Tuesday, 21 July 2026
กัมพูชา

ญี่ปุ่นหนุนกัมพูชาพัฒนาครู!! ลงนามขอรับความช่วยเหลือ มูลค่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งวิทยาลัยการศึกษาครูที่กำปงจาม เสริมคุณภาพศึกษาและเศรษฐกิจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ปรัก สุคน และเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา อุเอโนะ อัตสึชิ ได้ร่วมลงนามในเอกสารแลกเปลี่ยนหนังสือและเอกสารประกอบ เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากรัฐบาลญี่ปุ่น มูลค่า 1,189,000,000 เยน หรือประมาณ 8,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดำเนินโครงการจัดตั้งวิทยาลัยการศึกษาครูในจังหวัดกำปงจาม ตามข่าวประชาสัมพันธ์ที่ Fresh News ได้รับทราบเมื่อวันพุธที่ 20 พฤษภาคม

ภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่านี้ วิทยาลัยการศึกษาครูในจังหวัดกำปงจามจะได้รับการจัดหาอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และทรัพยากรทางการศึกษาที่จำเป็น เพื่อช่วยเสริมสร้างระบบการผลิตและพัฒนาครูของกัมพูชา รวมถึงยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ

ความช่วยเหลือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของญี่ปุ่นในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และทุนมนุษย์ของกัมพูชา อีกทั้งยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างกัมพูชาและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย

ที่มา : Fresh News English 

https://www.facebook.com/100064334816576/posts/1414100317411115/?rdid=dU1Gwk4GdzQvDzUy#

ชายแดนสุรินทร์ตึง!! ทบ. เผยเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ ยึดกฎการใช้กำลัง ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ เตรียมประท้วงผ่านชุดประสานงาน

ทบ. เผยเหตุเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ ด้านกองกำลังสุรนารีย้ำหน่วยในพื้นที่ยึดกฎการใช้กำลังพร้อมรับสถานการณ์

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่าวานนี้ (21 พ.ค. 69) กองทัพบก ได้รับรายงานจาก  ร้อย.ทพ.2603 กองกำลังสุรนารี ขณะจัดกำลังพลปฏิบัติภารกิจปรับปรุงที่มั่นเสริมความมั่นคง บริเวณหลักเขตแดนที่ 18 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยเมื่อเวลาประมาณ 1420 น. กำลังพลได้ยินเสียงปืนเล็กจำนวน 5 นัด ดังมาจากทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายกัมพูชา หลังจากนั้น กำลังพลได้หยุดฟังและตรวจการณ์อย่างละเอียด ไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติ จึงได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายเราไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการยิงโต้ตอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการเปิดเผยที่ตั้งและการวางกำลังของฝ่ายเรา ทั้งนี้ กองกำลังสุรนารีสั่งการให้เฝ้าระวังและพร้อมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังตามสถานการณ์อย่างเคร่งครัด

สำหรับการกระทำของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าว แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างชัดเจน ซึ่งกองกำลังสุรนารี จะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ผ่านช่องทางชุดประสานงานในพื้นที่ต่อไป

ไทย–กัมพูชา เปลี่ยนเกม!! สะบั้น MOU44 หันกลับใช้ UNCLOS ยกระดับความสัมพันธ์บนเวทีสากล กัมพูชาต้องการสิทธิพิเศษทางทะเล ไทยพร้อมรับมือยึดกติกาสากล

วิเคราะห์ UNCLOS กับ MOU44 ความแตกต่างในวันที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป

ความชื่นมื่นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแทบจะเรียกได้ว่าวันนี้เราต่างคนต่างอยู่ก็ไม่ผิดอะไรนัก  แม้การเดินทางเข้ากัมพูชาของคนไทย ณ วันนี้จะเดินทางเข้ากัมพูชาได้ทางอากาศแบบฟรีวีซ่าเพราะกัมพูชาก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนปฏิบัติตามข้อตกลงอาเซียน/ทวิภาคี  ที่ให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถเดินทางไปหากันได้แบบไม่ต้องใช้วีซ่าภายในระยะเวลา 14 วัน   ล่าสุดไทยกับกัมพูชาจะสะบั้น MOU 44 กันไปแล้วและหันกลับไปใช้ UNCLOS กันแทน วันนี้เอย่าจึงพามาดูกันว่า UNCLOS ต่างจาก MOU44 อย่างไร แล้วงานนี้ใครได้ใครเสีย

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า MOU คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ  เป็นการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกันระหว่าง 2 ประเทศ  ซึ่งไม่ได้มีการบ่งบอกหรือปักปันเขตแดนกันจริงจัง  ซึ่งนี่คือปัญหาที่หมักหมมที่เกิดการรุกล้ำแผ่นดินจนเคลมแผ่นดินไทยบางส่วนไปเป็นของกัมพูชาเพราะถือหลักอยู่กันมานานนั่นเอง ซึ่งจุดนี้ทางไทยเราได้กางแผนที่พร้อมหลักฐานหมุดสยามที่ปักอยู่เป็นตัวกำหนดเขตแดนและยึดคืนพื้นที่กว่า 13,000 ไร่  โดยใช้หลักฐานคือ สันปันน้ำ  แผนที่ 1:50,000 ซึ่งเป็นมาตราส่วนสากลในการกำหนดปักปันเขตแดน  รวมถึงหลักหมุดเดิมที่มีการกำหนดกันระหว่างรัฐบาลสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศสในขณะนั้น 

แล้ว UNCLOS คืออะไรละ….?   UNCLOS ย่อมาจากUnited Nations Convention on the Law of the Sea  เป็นการแบ่งเขตทางทะเล ซึ่งเป็นกฎหมายสากลที่ใช้กำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างประเทศ  การที่ตอนนี้ไทยและกัมพูชาเลือกใช้ UNCLOS เพราะจะได้แบ่งปักปันพื้นที่ในทะเลออกมาได้อย่างชัดเจน  โดยพื้นที่ในทะเลจะเกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่ทะเลตรงนั้นด้วย  แล้วแปลกใจไหมละคะว่าทำไมกัมพูชาถึงเลือกจะใช้ UNCLOS ในการแก้ปัญหาชายแดนกับไทย  กัมพูชาได้อะไรอย่างนั้นหรือ…?

อย่างแรกเลยกัมพูชาอ้าง UNCLOS เพื่อจะเปลี่ยนประเด็นจากข้อพิพาทของ 2 ประเทศให้เป็นปัญหาระดับสากล ดึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาได้ช่วยไกล่เกลี่ยและเพิ่มความชอบธรรมทางการทูต   ประเด็นต่อมาคือ  การเพิ่มอำนาจต่อรองเรื่องก๊าซและน้ำมัน โดยมีความเป็นไปได้ที่ทางกัมพูชาจะอ้างสิทธิการใช้เป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ประกาศสิทธิครอบครองตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) โดยขยายออกไปสูงสุดไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล  หรือประมาณ 370 กิโลเมตร จากเส้นฐานชายฝั่ง โดยเขตเศรษฐกิจจำเพาะนี้ให้สิทธิพิเศษแก่กัมพูชาในการสำรวจ ขุดเจาะ และแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งสิ่งมีชีวิต เช่น สัตว์น้ำ และสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันใต้ทะเล เป็นต้น  ซึ่งการลากเส้นทางทะเลดังกล่าวจะเพิ่มความชอบธรรมในการเคลมการหาผลประโยชน์พื้นที่ในทะเลในจุดที่เคยเป็นพื้นที่พิพาทให้เป็นของกัมพูชาได้  ข้อ 3 คือการลดการใช้แผนที่และสนธิสัญญาจากยุคอาณานิคมแต่หันมายึดกฎหมายทะเลยุคใหม่แทน  สุดท้ายการใช้ UNCLOS จะเพิ่มภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้แก่กัมพูชาด้วย  

แล้วฝั่งไทยละการใช้ UNCLOS มีประโยชน์อย่างไร  เอย่าก็ต้องบอกก่อนว่าไทยเราใช้ UNCLOS มาหลายประเทศแล้วรอบบ้านเราทั้งเมียนมาและมาเลเซีย  รวมถึงประเทศที่จะมีน่านน้ำติดกับเราอย่าง อินเดีย  เวียดนาม  อินโดนีเซียก็เช่นกัน  ดังนั้นการใช้ UNCLOS ของไทยจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังนั้นการใช้ UNCLOS ของไทยเราจึงมีประสบการณ์เป็นอย่างดี อะไรที่ฝั่งกัมพูชาคิดจะทำได้ฝั่งไทยก็ทำได้เช่นกันในกรอบข้อกำหนดเดียวกัน

ถึงวันนี้เอย่ามั่นใจว่าการที่ท่านอนุทินเดินทางไปยังฝรั่งเศสแล้วบอกกับประธานาธิบดี มาครง เรื่องกันยกเลิก MOU44 แล้วหันกลับมาใช้ UNCLOS น่าจะเป็นอะไรที่เป็นมาตรฐานและเป็นสิ่งที่เจ้าอาณานิคมแต่เดิมของกัมพูชาเข้าใจได้  แถมยกระดับภาพลักษณ์ไทยในสายตาชาวโลกด้วยว่าเราไม่ได้รังแกประเทศที่ล้าหลังกว่าอย่างกัมพูชา รวมถึงลากกัมพูชามาประจานของสาธารณะได้อย่างชอบธรรมหากทำสิ่งใดไม่เป็นไปตามข้อกำหนดนั่นเอง

ที่มา : AYA

กัมพูชาขึ้นเวที UNSC !! ย้ำแก้ปมชายแดนไทย–กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ ‘ปรัก โสคอน’ ชี้โลกปั่นป่วนยิ่งต้องยึดสันติวิธี จุดยืนกัมพูชาในข้อพิพาทชายแดน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ปรัก โสคอน ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ ในระหว่างการอภิปรายเปิดระดับสูงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม

ในการกล่าวต่อที่ประชุม รัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ในยุคที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วนระดับโลก ความขัดแย้งทางอาวุธ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น บูรณภาพแห่งดินแดนและการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติจะต้องยังคงเป็นรากฐานของระเบียบระหว่างประเทศ

ในระหว่างการแถลง รัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่ไม่เปลี่ยนแปลงของกัมพูชาต่อกฎบัตรสหประชาชาติ และโดยอ้างอิงจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของตนเอง เขาย้ำว่าข้อพิพาทจะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา การทูต และการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น

ก่อนจบการแถลง รัฐมนตรีปรัก โสคอน แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจของกัมพูชาต่อประชาคมระหว่างประเทศที่ให้การสนับสนุนการหยุดยิงและการแก้ไขความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา-ไทยอย่างสันติ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064334816576/posts/1420056336815513/?rdid=evH3vghOWwuN28Ql#

กัมพูชาเปิดเกม UNCLOS ปมทะเลทับซ้อนไทย!! ตั้งกูรูกฎหมายทะเลแล้ว ขีดเส้นไทย 21 วัน ส่งผู้แทนสู้ปมทะเลทับซ้อน กัมพูชาย้ำไม่ทิ้งเจรจา แต่ย้ายเข้าสู่กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

กัมพูชาได้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง 2 คน ให้ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการประนีประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ขณะที่ประเทศไทยได้รับกรอบเวลา 21 วัน ในการเสนอชื่อผู้แทนของตนเอง ตามการเปิดเผยของนายจัน รัตนา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา

โฆษกระบุเพิ่มเติมว่า หากไทยไม่แต่งตั้งผู้แทนภายในระยะเวลาที่กำหนด องค์การสหประชาชาติจะเป็นผู้แต่งตั้งแทนประเทศไทย

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ระหว่างนายปรัก โสคอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กับผู้แทนคณะทูตและองค์การระหว่างประเทศรวม 47 แห่ง

กัมพูชาได้แจ้งอย่างเป็นทางการต่อทั้งประเทศไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ถึงการตัดสินใจเริ่มกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กรณีข้อเรียกร้องสิทธิทางทะเลที่ทับซ้อนกัน

ตามแหล่งข่าวอย่างไม่เป็นทางการ กัมพูชาได้เลือกนายปีเตอร์ ทักโซ-เจนเซน นักการทูตชาวเดนมาร์กและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก ตูเวอแนง ให้เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการ

นายปีเตอร์ ทักโซ-เจนเซน เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการประนีประนอมภายใต้ UNCLOS ซึ่งมีบทบาทช่วยแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ระหว่างปี 2016-2018

ขณะที่ศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก ตูเวอแนง เคยมีบทบาทในหลายคดีที่อยู่ต่อหน้าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ

นายจัน รัตนา ระบุว่า เมื่อคณะกรรมาธิการได้รับการจัดตั้งครบถ้วนแล้ว คณะกรรมาธิการชุดนี้จะทำหน้าที่กำกับและนำกระบวนการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย ผ่านกระบวนการประนีประนอมระหว่างประเทศที่มีโครงสร้างชัดเจน

กัมพูชาเลือกใช้กลไกภายใต้ UNCLOS หลังจากไทยถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจปี 2001 หรือ MOU 2544 ซึ่งเดิมเคยเป็นกรอบการเจรจาทวิภาคีด้านเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศ

เมื่อไม่นานมานี้ สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ย้ำว่า การที่กัมพูชาตัดสินใจใช้กลไก UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าเป็นการละทิ้งการเจรจา แต่เป็นการย้ายการหารือเข้าสู่กรอบกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1427893739365106&set=a.357607419727082

จีนส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา!! จับตาเกมยุทธศาสตร์ปักกิ่ง ท่ามกลางชายแดนไทย–กัมพูชาระอุ สะท้อนโจทย์ใหญ่ภูมิรัฐศาสตร์ เมื่ออาวุธกลายเป็นเครื่องผูกมิตร

จีนยืนยันเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนว่า ได้ส่งมอบรถถัง T-59D จำนวน 39 คันให้กับเขมรแล้ว โดยระบุว่าเป็นล็อตแรกจากทั้งหมด 93 คันที่ส่งไปภายใต้โครงการความร่วมมือทางทหารประจำปี รถถัง T-59D ได้รับการอัพเกรดด้วยปืนขนาด 105 มม. ที่ใหญ่กว่า (จาก 100 มม.) เมื่อเทียบกับรุ่นเก่า ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความซับซ้อนของข้อตกลงทวิภาคีระยะยาว ยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาค และความตึงเครียดบริเวณชายแดนในพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดจีนจึงส่งมอบรถถังเหล่านี้ และจำเป็นหรือไม่ในขณะนี้ สถานการณ์ต้องได้รับการประเมินผ่านมุมมองที่แตกต่างกันสองประการ ได้แก่ ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระยะยาว และความขัดแย้งระดับภูมิภาคในทันที 

1. เหตุใดจีนจึงมอบรถถังให้แก่เขมร? การมาถึงของรถถัง T-59D ชุดแรกจากจีน (รุ่นปรับปรุงใหม่ที่ทันสมัยกว่ารถถังหลักของจีนรุ่นเก่า) ที่ท่าเรือเขมร เกิดจากข้อผูกพันตามสัญญาและการวาง

1.1 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์: การปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีอยู่ก่อนแล้ว: เจ้าหน้าที่กลาโหมของทั้งจีนและไทยยืนยันว่า การส่งมอบครั้งนี้ไม่ใช่การกระทำที่ฉับพลันหรือเป็นการตอบโต้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกรอบความช่วยเหลือทางทหารและการฝึกร่วมกันระยะยาวที่มีอยู่ระหว่างปักกิ่งและพนมเปญ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2016 เป็นอย่างน้อย (มักเห็นได้ในระหว่างการฝึกซ้อมทางทหารร่วมประจำปี "มังกรทอง") ข้อมูลด้านความมั่นคงบ่งชี้ว่า คำสั่งซื้อทั้งหมดครอบคลุมรถถังมากถึง 93 คัน โดยการส่งมอบครั้งแรกนี้ประกอบด้วยรถถังประมาณ 39 ถึง 40 คัน 

1.2 พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ "เหล็กกล้า": เขมรเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและน่าเชื่อถือที่สุดของจีนในกลุ่มอาเซียน ในทางกลับกัน เขมรได้รับการลงทุนทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความช่วยเหลือด้านการปรับปรุงกองทัพจากจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือทางการทูตที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

1.3 การเข้าถึงทางภูมิศาสตร์การเมือง (ฐานทัพเรือเรียม): นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ของขวัญทางทหารอย่างต่อเนื่องของจีน ตั้งแต่รถถังเหล่านี้ไปจนถึงการบริจาคเรือรบก่อนหน้านี้ เป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและคงไว้ซึ่งการเข้าถึงสถานที่ทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว เช่น ฐานทัพเรือเรียมที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งทำให้ปักกิ่งมีฐานที่มั่นสำคัญใกล้กับอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ 

2. การส่งมอบครั้งนี้ "จำเป็น" ในตอนนี้หรือไม่? ความจำเป็นของการส่งมอบนั้นขึ้นอยู่กับว่า ถามกับใคร เพราะช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับสถานการณ์ที่อ่อนไหวอย่างมากในภูมิภาค ข้อโต้แย้งที่ว่า "ไม่จำเป็น / ทำให้เกิดความไม่มั่นคง" จากมุมมองด้านความมั่นคงภายนอกและเสถียรภาพในภูมิภาค

2.1 การส่งมอบในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดอย่างมาก: ทำให้ความตึงเครียดชายแดนปะทุขึ้น: รถถังมาถึงท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปราะบางอย่างเหลือเชื่อตามแนวชายแดนไทย-เขมร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีการโต้แย้งกันมาอย่างยาวนาน เช่น บริเวณปราสาทพระวิหารและเขตแดนทางทะเล) หลังจากการปะทะกันตามแนวชายแดนเมื่อเร็วๆ นี้ การไหลเข้าของยุทโธปกรณ์จำนวนมากอาจเสี่ยงต่อการกระตุ้นการแข่งขันด้านอาวุธหรือการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ แม้ว่าหน่วยข่าวกรองไทยจะระบุว่ารถถังถูกเก็บไว้ที่ท่าเรือและยังไม่ได้เคลื่อนไปยังแนวหน้าก็ตาม 

2.2 การปลุกปั่นชาตินิยมภายในประเทศ: เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยชี้ให้เห็นว่าผู้นำเขมรอาจใช้การมาถึงของยุทโธปกรณ์ทางทหารขนาดใหญ่เพื่อปลุกปั่นความรู้สึกชาตินิยมภายในประเทศและสร้างคะแนนทางการเมือง แทนที่จะจัดการกับภัยคุกคามภายนอกที่ถูกต้องและเร่งด่วนซึ่งจำเป็นต้องใช้ยุทโธปกรณ์หนัก 

3. ข้อโต้แย้งเรื่อง "ความจำเป็น" (มุมมองของเขมรและจีน) จากมุมมองการปฏิบัติการของพนมเปญและปักกิ่ง การส่งมอบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เฉพาะดังนี้: 

3.1 การแก้ไขความไม่สมดุลทางทหาร: ในอดีต ผู้นำเขมรแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถพัฒนากองทัพให้ทันสมัยเพียงพอเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับเขมร การอัพเกรดกองเรือที่ล้าสมัยด้วยรถถัง T-59D ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการป้องกันประเทศขั้นพื้นฐานและการสร้างสมดุลขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค 

3.2 กำหนดเวลาตามสัญญา: สำหรับจีน การหยุดการส่งมอบยุทธภัณฑ์ที่วางแผนไว้ระยะยาวเนื่องจากความขัดแย้งชายแดนในท้องถิ่น จะเป็นการส่งสัญญาณถึงการขาดความมุ่งมั่นต่อพันธมิตรในภูมิภาคที่ภักดีที่สุด การส่งมอบฮาร์ดแวร์เป็นการส่งสัญญาณว่าปักกิ่งยืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่เบื้องหลังความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมกับเขมร โดยไม่คำนึงถึงความขัดแย้งในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป 

สรุป แม้ว่า การส่งมอบจะเป็นเพียงการดำเนินการตามสัญญาหลายปีที่มีอยู่แล้ว แต่จังหวะเวลาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความกังวลใจอย่างเข้าใจได้ ขณะที่เขมรมองว่า ยุทโธปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่รอคอยมานานสำหรับการป้องกันประเทศและการพัฒนาให้ทันสมัย โครงสร้างความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านกลับมองว่า การไหลเข้าของยุทโธปกรณ์ในช่วงที่มีข้อพิพาทชายแดนอย่างรุนแรงเป็นตัวแปรที่ไม่แน่นอนซึ่งทำให้การเจรจาสันติภาพทางการทูตซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะการส่งมอบในช่วงที่มีการหยุดยิงที่เปราะบาง  ในขณะที่จีนกำลังจัดหายุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าให้กับไทยไปพร้อมๆ กัน บ่งชี้ว่า ปักกิ่งสนใจเสถียรภาพในภูมิภาคน้อยกว่าการทำให้ทุกฝ่ายต้องพึ่งพายุทโธปกรณ์และไมตรีจิตจากจี

ปิดด่าน 100% ไม่ใช่แค่คำสั่ง!! ยืนยันบังคับใช้กฎหมายควบคู่สิทธิมนุษยชน หลังจับชาวกัมพูชาลักลอบเข้าไทย หนีเศรษฐกิจหวังหางาน ย้ำชายแดนไร้ช่องว่าง

องทัพเรือย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” เห็นผลต่อเนื่อง จับกุมชาวกัมพูชาลักลอบเข้าเมือง 3 ราย รับสารภาพหนีพิษเศรษฐกิจหวังเข้ามาหางานทำในไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า มาตรการควบคุมชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเข้มงวดตามนโยบาย “ปิดด่าน 100%” ยังคงส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกองทัพเรือร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ดำเนินการเฝ้าระวัง ลาดตระเวน และสกัดกั้นการลักลอบเข้า–ออกราชอาณาจักรตามช่องทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอดแนวชายแดน

ล่าสุด ช่วงค่ำเมื่อคืนวาน (15 มิถุนายน 2569) เวลา 20.20 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี จับกุมชาวกัมพูชา 3 ราย เป็นชาย 1 หญิง 2 พร้อมสัมภาระลักลอบเดินเท้าเข้ามาตามแนวสวนลำไย จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า บุคคลทั้ง 3 ราย ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตเข้ามาในราชอาณาจักร โดยให้การรับสารภาพว่าเดินทางมาจากจังหวัดโพธิสัตย์และจังหวัดไพรแวง ประเทศกัมพูชา เนื่องจากไม่มีงานทำและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา จึงตัดสินใจลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อเข้ามาหางานทำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสะตอน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 อย่างเคร่งครัด

การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งทำให้ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายไม่สามารถใช้ช่องทางปกติได้ และต้องหันไปใช้ช่องทางธรรมชาติ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมได้ในที่สุด

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงดำเนินมาตรการปิดจุดผ่านแดนและควบคุมพื้นที่ชายแดนตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเข้มงวดต่อไป พร้อมบูรณาการกำลังกับทุกภาคส่วนในการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

“กัมพูชา” ชงขึ้นค่าบัตรอังกอร์!! กัมพูชาเสนอขึ้นค่าบัตรสะท้อนคุณค่ามรดกโลก ดันภาพลักษณ์มรดกโลกพรีเมียม เปลี่ยนจากท่องเที่ยวปริมาณสู่คุณภาพ ชูคุณค่าประวัติศาสตร์ระดับโลก

กัมพูชาเสนอให้พิจารณาใหม่ เกี่ยวกับราคาบัตรเข้าชมโบราณสถานอังกอร์ เพื่อให้มีคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมระดับพรีเมียม

เดิมราคาบัตรเข้าชมอุทยานโบราณสถานอังกอร์ อยู่ที่ประมาณ 37 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,200 บาท/วัน) นั้นกัมพูชามองว่ายังต่ำเกินไปอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแหล่งมรดกโลกอื่น ๆ บนโลก เช่น มาชูปิกชู, โคลอสเซียม และอะโครโพลิส ภาคการท่องเที่ยวกัมพูชาจึงเสนอให้ปรับราคาขึ้นเป็นประมาณ 50-99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,650 - 3,260 บาท) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของบัตร เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญระดับโลก, ขนาดพื้นที่ของโบราณสถาน และความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญคือ การกำหนดราคาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรายได้ แต่ยังเป็นเรื่องของการวางตำแหน่งด้วย ภาคการท่องเที่ยวกัมพูชาเชื่อว่าราคาบัตรที่สูงขึ้นจะส่งสัญญาณให้นครอังกอร์เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ระดับพรีเมียม มากกว่าที่จะเป็นเพียงจุดแวะพักราคาประหยัด นอกจากนี้ยังกล่าวได้ว่า การกำหนดราคาที่สูงขึ้นจะช่วยลดความแออัด ปรับปรุงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากขึ้นสำหรับการอนุรักษ์ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาการท่องเที่ยว

การเสนอให้ปรับเรทดังกล่าวยังเน้นย้ำว่า แม้จะมีการขึ้นราคาก็ตาม แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็ไม่น่าจะลดลง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้จ่ายเงินจำนวนมากไปกับการเดินทางและที่พักอยู่แล้ว และได้มีการเสนอแนะนำเพิ่มเติมว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นควรนำไปลงทุนอย่างโปร่งใสในการอนุรักษ์แหล่งโบราณสถาน, บริการสาธารณะ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยรวมแล้วกัมพูชายังมีจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์จากการท่องเที่ยว ที่เน้นด้านปริมาณไปสู่การท่องเที่ยวที่เน้นคุณค่ามากกว่า เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ที่ไม่ใช่ใครก็ได้จะมาเยือนนครอังกอร์ในราคาประหยัด แต่เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพ

ที่มา : https://www.facebook.com/100039677396371/posts/1854283372570891/?rdid=ytVAjy1aGsmxUmCR#

“กัมพูชา” ถูกจับตาวิกฤตภาพลักษณ์!! สายการบินจีนระงับ–ลดเที่ยวบิน สะท้อนปัญหาท่องเที่ยวกัมพูชาฟื้นช้ากว่าเพื่อนบ้าน หลังเที่ยวบินจีนลด 35% หนักสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพลักษณ์ฉ้อโกงซ้ำเติมวิกฤต

ผลสำรวจเส้นทางการบินไปกรุงพนมเปญลดลงกว่า 27% และเมืองเสียมราฐลดลง 73% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด สันนิฐานว่าการเปิดเผยข้อมูลการฉ้อโกงและการลงทุนที่ซบเซาอาจเป็นสาเหตุ

สถิติเดือนเมษายน 2026 จากกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา ซึ่งเน้นย้ำถึงการลดลงอย่างไม่ยั่งยืนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กัมพูชาซึ่งล้าหลังกว้าประเทศเพื่อนบ้านในการฟื้นตัวหลังโควิด-19 กัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต โดยการลดลงอย่างมากและการระงับเที่ยวบินในเส้นทางจีนได้ทำให้ภาวะชะงักงันในระยะยาวรุนแรงขึ้น

1. อัตราการลดลงที่แย่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 35.0%

จากเว็บไซต์ของสายการบิน "Aeroroots" ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม - 30 มิถุนายน เที่ยวบินขาเดียวทั้งหมดในเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดำเนินการโดยสายการบินจีน ลดลงโดยรวมประมาณ 14.2% ในจำนวนนี้เส้นทางไปกัมพูชามีอัตราการลดลงที่แย่ที่สุด อยู่ที่ 35.0% ตัวเลขนี้สูงกว่าการลดลงในมาเลเซีย (25.2%), สปป.ลาว (20.0%), เวียดนาม (17.0%), ไทย (10.0%) และสิงคโปร์ (9.0%) อย่างมีนัยสำคัญ

2. สนามบินเตโช-ตาเขมา สนามบินประจำกรุงพนมเปญ มีจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากถึง 27.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในเดือนเมษายน 2026 จำนวนผู้โดยสารขาเข้าทางอากาศอยู่ที่ 175,607 คน ลดลง 21.0% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) ในจำนวนนี้ สนามบินนานาชาติเตโช (KTI) มีจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากถึง 27.3% เหลือ 125,922 คน ซึ่งมันแย่มากเมื่อเทียบกับสถิติอื่นในอาเซียน

การลดลงนี้เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การลงทุนที่ชะลอตัวลงอย่างมากหลังจากการล่มสลายของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน (การเข้ามาลงทุนของชาวจีนในกัมพูชา แต่ปัจจุบันเหมือนผึ้งแตกรัง) และการปราบปรามแหล่งฉ้อโกงออนไลน์ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งมันเจอปัญหาทุกจุดอย่างปฏิเสธไม่ได้, การลดลงอย่างมากของบุคคลที่เข้ามากัมพูชาโดยใช้ข้ออ้างที่น่าสงสัย ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นเดียวกันว่าปีที่แล้วที่มีคนเดินทางมากัมพูชาเยอะนั้นเข้ามาทำไม ซึ่งตอนนี้กำลังโดนไล่ออกไปเยอะมาก ๆ

สะท้อนให้เห็นในตัวเลขผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินหลัก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การท่องเที่ยวขาเข้าส่วนใหญ่มาจากจีน (30.4%) และเวียดนาม (26.2%) ซึ่งคิดเป็น 56.6% ของชาวต่างชาติทั้งหมด และการชะลอตัวพร้อมกันของตลาดหลักเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการท่องเที่ยวขาเข้าโดยรวม นั่นหมายความว่ากัมพูชาอาจต้องเพิ่มต้นทุนและภาระการดูแลสนามบิน กับจ่ายค่าพนักงานดูแลสนามบินต่าง ๆ และค่าเสื่อมราคา ค่าซ่อมบำรุง ในวันนี้ที่มันใหม่ แต่ในอนาคตอาจพังไวจากการซ่อมบำรุงที่ต้นทุนลดลง

เมื่อพิจารณาการลดเที่ยวบินเฉพาะเจาะจง เส้นทางพนมเปญลดลงจาก 43 เที่ยวบินจากปักกิ่งเหลือ 27 เที่ยวบิน และเส้นทางคุนหมิงของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ลดลงจาก 61 เที่ยวบิน เหลือ 46 เที่ยวบิน เที่ยวบินจากกว่างโจวลดลงอย่างมาก โดยสายการบินหลักลดเที่ยวบินจาก 183 เที่ยวบินเหลือ 135 เที่ยวบิน และสายการบินต้นทุนต่ำลดจาก 61 เที่ยวบินเหลือ 41 เที่ยวบิน เที่ยวบินจากเซี่ยงไฮ้ผู่ตงก็ลดลงจาก 61 เที่ยวบินเหลือ 41 เที่ยวบิน และเที่ยวบินจากเซี่ยเหมินลดลงจาก 115 เที่ยวบินเหลือ 64 เที่ยวบิน

3. ความกังวลเกี่ยวกับการ "หยุดชะงักของเที่ยวบินตรงไปยังจีน" และความเป็นจริงของการบำรุงรักษาที่จำกัดในเมืองเสียมราฐ

จำนวนผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินนานาชาติเสียมเรียบอังกอร์ (SAI) ซึ่งเป็นที่ตั้งของมรดกโลกนครวัด-นครธม ในเดือนเมษายนอยู่ที่ 39,365 คน ลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) นี่เป็นการลดลงที่ต่ำมากถึง 73.1% เมื่อเทียบกับปี 2019 (146,195 คน) ซึ่งยิ่งทำให้ภาวะชะงักงันในระยะยาวนี้ สวนทางกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศเพื่อนบ้านนั้นรุนแรงขึ้น

ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ชดเชยความต้องการด้วยการผ่อนปรนวีซ่าและมาตรการอื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อค่าโดยสารที่พุ่งสูงขึ้น และการชะลอตัวในตลาดจีน การตอบสนองที่ล่าช้าของกัมพูชานี้ส่งผลให้สูญเสียโอกาสอย่างชัดเจน

ส่วนเวียดนามคาดว่าจะมียอดนักท่องเที่ยวสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 21.2 ล้านคนในปี 2025 (117.8% ของปี 2019) เนื่องจากการขยายการยกเว้นวีซ่าเข้ายุโรปและการพัฒนาในอินเดีย ในขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดของกัมพูชาคาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 5.57 ล้านคนในปี 2025 (84.3% ของปี 2019) โดยจำนวนผู้โดยสารขาเข้าทางอากาศประจำปีของสนามบินเสียมเรียบคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 672,000 คน (34.6% ของปี 2018) จำนวนเที่ยวบินไปยังสนามบินคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 6,418 เที่ยวบิน (42.9% ของปี 2019) ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะชะงักงันของอุปทานอย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังเรื่องนี้ในกัมพูชา คือความไม่สอดคล้องกันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของกัมพูชาเอง รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาคการท่องเที่ยวในท้องถิ่นแสดงความไม่พอใจ โดยกัมพูชาอ้างว่าสนามบินใหม่ (SAI) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 50 กิโลเมตร (จังหวัดเสียมราฐ) ได้สร้างภาระค่าใช้จ่ายและการเดินทางเพิ่มเติมให้กับนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้เดินทางอิสระ (FIT) ไม่กล้าเดินทางมามากขึ้น

นอกจากนี้ในปี 2025 ยังซ้ำเติมด้วยคำเตือนการเดินทางและการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากเนื่องจากความตึงเครียดทางทหารในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทย การรวมกันของการเปลี่ยนผ่านตลาดที่ล่าช้า ต้นทุนการเข้าถึงที่สูงขึ้น และความเสียหายต่อชื่อเสียง อาจกล่าวได้ว่านำไปสู่การลดลงอย่างมากในเดือนเมษายน 2026 ในขณะที่ประเทศไทยที่เป็นคู่ขัดแย้งของกัมพูชากลับได้รับผลกระทบน้อยมาก แต่สำหรับกัมพูชานั้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ส่วนการลดของเส้นทางบินของสายการบินจีนนั้นรุนแรงยิ่งขึ้นในเส้นทางมาเสียมราฐ โดยเฉพาะเส้นทางคุนหมิง-เสียมราฐ ของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์จากมณฑลยูนนาน ถูกระงับโดยหลักการตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน (ให้บริการเฉพาะวันที่ 1 พฤษภาคมเท่านั้น) และเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน สายการบินอินดิโก (IndiGo) ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ประกาศระงับเส้นทางบินเสียมราฐชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมถึง 30 กันยายน 2026

4. ความผิดปกติเชิงโครงสร้าง เช่น การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองสีหนุวิลล์ แต่สวนทางกับเมืองโดยรอบ

ในขณะเดียวกัน สนามบินนานาชาติสีหนุวิลล์ (KOS) พบว่าจำนวนผู้โดยสารขาเข้าในเดือนเมษายน 2026 เพิ่มขึ้น 161.9% จาก 3,940 คนในเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) เป็น 10,320 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างที่ผิดปกติ รายงานจากองค์กรระหว่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นกับศูนย์กลางการฉ้อโกงออนไลน์ในพื้นที่ เมืองสีหนุวิลล์นั้นน่าสงสัยที่สุด เพราะมันส่วนทางกับเมืองที่กำลังมีปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์และตึกร้างจำนวนมากมาย

5. ข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ "การยกเว้นวีซ่าสำหรับชาวจีนเท่านั้น" เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026

รัฐบาลกัมพูชากำลังทดลองใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับชาวจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของมาตรการนี้ สาเหตุหลักคือการขาดการเข้าถึง ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ โดยแทบไม่มีเที่ยวบินตรงตามตารางเวลาเลย สายการบินที่มากัมพูชามันดูบิดเบี้ยวไปหมด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของกัมพูชาอย่างไทยและเวียดนามที่เจริญรุ่งเรือง แต่กัมพูชากับถอยหลังลง และการบริหารที่ผิดพลาดตั้งแต่แรก เช่น สนามบินใหม่ที่สร้างออกไปห่างไกลอย่างมาก และด้วยรากฐานของเที่ยวบินตามตารางเวลาที่กำลังพังทลาย แม้จะมีการยกเว้นวีซ่ามายังกัมพูชาก็ตาม แต่อุปสรรคในการเดินทางก็ยังคงสูงอยู่ มันทำให้กัมพูชาไม่น่ามาเยือน นอกจากนี้ยังมีภาพลักษณ์เชิงลบของจีนในกัมพูชา เนื่องจากรายงานว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางของการฉ้อโกงนั้นฝังรากลึกไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ใช่เมืองใดเมืองหนึ่ง แต่มันคือทุกที่ในประเทศที่กลุ่มผึ้งแตกรังเหล่านี้ย้ายสถานที่ไปตลอด มันดูไม่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ยกเว้นนักท่องเที่ยวเสี่ยงภัยแบบ Backpacker และ Bloger ซึ่งพวกเขาดูไม่สนใจเรื่องความปลอดภัยเท่าไหร่ เพราะพวกเขามาเพื่อคอนเทนต์เป็นหลัก ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวเหล่านี้มาเยือนกัมพูชา หรือที่ใด ๆ บนโลกก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ยังยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/100039677396371/posts/1854636669202228/?rdid=b8RfTsie8DOtq8A7#

“กัมพูชา” เปิดทางลัดเกษตรสู่จีนผ่านลาว!! เส้นทางใหม่ กัมพูชา–ลาว–จีน เริ่มแล้ว ทุเรียนกัมพูชาล็อตแรกออกเดินทางสู่จีนผ่านลาว ลดเวลาขนส่งจาก 20 วันเหลือ 7 วัน ส่งทุเรียนสดนำร่อง หวังยกระดับตลาดเกษตรโดยตรง

กัมพูชาเปิดเส้นทางขนส่ง 'สินค้าเกษตร' ทางบกสู่จีน ผ่านทางลาว

คิมฟีนัน ปลัดและโฆษกกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของกัมพูชาเผยว่ากัมพูชาได้เปิดเส้นทางส่งออกสินค้าเกษตรทางบกไปยังจีนผ่านลาวเป็นครั้งแรก โดยรถบรรทุกที่บรรทุกทุเรียนสดจำนวน 4 ตู้คอนเทนเนอร์ได้ออกเดินทางจากกัมพูชาไปยังจีนผ่านลาวแล้ว เมื่อวันจันทร์ (22 มิ.ย.)

เส้นทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดระยะเวลาขนส่งเหลือเพียง 1 สัปดาห์ จากเดิม 15-20 วัน แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรกัมพูชา และเกื้อหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรของกัมพูชา เช่น ข้าว ทุเรียน กล้วยหอมทอง มะม่วง มะพร้าว และลำไยไพลินไปยังตลาดจีนโดยตรง

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top