทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวเมื่อวานนี้ (11 ต.ค.) ว่า "ประธานาธิบดีอีได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศใช้ความพยายามทางการทูตอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องพลเมืองของเราจากอาชญากรรมของกัมพูชา"

เจ้าหน้าที่กล่าวเสริมว่า "กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินมาตรการต่างๆ รวมถึงการขอความร่วมมือจากรัฐบาลกัมพูชา และวางแผนที่จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมที่จำเป็น"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ โช ฮยอน ยังได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำเกาหลีใต้ ควน พรรัตนัค เข้าพบกระทรวงการต่างประเทศ และแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ฉ้อโกงการจ้างงานและการกักขังพลเมืองของเราในกัมพูชาที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกันที่ประเทศกัมพูชา นักศึกษาชาวเกาหลีวัย 22 ปี ถูกพบเสียชีวิตในเดือนสิงหาคม

พบว่านักศึกษาถูกหลอกลวงโดยบริษัทอาชญากรที่ลักลอบเปิดบัญชีธนาคาร และเดินทางไปกัมพูชา ก่อนจะถูกฉ้อโกงในเวลาต่อมา

เจ้าหน้าที่พบเหยื่อมีร่องรอยการถูกทรมานทั้งรอยฟกช้ำและคราบเลือดอยู่ทั่วร่างกาย และได้รับการยืนยันว่าเขาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย 

ตำรวจและสมาชิกในครอบครัวรายงานว่า เหยื่อเดินทางออกจากบ้านในเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ เมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกกับครอบครัวว่าจะไปชมงานนิทรรศการที่กัมพูชา

ประมาณ 1 สัปดาห์ต่อมา ครอบครัวของเขาได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งที่พูดสำเนียงจีน-เกาหลีว่า “นักศึกษารายดังกล่าว ก่อเหตุวุ่นวายที่นี่และถูกควบคุมตัวไว้ ส่งเงิน 50 ล้านวอน หรือ 38,500 ดอลลาร์สหรัฐ (1.15 ล้านบาท) แล้วเราจะปล่อยตัวเขา”

ครอบครัวได้ติดต่อสถานทูตกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นทันที แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเขาถูกควบคุมตัวอยู่ที่ไหน การติดต่อสื่อสารกับผู้ลักพาตัวถูกตัดขาดหลังจากผ่านไป 4 วัน

อีก 2 สัปดาห์ต่อมา ในวันที่ 8 ส.ค. ศพของเหยื่อ ถูกพบใกล้ภูเขาโบกอร์ในจังหวัดกำปง ซึ่งเป็นที่ที่เขาถูกกักขังไว้ จากการสืบสวนของตำรวจท้องถิ่น อาชญากรชาวจีน 3 คนถูกจับกุมและนำตัวขึ้นศาล เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งล่อลวงนักศึกษาวิทยาลัยก็ถูกจับกุมในเกาหลีใต้เช่นกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ คดีหลอกลวงเรื่องงาน การกักขัง และการทรมานที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชามีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า จำนวนคดีลักพาตัวชาวเกาหลีในกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 10-20 คดีต่อปี ระหว่างปี 2022-2023 แต่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 220 คดีในปีที่แล้ว และ 330 คดีในเดือนสิงหาคมปีนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าเหยื่อส่วนใหญ่ถูกลักพาตัวโดยองค์กรอาชญากรรมหลังจากถูกหลอกให้ "ทำงานในต่างประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูง"

ช็อกเอเชีย!! พบ ‘พาสปอร์ต’ เพียบในถังขยะ ‘กัมพูชา’ สะท้อนวิกฤต!! ค้ามนุษย์ข้ามชาติ รุนแรงขึ้นทุกวัน

(13 ต.ค. 68) มีการพบหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) มากกว่า 30 เล่มในถังขยะที่ประเทศกัมพูชา (ส่วนใหญ่เป็นของประเทศไทย) เป็นการเตือนถึงปัญหาการค้ามนุษย์ที่กำลังอยู่ในระดับวิกฤต  

ภาพถูกแชร์โดยคนเกาหลีใต้ 

ขอบคุณภาพ JH의메모

เกาหลีใต้ ซึ่งกำลังมีข่าวดังเรื่อง พลเมืองเกาหลี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์
หลอกในกัมพูชา ถูกกักขัง เรียกค่าไถ่ ทรมาน และเสียชีวิต

ขแมร์ไทม์ส เผย!! ‘Condé Nast Traveler’ ยก!! พนมเปญติดอันดับ เมืองดีที่สุดในโลก ค้านสายตาคนไทย!! สงสัยกรรมการ ไม่เคยเปิดดูข่าว ‘ค้ามนุษย์ – คอลเซ็นเตอร์’

(13 ต.ค. 68) ขแมร์ไทม์ส สื่อมวลชนกัมพูชา อวดอ้างว่ากรุงพนมเปญ รั้งอันดับที่ 10 'เมืองใหญ่ที่ดีที่สุดในโลก' ในรางวัล Readers' Choice Awards ประจำปี 2025 ของ Condé Nast Traveller นิตยสารของสหราชอาณาจักร

สำนักข่าวขแมร์ไทม์ส ระบุว่ารางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นการจัดวางเมืองหลวงของกัมพูชา อยู่ท่ามกลางจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลก ที่มีชื่อเสียงทางวัฒนธรรม, ความเป็นเลิศด้านการทำอาหาร, สถาปัตยกรรมและประสบการณ์ของผู้มาเยือน

สื่อมวลชนกัมพูชาระบุว่ารางวัล Readers’ Choice Awards ของ Condé Nast Traveller ซึ่งจัดเป็นปีที่ 38 เป็นหนึ่งรางวัลด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความเคารพมากที่สุดในโลก

ในปีนี้ มีผู้อ่าน 757,109 คน ลงคะแนนโหวตด้านประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวของพวกเขา ในนั้นรวมถึงเมือง, โรงแรม, สายการบิน, หมู่เกาะและเรือสำราญ และผู้อ่านได้เลือกกรุงพนมเปญเป็นเมืองที่น่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในฐานะจุดหมายปลายทางเมืองที่กำลังเติบโต

ในการเน้นย้ำถึงเสน่ห์ที่แท้จริงและแรงดึงดูดใจด้านการท่องเที่ยวของกรุงพนมเปญ ทาง Condé Nast Traveler ให้คำจำกัดความเมืองแห่งนี้ว่าเป็นสถานที่ที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ความสวยงามและวัฒนธรรมของกัมพูชา

"มีพระราชวังและเจดีย์เงินเปล่งประกายแสงระยิบระยับ ที่ขัดเกลาอย่างประณีตจากมรกตและเพชรพลอย ขณะเดียวกันก็มีตลาดรัสเซียอันคึกคัก สัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ในรูปแบบพ่อค้าแม่ค้าที่ขายทุกๆ อย่าง ไล่ตั้งแต่ไม้แกะสลักหรูหราวิจิตบรรจง ไปจนถึงเครื่องเทศท้องถิ่น และเครื่องดนตรีโบราณของเขมร"

"สำหรับอนุสรณ์สถาน คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัมพูชา ณ ศูนย์ทุ่งสังหารเจิงเอก และพิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง รับรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ยากลำบากของประเทศภายใต้ระบอบการปกครองของเขมรแดง และที่ถูกเป็นเครื่องเตือนความทรงจำอันมีค่า ว่าทุกวันนี้กัมพูชามาได้ไกลแค่ไหน" รายงานระบุ

รายงานของขแมร์ไทม์ส ระบุว่า Condé Nast Traveller ซึ่งก่อตั้งในปี 1987 เป็นนิตยสารชั้นนำของโลกในด้านการเดินทางหรู ที่เป็นแรงบันดาลใจแก่พวกนักเดินทางทั่วโลกที่ต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เหนือกว่าและซับซ้อนกว่าปกติ เน้นแสวงหาประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง นิตยสารฉบับนี้ปฏิบัติการอยู่ใน 7 ตลาดทั่วโลก และเผยแพร่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายทั้งในสื่อดิจิทัล, สิ่งพิมพ์, วิดีโอ และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์

‘พนมเปญ’ ติดอันดับ ‘เมืองดีที่สุดในโลก’ 
คุณคิดว่าอย่างไร??
มาแชร์ความคิดเห็นของคุณ ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ ที่ข้างล่างนี้ 

สภาคองเกรสสหรัฐฯ เดินหน้ากฎหมาย H.R.5490 ล่าแก๊งสแกมข้ามชาติ Benjamin–Yim Leak–Huione

(14 ต.ค. 68) สภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดศึกครั้งใหญ่กับ 'ขบวนการสแกมข้ามชาติ' ที่กำลังสร้างความเสียหายทั่วโลก โดยล่าสุดมีการเสนอร่างกฎหมายชื่อว่า 'Dismantle Foreign Scam Syndicates Act' (H.R.5490) เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีอำนาจจัดตั้ง คณะทำงานพิเศษระดับชาติ (Task Force) สำหรับ 'ล้างบาง' เครือข่ายอาชญากรรมที่ใช้แรงงานบังคับและระบบออนไลน์ในการหลอกลวงผู้คน — โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาว

ผู้เสนอร่างกฎหมายคนสำคัญคือ นายเจฟเฟอร์สัน ชรีฟ (Jefferson Shreve) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐอินดีแอนา พรรครีพับลิกัน ซึ่งร่วมกับ สส.จอห์น มูลีนาร์ และสส.ไมเคิล รูลลี เสนอร่างเข้าสภาเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา โดยกฎหมายนี้ถูกส่งต่อให้คณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและด้านยุติธรรมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา

สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือ การตั้งคณะทำงานข้ามหน่วยงานขึ้นมานำโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อสืบสวนและปิดล้อม “ศูนย์สแกม” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้แรงงานบังคับของเหยื่อค้ามนุษย์ในการดำเนินการหลอกลวงแบบ 'Pig Butchering' หรือ 'หลอกให้รัก หลอกให้ลงทุน' ซึ่งกำลังระบาดไปทั่วภูมิภาค

สภาคองเกรสระบุในรายงานประกอบร่างว่า เครือข่ายสแกมเหล่านี้ส่วนใหญ่มี รากฐานจากองค์กรอาชญากรรมจีน ที่เข้าไปตั้งศูนย์ปฏิบัติการในประเทศที่มี “รัฐบาลอำนาจนิยมและขาดความโปร่งใส” เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา และในหลายกรณี “มีความร่วมมือโดยตรงกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง” ของประเทศเหล่านี้

ตัวเลขความเสียหายรุนแรงถึงขั้นที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประเมินว่า เฉพาะในปี 2024 ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการถูกหลอกลงทุน และทั่วโลกอาจมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

สิ่งที่ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกจับตาอย่างมาก คือ รายชื่อบุคคลและองค์กรที่อยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเบื้องต้นกว่า 30 ราย ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจใหญ่ในกัมพูชา เช่น Huione Group, Prince Group, K99 Group, Union Development Group, และบุคคลที่ใกล้ชิดกับครอบครัวผู้นำกัมพูชาอย่าง ฮุน เซน

ในรายชื่อยังปรากฏชื่อของ Yim Leak และ D. Chen Zhi ที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ในพนมเปญ Hun To และ Dy Vichea ซึ่งเป็นสมาชิกในตระกูลผู้นำกัมพูชา รวมถึง Chou Bun Eng และ Sar Sokha เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นกับการปล่อยให้มีศูนย์สแกมเกิดขึ้นในประเทศ

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านวุฒิสภาและมีผลบังคับใช้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถใช้กฎหมาย Global Magnitsky Act และ Executive Order 13581 เพื่อคว่ำบาตรบุคคลเหล่านี้ทันที ทั้งในรูปแบบการอายัดทรัพย์สิน ห้ามทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินสหรัฐฯ และตัดสิทธิ์ในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ภายใต้ร่างนี้ ยังมีข้อกำหนดให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดตั้ง Task Force ภายใน 30 วัน และต้องจัดทำยุทธศาสตร์ภายใน 180 วัน เพื่อ
1. ประสานกับพันธมิตรระหว่างประเทศในการปิดศูนย์สแกม
2. กดดันรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กัมพูชา ให้รับผิดชอบ
3. และให้ใช้ “ขีดความสามารถทางไซเบอร์เชิงรุก” เพื่อโจมตีและทำลายโครงสร้างเทคโนโลยีของขบวนการเหล่านี้โดยตรง

กฎหมายนี้ยังจัดสรรงบประมาณกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี สำหรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกม รวมถึงการนำพวกเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย

นักวิเคราะห์ในวอชิงตันมองว่า “Dismantle Foreign Scam Syndicates Act” คือก้าวสำคัญของนโยบายความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยง “อาชญากรรมไซเบอร์ – การค้ามนุษย์ – อำนาจรัฐอำนาจนิยม” เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในกัมพูชา ซึ่งชื่อของเครือข่ายใกล้ชิดกับ ฮุน เซน ปรากฏอยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเกือบทั้งหมด

สหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดว่า “จะไม่เพียงแค่ปราบสแกมเมอร์รายย่อย” แต่จะสืบสวนไปถึงผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อยุติวงจรของอาชญากรรมและการคอร์รัปชันที่บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาคนี้มานานหลายปี

ชาวบ้านเปรยจัน กัมพูชาผวาซาวด์ ‘ผี–หมาหอน’ วอนคนไทยปิดที!! รับหลอนมากไม่ได้หลับไม่ได้นอน

(14 ต.ค. 68) เพจ 'Army Military Force' เผยโพสต์ของทหารกัมพูชาในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน ระบุว่า ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้สูงอายุ “ไม่ได้นอนมาหลายคืน” เพราะได้ยินเสียง “เพลงผีและเสียงหมาหอน” ดังมาจากฝั่งคนไทยตลอดทั้งคืน จนเข้าสู่คืนที่ 4 ติดต่อกัน

ทหารกัมพูชารายดังกล่าวโพสต์ข้อความร้องขอให้คนไทย “หยุดข่มขู่ชาวบ้านด้วยเสียงผี” โดยยืนยันว่าตนและชาวบ้านรู้สึกกลัวและไม่สบายใจ พร้อมย้ำว่า “พวกเขาเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ” ขณะที่คลิปวิดีโอประกอบโพสต์แสดงให้เห็นชาวบ้านบางส่วนรวมตัวกันในยามค่ำคืนด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

นอกจากนี้ ชาวเน็ตกัมพูชาหลายรายร่วมแชร์คลิปและแสดงความเห็นตำหนิฝ่ายไทย โดยระบุว่าเป็น “การกลั่นแกล้งเพื่อนบ้านอย่างไม่เหมาะสม” และเรียกร้องให้ยุติการกระทำดังกล่าวทันที

DOJ สหรัฐฯ ลุยยึด ‘บิตคอยน์’ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลล์ จาก ‘เฉิน จื้อ’ นักธุรกิจจีน!! ชักใยขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชา

(15 ต.ค. 68) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เปิดเผยการดำเนินคดีทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยฟ้องร้องและยึดทรัพย์บิตคอยน์กว่า 127,000 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 550,000 ล้านบาท) ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลประโยชน์จากขบวนการฉ้อโกงและฟอกเงินข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันบิตคอยน์เหล่านี้อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว

คดีนี้มีผู้ต้องหาหลักคือ 'เฉิน จื้อ' (Chen Zhi) หรือ 'วินเซนต์' ชาวจีน แต่ถือสัญชาติอังกฤษและกัมพูชา วัย 37 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group ซึ่งถูกตั้งข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและฟอกเงิน โดยมีการบังคับใช้แรงงานในคอมพาวด์ต่าง ๆ ทั่วกัมพูชา เพื่อหลอกเหยื่อทั่วโลกให้ลงทุนในคริปโตภายใต้กลโกงที่เรียกว่า 'Pig Butchering'

อัยการสหรัฐฯ ระบุว่า เฉินและผู้บริหารระดับสูงของ Prince Group ใช้บริษัทบังหน้าในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริการด้านการเงิน แต่เบื้องหลังกลับขยายอิทธิพลกลายเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ในเอเชีย ทำรายได้มหาศาลจากการหลอกลงทุนและบังคับแรงงานต่างชาติ

ทั้งนี้ 'เฉิน จื้อ' ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้าติดตามตัวผู้ต้องหาและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยคดีนี้ถือเป็นการยึดทรัพย์จากคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ และเป็นสัญญาณชัดเจนถึงการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ทั่วโลก

‘กลาโหม’ ปัดข้อเรียกร้อง ‘ฮุน เซน’ ให้เปิดด่าน ย้ำจุดยืน! กัมพูชาต้องทำตาม 4 เงื่อนไขก่อน

กระทรวงกลาโหม แถลงจุดยืนชัดเจน ไม่เจรจาเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาตามแรงกดดันของ ‘ฮุน เซน’ จนกว่าฝ่ายกัมพูชาจะปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ข้ออย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด ทภ.2 สั่งเลื่อนประชุม RBC ไม่มีกำหนด เหตุเขมรยังไม่ส่งแผนปฏิบัติการ ขณะที่มองท่าที ‘ทรัมป์’ เสนอตัวเป็นคนกลางเป็นเรื่องดี

(15 ต.ค. 68) มีรายงานว่า พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้แถลงถึงกรณีที่สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานองคมนตรีกัมพูชา กดดันให้ไทยเปิดด่านชายแดนถาวรภายในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ โดยยืนยันว่าฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในเงื่อนไข 4 ข้อที่เคยเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา และจะไม่มีการเจรจาในประเด็นอื่นจนกว่ากัมพูชาจะดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นที่น่าพอใจ

สำหรับเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อ ที่ฝ่ายไทยยื่นต่อกัมพูชา ประกอบด้วย
1. การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน
2. การเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน
3. การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ
4. การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหาร่วมกัน

พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวว่า จุดยืนของไทยมีความชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ตั้งแต่ระดับรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันในเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อมาโดยตลอด จนถึงหน่วยงานในระดับพื้นที่ ซึ่งต้องการแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชา เช่น แผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการจัดการชุมชนที่รุกล้ำอธิปไตยของไทย แต่จนถึงขณะนี้ฝ่ายกัมพูชายังไม่มีการเสนอแผนปฏิบัติการใดๆ ที่เป็นรูปธรรม

"กัมพูชาก็ต้องย้อนมองตัวเองว่ามีความพร้อมแค่ไหน ก่อนที่จะออกมาพูดว่าขอเปิดด่าน เพราะขณะนี้ฝ่ายไทยยืนยันเป็นแนวทางเดียวกันหมด ตั้งแต่รัฐบาลไปจนถึงระดับพื้นที่ว่าต้องยึดในเงื่อนไข 4 ข้อ ก่อนที่จะไปคุยเรื่องอื่น" โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

จากการที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ส่งแผนปฏิบัติการดังกล่าว ส่งผลให้ล่าสุดกองทัพภาคที่ 2 ได้แจ้งเลื่อนการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ซึ่งมีกำหนดจะประชุมกับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชาออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ส่วนข้อสังเกตว่าแรงกดดันของกัมพูชาอาจมีสาเหตุมาจากการสูญเสียรายได้หลังไทยใช้มาตรการปิดด่านนั้น พล.ร.ต.สุรสันต์ระบุว่า แม้จะไม่มีข้อมูลโดยตรง แต่คาดการณ์ได้ว่าเกิดจากผลกระทบด้านการค้าชายแดน ซึ่งมาตรการปิดด่านของไทยถือเป็นความเหมาะสมและเป็นการกดดันตามหลักสากล

นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงกลาโหมยังได้กล่าวถึงท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่จะเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพ ว่าเป็นเรื่องที่ดีและสะท้อนถึงความห่วงใยของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคนี้ ซึ่งไทยมองว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการสร้างความสงบสุขตามแนวชายแดน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องกังวลถึงการปะทะที่อาจเกิดขึ้น

ตม.กัมพูชา ยืนยันพบแล้วชาวเกาหลีใต้ 80 คน อ้างทั้งหมด 'มีความสุขดี' และปฏิเสธกลับประเทศ

(15 ต.ค. 68) รัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้ราว 80 คนไว้ในความดูแล โดยทั้งหมดปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ แม้เจ้าหน้าที่จากเกาหลีใต้จะเข้ามาประสานงานแล้วก็ตาม ข้อมูลนี้เปิดเผยโดยนายทัช สุขะ (Touch Sokhak) โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ผ่านสำนักข่าวซินหัว ของจีน

อย่างไรก็ตาม ทางการกัมพูชายังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ชาวเกาหลีใต้ทั้ง 80 คนนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับพลเมืองเกาหลีใต้ที่รัฐบาลโซลกำลังติดตามหาหรือไม่ หลังมีรายงานจากสื่อเกาหลีใต้ก่อนหน้านี้ว่า มีชาวเกาหลีใต้ราว 80 คน “หายตัวไป” ในกัมพูชา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ซึ่งหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับกรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ที่ถูกพบเป็นศพในจังหวัดกำปอต

คดีดังกล่าวนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีน 2 คน และทางการกำลังติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยอีก 1 ราย ขณะเดียวกัน โฆษกกัมพูชายังยืนยันว่า ครอบครัวของนักศึกษาผู้เสียชีวิตและสถานทูตเกาหลีใต้ในพนมเปญ ไม่ได้แจ้งบุคคลสูญหายอย่างเป็นทางการเข้ามา

ตร.กัมพูชาปฏิบัติการใหญ่!! รวบต่างชาติ 200 คน มั่วสุมเสพยากลางพนมเปญ สอบโยงขบวนการสแกมเมอร์

(16 ต.ค. 68) เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติกัมพูชา พร้อมตำรวจท้องที่ บุกตรวจค้นอาคารชื่อ “พิช เล เมฆ” หรือ “Diamond in the Sky” ในเขตเกาะเพชร กรุงพนมเปญ เมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา หลังสืบทราบว่ามีการเปิดสถานที่ให้บริการเสพยาเสพติดอย่างลับ ๆ โดยใช้เวลาปฏิบัติการยาวนานกว่า 6 ชั่วโมง

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมชายและหญิงได้รวมประมาณ 200 คน มีทั้งชาวจีน ชาวเวียดนาม และชาวกัมพูชา เบื้องต้นทั้งหมดถูกนำตัวไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อตรวจหาสารเสพติดและสอบสวนเพิ่มเติม โดยตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม รายงานอีกกระแสระบุว่า อาคารดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมที่ใช้สถานที่แห่งนี้กักขังเหยื่อหลายร้อยคน ก่อนส่งต่อไปยังศูนย์สแกมเมอร์ในพื้นที่อื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผลตรวจสอบเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมยืนยันว่าการปฏิบัติการทลายอาคารแห่งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ทีมตอบโต้สถานการณ์ของรัฐบาลเกาหลีใต้ เดินทางมาถึงพนมเปญเมื่อคืนที่ผ่านมา

สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดศึกกัมพูชา เสนอ ‘คว่ำบาตร–ขึ้นบัญชีดำเขมร’ เอี่ยวทุนเทา

(16 ต.ค. 68) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน 3 คน ได้แก่ เจฟเฟอร์สัน ชรีฟ จากรัฐอินเดียนา, จอห์น มูลีนาร์ จากมิชิแกน และไมเคิล รูลี จากโอไฮโอ ได้เสนอร่างมติ H.R. 5490 ต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้ “ขึ้นบัญชีกัมพูชาเป็นประเทศที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ” พร้อมเรียกร้องให้คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำธุรกิจรายใหญ่ของกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมผิดกฎหมายและเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีน

ร่างมติดังกล่าวอยู่ภายใต้ชื่อ “Promoting International Fraudsters Accountability Act” โดยระบุรายชื่อบุคคลกว่า 40 รายที่ใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซน รวมถึงสมาชิกครอบครัวและผู้มีอิทธิพลในวงการพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจคาสิโน เช่น เนต ซาโวเอิน, ฮุน โต, ก๊ก อัน และเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ “เบน สมิธ” ชาวแอฟริกาใต้ที่ถูกกล่าวหาว่าบริหารเครือข่ายทุจริตแทนกลุ่มฮุนเซน

รายงานของคณะกรรมาธิการความมั่นคงและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระบุว่า กัมพูชาถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของศูนย์สแกมเมอร์ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงจีน ครอบคลุมถึงไทย ลาว และเวียดนาม โดยสร้างความเสียหายต่อชาวอเมริกันกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ขณะที่แอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลรายงานว่ามีแรงงานกว่า 120,000 คนในกัมพูชาถูกกักขังหรือบังคับทำงานในกิจการหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้

ด้านทางการกัมพูชายังไม่ออกมาแสดงความเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ผู้สังเกตการณ์มองว่าร่างมติของสหรัฐฯ เป็นสัญญาณกดดันทางการเมืองครั้งใหม่ เพื่อสกัดอิทธิพลจีนในกัมพูชา ซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรสำคัญของปักกิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top